เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 312 ตัวตนของยู่ฉางตง

ตอนที่ 312 ตัวตนของยู่ฉางตง

ตอนที่ 312 ตัวตนของยู่ฉางตง


ตอนที่ 312 ตัวตนของยู่ฉางตง

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

ทันใดนั้นสีวู่หยาก็นึกขึ้นได้ว่ายี่เทียนซินเกือบที่จะฟื้นฟูพลังวรยุทธมาเกือบจะเต็มที่แล้ว สีวู่หยารู้ดี พลังวรยุทธของยี่เทียนซินถูกทำลายไปหลังจากที่นางได้สมรู้ร่วมคิดกับสำนักฝ่ายธรรมะเพื่อโจมตีผู้เป็นอาจารย์ของตัวเอง ‘พลังวรยุทธของนางฟื้นฟูมาในช่วงเวลาสั้นๆ แบบนี้ได้ยังไงกัน? หรือว่านี่เป็นพรสวรรค์ของเหล่ามนุษย์เผือกกันแน่?’ หลังจากที่ใช้ความคิดอยู่พักหนึ่งตัวเขาก็ล้มเลิกที่จะคิดเรื่องนี้ “ข้าจะช่วยท่านตามหามันเองศิษย์พี่”

ยี่เทียนซินได้หันไปรอบๆ ก่อนที่จะจ้องมองรอบตัวเอง นางได้มองไปยังกระท่อมอันแสนสงบก่อนที่จะพูดออกมา “แล้วยังไง เจ้าสำนักความมืดผู้ยิ่งใหญ่อาศัยอยู่ในที่แบบนี้เองหรอ?”

“ข้าไม่มีทางเลือก ตอนนี้ข้าสูญเสียพลังวรยุทธทั้งหมดไปแล้ว สิ่งที่ข้าทำได้มีเพียงเก็บตัวเงียบเท่านั้น” สีวู่หยาได้ตอบกลับมา

“เจ้าเป็นคนที่เจ้าเล่ห์มาโดยตลอด แม้ว่าเจ้าจะสูญเสียพลังไปแต่ถึงแบบนั้นเจ้าก็ยังสามารถควบคุมคนของเจ้าเพื่อทำงานสร้างความวุ่นวายแบบนี้ได้” ยี่เทียนซินได้พูดออกมาอย่างประชดประชัน

สีวู่หยาพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน “แล้วตอนนี้ศิษย์พี่อาศัยอยู่ที่ไหนกันล่ะ?”

“ผืนมหาสมุทรทั้งสี่เป็นบ้านของข้าเอง”

“ถ้าหากท่านเต็มใจแล้วล่ะก็ ข้าอยากที่จะให้ท่านเข้าร่วมสำนักแห่งความมืด...” สีวู่หยาพูดขึ้น

ยี่เทียนซินที่ได้ฟังแบบนั้นหัวเราะออกมา นางได้จ้องมองไปยังผู้ฝึกยุทธชุดเดาที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนจะพูดขึ้น “ทุกๆ คนต่างก็บอกว่าเจ้าน่ะเจ้าเล่ห์มาก เจ้าพยายามที่จะผูกมัดผู้เป็นศิษย์พี่เอาไว้ให้อยู่ในแผนของเจ้าด้วยสินะ?”

“ข้าไม่เคยคิดแบบนั้นเลย” สีวู่หยาโบกมือปฏิเสธ

“เมื่อลองมาคิดดูให้ดีในตอนที่เจ้าอยู่ที่ศาลาปีศาจลอยฟ้า เจ้าก็สร้างชื่อได้มากแล้ว แม้ว่าท่านอาจารย์จะอารมณ์ร้อนแต่ถึงแบบนั้นเขาก็ไม่ค่อยที่จะตำหนิเจ้าเท่าไหร่ บอกข้ามาตามตรงซะ ทำไมเจ้าถึงต้องเลือกออกจากศาลาปีศาจลอยฟ้ากัน?” ยี่เทียนซินได้จ้องมองไปที่สีวู่หยาอย่างจริงจัง การจากไปของนางแตกต่างจากคนอื่นๆ นางออกจากศาลาปีศาจลอยฟ้าก็เพราะเรื่องของหมู่บ้านปลามังกรสวรรค์ เมื่อมองย้อนกลับไป ยี่เทียนซินก็รู้ดีว่ามันผิดมหันต์ นางไม่ได้คาดคิดว่าคนอื่นๆ จะจากศาลาปีศาจลอยฟ้าไปเพราะเหตุผลเดียวกัน

สีวู่หยาที่ได้ฟังแบบนั้นถอนหายใจก่อนที่จะพูดออกมา “จะมีอะไรได้อีกถ้าหากไม่ใช่เพราะศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองน่ะ?”

“ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่รองอย่างงั้นหรอ?” ยี่เทียนซินที่ได้ฟังแบบนั้นสับสน “การที่เจ้าออกจากศาลาปีศาจลอยฟ้ามันเกี่ยวข้องอะไรกับพวกศิษย์พี่กัน?”

“ในระหว่างที่ศิษย์พี่ทั้งสองอยู่ที่ศาลาปีศาจลอยฟ้าต่างก็งี่เง่าด้วยกันทั้งคู่ พวกเขาเคยต่อสู้กันเมื่อนานมาแล้วก็เพื่อที่จะเอาชนะใจของท่านอาจารย์เมื่อหลายปีก่อน ในหลายปีที่ผ่านมานี้พวกเขาก็เริ่มขัดแย้งกันมากขึ้น ข้าไม่อยากเห็นศิษย์พี่ทั้งสองแตกคอกันเองเลย” สีวู่หยาตอบกลับ

ยี่เทียนซินส่ายหัว “แค่นั้นเองอย่างงั้นหรอ?” ถ้าหากเหตุผลของสีวู่หยามีเพียงต้องการจะหยุดศิษย์พี่ทั้งสอง เหตุผลแค่นั้นดูยังไม่เพียงพอ

“ถ้าหากอยากจะรู้มากกว่านั้นเห็นทีท่านต้องถามศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่รองเองแล้วล่ะ” สีวู่หยาตอบ

“แล้วทำไมข้าจะต้องไปถามพวกเขาด้วยตัวเองกันล่ะ?” ยี่เทียนซินรู้สึกสับสนอีกครั้ง สีวู่หยาไม่เลือกที่จะตอบคำถามนางเอง สีวู่หยาเลือกที่จะตอบคำถามโดยที่ให้ไปถามคนอื่นแทน

“แล้วศิษย์พี่คิดยังไงกับศิษย์พี่รองล่ะ?”

“เขาเป็นคนที่สุภาพและก็อ่อนโยน...ข้าคิดว่าเขาจะต้องมีนิสัยที่ดีกว่าผู้ฝึกยุทธฝ่ายธรรมะที่หน้าซื่อใจคดพวกนั้น” ยี่เทียนซินตอบกลับ

สีวู่หยาหยักหน้าก่อนจะพูดออกมา “ที่ทางตอนเหนือจะมีชาวหยานอาศัยอยู่ พวกเขามักจะแต่งกายกันไม่สุภาพเท่าไหร่และนอกจากนี้พวกเขายังพกพาดาบกันอีกด้วย พวกเขามักจะมีเสือสองตัวอยู่ข้างกาย แต่ถึงแม้ว่าจะมีพลังสักแค่ไหนพวกเขาก็ไม่ชอบความขัดแย้งและคอยหลีกหนีมันเสมอ และยังมีดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าดอกเมลิล็อต มันเป็นดอกที่จะบานในรุ่งสางแต่จะเหี่ยวเฉาในยามค่ำคืน ทุกๆ คนต่างก็มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียมและไม่คิดที่จะอิจฉาริษยาใคร”

แม้ว่ายี่เทียนซินจะไม่เข้าใจคำพูดของสีวู่หยา แต่ถึงแบบนั้นนางก็ตกใจกับคำพูดที่สีวู่หยาใช้เปรียบเปรยถึงผู้เป็นศิษย์พี่ของรองของตัวเองแบบนี้ นางไม่คิดที่จะตั้งคำถามกับสีวู่หยาอีกต่อไป

สีวู่หยายังคงพูดต่อไป “เชื่อข้าเถอะศิษย์พี่ สถานการณ์มันซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้ ไม่ว่าจะยังไงข้าจะต้องไปถึงจุดสั้นสุดให้ได้”

ในตอนที่นางรู้ตัวเองว่าเป็นมนุษย์เผือก นางในตอนนั้นก็มีความคิดที่สับสนไปหมด เมื่อนางคิดถึงความรู้สึกเมื่อตอนนั้นนางก็ไม่อยากจะถามเหตุผลอะไรกับสีวู่หยาอีกต่อไป

“แล้วศิษย์พี่ใหญ่ล่ะ?”

