- หน้าแรก
- ผมมีระบบจำลองการจีบสาว
- บทที่ 11 การใส่ร้าย
บทที่ 11 การใส่ร้าย
บทที่ 11 การใส่ร้าย
บทที่ 11 การใส่ร้าย
ทางที่เลือกเอง ต่อให้ต้องกัดฟันก็ต้องเดินต่อไปให้สุด
เมื่อเห็นว่าเผชิญกับคอขวด เสิ่นอี้ก็เปลี่ยนมานอนในท่าทางที่สบายแล้วขบคิดเงียบๆ
"กริ๊งๆๆ"
จู่ๆโทรศัพท์มือถือก็สั่นและมีสายโทรเข้า เสิ่นอี้มองดูเห็นว่าเป็นสายของเหล่าไต้ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็กดรับสาย
"ฮัลโหล"
"อืมๆ ใช่ ใช่ กำลังตรวจรับอยู่ ตกลง ถ้าเสร็จเร็วฉันจะกลับไป"
"ตกลง ขอบคุณหัวหน้าที่เป็นห่วง"
หลังจากวางสาย เสิ่นอี้ก็มองดูเกมจำลองการเดต พบว่ามันพิเศษมาก การคุยโทรศัพท์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกระบวนการทำงานของมัน มันยังคงหน้าตัวเลือกไว้เพื่อรอให้เสิ่นอี้ตัดสินใจเลือก
ไต้เถี่ยเฟิงเป็นเจ้านายของเสิ่นอี้มาตั้งแต่ตอนที่เขาเพิ่งเข้าทำงาน
อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขามาสองปีกว่าแล้ว ก็นับว่าเป็นคนคุ้นเคยกัน คนรอบข้างต่างก็เรียกเขาว่าเหล่าไต้
อายุสามสิบกว่าปีแล้ว แต่ในเครือบริษัทเป็นเพียงแค่หัวหน้าเล็กๆคนหนึ่งเท่านั้น
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ความรู้สึกถึงวิกฤตในใจของเขารุนแรงมาก ดังนั้นจึงกระตือรือร้นในการทำงานและชอบแสดงผลงาน
มันก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรหรอก เพียงแต่มันสร้างความลำบากให้กับลูกน้องอย่างกลุ่มของเสิ่นอี้ก็เท่านั้น
เมื่อกว่าครึ่งชั่วโมงที่แล้ว เสิ่นอี้ส่งข้อความไปลางาน เนื่องจากตอนนั้นจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจึงหาข้ออ้างไปส่งเดช โดยบอกว่าเจ้าของบ้านเช่าที่เพิ่งย้ายออกมีปัญหาเรื่องการตรวจรับบ้านและต้องการพบเขา
เหล่าไต้โทรมาไถ่ถามด้วยความเป็นห่วง และถือโอกาสถามว่าเขาจะเข้ามาที่บริษัทได้ประมาณตอนไหน
เขาพยายามพูดเป็นนัยๆถึงเรื่องของแผนกวางแผน เสิ่นอี้จึงพูดปัดๆไปสองสามประโยคเพื่อให้ผ่านพ้นไปชั่วคราว
ตอนนี้เขายังคิดไม่ออกว่าจะกลับไปทำงานดีหรือไม่ ตามหลักแล้วด้วยเกมจำลองการเดตนี้ เขาสามารถพูดได้ว่าท้องฟ้ากว้างใหญ่ปล่อยให้นกโผบินอย่างอิสระ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องกลับไปทนดูสีหน้าใครอีกแล้ว
"เดี๋ยวก่อน ไปทำงาน..."
