เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 265 เรื่องวุ่นวายแห่งเมืองทางตอนเหนือ

ตอนที่ 265 เรื่องวุ่นวายแห่งเมืองทางตอนเหนือ

ตอนที่ 265 เรื่องวุ่นวายแห่งเมืองทางตอนเหนือ


ตอนที่ 265 เรื่องวุ่นวายแห่งเมืองทางตอนเหนือ

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

ลู่โจวไม่ได้กลับเข้าไปในห้อง ตัวเขาได้หันกลับมาก่อนที่จะพูดขึ้น "เจ้าแน่ใจแล้วอย่างงั้นหรอ? "

"ข้าน่าใจแล้ว" ฝานลี่เทียนได้ตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้ม "หลี่ยุนจ้าวเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงที่อยู่ข้างกายของอัครมเหสี...เขาคนนั้นได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาที่เกี่ยวกับรากฐานของลัทธิเต๋ามา ตัวเขาได้ฝึกฝนศิลปะลึกลับบางอย่างมา มันเป็นวิชาที่มีแก่นแท้มาจากความชั่วร้าย แม้ว่าจะหลงเดินทางผิดแต่นี้กลับไม่ใช่โชคร้าย พลังวรยุทธของเขาพัฒนาขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด หลายปีต่อมาสำนักเต๋าก็เลือกที่จะขับไล่เขาออกจากสำนักเพื่อรักษาชื่อเสียงอันดีงามที่มีเอาไว้ หลายปีต่อมาชายคนนี้ก็ได้กลายเป็นยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ไปได้"

ลู่โจวถึงกับผงะเล็กน้อย เขาไม่คิดมาก่อนว่าหลี่ยุนจ้าวจะเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงขนาดนี้ ตัวเขาไม่คิดว่าการที่จะไม่รู้จักยอดฝีมือคนนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่พระราชวังเต็มไปด้วยเหล่ายอดฝีมือ ตัวของลู่โจวเองก็ไม่ได้ไปที่พระราชวังอยู่บ่อยครั้ง ถึงแม้ว่าจะไปแต่เขาก็ไม่ได้ไปเพื่อต่อสู้ ในฐานะที่เป็นปรมาจารย์มหาวายร้ายเป็นเรื่องธรรมดาที่ตัวเขาจะเป็นศัตรูกับพระราชสำนักไปแบบนี้ ถ้าหากลู่โจวไม่ได้เข้ามาอาศัยร่างของจีเทียนเด๋า บางทีตัวเขาก็คงจะถูกทางพระราชสำนักจัดการไปแล้ว เรื่องแบบนี้ไม่มีใครที่จะล่วงรู้ได้เลย

ลู่โจวมั่นใจมากว่ายอดฝีมืออย่างหลี่ยุนจ้าวจะต้องเสพสุขอยู่ในพระราชวังแต่แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงขันทีก็ตาม ถึงจะถูกตอนแต่ก็ไม่มีทางเลยที่เขาจะอยู่อย่างยากลำบาก แต่น่าเสียดาย แม้ว่าจะมีของทุกอย่างเพียบพร้อมแต่ถึงแบบนั้นการเสียความเป็นชายไปก็ไม่อาจที่จะหาอะไรมาทดแทนได้

ท้ายที่สุดลู่โจวก็ได้พูดออกมา "ทำไมหลี่ยุนจ้าวถึงได้พยายามทำร้ายเจ้าก่อนหน้านี้ด้วย? "

"ศิษย์เองก็ไม่รู้" พิษเย็นที่อยู่ภายในร่างกายของจ้าวยู่เพิ่งจะถูกปัดเป่าออกไป ดังนั้นในตอนนี้นางจึงยังมีร่างกายที่อ่อนแรงอยู่ แม้แต่เสียงของนางเองก็ยังฟังดูอ่อนแรงเช่นกัน

ลู่โจวส่ายหัวก่อนที่จะพูดขึ้น "ช่างมันเถอะ พักซัก 2 วันซะ" ตัวเขาได้สะบัดแขนก่อนที่จะเดินจากศาลาทางใต้ไป

