- หน้าแรก
- ระบบสุดโกงกับนายน้อยปลอมตัว
- บทที่ 92 - การจัดวางผังเมืองหลวงมังกรและตระกูลเฉิน การกลับคืนสู่ตระกูลครั้งแรก
บทที่ 92 - การจัดวางผังเมืองหลวงมังกรและตระกูลเฉิน การกลับคืนสู่ตระกูลครั้งแรก
บทที่ 92 - การจัดวางผังเมืองหลวงมังกรและตระกูลเฉิน การกลับคืนสู่ตระกูลครั้งแรก
บทที่ 92 - การจัดวางผังเมืองหลวงมังกรและตระกูลเฉิน การกลับคืนสู่ตระกูลครั้งแรก
เมืองหลวงมังกรแบ่งออกเป็นห้าเขตใหญ่
เขตตะวันตกคือสถานที่ตั้งของสถาบันพลังพิเศษนักรบ เขตเหนือเป็นแหล่งรวมที่พักอาศัยของบรรดาตระกูลใหญ่หรือชนชั้นสูง
เขตใต้เป็นย่านศูนย์การค้าต่างๆ เขตตะวันออกเป็นเขตอุตสาหกรรมที่รวมเอาทั้งสถาบันวิจัย ค่ายกล อู่ตีเหล็ก และการผลิตด้านอื่นๆ เอาไว้ด้วยกัน
ส่วนเขตใจกลางเมืองคือสถานที่ตั้งของสี่วิหารใหญ่ รวมถึงหน่วยงานบริหารและสมาคมต่างๆ
ส่วนย่านที่พักอาศัยของประชาชนทั่วไปนั้นกระจายตัวอยู่ตามเขตต่างๆ อย่างประปราย
ตระกูลเฉินตั้งอยู่ใจกลางเขตทิศเหนือของเมืองหลวงมังกร ครอบครองพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 1 ล้านตารางเมตรในเมืองที่ที่ดินมีค่าดั่งทองคำ
และภายในคฤหาสน์ตระกูลเฉินที่กว้างใหญ่ไพศาลราวกับอาณาจักรย่อมๆ สิ่งปลูกสร้างหลากสไตล์ได้ผสานความงดงามของสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกเข้ากับเทคโนโลยีพลังวิญญาณได้อย่างลงตัว
ใจกลางคฤหาสน์เป็นสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ที่มีดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานประชันความงามกัน
ฝั่งตะวันออกเป็นเขตที่พักอาศัยของสมาชิกตระกูล มีทั้งบ้านพักตากอากาศและเรือนหอพักมากมาย โดยมีคนรับใช้จำนวนมากเดินขวักไขว่คอยทำความสะอาดและดูแลรักษาสภาพแวดล้อม
ฝั่งตะวันตกและทิศเหนือเป็นห้องปฏิบัติการวิจัย ห้องจำลองสถานการณ์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้อาวุโสหรือสมาชิกตระกูลเฉินบางคนในการคิดค้นทักษะหรือสำนักวิชาใหม่ๆ
ฝั่งใต้มีสิ่งปลูกสร้างรูปทรงกลมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกฝนสำหรับสมาชิกตระกูลเฉิน
แต่เพื่อป้องกันไม่ให้พลังวิญญาณที่เข้มข้นทำอันตรายต่อเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ตระกูลจึงมีกฎห้ามผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี และยังไม่ได้ปลุกพลังพิเศษเข้าไปเด็ดขาด
เพราะผู้ที่ยังไม่ได้ปลุกพลังจะไม่สามารถดูดซับพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างกายเพื่อบำรุงเส้นเอ็นและกระดูก เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกาย หรือเปลี่ยนแปลงตัวเองได้
อีกทั้งบรรพบุรุษของตระกูลเฉินยังกังวลว่า พลังวิญญาณที่มหาศาลเกินไป อาจจะส่งผลเสียต่อเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และทำลายรากฐานของพวกเขาได้
ขณะนี้
เวลา 8 นาฬิกา 45 นาที
ณ ลานกว้างใจกลางคฤหาสน์ตระกูลเฉิน สมาชิกตระกูลจำนวนมากมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อเฝ้ารอต้อนรับการกลับมาของเฉินซีอิน
ท่ามกลางลานกว้าง กลุ่มเด็กๆ และวัยรุ่นต่างจับกลุ่มคุยกันเสียงเจื้อยแจ้ว
"คุณลุงรอง คุณลุงรองครับ พี่ซีอินยังมาไม่ถึงอีกเหรอครับ? ผมคิดถึงเขาจะแย่แล้ว!"