จู่ๆเสิ่นอี้ก็ลุกขึ้นนั่งแล้วตบต้นขาด้วยความกระจ่างแจ้ง เขาควรจะคิดได้ตั้งนานแล้ว ก่อนหน้านี้เขาติดอยู่ในกรอบความคิดแบบเดิมๆ
เขาคิดว่าบริเวณรอบๆคือบริเวณที่พักอาศัยของตัวเอง โดยไม่รู้เลยว่าเขาเพิ่งจะย้ายมาเมื่อวาน หากพูดตามตรรกะนี้แล้ว สถานที่ทำงานก็ควรจะนับเป็นขอบเขตการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเขาด้วยเช่นกัน
"ฟู่หนานจืออาจจะเป็นคนในเครือบริษัทก็ได้..." เสิ่นอี้คาดเดา
พอนึกขึ้นได้ในตอนนี้ แม้แต่เกมจำลองการเดตก็ยังมีการบอกใบ้ ตัวเลือกที่แตกแขนงออกไปถึงสามข้อติดต่อกันล้วนมีตัวเลือกให้ไปทำงาน น่าสงสารที่ตัวเองต่อต้านการไปทำงานมากเกินไป จึงมองข้ามและเสียเวลาไปไม่น้อยเลยทีเดียว
เสิ่นอี้เลือกข้อ a. กลับไปทำงานในทันที
[หลังจากวุ่นวายมาครึ่งค่อนวัน ในที่สุดคุณก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังต้องไปทำงาน คุณรีบวิ่งหน้าตั้งไปยังทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดินด้วยความร้อนรน น่าเสียดายที่ตอนนี้เวลาสิบโมงสิบเจ็ดนาทีแล้ว ต่อให้บินไปก็คงไม่ทัน คุณมาสายแล้ว]
[คุณยอมรับการมาสายอย่างสงบผ่าเผย จากการวิ่งเปลี่ยนเป็นการเดินเล่นแทน ในเมื่อยังไงก็สายแล้ว จะใช้เวลามากหน่อยหรือน้อยหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไร]
[ไม่ว่าคุณจะเดินทอดน่องเอ้อระเหยแค่ไหน แต่ก่อนสิบเอ็ดโมงคุณก็มาถึงหน้าประตูบริษัทอยู่ดี เมื่อขึ้นมายังแผนกของคุณบนชั้นเจ็ดและผลักประตูเข้าไป เวลานี้เพิ่งจะประชุมย่อยเสร็จพอดี ทุกคนจึงเบนสายตามาจับจ้องที่คุณ]
[เหล่าไต้ที่ในมือถือเอกสารกวักมือเรียกให้คุณเข้าไปหาเพื่อสอบถามสาเหตุที่คุณมาสาย คุณบอกเหตุผลที่แต่งเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าให้เขาทราบ นึกไม่ถึงเลยว่าไต้เถี่ยเฟิงที่มักจะใจกว้างมาโดยตลอดกลับไม่ยอมฟังข้ออ้างของคุณเลย ซ้ำยังต่อว่าคุณยกใหญ่]
[เขาใช้เรื่องที่คุณมาสายเป็นข้ออ้างเพื่อรื้อฟื้นปัญหาเรื่องต้นฉบับของแผนกวางแผนขึ้นมาอีกครั้ง เขาตำหนิอย่างรุนแรงว่าคุณไม่เห็นแก่ส่วนรวม คิดถึงแต่ตัวเอง และโยนงานทั้งหมดไปให้เพื่อนร่วมงาน]
[วิกฤตวัยกลางคนทำให้เหล่าไต้มีความกดดันเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล หน้าผากที่ล้านเลี่ยนจนมันแผล็บสะท้อนแสงจนคุณต้องหรี่ตาลง ในความเลือนรางนั้น คุณมองเห็นหลิวฉางเจียงที่อยู่ด้านข้างเผยรอยยิ้มอย่างได้ใจและสะใจ...]
[คุณกระจ่างแจ้งทันทีว่านี่คือฝีมือการกลั่นแกล้งลับหลังของหลิวฉางเจียง เมื่อเผชิญหน้ากับการใส่ร้าย คุณเลือก...]