“ให้พูดตามจริงข้าเองก็ไม่รู้อะไร” สีวู่หยาพูดต่อ “อันที่จริงข้าวางแผนที่จะกลับไปยังศาลาปีศาจลอยฟ้าในตอนที่ท่านอาจารย์หมดเวลาลงเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด แต่ถึงแบบนั้นจนถึงตอนนี้ท่านอาจารย์ไม่มีวี่แววที่จะหมดอายุขัยลงเลย ข้าคิดว่าศิษย์พี่เองคงจะเห็นท่านอาจารย์กับตาตัวเองมาแล้ว”

ยี่เทียนซินไม่ได้ตอบกลับ ไม่เพียงแต่อาจารย์ของนางจะไม่ได้ดูใกล้สิ้นอายุขัย ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้แตกต่างอะไรเลยกับตอนที่มีพลังอยู่ในจุดสูงสุด เมื่อนางนึกถึงดอกบัวทองคำกลีบที่เก้านางก็พูดออกมา “บางทีท่านอาจารย์อาจจะฝึกฝนตัวเองไปจนถึงดอกบัวกลีบที่เก้าแล้ว”

“เป็นไปไม่ได้!” สีวู่หยาพูดออกมาอย่างมั่นใจ

“แต่ข้าเห็นมันกับตาตัวเอง”

สีวู่หยาไม่ได้ตอบกลับไป ในตอนนั้นยี่เทียนซินก็ได้ส่ายหัวก่อนจะพูดออกมา “บางทีข้าคงจะตาฝาดไป...”

“...” สีวู่หยาโล่งใจเมื่อได้ยินแบบนั้น การที่จะให้เชื่อเรื่องนี้ได้เป็นไปได้ยากมาก สีวู่หยาคิดว่ายังไงมันก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าหากอาจารย์ของเขาสามารถฝึกฝนตัวเองจนมีดอกบัวกลีบที่เก้าได้จริง ตัวเขารวมไปถึงศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองคงจะไม่ได้เดินเล่นอย่างอิสระเช่นนี้ ท่านอาจารย์คงจะใช้พลังขั้นสุดยอดจัดการกับสำนักฝ่ายธรรมะไปนานแล้ว

“แม้ว่าข้าจะไม่เห็นด้วยกับวิธีการของเจ้า แต่ถึงแบบนั้นเจ้าก็ยังฉลาดที่สุดในหมู่ของพวกเรา ข้าเชื่อเจ้า...ฝากความนับถือของข้าไปให้ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองด้วย” หลังจากพูดจบยี่เทียนซินก็ได้หายไปจากทางเข้า

“ท่านไม่คิดที่จะเข้าร่วมสำนักแห่งความมืดของข้าอย่างงั้นหรอศิษย์พี่?” สีวู่หยาถามออกมาอีกครั้ง

“ไม่...เจ้าควรจะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้จะดีกว่านะศิษย์น้อง” เมื่อพูดจบร่างของยี่เทียนซินก็ได้หายไปในม่านหมอก

ยี่ฉีชิงโค้งคำนับให้ ตัวเขารู้สึกโล่งอกหลังจากที่เห็นทางจากไป “ขอให้เดินทางปลอดภัยท่านยี่เทียนซิน”

สีวู่หยายิ้มก่อนจะพูดออกมา “เมื่อลองคิดดูให้ดีเจ้าเองก็แซ่ยี่เหมือนกัน...เจ้ากลัวศิษย์พี่ของข้ามากขนานนั้นเลยอย่างงั้นหรอ?”

ยี่ฉีชิงรีบโบกมือปฏิเสธ ตัวเขาไม่กล้ามากพอที่จะแอบอ้างว่ามาจากตระกูลเดียวกันกับนางได้

สีวู่หยาไม่ได้คิดจะติดใจอะไรเรื่องของยี่เทียนซิน “เมื่อเร็วๆ นี้ศิษย์พี่ใหญ่เป็นยังไงบ้าง?”

“สำนักอเวย์จีกำลังพักผ่อนหลังจากที่เอาชนะสำนักเที่ยงธรรมมาได้ ตอนนี้มีผู้ฝึกยุทธนับหมื่นอยู่ภายใต้การนำทางของสำนักอเวย์จี ข้าคิดว่าในไม่นานนี้สำนักอเวย์จีคงจะต้องหาเป้าหมายใหม่แน่”

“ถ้าหากเป็นแบบนั้นจริงศิษย์พี่ใหญ่จะไปมีเวลาจัดการกับเรื่องของพระราชวังได้ยังไงกัน” สีวู่หยาส่ายหัวก่อนจะถอนหายใจ

“ท่านเจ้าสำนักหมายความว่าอะไรกัน?”

