เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 445 ป่นปี้อย่างไร้ปรานี

ตอนที่ 445 ป่นปี้อย่างไร้ปรานี

ตอนที่ 445 ป่นปี้อย่างไร้ปรานี


ตอนที่ 445 ป่นปี้อย่างไร้ปรานี

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

ข้าคนนี้จะเป็นสาวกของสำนักเจินชางได้ยังไงกัน? สาวกตัวปลอมแสร้งทำเป็นยิ้มอย่างตกใจก่อนที่จะพูดออกมา “เอ๊ะ? ท่านเอาตัวรอดมาจากเคียวพื้นพิภพของข้าได้หรอ ท่านเจ้าสำนัก?”

“เจ้าเป็นใครกันแน่?” เฟิงชิงก้าวถอยหลังพร้อมๆ กับเหลือบมองไปยังหุบเขา

“ข้าจะเป็นใครมันไม่สำคัญ ยังไงท่านเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่ของข้าก็จะต้องตายอยู่ดี” หมิงซี่หยินหัวเราะยกใหญ่ เคียวพื้นพิภพได้ลอยกลับมาในมือเขา

อันที่จริงหมิงซี่หยินได้แฝงตัวอยู่ในหมู่สาวกของสำนักเจินชางมาตั้งแต่เริ่มแรก ตัวเขาต้องการที่จะแทรกซึมอยู่ในกลุ่มศัตรูก็เพื่อที่จะมองหาโอกาสจัดการกับผู้ที่เป็นหัวหน้า แต่การที่จะหาสถานการณ์ที่เหมาะสมได้มันยากกว่าที่หมิงซี่หยินคาดเอาไว้มาก และก็เพราะผู้เป็นอาจารย์ของเขาได้แสดงสุดยอดพลังออกมา หมิงซี่หยินจึงใช้โอกาสนี้เพื่อเฝ้ามองพลังอันยิ่งใหญ่ของอาจารย์ซะก่อน ท้ายที่สุดแล้วตัวเขาก็ได้ไล่ตามเฟิงชิงจนมาถึงตอนนี้ หลังจากที่แฝงตัวมาได้สักพักหมิงซี่หยินก็รู้ดีว่าคนอย่างเฟิงชิงไม่ใช่คนธรรมดา

“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นจีเทียนเด๋าหรือไงกัน?” เฟิงชิงได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไม่พอใจ

หมิงซี่หยินตอบกลับมา “ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าจะสามารถต้านทานดาบพลังงานของท่านอาจารย์ข้าได้ มันเป็นเพราะของที่เจ้าสวมใส่อยู่อย่างงั้นสินะ?”

เฟิงชิงที่ได้ฟังแบบนั้นหัวใจเต้นรัว “เจ้าเป็นศิษย์ของศาลาปีศาจลอยฟ้านี่เอง”

หมิงซี่หยินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “เอาล่ะ ข้าจะได้เลิกแสดงละครสักที”

เฟิงชิงได้มองข้ามไหล่ของหมิงซี่หยินไป ตัวเขากังวลว่าจีเทียนเด๋าจะปรากฏตัวขึ้น “สหาย พวกเรามาพูดคุยกันอย่างสันติจะดีกว่า เอาเป็นว่าเจ้าก็แค่หลับหูหลับตาปล่อยข้าไป ในอนาคตข้าจะตอบแทนบุญคุณเจ้าเป็นอย่างดีแน่ เจ้าคิดว่ามันไม่ดีกว่าหรอไงกัน?”

“เรื่องของอนาคตไม่จำเป็นจะต้องพูดถึง”

“อะไรกัน?”

“ถอดเสื้อของเจ้าออกและปล่อยให้เคียวพื้นพิภพของข้าทะลวงเข้าสู่หัวใจของเจ้าซะ ข้าสัญญาว่าจะทำมันอย่างปรานีเอง” หมิงซี่หยินได้พูดออกมาพร้อมรอยยิ้ม

“เจ้า...” เฟิงชิงเริ่มโกรธ “ข้าได้เผาผลาญจุดตันเถียนของตัวเองไปเป็นที่เรียบร้อย ถ้าหากเจ้าอยากที่จะตายจริงๆ ข้าก็จะเติมเต็มความปรารถนาของเจ้าให้เอง!”

เฟิงชิงที่พูดเสร็จได้ยกมือขึ้นก่อนที่จะใช้นิ้วจี้ไปยังจุดตันเถียนถึงสองครั้ง มันเป็นการคลายพลังลมปราณสู่เส้นพลังลมปราณ พลังลมปราณของจุดตันเถียนกว่าครึ่งเริ่มกลับมาเผาไหม้อีกครั้ง

...