[a. โต้แย้งด้วยเหตุผล อธิบายว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด]
[b. แฉคนพาล ด่าทอหลิวฉางเจียงที่กลับดำเป็นขาว]
[c. ยอมรับอย่างสงบผ่าเผย ปล่อยให้คำด่าทอสกปรกพัดผ่านไปดั่งสายลม]
[d. เคลื่อนไหวอย่างอิสระ]
คนพาลก็คือคนพาลอยู่วันยังค่ำ ต่อให้เป็นในเกมจำลองการเดต หลิวฉางเจียงก็ยังมีใบหน้าที่น่ารังเกียจและชวนให้คนขยะแขยง
'เดี๋ยวก่อน เกมจำลองการเดตจำลองความเป็นจริง ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าในความเป็นจริงหลิวฉางเจียงก็ใส่ร้ายตัวเองด้วยงั้นสิ'
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เสิ่นอี้ก็พลันมีไฟโทสะพุ่งพล่าน แข็งแล้ว กำปั้นเริ่มแข็งขึ้นมาแล้ว
แต่ตอนนี้การจำลองยังต้องดำเนินต่อไป ตามความเข้าใจที่เสิ่นอี้มีต่อเหล่าไต้ หากเลือกข้อ a.โต้แย้งด้วยเหตุผล เหล่าไต้ก็คงจะเข้าใจแต่ไม่เห็นด้วย เขาเชื่อมาตลอดว่ากลุ่มสามคือความเป็นหนึ่งเดียวกัน ทุกคนล้วนมีหน้าที่ที่ต้องทำงานทุกอย่าง
ตามความคิดของเขา ต่อให้หลิวฉางเจียงจะหลีกหนีงานจริงๆ เสิ่นอี้ก็ควรจะทำงานแทนหลิวฉางเจียงให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาแจ้งให้เขาทราบ สุดท้ายจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขาในการลงโทษหลิวฉางเจียง นี่ถึงจะเรียกว่าวิธีการจัดการที่ถูกต้องและเห็นแก่ส่วนรวม
ข้อ a. เลือกไม่ได้ การถูกตีฝ่ายเดียวโดยไม่ตอบโต้ไม่ใช่สไตล์ของเสิ่นอี้ ดังนั้นข้อ c. เขาก็ไม่เลือกเช่นกัน สิ่งที่เลือกได้มีเพียงข้อ b. เท่านั้น
[เมื่อเผชิญหน้ากับการด่าทอของคุณ หลิวฉางเจียงย่อมมีการเตรียมตัวมาแต่เนิ่นๆ เขาไม่กลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับคุณเลยแม้แต่น้อย]
[จากนั้นก็ทำทีเป็นน้อยอกน้อยใจพลางบอกว่าเมื่อวานตัวเองก็มาที่บริษัทแล้ว เพียงแต่มีธุระด่วนที่บ้านจึงขอหยุดชดเชยชั่วคราว อีกทั้งก่อนไปก็ยังกำชับเรื่องงานเขียนต้นฉบับกับคุณไว้แล้ว ใครจะไปรู้ว่าปากคุณรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ยอมแตะต้องเลยสักนิด]
[เมื่อคุณได้ยินเขาพูดกลับดำเป็นขาวเช่นนี้ก็ทำให้โกรธจนพูดไม่ออก เมื่อวานหลิวฉางเจียงแค่เดินผ่านแล้วเตือนคุณว่าต้องส่งแผนงานของลูกค้า ชัดเจนว่าไม่มีเรื่องเขียนต้นฉบับอย่างที่เขาพูดเลยแม้แต่น้อย ในที่สุดคุณก็ทนไม่ไหวและสบถด่าเขาออกมาอย่างสาดเสียเทเสีย]
[เสียงโหวกเหวกโวยวายทำให้ทุกคนตกใจ สถานการณ์จึงวุ่นวายขึ้นมาในทันที ไต้เถี่ยเฟิงโกรธจนหน้าเขียวปัด เขาตะคอกเสียงดังเพื่อระงับสถานการณ์ เดินมาตรงหน้าคุณแล้วกระซิบให้คุณยอมรับผิด เขาบอกว่าขอเพียงแค่คุณยอมรับผิด เขาก็จะยกโทษให้คุณ และปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านพ้นไปอย่างง่ายดาย]
[สำหรับข้อเสนอของไต้เถี่ยเฟิง คุณเลือก...]