“ข้าจะต้องไปเยี่ยมชมการล่าสัตว์เป็นการส่วนตัวซะแล้ว” สีวู่หยาตอบกลับมา

“แต่ท่านเจ้าสำนักสูญเสียพลังวรยุทธไปหมดแล้ว ท่านไม่ควรจะไป”

“เมื่อมีเจ้าอยู่เคียงข้างกาย ข้าจะต้องไปกลัวอะไรอีกล่ะ” สีวู่หยาตอบกลับ

“ข้าสาบานว่าจะปกป้องท่านเจ้าสำนักด้วยชีวิต”

ณ เมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์ ภายในพระราชวังจิงหยาง

ม่อหลี่กำลังทาแป้งไปที่ใบหน้าพร้อมกับจ้องมองไปยังกระจก นางดูเหมือนจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ หลังจากที่ทาแป้งเสร็จแล้วนางก็ลุกขึ้นยืนก่อนที่จะพูดกับชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก “ท่านพี่ ข้าขอบคุณจริงๆ ที่ท่านรักษาบาดแผลให้ข้า”

“พวกเราถือเป็นศิษย์ร่วมสำนัก เจ้าไม่จำเป็นจะต้องขอบคุณข้าหรอก”

“ข้าได้ยินมาว่าถ้าหากทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีท่านจะต้องกลายเป็นเจ้าคนนายคนที่ควบคุมคนจำนวนมากไว้ได้แน่” ม่อหลี่ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

ไป่หม่าส่ายหัว ตัวเขาเอามือไขว้หลังก่อนที่จะพูดออกมา “ข้าคิดว่าทุกสิ่งจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่เจ้าคิด”

“ท่านพี่ ท่านยังคงกังวลอยู่อย่างงั้นสินะ...ไม่ต้องห่วง พวกเราได้วางแผนกันเป็นอย่างดีแล้ว จ้าวยู่ศิษย์คนที่ห้าของศาลาปีศาจลอยฟ้าก็อยู่ที่พระราชวังแล้ว ศิษย์คนที่สี่เองก็อยู่ด้วยเช่นกัน อัครมเหสีจะมุ่งหน้าไปยังหรงเป่ยในเวลาที่กำหนด เมื่อถึงตอนนั้นจะต้องเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ขึ้นแน่...ข้าจะไม่มีทางปล่อยให้พวกมันได้หนีไปเด็ดขาด”

ไป่หม่านึกถึงเรื่องที่เกิดบนแท่นประลองดอกบัวก่อนที่จะส่ายหัว “ไม่ใช่ว่าเข้าไม่เชื่อเจ้าหรอกนะ...แต่ปรมาจารย์มหาวายร้ายนั่นยังมีอะไรที่มากกว่าที่ตาเราเห็นแน่”

“ข้ากลัวว่าเขาจะไม่ปรากฏตัวออกมาซะมากกว่า...” ม่อหลี่ยิ้มก่อนจะพูดต่อ “ท่านพี่ ข้าจะบอกความจริงกับท่านให้ องค์ชายสองเคยมอบพิมพ์เขียวของรูปแบบพลังทั้งสิบมาให้ข้าเมื่อนานมาแล้ว”

ไป่หม่าดวงตาเบิกกว้างเมื่อได้ยินแบบนั้น

ม่อหลี่ได้พูดต่อ “หลังจากที่ได้รับคำสั่งจากองค์ชายสอง ข้าก็ได้วางรูปแบบพลังทั้งสิบเอาไว้ที่สี่เมืองหลวงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...” หลังจากพูดจบม่อหลี่ก็ยิ้มก่อนที่จะพูดต่อมา “หนึ่งในนั้นข้าได้วางเอาไว้ที่เมืองทางตอนเหนือแล้ว...อีกหนึ่งข้าได้วางไว้ที่หรงเป่ย มีเพียงองค์ชายา, องค์ชายองค์ที่สอง และข้าเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้! ท่านพี่ ท่านจะเป็นคนที่สี่ที่ได้รู้เรื่องนี้...” ม่อหลี่ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มกับไป่หม่า

ไป่หม่าถอนหายใจก่อนจะพูดออกมา “ถ้าหากจะเล่นกับไฟก็ระวังมือตัวเองให้ดีล่ะม่อหลี่”

“ในเมื่อท่านอยู่ที่นี่ด้วยแล้ว ข้าจะต้องไปกังวลทำไมกัน?” ม่อหลี่ได้พูดออกมาพร้อมรอยยิ้ม

ไป่หม่าถอนหายใจ ตัวเขาไม่อยากจะจ้องมองนางอีกต่อไปจึงหันไปที่หน้าต่าง “ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงจะดี เพื่อลั่วหลาน”

“ถูกแล้ว...ไม่มีใครรู้นอกจากข้าว่าข้าจะต้องลำบากแค่ไหนเพื่อแทรกซึมเข้ามาที่พระราชวังและไต่เต้าจนมาถึงตอนนี้ได้ พลังวรยุทธรวมไปถึงสติปัญญาที่ท่านมีต่างก็เหนือกว่าข้ามาก ท่านพี่...ถ้าหากพวกเราร่วมมือกัน ทั้งความแข็งแกร่งที่ข้ากับท่านมี ไม่มีอะไรจะขวางพวกเราได้แน่”

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 312 ตัวตนของยู่ฉางตง

คัดลอกลิงก์แล้ว