ในขณะตอนนั้นเองสาวกของสำนักใหญ่ทั้งเจ็ดที่อยู่ใกล้กับภูเขาทองต่างก็ถูกต้วนมู่เฉิงและคนอื่นๆ เข้าจัดการจนเกือบหมด

ลู่โจวในตอนนี้เหลือบดูเวลาที่เหลืออยู่ ตัวเขาเหลือเวลาที่จะอยู่ในร่างสุดยอดอีกสิบกว่านาที ลู่โจวมองไปรอบตัวก่อนที่จะพูดออกมาอย่างใจเย็น “เก็บกวาดที่เหลือซะ”

“ครับ/ค่ะ ท่านอาจารย์!”

“ความยิ่งใหญ่ของท่านอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง ขอให้ท่านอาจารย์มีชีวิตยืนยาว...ท่านอาจารย์ฝึกฝนตัวเองจนไปถึงขั้นที่เก้าได้แล้วจริงๆ ! ข้าน่ะฝันถึงวันนี้มานานแล้ว...เอ๊ะ? ท่านอาจารย์? ท่านอาจารย์ไปไหนซะแล้ว?” ซู่ฮ่องกงที่พูดเพ้ออยู่นานเพิ่งจะรู้ตัวว่าอาจารย์ของเขาได้หายตัวไปแล้ว เมื่อเห็นว่าไม่มีลู่โจวให้พูดด้วยตัวเขาจึงหันมาพูดกับผู้เป็นศิษย์พี่แทน “ศิษย์พี่สาม, ศิษย์พี่ห้า, ศิษย์น้องเล็ก อย่าเมินข้าซะสิ!”

ทุกคนไม่ว่างพอที่จะไปสนใจซู่ฮ่องกง

ลู่โจวปลดปล่อยเคล็ดวิชาอีกครั้งก่อนที่จะกลับไปยังยอดเขา กลับไปสู่ศาลาปีศาจลอยฟ้า ตัวเขาได้เดินไปยังที่ควบคุมม่านพลังก่อนที่จะกระแทกฝ่ามือลงไป ลู่โจวกำลังถ่ายทอดพลังของตัวเองเพื่อสร้างม่านพลังนั่นเอง!

ดวงจันทร์กำลังจะลาลับขอบฟ้า

“จงออกมาอวตาร!”

ลู่โจวได้ใช้พลังอวตารของตัวเอง พลังของเขายืนอยู่เหนือศาลาปีศาจลอยฟ้า

“ท่านอาจารย์กำลังทำอะไรกัน?” หยวนเอ๋อชี้ไปยังศาลาปีศาจลอยฟ้า

“ท่านอาจารย์กำลังจะประกาศตนว่าตัวเองเป็นสุดยอดผู้ฝึกยุทธตลอดกาลแน่นอน! ไม่มีใครยิ่งใหญ่ไปกว่าท่านอาจาย์แล้ว...พลังอวตารขั้นที่เก้าของเขาไม่มีใครเทียบเคียงได้...โอ๊ย! ศิษย์น้องเล็ก เจ้าหยิกข้าอีกแล้วนะ...” ซู่ฮ่องกงพูดออกมาอย่างไม่พอใจในขณะที่เอามือจับแก้มของตัวเอง

เมื่อลู่โจวถ่ายพลัง ตัวเขาก็มองไปที่ดอกบัวทองคำที่อยู่ใต้อวตารของตน ลู่โจวได้เฝ้ามองมันอยู่ครู่หนึ่ง ตามทฤษฎีที่มีอยู่ในตอนนี้ การที่ผู้ฝึกยุทธจะสามารถหลุดพ้นจากขีดจำกัดอันยิ่งใหญ่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก

ถ้าหากตัดสินเรื่องนี้จากความรู้ที่ได้มาจากสำนักหยุนเทียนลั่ว ดอกบัวทองคำจากพลังอวตารจะเป็นสิ่งที่ดูดซับพลังวรยุทธรวมไปถึงพลังชีวิตของผู้ฝึกยุทธคนนั้น มันคงจะดูดอายุขัยอย่างน้อย 1,000 ปี มีเพียงการแยกดอกบัวทองคำออกมาเท่านั้นที่พอจะเป็นทางออกสำหรับเรื่องนี้

