เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 434 ดาบปีศาจที่อ่อนแอ

ตอนที่ 434 ดาบปีศาจที่อ่อนแอ

ตอนที่ 434 ดาบปีศาจที่อ่อนแอ


ตอนที่ 434 ดาบปีศาจที่อ่อนแอ

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

หัวหน้าของเหล่าโจรปล้นสุสานเป็นผู้ที่มีพลังวรยุทธอยู่ที่ขั้นมหาราชครู ชื่อเสียงของยู่ฉางตงเป็นชื่อเสียงที่ดังไปทั่วยุทธภพ ชายคนนี้เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับดาบปีศาจที่ทำให้ทั่วทั้งโลกตกอยู่ในความกลัวมาก่อน แต่ถึงแบบนั้นตัวเขาก็ไม่รู้เลยว่าคนที่ได้เห็นตรงหน้าก็คือดาบปีศาจ ร่างกายของชายคนนั้นไม่สามารถขยับได้อีกต่อไป มันได้แต่สั่นกลัวเพียงเท่านั้น ชายคนนี้เคยคิดมาเสมอว่าดาบปีศาจเป็นแค่เพียงเครื่องจักรสังหาร มนุษย์มักจะสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวเมื่ออยู่ในสภาวะที่ตกใจหรือกลัวสุดขีด และในตอนนี้เองหัวหน้าของเหล่าโจรปล้นสุสานก็กำลังประสบอยู่

ชายคนนี้อยากที่จะอ้าปากขอความเมตตา แต่พลังแรงกดดันและสีหน้าอันเย็นชาที่ยู่ฉางตงปล่อยออกมาทำให้ตัวเขาไม่อาจที่จะพูดได้เลย เมื่อเงยหน้าขึ้น ตัวเขาก็พบว่ายู่ฉางตงไม่ได้จ้องมองตัวเองเลย ยู่ฉางตงกำลังเหลือบมองไปที่ด้านนอกแทน โจรปล้นสุสานได้แต่สงสัยว่ายู่ฉางตงคิดอะไรอยู่กันแน่ ในตอนนี้ตัวเขาเข้าใจแล้วว่าไม่ได้มีภูตผีเฝ้าสุสาน สิ่งที่เห็นตรงหน้าเป็นเพียงแค่ชายที่ซ่อนตัวอยู่เท่านั้น

ในตอนนั้นเองเสียงเห่าหอนของหมาป่าก็เริ่มดังขึ้น เสียงของมันได้ดังไปทั่วดินแดนสีขาว

เสียงของมันได้ทำให้โจรปล้นสุสานกลับมามีสติอีกครั้ง

ในที่สุดยู่ฉางตงก็หันไปจ้องมองชายคนนั้น ตัวเขายังคงสงบนิ่งในขณะที่เดินเข้าไปใกล้

โจรปล้นสุสานได้พูดออกมาอย่างติดๆ ขัดๆ “จะ...เจ้า...เจ้าเป็นใครกัน?”

ยู่ฉางตงเหลือบมองไปที่ซากศพทั้งสี่ก่อนที่จะเดินผ่านไป ในตอนนี้ความสนใจของเขาทั้งหมดอยู่ที่แสงแดดภายนอก มันเป็นทิวทัศน์ที่งดงาม มันเป็นแสงที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นราวกับเป็นแสงแรกของฤดูใบไม้ผลิ

“โขกศีรษะสามครั้ง” ยู่ฉางตงเอ่ยปากพูด เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเยือกเย็น

โจรปล้นสุสานไม่กล้าปฏิเสธ ตัวเขารีบโขกศีรษะคำนับให้กับเหล่าโครงกระดูกที่อยู่ภายในสุสาน เมื่อโขกศีรษะเป็นการไถ่โทษเสร็จตัวเขาก็เหลือบมองไปที่ยู่ฉางตง ในตอนนี้ดาบยืนยาวยังคงส่องแสงไปทั่วทั้งสุสาน

ชิ๊ง!