จ้าวยู่พยายามลุกขึ้นยืนดว้ยความยากลำบาก ที่ใบหน้าของนางมีแต่สีหน้าตกตะลึงเมื่อเห็นผู้เป็นอาจารย์เดินจากไป หลังจากนั้นนางก็ได้แต่ใช้ความคิดที่มีอยู่ภายในใจ 'นี่...ท่านอาจารย์เป็นห่วงข้าอย่างงั้นหรอ? '

จ้าวยู่ได้ไอออกมาก่อนที่จะค่อยๆ หายใจได้อย่างปกติอีกครั้ง "นี้ข้าหายแล้วอย่างงั้นหรอ? " นางรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ในตอนแรกที่นางพบกับพิษเย็นแบบนี้นางคิดมาตลอดว่าเป็นผลมาจากการฝึกเคล็ดวิชาหยกเจิดจรัส ความร้อนและความเย็นล้วนแต่เป็นพลังที่นางจะต้องควบคุมให้ดีในการฝึกในเคล็ดวิชานี้ หลังจากที่ฝึกฝนตัวเองไปถึงจุดหนึ่งร่างกายของนางก็ถูกน้ำค้างแข็งเข้าปกคลุม แม้จะคิดว่าความเย็นจะมาจากเคล็ดวิชาหยกเจิดจรัสแต่ถึงแบบนั้นนางก็ไม่สามารถที่จะควบคุมร่างกายได้ ที่แท้สาเหตุทั้งหมดเป็นเพราะพิษเย็นที่มาจากฝ่ามือหยินแห่งความมืดนั่นเอง

จ้าวยู่ได้พยายามเดินพลังลมปราณของนางอีกครั้ง ดูเหมือนว่าครั้งนี้นางจะสามารถเดินพลังลมปราณผ่านเส้นพลังลมปราณทั้งแปดได้แล้ว การเดินพลังลมปราณของนางราบรื่นไร้ซึ่งอุปสรรค

เมื่อนึกถึงพูดของผู้เป็นอาจารย์ก่อนหน้านี้นางก็รู้สึกสำนึกผิด ความทุกข์ทรมานก่อนหน้านี้มันเทียบไม่ได้เลยกับการที่นางคิดทรยศผู้เป็นอาจารย์

"ติ้ง! ชี้แนะจ้าวยู่สำเร็จ ได้รับแต้มบุญ: 200"

นี้ถือเป็นคำชี้แนะด้วยอย่างงั้นหรอ? การที่ผู้อาวุโสสั่งสอนผู้เยาว์ ผู้ที่แข็งแกร่งชี้แนะให้กับผู้อ่อนแอ สิ่งนี้ก็ถือเป็นการชี้แนะด้วยสินะ

เมื่อลู่โจวได้รับการแจ้งเตือน ตัวเขาก็ประหลาดใจเล็กน้อย แต่ถึงแบบนั้นเขาก็ไม่ได้คิดว่ามันแปลกอะไร ตัวเขาได้เดินต่อไปโดยมุ่งหน้าไปยังห้องโถงใหญ่ ในตอนนี้มีฝานลี่เทียนและฝานซงกำลังเดินตามตัวเขาไปด้วย

หลังจากที่ลู่โจวเดินมาถึงศาลาใหญ่ ตัวเขาก็ค่อยๆ นั่งลงก่อนที่จะถามออกมา "ผู้อาวุโสฝาน เจ้ารู้จักหลี่ยุนจ้าวดีไหม? "

ฝานลี่เทียนคารวะก่อนที่จะพูดออกมา "ข้าเคยติดต่อกับคนของพระราชสำนักหลังจากที่ออกจากสำนักแห่งความบริสุทธิ์ไป ถ้าหากจะให้พูดความจริง ข้าได้เข้าร่วมกับกองทัพในตอนนั้น ข้าเป็นทัพหน้าของเหล่ากองทัพ ข้าได้สังหารศัตรูไปนับไม่ถ้วนที่หรงเป่ย เพราะเหตุนี้ข้าเองจึงไม่ค่อยได้ข้องแวะอะไรกับคนของพระราชวังมากนัก ข้าก็เลยไม่ได้รู้จักอะไรกับหลี่ยุนจ้าวดี..."