แต่เมื่อลู่โจวใช้การ์ดระเบิดจุดสุดยอดไป ตัวเขาก็มีพลังอวตารดอกบัวเก้ากลีบ ลู่โจวนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในอดีต เหตุการณ์ที่ตัวเขาเพิ่งข้ามมิติมายังดินแดนแห่งนี้ ในตอนที่ลู่โจวใช้การ์ดครั้งแรก ตัวเขามีเพียงพลังอวตารดอกบัวแปดกลีบเท่านั้น และครั้งที่สองลู่โจวได้ใช้การ์ดไปกับการจับกุมตัวยี่เทียนซิน ในตอนนั้นตัวเขากลับมีพลังอวตารดอกบัวเก้ากลีบ แต่ในตอนนั้นลู่โจวไม่ได้สนใจอะไรเรื่องของดอกบัวทองคำมากนัก นี่เป็นครั้งที่สี่แล้วที่ลู่โจวใช้การ์ดระเบิดจุดสุดยอด ในท้ายที่สุดตัวเขาก็สามารถใช้พลังอวตารดอกบัวเก้ากลีบได้

ชื่อไอเท็ม: การ์ดระเบิดจุดสุดยอดของจีเทียนเด๋า

หมายเหตุ: ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้พลังสูงสุดที่จีเทียนเด๋ามีเป็นเวลา 30 นาที

ถ้าหากจะให้พูดอีกนัยหนึ่ง จีเทียนเด๋ามีพลังอวตารอยู่ที่ขั้นที่เก้าตั้งแต่แรกแล้ว! แต่เพราะขีดจำกัดอันยิ่งใหญ่ที่ใกล้เข้ามาทำให้พลังของเขาถดถอยกลับไปขั้นที่แปด เป็นเพราะลู่โจวได้ใช้พลังจากการ์ดพลังชีวิต ร่างกายของเขาจึงกลับมาพร้อมสำหรับการใช้พลังขั้นที่เก้าอีกครั้ง ถ้าหากจีเทียนเด๋าฝึกฝนตัวเองจนถึงขั้นที่เก้าเมื่อนานมาแล้ว แล้วตัวเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการจู่โจมของเหล่ายอดฝีมือจากสิบสำนักใหญ่ได้ยังไงกัน? นับตั้งแต่จากนี้เป็นต้นไปลู่โจวก็อนุมานได้ว่าจีเทียนเด๋าสามารถฝึกฝนตนจนมีพลังอวตารดอกบัวเก้ากลีบตั้งแต่แรกแล้ว มันเกิดขึ้นก่อนที่ลู่โจวจะมายังโลกใบนี้ซะอีก

ผ่านไปครู่หนึ่งคำถามชุดใหญ่ได้ผุดขึ้นมาในใจของลู่โจว ‘แล้วจีเทียนเด๋าไปเอาพลังชีวิตกว่า 1,000 ปีเพื่อฝึกฝนไปถึงขั้นที่เก้าจากไหนกัน?’

หวืออ!

ตู๊ม!

เขตแดนที่เป็นแหล่งกำเนิดของม่านพลังกำลังสั่นสะเทือน

การสั่นสะเทือนในช่วงเวลสสั้นๆ ทำให้ลู่โจวกลับมามีสติอีกครั้ง ตัวเขามองขึ้นไปที่ม่านพลังของภูเขาทอง บัดนี้ม่านพลังเริ่มกลับมาส่องแสงแล้ว ตัวเขายังคงส่งพลังลมปราณที่มีใส่เขตแดนอย่างเต็มพลัง เป็นเพราะพลังอวตารดอกบัวเก้ากลีบทำให้ลู่โจวสามารถซ่อมแซมม่านพลังด้วยความเร็วอันน่ากลัวได้

...

ภายในถ้ำแห่งเงาซะท้อน สีวู่หยาถูกปลุกให้ตื่นจากความโกลาหลครั้งใหญ่ ตัวเขารีบเดินออกไปที่ปากถ้ำก่อนที่จะถูกม่านพลังของที่นั่นขวางกั้นไม่ให้ออกมา

สีวู่หยาตื่นตระหนกอีกครั้งกับเสียงอึกทึกที่มาจากการต่อสู้ เมื่อเห็นแบบนี้นั่นก็แสดงว่าศาลาปีศาจลอยฟ้ากำลังถูกโจมตี!

ตู๊ม!

สีวู่หยาจำไม่ได้แล้วว่าที่ม่านพลังของถ้ำแห่งเงาสะท้อนถูกชนมาแล้วกี่ครั้ง สีวู่หยาต้องการที่จะออกไปจากที่นี่ แต่น่าเสียดายที่พลังวรยุทธที่เขามีถูกฝานซงผนึกเอาไว้

“ท่านอาจารย์ ท่านช่างดื้อรั้นไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ ...”

ปั๊ง!