ดาบยืนยาวได้เฉือนคอโจรปล้นสุสานอย่างรวดเร็วก่อนที่จะกลับไปยังฝัก

ร่างของโจรปล้นสุสานถูกตรึงไว้อยู่ที่เดิม ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ไม่นานนักของเหลวสีแดงในตัวก็เริ่มไหลรินลงสู่พื้น มันได้ไหลไปรวมกับเลือดของโจรปล้นสุสานคนอื่นๆ เลือดที่ไหลมารวมกันดูคล้ายกับสระน้ำที่อยู่ท่ามกลางเมลลิล็อตที่กำลังเบ่งบาน เมื่อชายปล้นสุสานล้มตัวลง ประตูหินของสุสานเมลิล็อตก็ถูกปิด

ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมืดมิดอีกครั้ง

...

ยู่ฉางตงมองขึ้นไปยังฝูงหมาป่าที่อยู่ด้านบน

ฝูงหมาป่ายังคงเห่าหอน เสียงของมันทำให้กิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ๆ ถึงกับสั่นไหวจนหิมะตกลงสู่พื้น

ยู่ฉางตงหันไปทางแสงแดดก่อนที่จะพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม “พวกเจ้าอีกแล้วสินะ”

บรู๊ววว!

“ข้าสบายดี”

บรู๊ววว!

“ข้าขอฝากที่เหลือไว้กับพวกเจ้าด้วย”

บรู๊ววว!

“ข้าถือว่าพวกเจ้าตอบตกลงก็แล้วกันนะ” ยู่ฉางตงได้หันกลับไปอย่างช้าๆ ก่อนที่จะเดินไปยังทางตะวันออกเฉียงใต้

บางทีอาจจะเป็นเพราะยู่ฉางตงไม่มีความสุขในการเหยียบย่ำหิมะสักเท่าไหร่ ตัวเขาจึงรีบเดินผ่านทุ่งหิมะก่อนที่จะเดินไปหยุดตรงหน้าหุบเขา

ยู่ฉางตงยกมือตัวเองขึ้นมา ในตอนนั้นเองพลังอวตารของตัวเขาก็ได้ปรากฏตัวขึ้น

พลังอวตารร้อยวิถีได้ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของยู่ฉางตง มันไม่มีดอกบัว มีเพียงร่างอวตารกับกลีบดอกบัวทั้งสามกลีบที่หมุนรอบ ในตอนนี้ดาบปีศาจมีพลังวรยุทธอยู่ที่ขั้นมหาภัยพิบัติศักดิ์สิทธิ์โดยที่มีพลังอวตารสามกลีบ เป็นเวลานานแล้วที่ตัวเขาไม่แม้แต่จะชายตามองผู้ฝึกยุทธที่มีระดับพลังเพียงแค่นี้ พวกเขาทั้งหมดอ่อนแอ อ่อนแอเกินไป อ่อนแอเกินกว่าที่จะคู่ควรความสนใจของตัวเขา เท่ากับว่ายู่ฉางตงในตอนนี้กลายเป็นดาบปีศาจที่อ่อนแอเองที่สุดไปเองแล้ว

ยู่ฉางตงได้ยกเลิกการใช้พลังอวตารของตัวเองไป หลังจากนั้นตัวเขาก็เหลือบมองท้องฟ้าก่อนที่จะจ้องมองหุบเขาวู่เซียน ที่หุบเขาเต็มไปด้วยหิมะทั่วทุกทิศทาง หุบเขาวู่เซียนดูเหมือนถูกคลุมไปด้วยหิมะตลอดทั้งปี

ยู่ฉางตงมองไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตัวเขาเริ่มบินด้วยความเร็วสูง ตัวเขากำลังเดินทางไปยังแท่นบูชาหยกเขียว มันต้องใช้เวลาถึง 5 วันกว่าที่จะเดินทางมาถึง แต่ถ้าหากยู่ฉางตงต้องการที่จะกลับไปโดยที่มีพลังอวตารดอกบัวสามกลีบ ตัวเขาก็คงจะใช้เวลากว่าสิบวันเป็นอย่างน้อยกว่าที่จะไปถึง

เส้นทางที่ยู่ฉางตงกำลังเดินทางไปเป็นเส้นเดียวกับที่ยู่ฉางตงเคยใช้ในวัยหนุ่ม ตัวเขาในตอนนั้นไม่มีพลังวรยุทธแม้แต่นิดน้อย ตัวเขาได้ผ่านอุปสรรคทั้งหมดด้วยความมุ่งมั่นและพลังกายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยู่ฉางตงได้ใช้เวลากว่าหลายเดือนกว่าที่จะเดินทางไปถึงที่หมาย

รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ตัวเขาจ้องมองไปยังดินแดนที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้

...

