เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 386 หอกที่ทิ่มแทง

ตอนที่ 386 หอกที่ทิ่มแทง

ตอนที่ 386 หอกที่ทิ่มแทง


ตอนที่ 386 หอกที่ทิ่มแทง

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

โจวจี้เฟิงที่กำลังบินอยู่บนดาบนั้นรวดเร็วกว่าการที่ฉางจินกำลังวิ่งอยู่บนพื้น เมื่อมาถึงที่ด้านนอกห้องโถง โจวจี้เฟิงก็สังเกตเห็นหมิงซี่หยินและต้วนมู่เฉิงที่กำลังอยู่ด้วยกัน โจวจี้เฟิงรีบร่อนลงไปหาทั้งคู่อย่างรวดเร็ว “เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ท่านหมิงซี่หยิน ท่านต้วนมู่เฉิง มีสัตว์ประหลาดกำลังพุ่งตรงขึ้นมาบนภูเขา!”

“สัตว์ประหลาดอย่างงั้นหรอ?” หมิงซี่หยินขมวดคิ้ว ทันใดนั้นเองตัวเขาก็ได้นึกถึงคำพูดของไป่มาที่พยายามทำลายศาลาปีศาจลอยฟ้า หมิงซี่หยินคิดมาโดยตลอดว่าไป่มาคงจะต้องวางแผนซับซ้อนอะไรบางอย่างไว้ เขาไม่ได้คาดคิดว่าไป่มาจะเป็นฝ่ายที่ส่งคนมาโจมตีตรงๆ แบบนี้ “ข้าจะรายงานเรื่องนี้ให้กับท่านอาจารย์เอง ศิษย์พี่สาม ท่านช่วยไปดูสถานการณ์ที”

“ได้เลย” ต้วนมู่เฉิงยกหอกราชันย์ขึ้นมาก่อนที่จะเหลือบมองไปที่โจวจี้เฟิง “รีบบอกให้กับคนอื่นได้รู้ซะ ข้าจะไปดูลาดเลาก่อนเอง”

“ครับ”

ทั้งสามได้แยกทางกัน

การแสดงออกของต้วนมู่เฉิงดูเคร่งขรึมเป็นอย่างมาก ตัวเขาได้ยกหอกราชันย์ขึ้นก่อนที่จะพุ่งลงไปจากยอดเขา เมื่อพุ่งลงไปได้ครู่หนึ่งตัวเขาก็สังเกตเห็นฉางจินกำลังวิ่งขึ้นมา

ใบหน้าของฉางจินซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผล

ต้วนมู่เฉิงบอกได้ทันทีว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับชายคนนี้ ตัวเขารีบยกหอกราชันย์ออกมาก่อนที่จะแทงไปที่ฉางจิน ในขณะที่พุ่งตัวออกไปเงาของหอกราชันย์ก็ได้เพิ่มมากขึ้นจนถึง 100 เงา พลังทั้งหมดได้โจมตีไปที่ใบหน้าของฉางจินด้วยความเร็วดุจดั่งสายฟ้า

ตู๊ม! ตู๊ม! ตู๊ม!

ผลของการฝึกฝนที่ใต้น้ำตกทำให้ต้วนมู่เฉิงสามารถโจมตีได้อย่างแม่นยำ มันเป็นการโจมตีที่เฉียบคมกว่าทุกครั้งที่เคยมีมา

ฉางจินถอยกลับไป แต่นั่นก็สายเกินไป ท้ายที่สุดแล้วฉางจินก็ถูกโจมตีจนกระเด็นกลับไป

การโจมตีของหอกราชันย์มันทรงพลังเกินกว่าที่ฉางจินจะต้านทานไว้ได้

ต้วนมู่เฉิงได้กลายเป็นเหมือนกับเทพแห่งหุบเขา ตัวเขาได้ยืนเฝ้าอยู่บนบันไดทางขึ้นในขณะที่มองฉางจินที่กระเด็นถอยกลับไป