สีวู่หยาเดินโซเซออกมาจากม่านพลัง ตัวเขาไม่ได้ทำลายม่านพลังด้วยตัวเอง มันเป็นเพราะแรงสั่นสะเทือนที่มาจากเขตแดนพลังของภูเขาทองต่างหาก ความผันผวนของพลังอันมหาศาลได้ส่งผลต่อม่านพลังที่ถ้ำแห่งเงาสะท้อนมี ท้ายที่สุดแล้วม่านพลังที่มีจึงติดๆ ดับๆ ไป

สีวู่หยาที่เดินออกมาหันกลับไปมองด้วยความงุนงง แต่ยังไงซะตัวเขาก็ไม่มีเวลาจะมาหาเหตุผลของม่านพลังที่หายไปได้ สีวู่หยารีบลุกขึ้นมาก่อนที่จะวิ่งไปยังป่าที่อยู่ด้านหลัง

“ข้าเป็นคนเดียวเท่านั้น...คนเดียวที่จะสามารถช่วยศาลาปีศาจลอยฟ้าได้!”

ทันทีที่สีวู่หยาออกวิ่ง ในตอนนั้นท้องฟ้าที่มืดมิดก็เริ่มสว่างขึ้นมา มันเป็นสัญญาณของรุ่งอรุณแห่งวันใหม่นั่นเอง

บนหุบเขาทองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านหลังภูเขา ถ้ำแห่งเงาสะท้อน ศาลาปีศาจลอยฟ้า หรือแม้แต่หุบเขาใกล้เคียงต่างก็สว่างไสวไปด้วย

ม่านพลังของภูเขาทองถูกซ่อมแซมจนกลับมาเป็นเหมือนเก่า

สีวู่หยาที่เห็นแบบนั้นหยุดวิ่ง ตัวเขากำลังตื่นตระหนกกับสิ่งที่ได้เห็น ‘เกิดอะไรขึ้นกัน? เกิดอะไรขึ้นกับภูเขาทอง?’

การจะซ่อมแซมม่านพลังในสถานการณ์ปกติ ผู้ฝึกยุทธขั้นศักดิ์สิทธิ์ 5 คนจะต้องใช้เวลากว่าหลาย 10 ปีกว่าที่จะซ่อมแซมม่านพลังจนเสร็จสมบูรณ์ได้ ผู้ฝึกยุทธทั้งหมดจะต้องใช้เวลาซ่อมแซมพวกมันอย่างหนัก แม้แต่ยอดฝีมือผู้ที่มีพลังอวตารดอกบัวหกกลีบเองยังต้องใช้เวลากว่า 6 เดือนในการฟื้นฟูม่านพลังอย่างเต็มกำลัง แล้วเหตุใดกันทำไมม่านพลังถึงปรากฏขึ้นมาในทันทีแบบนี้ได้?

สีวู่หยาเดินออกมาจากป่า ตัวเขาเงยหน้าขึ้นมาก่อนที่จะจ้องไปยังร่างอวตารขนาดใหญ่ที่สูงตระหง่านอยู่เหนือศาลาปีศาจลอยฟ้า ที่ร่างอวตารนั้นส่องแสงสีทองระยิบระยับออกมา!

ใต้พลังอวตารที่เห็นมีดอกบัวทองคำกำลังหมุนรอบตัวเองอยู่อย่างช้าๆ มันเป็นดอกบัวที่มีกลีบถึง 9 กลีบ

สีวู่หยาสะดุดกลับถอยหลังด้วยความตกใจ ทุกครั้งที่ดอกบัวทั้งเก้าหมุนวนรอบตัวเองสีวู่หยาก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกตบ ตัวเขาได้แต่เยาะเย้ยตนเองอยู่ภายในใจ ‘ช่างโง่เขลาจริงๆ ความโอหังที่ข้ามีกลับบดบังดวงตาของข้าให้มืดบอด ข้าเป็นคนเดียวที่คิดว่าตัวเองจะสามารถช่วยศาลาปีศาจลอยฟ้าได้ ไม่ใช่แค่ท่านอาจารย์หรอกที่ดื้อรั้น ตัวข้าเองก็เช่นกัน...’

สีวู่หยาเป็นผู้ที่ภาคภูมิใจในการตัดสินใจของตัวเองรวมไปถึงวิธีการแก้ปัญหาที่ตัวเขามีมาโดยตลอด แต่ในตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว พลังอวตารดอกบัวเก้ากลีบกำลังเหยียบย้ำความภาคภูมิใจของตัวเขาอย่างไร้ความปรานี

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 445 ป่นปี้อย่างไร้ปรานี

คัดลอกลิงก์แล้ว