อาทิตย์ตกดิน เวลาค่ำคืนได้หวนมาเยือน

ภายในถ้ำแห่งเงาสะท้อน สีวู่หยาได้โยนกระดาษโจทย์ปัญหาทิ้งไปที่ด้านข้าง ตัวเขาขยี้ตาอย่างไม่เสแสร้ง สีวู่หยาส่ายหัวก่อนที่จะถอนหายใจออกมา “ในโลกนี้มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นมากมาย แล้วท่านอาจารย์ไปหาคำถามแบบนี้มาจากไหนกัน?”

จนถึงวันนี้คำถามสองข้อแรกเป็นเพียงคำถามเดียวที่สีวู่หยาแก้ปัญหาได้ ดูเหมือนว่าแม้แต่ตัวเขาเองยังหาคำตอบอื่นไม่ได้ สิ่งนี้ทำให้สีวู่หยารู้สึกหงุดหงิดตัวเอง

แสงจันทร์สอดส่องลงมาที่ถ้ำแห่งเงาสะท้อน ในตอนนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้น

“นั่นใครกัน?” สีวู่หยาชายตามองก่อนที่จะเดินไปที่ทางเข้าถ้ำแห่งเงาสะท้อน

เสียงที่ดังขึ้นมาไม่ได้ดังอะไรเลย มันเป็นเสียงที่แผ่วเบา แต่ถึงแบบนั้นมันก็ไม่อาจจะหลุดรอดจากสายตาของสีวู่หยาได้

“เทคนิคการหายใจจากภายใน?”

ผู้ฝึกยุทธหลายคนมักจะฝึกฝนสิ่งที่คล้ายกันอย่างการหายใจ ด้วยการหายใจที่ถูกวิธีจะทำให้ทุกคนสามารถรีดเค้นพลังกายอันสูงสุดของตัวเองออกมาใช้งานได้ การหายใจที่แผ่วเบาเป็นการหายใจที่ไม่อาจทำได้นาน มันอาจจะทำให้อวัยวะภายในของผู้ที่หายใจได้รับบาดเจ็บได้ถ้าหากหายใจไปนานๆ วัตถุประสงค์หลักของการหายใจแผ่วเบามีไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับจากเหล่ายอดฝีมือ

เป็นเพราะเหตุนี้ทำให้สำนักใหญ่ทั้งหลายสร้างเขตแดนพลังขึ้นมาก็เพื่อที่จะปกป้องเขตแดนของตัวเอง

ผู้ฝึกยุทธที่ใช้เทคนิคการหายใจภายในจะดูเป็นเหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป แม้ว่าพลังนี้จะไม่อาจทำให้ผ่านเขตแดนพลังเข้ามาได้ แต่ถ้าหากพวกเขาอยู่ในเขตแดนแล้วมันก็ยากที่จะตรวจจับ

พลังเขตแดนของภูเขาทองได้หายไปนานแล้ว แต่อย่างไรก็ตามชื่อเสียงยังคงอยู่ ผู้ฝึกยุทธทั่วไปไม่มีทางที่จะกล้าเข้าใกล้ศาลาปีศาจลอยฟ้าได้ ใครกันที่เป็นผู้กล้าบุกมาในครั้งนี้?

พรึ๊บ!

ใครคนหนึ่งได้กระโดดออกมาจากป่าทางด้านขวาของถ้ำแห่งเงาสะท้อน วินาทีต่อมาใครคนหนึ่งก็ได้ปรากฏตัว คนคนนั้นได้คุกเข่าลงก่อนที่จะพูดทักทายออกมา “ท่านเจ้าสำนัก!”

สีวู่หยาที่เห็นคนตรงหน้าได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ตื่นตกใจ “ยี่ฉีชิง...เจ้ามาทำอะไรที่นี่กัน?”