ฉางจินกลิ้งลงไปตามขั้นบันได เมื่อกระเด็นกลับไปได้ไกลมากพอฉางจินก็กลับลุกขึ้นมาอีกครั้ง

“ถอยมาซะ!” เสียงอันซับซ้อนได้ดังออกมา

ต้วนมู่เฉิงได้หันไปมองที่ด้านหลัง ตัวเขาเห็นอาจารย์ของตัวเองกำลังขี่วิซซาร์ดมาหา

หยวนเอ๋อ, หมิงซี่หยิน, จ้าวยู่, ผู้อาวุโสเล้งลั่ว, ฝานลี่เทียน และฮั๊ววู่เด๋าก็ได้ปรากฏตัวขึ้นบนอากาศเช่นกัน พวกเขาทั้งหมดกำลังมองไปที่ฉางจิน

ลู่โจวมองไปที่ฉางจินพร้อมกับขมวดคิ้ว “ผู้อาวุโสสูงสุดจากสำนักเฮ้งชู ฉางจินอย่างงั้นสินะ?”

หมิงซี่หยินได้ถามออกมา “ศิษย์พี่รองไม่ได้ฆ่าชายคนนี้ไปแล้วหรอกหรอ?”

“ตายไปแล้ว?” เหล่าสาวกหญิงจำนวนหนึ่งได้มองไปที่ฉางจินด้วยความหวาดกลัว ‘นี่มันคนตายอย่างงั้นหรอ?’

เหล่าสาวกหญิงทั้งหลายไม่ได้มีความรู้ที่กว้างขวางอะไรในโลกใบนี้ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกนางจะตื่นตระหนกกับสิ่งที่ไม่เคยได้พบเจอ

เล้งลั่ว, ฝานลี่เทียน และฮั๊ววู่เด๋านึกไปถึงเวทมนตร์คาถาในทันทีที่ได้เห็นภาพตรงหน้า ฝานลี่เทียนได้หัวเราะก่อนที่จะพูดขึ้น “เป็นเวลานานแล้วสินะที่ข้าได้เห็นเวทมนตร์คาถาเช่นนี้...ฝานซง พาเจ้าอาวาสซู่จิงมาที่นี่ซะ”

ฝานซงรีบคารวะก่อนที่จะบินไปยังศาลาทางตอนเหนือในทันที

ในตอนนั้นเองยันต์บนร่างกายของฉางจินก็ได้หลุดออก

พรึ๊บ!

ยันต์ที่เคยติดได้ลุกเป็นไฟ แต่เปลวไฟที่ลุกขึ้นดูแปลกประหลาด มันเป็นเปลวไฟสีม่วงนั่นเอง ในตอนนั้นก็ได้มีเสียงดังขึ้น “ยู่ฉางตงจะต้องทุกข์ทรมานเพราะพลังเวทมนตร์คาถาของข้า วันเวลาของเขากำลังหมดลงแล้ว ถ้าหากเจ้าแข็งแกร่งมากพอจริง...ข้าก็ขอท้าให้เจ้าออกมาสู้ที่ด้านนอกหุบเขาแห่งนี้” ทันทีที่เสียงนั้นเงียบดับ เปลวไฟสีม่วงก็ได้จางหายไป

เล้งลั่วได้พูดในขณะที่ลอยอยู่บนอากาศ “ยันต์ฉายเสียง...การที่ชายคนนี้จะสามารถควบคุมศพได้เช่นนี้ เวทมนตร์คาถาของเขาจะต้องมีความซับซ้อนมากแน่ พวกเราไม่ควรประมาทเลยจริงๆ”

ฝานลี่เทียนได้พูดออกมา “เจ้าไม่ได้ยินสิ่งที่เจ้าคนทรงนี่พูดเหรอไงกัน? เจ้านี่มั่นใจว่าท่านศิษย์คนรองกำลังจะตาย ตอนนี้ข้าอยากจะถ่มน้ำลายต่อหน้าของเจ้าคนทรงนี้จริงๆ”