ฝานซงรู้สึกสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ฟังแบบนั้น เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าขอทานหน้าตาสกปรกคนนี้ครั้งหนึ่งเคยมีภูมิหลังที่น่ายกย่องแบบนี้ได้

แม้ว่าการที่ผู้ฝึกยุทธจะเข้าร่วมกับกองทัพได้ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกอะไร แต่ถึงแบบนั้นผู้ฝึกยุทธส่วนใหญ่ก็มักจะมุ่งเน้นไปที่การฝึกตนเท่านั้น โดยปกติแล้วจะมีผู้ฝึกยุทธยอดฝีมือเพียงแค่ 5-6 คนเท่านั้นที่อยู่ท่ามกลางทหารธรรมดากว่าหมื่นชีวิต ยังมีผู้ฝึกยุทธส่วนใหญ่ที่อยู่ในกองทัพด้วย ผู้ฝึกยุทธส่วนใหญ่มักจะไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธที่ไม่ค่อยมีพรสวรรค์หรือความสามารถในการฝึกฝนตนมากเท่าไหร่ เมื่อเห็นว่าหนทางแห่งการฝึกตนมันเต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะแบบนั้นทุกคนก็เลยเลือกที่จะเข้าร่วมกับกองทัพเพื่อแสวงหาความสำเร็จแทน ไม่มีใครคาดคิดว่ายอดฝีมืออย่างฝานลี่เทียนก็เลือกที่จะเข้าร่วมกับกองทัพเช่นเดียวกัน

"ด้วยระดับพลังวรยุทธของเจ้า เจ้าจะต้องชิงความได้เปรียบของสงครามในครั้งนั้นมาได้แน่...สำหรับเจ้าเรื่องการแสวงหาชื่อเสียงก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากอะไรสินะ? " ลู่โจวอยากที่จะรู้ว่าแท้จริงแล้วทำไมฝานลี่เทียนถึงได้กลายเป็นขอทานเฒ่าไปทั้งๆ ที่สร้างคุณงามความดีในสงครามครั้งใหญ่แท้ๆ

"หลังจากที่ข้าออกจากสำนักแห่งความบริสุทธิ์มา วรยุทธที่ข้ามีก็เริ่มถดถอยลงอย่างรวดเร็ว...เมื่อถึงตอนนั้นข้าก็ไม่ได้เป็นยอดฝีมืออีกต่อไปแล้วล่ะ" ฝานลี่เทียนตอบกลับมา

ฝานซงอุทานออกมาด้วยความตกใจ "ผู้อาวุโสฝาน สำนักแห่งความบริสุทธิ์ทำอะไรกับท่านอย่างงั้นหรอ? "

ฝานลี่เทียนเคยชินแล้วที่จะต้องตอบคำถามแบบนี้ "นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราจะพูดคุยกันหรอกนะ"

ลู่โจวได้พูดต่อ "ไม่ว่าจะยังไงดูเหมือนว่าข้าจะต้องไปเยี่ยมเยียนเมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์ซะแล้วล่ะ"

เมื่อได้ยินแบบนั้นฝานลี่เทียนก็ได้ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว "ถ้าหากเป็นแบบนั้นจริงข้าเองก็ยินดีที่จะไปกับท่านเอง"

ลู่โจวพยักหน้าก่อนที่จะพูดออกมา "เอาล่ะพวกเจ้าแยกย้ายได้"

"ข้าขอตัว"

"ข้าเองก็ขอตัวเช่นกัน"