"ใช่ๆ! ท่าทางตอนที่พี่ซีอินเป่าขลุ่ยเท่สุดๆ ไปเลย ผมก็อยากจะปลุกพลังสายเสียงให้ได้เหมือนกัน!"
"เย้ๆ! พี่ซีอินไปซุ่มฝึกวิชาที่เมืองเหวินโจวตั้ง 5 ปี ฉันก็จะหาที่เงียบๆ ซุ่มฝึกเหมือนกัน จะได้กลับมาสร้างความตื่นตะลึงให้ทุกคนไปเลย!!"
"อืมๆ ฉันก็เหมือนกัน ฉันยังจำภาพตอนที่พี่ซีอินเดินกร่างทำตัวนักเลงตอนฉันอายุ 7 ขวบได้อยู่เลย หรือว่ายิ่งทำตัวกร่าง พรสวรรค์ก็จะยิ่งสูง ฉันต้องเอาเป็นแบบอย่างบ้างแล้ว!"
ทว่าพวกเขากลับหารู้ไม่ว่า
ความจริงแล้วเฉินซีอินถูกผนึกความทรงจำ แล้วก็ถูกจับโยนออกไปต่างหากล่ะ
และพวกผู้อาวุโสในตระกูลที่รู้เรื่องนี้ มักจะบอกกับคนในตระกูลว่า สายเลือดสายตรงที่หายตัวไปนั้น ถูกส่งไปเข้ารับการฝึกฝนแบบพิเศษตามแผนการที่วางไว้
อีกอย่าง ถึงแม้จะมีคนในตระกูลเฉินบางคนรู้ความจริง แต่ก็ไม่มีใครเอาไปพูดพล่อยๆ หรอก ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าทายาทสายตรงถูกส่งตัวไปที่ไหน
เว้นเสียแต่ว่าจะมีใครคิดทรยศตระกูล แล้วแอบไปสืบเรื่องนี้อย่างลับๆ
แต่ใครมันจะไปโง่ทำเรื่องแบบนั้นกันล่ะ?
อยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ได้พักพิงร่มเงา ต้นไม้ยิ่งใหญ่ ทุกคนก็ยิ่งได้รับประโยชน์มากมาย!
ดังนั้นจึงไม่มีใครยอมไปทำเรื่องเปลืองตัวแถมยังไม่ได้อะไรแบบนี้หรอก
ต้องรู้ไว้นะว่า แค่คิดไม่ซื่อ ก็ต้องเผชิญหน้ากับการถูกตามล่าจากทั้งตระกูลเฉินแล้ว!
ในขณะเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพวกหนอนบ่อนไส้ในตระกูล ทรัพยากรของตระกูลเฉินจะถูกจัดสรรตามคะแนนสมทบ
สมาชิกตระกูลทุกคนที่อายุครบเกณฑ์ จะได้รับคะแนนเริ่มต้น 10,000 คะแนน
สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นทรัพยากร อุปกรณ์ อาวุธ เคล็ดวิชา ฯลฯ ได้
หลังจากนั้นก็ต้องรับทำภารกิจให้ตระกูล สร้างชื่อเสียง หรือไม่ก็ออกไปฆ่าเผ่าพันธุ์ต่างดาว ฯลฯ เพื่อหาคะแนนเพิ่ม
นั่นแหละที่มาของคำว่า
ตระกูลระดับท็อปไม่เลี้ยงพวกเศษสวะ!
ตระกูลที่จะเจริญรุ่งเรืองไปได้อย่างยาวนาน!
ต้องการวงจรที่ขับเคลื่อนไปในทางที่ดี!
รวมถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ต้าเซี่ยก็เช่นกัน!
ทางการเองก็สนับสนุนแนวทางที่ว่า 'ผู้มีความสามารถได้ไปต่อ ผู้ไร้ความสามารถก็ถอยไป'!