[a. ก้มหัวรับผิด ทบทวนตัวเองที่ไม่เห็นแก่ส่วนรวม]
[b. ไม่แยแส ยื่นใบลาออกแล้วจากไปอย่างสง่างาม]
[c. สั่งสอนไปก็ไร้ประโยชน์ ฉันเองก็พอจะมีฝีมือการต่อสู้อยู่บ้าง]
[d. เคลื่อนไหวอย่างอิสระ]
เสิ่นอี้ที่อยู่หน้าจอโกรธความไร้ยางอายของหลิวฉางเจียงจนต้องกำหมัดแน่น ตอนนี้เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเมื่อวานเช้าหมอนั่นถึงต้องจงใจมาป้วนเปี้ยนตรงหน้าเขาแล้วพูดจาไร้สาระพวกนั้น
หลิวฉางเจียงไม่ใช่คนโง่ ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเสิ่นอี้ การจะให้ช่วยเขียนต้นฉบับนั้นเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝัน การที่เขาอุตส่าห์เดินมาหาก็เพื่อว่าหากมีเรื่องเอาจริงเอาจังขึ้นมา จะได้สามารถขอดูกล้องวงจรปิดเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองได้มอบหมายงานให้เสิ่นอี้จริงๆแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เสิ่นอี้ก็กดความโกรธในใจลงไปชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นการก้มหัวรับผิดหรือลาออกแล้วทำตัวเป็นเต่าหดหัวก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากจะเลือกทั้งนั้น งั้นก็เหลือเพียงแค่ตัวเลือกเดียวแล้ว
นิ้วมือกดลงบนข้อซีอย่างแรง สถานการณ์ได้ยกระดับขึ้นแล้ว
[เหล่าไต้ถูกคนหลอกลวงแต่ก็ยังคิดจะปกป้องคุณอย่างลับๆ อันที่จริงคุณไม่ได้โทษเขาเลย เขามีทั้งพ่อแม่ที่แก่เฒ่าและลูกเล็กที่ต้องดูแล จึงอยากจะพยายามปีนป่ายขึ้นไปให้สูง แต่คุณก็ไม่ได้ยอมรับข้อเสนอของเขา กลับเดินเบี่ยงผ่านเขาไปอย่างเรียบเฉย]
[หลิวฉางเจียงที่ถอนตัวออกมาได้อย่างปลอดภัยกำลังกอดอกเตรียมดูงิ้วโรงดี เขาหมั่นไส้คุณมานานแล้ว คุณแย่งวันหยุดชดเชยของเขา เขาก็ต้องแก้แค้นคุณอย่างสาสม เพื่อให้คุณรู้ซึ้งถึงผลของการที่กล้ามาแหยมกับเขา]
[คุณเดินไปพลางพับแขนเสื้อขึ้นอย่างใจเย็น ท่าทีอันสุขุมเยือกเย็นนั้นแผ่แรงกดดันถาโถมเข้ามา หลิวฉางเจียงยืนอยู่ที่เดิม เขามองซ้ายมองขวาด้วยความกระวนกระวายใจและพบว่าไม่มีที่พึ่งพิงใดๆเลย เขาจึงกระแอมไอโดยสัญชาตญาณเพราะต้องการจะพูดอะไรบางอย่างกับคุณ]
[คุณเดินตรงดิ่งไปหาหลิวฉางเจียง ระหว่างทางก็หยิบเครื่องเย็บกระดาษด้ามยาวบนโต๊ะทำงานมาถือกลับหัวไว้ในมือ]
[ปัง! เสียงดังทึบๆดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของหลิวฉางเจียงและเสียงกรีดร้องของทุกคน อาคารสำนักงานที่เงียบสงบพลันเดือดพล่านราวกับน้ำเดือด ไอน้ำต่างก็แก่งแย่งกันพวยพุ่งส่งเสียงหวีดหวิวออกมา]
[ผู้คนที่กุมหัวกรีดร้องแต่กลับยืนทื่ออยู่กับที่ ช่างตัดกับภาพของคุณที่ไม่ปริปากพูดสักคำแต่กลับออกแรงทุบตีอย่างสุดกำลังได้อย่างน่าสนใจ]