ฝานลี่เทียนและฝานซงได้ออกไปจากห้องโถงใหญ่พร้อมกัน

ลู่โจวลูบเคราของตัวเองก่อนที่จะจ้องมองทั้งสองคนเดินจากไป ตัวเขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่ศาลาปีศาจลอยฟ้าได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะยังไงก็แล้วแต่ในตอนนี้ศาลาปีศาจลอยฟ้าได้เป็นในแบบที่ควรจะเป็นแล้ว

ลู่โจวได้พูดออกมาเบาๆ "หยวนเอ๋อ"

"ค่ะ ท่านอาจารย์" หยวนเอ๋อรีบพุ่งเข้าไปในห้องโถงใหญ่ก่อนที่จะเก็บสายสะพายนิพพานไว้กับตัวเอง

"เจ้าสี่ส่งข่าวอะไรมาบ้างไหม? "

"ศิษย์พี่สี่ไม่ได้ส่งอะไรกลับมาเลยค่ะ ศิษย์พี่ได้ออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ ในตอนนี้ศิษย์พี่ก็คงจะเดินทางถึงเมืองทางตอนเหนือแล้ว" หยวนเอ๋อตอบกลับ

ลู่โจวที่ได้ฟังแบบนั้นพยักหน้าก่อนที่จะพูดกลับมา "ข้าเหนื่อยแล้ว"

"ถ้าหากเป็นแบบนั้นศิษย์ขอตัวก่อน"

ลู่โจวได้สูญเสียพลังพิเศษไปบางส่วนก็เพื่อที่จะช่วยขับพิษเย็นที่มีอยู่ในร่างกายของจ้าวยู่ออกมา ตัวเขาในตอนนี้จำเป็นจะต้องเติมพลังพิเศษเป็นเวลา 2 วันด้วยกัน ถ้าหากไม่มีการ์ดพลังวิเศษที่มี ไพ่ตายสุดท้ายที่ลู่โจวจะใช้ได้ก็คือพลังจากเคล็ดวิชาอักษรสวรรค์นั่นเอง

สำหรับเรื่องของอดีตจ้าวยู่ การที่จะสืบสวนเรื่องนี้ต่อไปได้จำเป็นจะต้องรอไปก่อน

สองวันต่อมา ที่เมืองทางตอนเหนือ ณ ชั้น 3 ของร้านอาหารสายลม

สีวู่หยาในตอนนี้กำลังยืนพิงบันไดก่อนที่จะจ้องมองตัวเมืองผ่านทางหน้าต่าง

เมืองทางตอนเหนือเคยเป็นเมืองหลวงชั่วคราวก่อนที่จะเป็นเมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์มาก่อน แต่ในตอนนี้มันก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว มันมีเพียงภาพอันเคยเจริญรุ่งโรจน์ในอดีตของเมืองหลวงถูกทิ้งเอาไว้เท่านั้น

หนูขโมยทั้งห้าได้ทำให้เมืองทางตอนเหนือแห่งนี้ตกอยู่ในความวุ่นวาย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีกองทัพกบฏที่ก่อความวุ่นวายจนเกือบที่จะทำลายเมืองแห่งนี้ไป แต่นั่นไม่ใช่ภัยพิบัติสุดท้ายที่จะทำให้เมืองแห่งนี้ล่มสลายไป ชะตากรรมอันเลวร้ายได้มาอยู่ที่เมืองทางตอนเหนืออีกครั้ง

ผู้ฝึกยุทธเสื้อเทาคนหนึ่งได้โค้งคำนับให้ก่อนที่จะพูดออกมา "ท่านเจ้าสำนัก พวกเราอยู่ที่นี่แล้ว ขอเพียงแค่คำสั่งของท่าน พวกเราก็พร้อมที่จะเคลื่อนไหวในทันที"

สีวู่หยาได้เหลือบมองรอดผ่านหน้าต่างไปอีกครั้ง "ฉีชิง เจ้าอยู่กับข้ามานานเท่าไหร่แล้ว? "

เย่ฉีชิงที่ได้ฟังคำถามถึงกับตกใจเล็กน้อย ตัวเขาไม่รู้เลยว่าทำไมผู้เป็นเจ้าสำนักถึงได้ถามอะไรแบบนี้ออกมา ตัวเขาได้ตอบกลับไป "สิบปีแล้วครับ"

"เป็นเวลาสิบปีแล้วอย่างงั้นสินะ..."