มอบทรัพยากรที่มีอยู่ให้กับคนที่พร้อมจะพยายามให้มากที่สุด
ในขณะเดียวกัน การมีอยู่ของวิหารกฎหมายต้าเซี่ย ก็มีไว้เพื่อตรวจสอบการทำงานของระบบนี้ในระดับเผ่าพันธุ์
โดยทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ เพื่อรับประกันความยุติธรรมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ไอ้เด็กพวกนี้นี่มันว่างกันเกินไปแล้วจริงๆ! ต้องจัดตารางเรียนให้พวกมันเรียนเยอะๆ หน่อยแล้วล่ะ หนังสือแบบฝึกหัด 'จำลองข้อสอบห้าปี ทำโจทย์สามปี' เล่มใหม่นี่แหละเหมาะสุดๆ ให้พวกมันลดๆ การเล่นเกมลงบ้าง!"
อีกด้านหนึ่ง สมาชิกตระกูลเฉินและผู้อาวุโสที่ยังคงอยู่ในคฤหาสน์เพื่อพักฟื้นร่างกาย เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยของกลุ่มวัยรุ่นรอบๆ ตัว ก็พากันส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
"ใช่แล้ว! จะปล่อยให้ไอ้พวกลูกหมาพวกนี้เอาอย่างซีอินตอนเด็กๆ ที่วันๆ เอาแต่สร้างเรื่องไม่ได้เด็ดขาด!"
"ถูกต้อง! แต่ผลลัพธ์จากการฝึกซ้อม 5 ปีของเสี่ยวซีอินนี่ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากเลยนะ ดูจากผลงานตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ก็ดูโตเป็นผู้ใหญ่และสุขุมขึ้นเยอะเลย!"
"อืม! วิดีโอที่เมืองเหวินโจวฉันก็ดูแล้วเหมือนกัน อ้อ จริงสิ ได้ยินมาว่าท่าเต้นประกอบเพลงนั่น สามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายและจิตวิญญาณได้ด้วยนะ เราน่าจะให้พวกเด็กๆ ในตระกูลเรียนรู้จากซีอินดูบ้างดีไหม?"
"อย่ามาออกไอเดียห่วยๆ เลยน่า! อีกแค่เดือนกว่าๆ ซีอินก็ต้องไปรายงานตัวที่สถาบันพลังพิเศษนักรบแล้ว ถึงตอนนั้นจะต้องมีการจัดอันดับผู้มาใหม่ ซึ่งมันสำคัญกว่าตั้งเยอะ เขาต้องรีบใช้เวลาฝึกซ้อมให้เต็มที่ ขืนทำผลงานออกมาไม่ดีก็เสียชื่อตระกูลเฉินหมดสิ คนรอดูกันตั้งเยอะแยะ!"
"นั่นก็จริง ฮ่าๆ ไอ้พวกเด็กแสบพวกนี้ยังอีกนานกว่าจะถึงวัยปลุกพลัง ให้ซีอินฝึกซ้อมก่อนแหละถูกแล้ว!"
"ฮ่าๆๆ ใช่แล้วล่ะ! พรสวรรค์ตอนปลุกพลังของเขาก็ปาเข้าไปตั้งระดับ SSS มีเค้าลางความเก่งกาจของพี่ชายเขา เฉินซีเนี่ยน ในตอนนั้นเลยนะ!"