“ก็ทำซะสิ” เล้งลั่วได้พูดยั่วยุออกมา

“ข้าจะต้องทำแบบนั้นแน่!” ฝานลี่เทียนพูดขึ้น ในตอนที่เสียงของเขาที่ยังไม่ทันได้จางหายไป ฝานลี่เทียนก็ได้พุ่งเข้าหาฉางจินด้วยแสงสีทอง มันเป็นแสงสีทองที่ได้ส่องออกมาจากขวดน้ำเต้า

“ตามที่คาดไว้ พลังยอดฝีมือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดจากสำนักแห่งความบริสุทธิ์ไม่ธรรมดาจริงๆ ...เอ่อ ข้าหมายถึงเป็นไปตามคาดจริงๆ ที่ผู้อาวุโสผู้ที่มีอาวุธระดับสรวงสวรรค์เพียงคนเดียวจะแข็งแกร่งเช่นนี้” หมิงซี่หยินได้กล่าวชมเชย

ฝานลี่เทียนได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วขณะที่ก้มหน้ามองลง ขวดน้ำเต้าที่ถืออยู่ได้ยิงพลังงานสารพัดหลากหลายรูปแบบออกมา

ตู๊ม!

ฉางจินยังคงไม่เคลื่อนไหว ตัวเขาหมุนตัวเองก่อนที่จะถูกการโจมตี

หลังจากที่โจมตีเป้าหมายให้กระเด็นถอยกลับไปฝานลี่เทียนเริ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย “ศพนี่ได้รับการเสริมพลังมาจากเวทมนตร์คาถา...คนร้ายจะต้องเป็นยอดคนทรงไม่ผิดแน่”

ฮั๊ววู่เด๋าพยักหน้าเห็นด้วย “ในเรื่องของความแข็งแกร่งคนคนนี้จะต้องมีพลังเทียบเท่าได้กับผู้ฝึกยุทธผู้ที่มีพลังอวตารดอกบัวแปดกลีบแน่...จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของเวทมนตร์คาถานั่นก็คือเวลาอันยาวนานในการเตรียมตัว ถ้าหากเป็นแบบนั้นจริงข้าก็อยากที่จะขอแนะนำอะไรบางอย่าง...”

“มันคืออะไรกัน?” หมิงซี่หยินถามออกมา

“ข้าอยากที่จะเสนอให้ทุกคนขึ้นรถม้าลอยฟ้าไปด้วยกันเป็นเวลา 10 วัน เมื่อถึงตอนนั้นเวทมนตร์คาถาทั้งหมดจะต้องเสื่อมสลายไปเพราะระยะเวลาแน่” ฮั๊ววู่เด๋ารู้สึกว่าข้อเสนอแนะของตัวเขาฟังดูมีเหตุผลและยังน่าพอใจมากที่สุดแล้ว นี่เป็นการรับมือกับเวทมนตร์คาถาโดยใช้จุดอ่อนของมันเอง ถ้าหากศัตรูเสียเวทมนตร์คาถาทั้งหมดที่เตรียมไว้ไป การจะจัดการกับศัตรูอย่างคนทรงได้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่มีใครตอบโต้ฮั๊ววู่เด๋ากลับมา ‘นี่ข้าพูดอะไรผิดไปอย่างงั้นหรอไงกัน?’

หลังจากที่ฉางจินถูกพลังจากน้ำเต้าจู่โจมจนกระเด็นถอยกลับไป เมื่อถึงพื้นฉางจินก็ได้ลุกขึ้นยืนอย่างไร้ความรู้สึก

“หุ่นเชิดยังไงก็เป็นได้แค่หุ่นเชิด มันไม่ได้มีความหมายอะไรหรอก!” ฝานลี่เทียนที่พูดเสร็จได้ลอยไปข้างหน้าอีกครั้ง