"ท่านเจ้าสำนัก ข้าสาบานเอาไว้แล้วว่าจะติดตามท่านไปจนตาย! " เย่ฉีชิงได้พูดขึ้น

สีวู่หยาได้ส่ายหัวพลางถอนหายใจออกมา "ฉีชิง...บอกข้าที...ว่าข้าทำผิดไปหรือเปล่า? "

เย่ฉีชิงได้โค้งคำนับก่อนที่จะพูดออกมา "ทำไมท่านเจ้าสำนักถึงได้ถามแบบนั้นกัน? ที่สำนักแห่งความมืดอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะความสามารถของท่านเจ้าสำนัก พวกเราล้วนแต่รู้ซึ่งถึงบุญคุณท่าน ถ้าหากไม่มีท่าน ก็คงจะไม่มีใครหยุดผู้ฝึกยุทธนับหมื่นในหรงเป่ยได้ ท่านคือคนที่สนับสนุนท่านยู่เฉิงไห่เจ้าสำนักอเวจีมาโดยตลอด และท่านก็ยังเป็นคนเผาป่าแห่งความมืดไปอีกด้วย..."

สีวู่หยายกมือขึ้นมาเพื่อห้ามไม่ให้เย่ฉีชิงพูดต่อ ทุกครั้งที่มีการพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ เย่ฉีชิงคนนี้ก็จะพูดเหมือนกับว่าตัวเขาได้กลายเป็นสมบัติล้ำค่าอะไรบางอย่างไป "อาจจะเป็นแค่ข้าก็ได้ แต่สำหรับข้าแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เพิ่งจะเกิดขึ้นมามันได้เกินกว่าที่ข้าจะควบคุมได้แล้ว..."

เย่ฉีชิงมองไปที่สีวู่หยาด้วยสายตาอันสับสนก่อนที่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็จะพูดออกมา "ท่านจะสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไปไม่ได้..." หลังจากนั้นเขาก็ได้คุกเข่าลงข้างหนึ่ง

พรึ๊บ!

เย่ฉีชิงได้ชักดาบออกมา สีหน้าของเขาไร้ซึ่งความรู้สึก "ท่านเจ้าสำนัก ข้าจะสังหารทุกคนที่ท่านบอกข้า...ข้าจะไม่ลังเลเลยถึงแม้จะให้ข้าไปที่...ศาลาปีศาจลอยฟ้าก็ตาม! "

สีวู่หยาขมวดคิ้วก่อนที่จะพูดออกมา "สามหาว! "

"ข้าพูดไม่ทันได้ยั้งคิด ได้โปรดอย่าถือสาข้าเลยท่านเจ้าสำนัก"

"ยืนขึ้นซะ" สีวู่หยาไม่เคยที่จะลงโทษเหล่าสาวกที่เชื่อถือได้มาก่อน ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเพราะเหล่าสาวกทั้งหลายที่ทำให้สำนักแห่งความมืดประสบความสำเร็จจนมาถึงวันนี้ได้

"ขอบคุณท่านเจ้าสำนัก! "

สีวู่หยาได้มองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง "หนูขโมยทั้งห้าแห่งเมืองทางตอนเหนือเมื่อไหร่จะมาถึงกัน? "

เย่ฉีชิงได้โค้งคำนับก่อนที่จะตอบกลับไป "พวกเราสัญญากันเอาไว้ว่าจะพบกันในเช้าวันนี้...ข้ารู้สึกสงสัยอะไรบางอย่างท่านเจ้าสำนัก..."