"พูดถึงซีเนี่ยนแล้ว ฉันล่ะตั้งตารอคอยจริงๆ ว่าซีอินจะนำความเซอร์ไพรส์แบบไหนมาให้พวกเราได้เห็นกันบ้าง"
ทุกคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ต่างคาดหวังกับการกลับมาของเฉินซีอินเป็นอย่างมาก
ต้องรู้ไว้นะว่าในตอนนั้น เฉินเหวินหยวนก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำตระกูลในช่วงวิกฤต นำพาตระกูลฟื้นฟูหลังจากสงคราม และเฉินซีเนี่ยนก็ผงาดขึ้นมาตลอดเส้นทาง ทำให้ตระกูลเฉินสามารถรักษาตำแหน่งตระกูลอันดับหนึ่งของต้าเซี่ยเอาไว้ได้อย่างมั่นคง
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เฉินซีอินที่มีพรสวรรค์ระดับ SSS เหมือนกัน หากในอนาคตเขาเติบโตขึ้นมาได้อย่างเต็มที่ จะสามารถนำพาตระกูลทะยานขึ้นไปสู่จุดสูงสุดได้อีกแค่ไหนกัน
เมื่อเวลาผ่านไปทีละนาที จนกระทั่งใกล้จะ 9 นาฬิกา ยานบินที่แล่นด้วยความเร็วสูงลำหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าที่ห่างไกล และกำลังพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว
ตอนนั้นเอง เด็กหนุ่มคนหนึ่งในฝูงชนก็ชี้ไปที่ท้องฟ้า พร้อมกับตะโกนขึ้นมา
"มาแล้วๆ! ยานบินมาแล้ว!"
เมื่อสิ้นเสียงตะโกน ทุกคนก็พร้อมใจกันแหงนหน้ามองตามไป
วินาทีต่อมา ยานบินก็ปรากฏตัวขึ้นเหนือลานกว้าง ค่อยๆ ลดระดับลงจอดบนพื้นที่ว่างใจกลางคฤหาสน์ ก่อนที่ประตูยานจะเปิดออกอย่างรวดเร็ว
"ปึง ปึง ปึง ปึง!"
เฉินซีอินและคณะกระโดดลงมาจากยานบิน ลงมายืนบนพื้นอย่างมั่นคง
ส่วนจ้าวหานอวิ๋นก็ตวัดมือขวา แสงวาบขึ้นมาครั้งหนึ่ง ยานบินก็ถูกเก็บเข้าไปในแหวนมิติทันที
"ในที่สุดก็กลับมาถึงซะที!"
ในเวลานี้ เฉินซีอินกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็ได้พบกับคุณลุงรองเฉินเหวินชิง และคุณลุงห้าเฉินเหวินมู่ รวมถึงคนอื่นๆ ที่คุ้นเคย จากนั้นสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่กลุ่มวัยรุ่นอายุสิบห้าสิบหกปี หรือเด็กกว่านั้น รู้สึกผูกพันอย่างบอกไม่ถูก
ในวินาทีนั้น เขาราวกับมองเห็นกลุ่มเป้าหมายแรกที่จะได้สัมผัสกับ 【ดวงตะวันยามรุ่งอรุณ】 สายตาของเขาจดจ้องไปยังกลุ่มเด็กวัยรุ่นตระกูลเฉินเหล่านั้น ภายในใจก็แอบหัวเราะอย่างชั่วร้าย
รีบมาอยู่ในอ้อมกอดของพี่ชายเถอะนะ!
พวกนายคือแต้มพลังพิเศษทั้งนั้น!
ไม่สิ!
ต้องบอกว่ามารับความรักจากพี่ชายต่างหาก!
เฉินซีอินละสายตากลับมา สาวเท้าก้าวฉับๆ ไปหาเฉินเหวินชิงและคนอื่นๆ ก่อนจะฉีกยิ้มทักทาย "คุณลุงรอง ทุกคน... ผมกลับมาแล้วครับ!"
"กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว!"
ทุกคนมีสีหน้าปลาบปลื้มใจ มองดูเฉินซีอินที่เติบโตเป็นหนุ่มหล่อเหลาเอาการ ยิ้มแย้มทักทายตอบรับ จากนั้นเฉินเหวินชิงก็โบกมือบอกว่า:
"อย่ามัวแต่ยืนอยู่ตรงนี้เลย ไปกันเถอะ ไปที่หออาหารวิญญาณกัน กินข้าวไปคุยไป ถือโอกาสเลี้ยงต้อนรับท่านจอหงวนของพวกเราด้วยเลย!"