“อย่าเพิ่งรีบร้อนไป มองดูสิ่งที่อยู่รอบหุบเขาก่อนจะดีกว่า” เล้งลั่วพูดขึ้น

ทุกๆ คนได้หันมองรอบตัว

ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนมีฝูงชนจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามาหาพวกเขาอย่างช้าๆ ที่ฝูงชนเหล่านั้นเต็มไปด้วยพลังอันน่าประหลาด

“พวกมันมีเยอะมาก!” ซู่ฮ่องกงได้ร้องอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ “สวรรค์! ท่านอาจารย์ ข้าคิดว่าพวกเราควรทำตามคำแนะนำของผู้อาวุโสฮั๊วนะครับ”

“เจ้าน่ะมันคนขี้ขลาดตาขาวสินะ?” หมิงซี่หยินที่พูดเสร็จได้ผลักซู่ฮ่องกงไปข้างหน้า

ในตอนนั้นเองเจ้าอาวาสซู่จิงก็ได้นำเหล่าสาวกกว่าหลายสิบคนบินตรงมาหาพวกลู่โจว เหล่านักบวชทุกคนได้เตรียมพร้อมกางเขตแดนเป็นของตัวเองแล้ว

“อมิตตาพุทธ ในที่สุดอาตมาก็มีโอกาสที่จะตอบแทนบุญคุณปรมาจารย์จีแล้วสินะ” ซู่จิงได้มองไปที่ฝูงหุ่นเชิดที่อยู่บนเชิงเขา “ข้าจะรีบบอกสาวกคนอื่นๆ ให้รีบตามมาเอง”

“ดีมาก นักบวชเฒ่า...” ซู่ฮ่องกงได้พูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม

ลู่โจวเหลือบมองไปที่หุ่นเชิดด้านล่าง พวกมันมีมากพอๆ กับฝูงมดปลวก เมื่อได้เห็นแบบนั้นตัวเขาก็ได้พูดออกมา “ฮั๊วยู่จิง”

ฮั๊วยู่จิงได้ก้าวออกไปข้างหน้าก่อนที่จะโค้งคำนับและพูดออกมา “ข้าอยู่ที่นี่แล้ว”

“ใช้ผืนฟ้าให้เป็นดินแดนของเจ้า ในเมื่อเจ้ามีธนูจันทราแล้วใช้มันอย่างเต็มที่เพื่อจัดการกับเวทมนตร์คาถาซะ” ลู่โจวที่ได้พูดจบก็ได้ขี่วิซซาร์ดบินสูงขึ้นไปอีก ยิ่งบินสูงมากขึ้นเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้ตัวเขาสามารถมองเห็นภาพรวมได้ดีขึ้น

ฮั๊วยู่จิงรู้ดีว่าลู่โจวหมายถึงอะไร และเพราะแบบนั้นนางจึงบินตามลู่โวไปด้วย

ลู่โจวได้เหลือบมองสถานการณ์ก่อนที่จะบินลงมา

ฮั๊วยู่จิงได้โน้มตัวไปที่ด้านหน้าก่อนที่จะมองไปยังภาพที่อยู่รอบตัวเช่นกัน เมื่อเห็นแบบนั้นนางก็รีบง้างสายธนูจันทรา...

พรึ๊บ!

ลูกธนูพลังงานได้ลอยออกมาจากคันธนูจันทรา

ลูกธนูพลังงานได้เปล่งแสงในยามราตรีราวกับว่ามันเป็นแสงจากดาวตก

ตู๊ม!

ลูกธนูทั้งหลายพุ่งใส่หุ่นเชิดที่อยู่บนพื้นดิน

หุ่นเชิดที่ถูกโจมตีล้มลงไปในทันที แต่ไม่นานพวกมันก็กลับลุกขึ้นมาใหม่

“ข้าจะต้องจัดการกับผู้ใช้เวทมนตร์คาถา...หุ่นเชิดพวกนี้ตายไปหมดแล้ว พวกมันจะลุกขึ้นยืนใหม่ได้ถ้าหากข้าไม่ได้จัดการกับผู้ใช้เวทมนตร์คาถา”

ทุกๆ คนต่างก็เข้าใจเรื่องนี้ดี

ผู้ใช้เวทมนตร์คาถาที่ชาญฉลาดมักจะควบคุมหุ่นเชิดของตนจากในระยะไกล และเพราะแบบนั้นใครจะไปรู้ได้กันว่าผู้ใช้เวทมนตร์คาถาอยู่ที่ไหน?