"พูดซะ"

"หนูขโมยทั้งห้าได้ชิงเสื้อคลุมวิถีเซนมาจากศิษย์น้องของท่านโดยที่ไม่ได้รับการอนุญาต นี่จะต้องทำให้ท่านผู้อาวุโสโกรธแน่ ยังไงซะศิษย์น้องของท่านก็ยังเป็น..." เย่ฉีชิงได้หยุดพูดไปกลางคัน ตัวเขากำลังมองหาคำที่ดีกว่านี้มาใช้ แต่ถึงแบบนั้นตัวเขากลับไม่กล้าที่จะพูดต่อ เย่ฉีชิงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตา

"ข้าเข้าใจความหมายที่เจ้าจะพูดดี...เจ้ากังวลว่าศิษย์น้องแปดของข้าจะเปิดเผยที่นัดพบออกไปอย่างงั้นสินะ? " สีวู่หยาได้ถามขึ้น

"ท่านเจ้าสำนักช่างฉลาดหลักแหลมจริงๆ " เย่ฉีชิงได้คารวะก่อนจะพูดออกมาอีกครั้ง "ท่านเจ้าสำนักนับว่าเป็นผู้ที่สนิทกับศิษย์น้องแปดของท่านมากที่สุดแล้ว พวกเราควรที่จะหยุดใช้จุดนัดพบโดยทั่วไปของพวกเรา ข้ากำลังกังวลว่าท่านผู้อาวุโสอาจจะส่งใครบางคนออกมาด้วยความโกรธแค้นก็เป็นได้..."

สีวู่หยาพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม "มีแค่ศิษย์พี่สี่ของข้าเท่านั้นที่ยากจะรับมือที่สุดแล้ว แต่เขาก็ยังทำอะไรข้าไม่ได้อยู่ดี"

"แล้วถ้าหากท่านผู้อาวุโสมาที่นี่เองล่ะครับ? "

"สิ่งที่เราต้องทำนั้นง่ายมาก วิ่งหนียังไงล่ะ" น้ำเสียงของสีวู่หยาดูพลิ้วไหวมากเมื่อพูดแบบนั้น ในน้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความลำบากใจหลงเหลืออยู่เลย

เย่ฉีชิงเองก็ไม่คิดว่ามันน่าอายอะไร ท้ายที่สุดแล้วเมื่อเจอกับยอดคนผู้ที่มีพลังสุดลึกล้ำ การที่จะหนีไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย การเอาชีวิตไปทิ้งคงจะเป็นอะไรที่น่าเสียดายยิ่งกว่า

ในตอนนั้นได้มีใครบางคนพุ่งผ่านหลังคาไป ใครคนนั้นได้หายไปในทันที หลังจากนั้นไม่นานก็มีภาพของใครบางคนปรากฏขึ้นมา สีวู่หยาได้หันไปจับจ้องผู้มาเยือน ไม่มีใครเลยที่จะสังเกตเห็นได้ทัน หลังจากนั้นไม่นานผู้มาเยือนก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านตรงข้ามของสีวู่หยา

"ท่านเจ้าสำนัก ท่านมีสายตาที่เฉียบคมยิ่งนัก" ชายผู้ที่สวมถุงมือสีดำไว้หนวดได้นั่งอยู่บนพื้นอย่างเกียจคร้าน

"ลู่ชิวผิง...เจ้ามาที่นี่คนเดียวอย่างงั้นหรอ? " สีวู่หยาได้ถามออกมา

"ใช่แล้ว แค่ข้าคนเดียวก็พอแล้ว พี่ใหญ่ของข้าได้บอกเอาไว้ว่าท่านเจ้าเล่ห์เกินไป ไม่มีใครมั่นใจได้ว่าท่านจะไม่ได้วางแผนจับพวกเราทั้งหมดเอาไว้น่ะ? " ลู่ชิวผิงได้ยืนอยู่บนพื้นอย่างเกียจคร้าน ชายคนนี้ก็คือหนึ่งในหนูขโมยทั้งห้าที่มีความเชี่ยวชาญในการหลบหนี

สีวู่หยาได้พูดขึ้น "แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะ? "

"ตามกฎของพวกเราแล้วท่านจะต้องชดเชยให้กับพวกเรา ไม่ว่าจะล้มเหลวหรือทำภารกิจสำเร็จก็ตามที" ลู่ชิวผิงได้พูดออกมาพร้อมรอยยิ้ม