พูดจบ เฉินเหวินชิงก็เอื้อมมือมาดึงแขนเฉินซีอิน เดินนำไปยังสิ่งปลูกสร้างโอ่อ่าอลังการทางทิศตะวันออก
สถานที่แห่งนั้นคือที่รับประทานอาหารประจำของคนในตระกูลเฉิน มีชื่อว่า 'หออาหารวิญญาณ'
เป็นสถานที่ที่ถูกจัดสรรไว้เพื่อปรุงอาหารสำหรับผู้ใช้พลังพิเศษโดยเฉพาะ เพื่อช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการฝึกฝนให้ดียิ่งขึ้น
ขณะนี้ เฉินซีอินถูกเฉินเหวินชิงจูงมือเดินไป สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและหนาแน่นจากมือของอีกฝ่าย ความทรงจำในวัยเด็กก็ค่อยๆ ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา
ในพริบตาต่อมา ภาพความทรงจำมากมายก็ผุดขึ้นมาในหัว ทั้งตอนที่เขาก่อเรื่องวุ่นวาย ตีเด็กบ้านอื่น แกล้งเพื่อนร่วมชั้น ทำลายข้าวของสาธารณะ ป่วนไปทั่วในตระกูล หรือไปก่อเรื่องวิวาทข้างนอก จนถูกจับตัวกลับมาบ้าน
ตอนที่ไอ้แก่นั่นเงื้อเข็มขัดเตรียมจะฟาดเขา ก็มีผู้หลักผู้ใหญ่สองคนนี้แหละที่เป็นคนออกหน้าห้ามไว้เสมอ
ยังมีตอนที่เขาไปแอบตัดหนวดของคุณปู่อีก
คุณปู่ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย แต่ไอ้แก่นั่นกลับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ยืนกรานจะใช้กฎประจำตระกูลลงโทษเขาให้ได้!
ก็เป็นคุณลุงสองคนนี้อีกนั่นแหละ ที่ช่วยดึงตัวไอ้แก่นั่นเอาไว้
เดี๋ยวก่อนนะ!
หรือว่าเหตุผลจริงๆ ที่ทำให้ไอ้แก่นั่นตัดสินใจอย่างเด็ดขาด!
ส่งฉันไปเมืองเหวินโจวทันทีแบบไม่ให้ตั้งตัว!
จะเป็นเพราะฉันไปตัดหนวดคุณปู่กันแน่?!
ความคิดพิลึกพิลั่นนี้แวบเข้ามาในหัว แต่เฉินซีอินก็รีบสลัดมันทิ้งไป
เขาไม่เชื่อหรอกน่า
ว่าผู้แข็งแกร่งระดับเทพจะยอมทำเรื่องไร้เยื่อใยขนาดนั้น เพียงเพราะเรื่องหยุมหยิมแค่นี้
มันน่าจะเป็นกฎของตระกูลมากกว่า
แถมตอนนั้นสถานการณ์ในสนามรบเผ่าพันธุ์ต่างดาวก็กำลังวิกฤตพอดี.....
เมื่อตั้งสติได้ เฉินซีอินก็หันกลับไปตะโกนบอกหลินอู่และคนอื่นๆ ว่า "หลินอู่ พี่เจียเสวี่ย รีบตามมาเร็ว......"
และหลังจากที่เฉินซีอินโดนลากตัวไป
กลุ่มเด็กๆ และวัยรุ่นตระกูลเฉินก็พากันเข้ามารุมล้อมพวกเขาสามคนที่อยู่ด้านหลัง ส่งเสียงเจื้อยแจ้วไม่หยุด
"ลุงจ้าวครับ ลุงกลับมาแล้ว คราวนี้ลุงเอาขนมอร่อยๆ อะไรมาฝากบ้างครับ?"
"หนูอยากกินอมยิ้มสายรุ้งอันใหญ่ๆ ค่ะ เอาแบบสีรุ้งเลยนะคะ"
"พี่เจียเสวี่ย พี่สวยขึ้นอีกแล้วนะคะ ขอกอดหน่อย~"
"พี่สาวตัวหอมจังเลยแถมนุ่มนิ่มด้วย~"
เวลานี้ จ้าวหานอวิ๋นยืนปะปนอยู่ในกลุ่มเด็กๆ กวาดสายตามองเด็กวัยรุ่นและเด็กเล็กตระกูลเฉินด้วยรอยยิ้ม แววตาเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
อีกด้านหนึ่ง หวังเจียเสวี่ยลูบหัวเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วอุ้มเธอขึ้นมา หยอกล้อบีบจมูกเด็กน้อยเล่นเบาๆ
เธอที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงมังกรมาโดยตลอด คุ้นเคยกับคนในตระกูลเฉินราวกับเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว
และเธอก็มักจะกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่ตระกูลเฉินในช่วงที่ว่างจากการเรียนเสมอ
ตอนนั้นเอง เด็กหนุ่มหน้าตาท่าทางฉลาดเฉลียวดูล่ำสันคนหนึ่ง ก็จ้องมองหลินอู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วเอ่ยถามขึ้นว่า "พี่ชาย พี่เป็นเพื่อนของพี่ซีอินเหรอครับ?"