ลู่โจวกวาดตามองไปทั่วป่าก่อนที่จะพูดออกมา “ผู้อาวุโสฮั๊ว ปกป้องศาลาปีศาจลอยฟ้าไว้ซะ”

“ข้าเข้าใจแล้ว” ฮั๊ววู่เด๋าไม่เหมาะกับการจู่โจม เป็นธรรมดาที่ตัวเขาจะรู้สึกมีความสุขเมื่อได้ปกป้องฐานของตัวเขาเอง

หมิงซี่หยินได้พูดขึ้น “ท่านอาจารย์ ทำไมร่างกายของพวกมันถึงได้แข็งแกร่งเช่นนี้ได้?”

ลู่โจวได้ตอบกลับไป “ผู้ใช้เวทมนตร์คาถาได้ดูดซับพลังชีวิตจำนวนมากก็เพื่อที่จะเสริมพลังความแข็งแกร่งให้กับหุ่นเชิดของพวกมัน แต่ยิ่งมีหุ่นเชิดอยู่ภายใต้การควบคุมของมันมากเท่าไหร่ การที่จะควบคุมหุ่นเชิดพวกนั้นได้ผู้ควบคุมคนนั้นก็ต้องจ่ายสิ่งตอบแทนมากขึ้นเท่านั้น”

เล้งลั่วพูดเสริม “ถ้าหากเป็นแบบนี้ยอดคนทรงนั่นจะต้องเสียอายุขัยไปอย่างน้อยก็ 200 ปีไปอย่างแน่นอน”

“ข้าได้เปิดโลกกว้างอีกครั้งแล้ว” หมิงซี่หยินเข้าใจทุกอย่างแล้วนั่นเอง

“ใครจะไปสนกันว่าพวกมันจะแข็งแกร่งสักแค่ไหน? ข้าจะฆ่าพวกมันให้หมดเอง” ต้วนมู่เฉิงจับหอกราชันย์ไว้แน่น ที่หอกราชันย์เปี่ยมไปด้วยพลังอันมหาศาล “ท่านอาจารย์ให้ศิษย์ได้สู้ด้วยเถอะ!”

ลู่โจวพยักหน้า “ย่อมได้” ถ้าหากลู่โจวอยู่ที่นี่ด้วย เหล่าสาวกของเขาจะไม่ตกอยู่ในอันตรายแน่ และถ้าหากไป่มาแสดงตัวออกมา เมื่อถึงตอนนั้นเขาก็จะสามารถจัดการกับไป่มาได้ด้วยพลังการ์ดการโจมตีของเพชฌฆาต เมื่อจัดการไป่มาได้แล้วการที่จะเก็บกวาดศัตรูที่เหลือก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ในตอนนี้ต้วนมู่เฉิงได้รับอนุญาตจากผู้เป็นอาจารย์แล้ว ดูเหมือนว่าตัวเขาจะดูกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ ต้วนมู่เฉิงที่จะเริ่มเปิดฉากการโจมตีได้ใช้พลังอวตารร้อยวิถีของเขาออกมาซะก่อน มันเป็นพลังอวตารที่มีความสูงกว่า 40 ฟุต

“ศิษย์พี่สาม...ท่านยังดูเกรี้ยวกราดเหมือนเคย” หมิงซี่หยินเห็นภาพนี้จนคุ้นตา นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ตัวเขาไม่อยากประลองกับผู้เป็นศิษย์พี่คนนี้ ‘ใครกันจะไปทนถูกหอกนั่นแทงอย่างบ้าคลั่งได้ทุกวัน...’

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 386 หอกที่ทิ่มแทง

คัดลอกลิงก์แล้ว