“ชู่วว!” ยี่ฉีชิงมองไปรอบตัวของตัวเอง ตัวเขารีบเดินไปยังถ้ำแห่งเงาสะท้อนก่อนที่จะหยิบมีดออกมา “ข้ามาเพื่อพาตัวท่านออกไป”

“ช้าก่อน” สีวู่หยายกมือขึ้น “ใครส่งเจ้ามา?”

“ท่านเจ้าสำนัก...เวลามีค่า เจ็ดสำนักใหญ่ได้ก่อตั้งพันธมิตรแล้ว เมื่อเวลานั้นมาถึงภูเขาทองจะต้องนองเลือดแน่ มันอันตรายเกินไปที่ท่านจะมาอยู่ที่นี่”

ยี่ฉีชิงตรวจสอบรอบตัว เมื่อแน่ใจแล้วว่าพลังวรยุทธของสีวู่หยาถูกผนึก ยีฉีชิงก็มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือสีวู่หยามากยิ่งขึ้น

สีวู่หยาส่ายหัวก่อนที่จะพูดออกมา “เจ้ามาได้ทันเวลาจริงๆ บอกข้าเกี่ยวกับเรื่องเจ็ดสำนักใหญ่ซะ”

“ท่านเจ้าสำนัก!” ยี่ฉีชิงยกมีดออกมาด้วยความกังวล

“หืม?” สีวู่หยาขมวดคิ้ว เสียงของเขาที่พูดตอบกลับมาต่ำลง “ยี่ฉีชิง”

ยี่ฉีชิงตกตะลึง

สีวู่หยาพูดต่อไป “ทำตามคำสั่งของข้าซะ!”

“ครับ” ยี่ฉีชิงตัวสั่น ตัวเขาไม่กล้าที่จะขัดขืนคำสั่งของสีวู่หยา

“ติดต่อแหล่งข่าวของพวกเราในเจ็ดสำนักใหญ่ สืบหาข้อมูลเกี่ยวกับไพ่ตายของพวกเขามาซะ” สีวู่หยาสั่งการออกมา

“ครับ...แล้วข้าจะแจ้งให้กับท่านได้ทราบยังไงกัน?” ยี่ฉีชิงหันไปมองหน้าผาที่ตัดกับท้องฟ้ายามราตรี เมื่อต้องคิดว่าฝ่าฟันอุปสรรคมามากแค่ไหนยี่ฉีชิงก็สั่นไปทั้งตัว

“ส่งจดหมายไปที่ศาลาปีศาจลอยฟ้าก็พอ” สีวู่หยาตอบกลับมา

“ท่านเจ้าสำนัก?” ยี่ฉีชิงงุนงง

“ข้าตัดสินใจแล้ว” สีวู่หยาพูดต่อ “ไปซะและทำตามที่ข้าสั่ง”

เมื่อเห็นว่าสีวู่หยาจริงจังแค่ไหน ยี่ฉีชิงก็ไม่กล้าที่จะใช้เวลาอยู่บนหุบเขาทองอีกต่อไป ตัวเขาหันกลับไปก่อนที่จะเดินหายจากไปในความมืด

ในขณะเดียวกันต้วนมู่เฉิงในตอนนี้ยืนอยู่บนต้นไม้จากด้านนอกศาลาทางเหนือ ตัวเขากวาดสายตาไปยังถ้ำแห่งเงาสะท้อนก่อนที่จะพึมพำกับตัวเอง “ถ้าหากคำนึกถึงคำพูดของศิษย์น้องแปด ข้าจะปล่อยเจ้าไปสักครั้ง หวังว่าเจ้าจะช่วยอะไรพวกเราได้ล่ะนะ ศิษย์น้องเจ็ด” หลังจากนั้นต้วนมู่เฉิงก็พุ่งตัวไปยังก้อนหินบนทางขึ้นเขา ตัวเขาได้ผ่าก้อนหินออกเป็นส่วนๆ อย่างไม่สบอารมณ์

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 434 ดาบปีศาจที่อ่อนแอ

คัดลอกลิงก์แล้ว