หลินอู่อึ้งไปเล็กน้อย แววตาฉายแววประหม่า ก่อนจะหัวเราะแหะๆ แล้วตอบว่า "ใช่แล้ว พี่ไม่ใช่แค่เพื่อนของพี่ซีอินนะ แต่ยังเป็นพี่น้องร่วมสาบานของเขาด้วยล่ะ!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เด็กหนุ่มก็เอียงคอพิจารณาหลินอู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเดินเข้ามาจับมือเขา เขย่าไปมาแล้วบอกว่า "ถ้างั้นเดี๋ยวผมจะพาพี่ไปกินของอร่อยๆ ที่หออาหารวิญญาณเอง!"
ในวินาทีนั้น หลินอู่ถูกเด็กหนุ่มลากมือเดินไป เขากวาดสายตามองไปรอบๆ
เห็นบรรดาผู้อาวุโสของตระกูลเฉินกำลังพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง บางคนก็กอดคอจ้าวหานอวิ๋นหัวเราะร่วน มีวัยรุ่นหญิงชายวิ่งเล่นหยอกล้อหัวเราะคิกคักอยู่รอบตัวหวังเจียเสวี่ย
บรรยากาศช่างดูอบอุ่นเป็นกันเอง ผิดกับภาพลักษณ์ของตระกูลใหญ่ระดับท็อปที่เขาจินตนาการไว้ลิบลับ
อันที่จริง ตลอดเส้นทางที่เดินทางมายังตระกูลเฉิน ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความวิตกกังวลมาโดยตลอด
เขาคิดไปเองว่าตระกูลระดับท็อปอย่างตระกูลเฉิน จะต้องมีกฎระเบียบที่เข้มงวดกวดขัน บรรยากาศตึงเครียดจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ
แต่ภาพเหตุการณ์ตรงหน้ากลับต่างจากที่เขาคิดไว้โดยสิ้นเชิง!
ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกอิจฉาเฉินซีอินก็ก่อตัวขึ้นในใจเขาอีกครั้ง
พร้อมกับความรู้สึกต้อยต่ำที่เริ่มเกาะกินใจ!
ราวกับว่าเขากับเฉินซีอินได้กลายเป็นคนละโลกกันไปแล้วในพริบตา
หรือบางทีเขาอาจจะเป็นแค่คนที่โชคดี
โชคดีแบบฟลุกๆ เท่านั้น........
ตอนนั้นเอง แรงดึงจากมือของเด็กหนุ่มก็กระชากให้หลินอู่หลุดจากภวังค์
เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบๆ ถามด้วยความสงสัย "พี่ชายมัวเหม่ออะไรอยู่ครับ รีบเดินเร็วเข้า พวกเขาเดินนำไปไกลแล้วนะ!"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินอู่ก็เงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าเฉินซีอินเดินล่วงหน้าไปไกลมากแล้ว เขาจึงรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านในหัวทิ้งไป
เขาเชื่อมั่นว่า ในอนาคตตัวเขาเองก็จะสามารถสร้างครอบครัวที่อบอุ่นแบบตระกูลเฉินนี้ได้เหมือนกัน หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ การขอมาเป็นแขกรับเชิญของตระกูลเฉิน ก็ดูจะเป็นความคิดที่เข้าท่าอยู่ไม่น้อย
วินาทีต่อมา หลินอู่ก็ยิ้มกว้าง จูงมือเด็กหนุ่มคนนั้น แล้วพากันเดินมุ่งหน้าไปยังหออาหารวิญญาณ
(จบแล้ว)