เย่ฉีชิงที่ยืนอยู่ก็ได้พูดออกมาอย่างเย้ยหยัน "ตามกฎของสำนักแห่งความมืด ผู้ที่ทำภารกิจล้มเหลวก็สมควรแล้วที่จะถูกลงโทษ แล้วเจ้าล่ะจะตอบแทนเรื่องนี้ได้ยังไงกัน? "

"ข้าไม่ใช่พวกเจ้า...เพราะงั้นกฎของพวกเจ้าใช้กับข้าไม่ได้หรอก"

"พวกเราเองก็ไม่ได้เป็นสมาชิกของหนูขโมยทั้งห้าเช่นกัน ดังนั้นอย่าได้บังคับใช้กฎของพวกเจ้ากับเราจะดีกว่า" เย่ฉีชิงได้ตอบกลับมา

"เจ้าต้องการจะหาเรื่องข้าเองนะ"

"ชิ๊ง! "

เย่ฉีชิงได้ชักดาบของตัวเองออกมา ดาบของเขาได้ส่องแสงออกมาอย่างเยือกเย็น มันได้สะท้อนแสงอาทิตย์ไปบนหน้าของลู่ชิงผิง

ลู่ชิงผิงได้นั่งต่อไป ก่อนที่จะหัวเราะออกมา "เฮ้ เฮ้ ข้าก็แค่ล้อเล่นเท่านั้น ไม่เห็นจะต้องรีบร้อนแบบนั้นเลยนะ"

"ยอมแพ้และส่งเสื้อคลุมคืนมาซะ" สีวู่หยาได้พูดขึ้น

"เสื้อคลุมวิถีเซนอยู่กับพี่ใหญ่ไม่ได้อยู่กับข้า อย่าได้มองข้าแบบนั้นเลย ข้ามาที่นี่ก็เพื่อที่จะทักทายท่านก็เท่านั้น ยังไงซะท่านก็ยังเป็นสาวกของศาลาปีศาจลอยฟ้า แม้ว่าพวกเราจะไม่อาจมองข้ามท่านได้ แต่ถึงแบบนั้นพวกเราก็สามารถซ่อนตัวจากท่านได้ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ความสัมพันธ์ที่พวกเรามีจะถูกตัดขาดออกจากกัน พวกเราไม่ได้ติดหนี้บุญคุณกันและกันอีกต่อไป" ลู่ชิวผิงได้พูดขึ้น

เมื่อได้ยินแบบนั้นสีหน้าของสีวู่หยาก็ได้เปลี่ยนไป "ที่ข้าติดต่อกับเจ้าก็เพราะข้าเชื่อในความสามารถของเจ้า ข้าหวังว่าเจ้าจะพอใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง..."

"หืม?" แม้ว่าสีหน้าของสีวู่หยาจะดูว่างเปล่า แต่ถึงแบบนั้นลู่ชิวผิงก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติในน้ำเสียงของสีวู่หยา

"ข้าไม่ได้ตั้งใจนัดเจ้ามาที่นี่ก็เพื่อที่จะให้ยอมรับผิดที่ไม่สามารถทำภารกิจได้ลุล่วงหรอกนะ แต่ถึงแม้ว่าภารกิจจะไม่สำเร็จแต่เจ้าก็ไม่ควรที่จะเอาเสื้อคลุมวิถีเซนหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ขโมยจากศาลาปีศาจลอยฟ้าติดตัวไปหรอกนะ"

"ท่านหมายความว่าอะไรกัน? "

สีวู่หยาได้สะบัดแก้วที่ถืออยู่ทิ้งไป แก้วเหล้าที่มีอยู่ในมือได้ตกลงบนถนนทางเดิน

แคล๊ง!

แก้วเหล้าได้แตกเป็นเสี่ยงๆ

เย่ฉีชิงได้จ้องมองแก้วของสีวู่หยาจนดาบที่ถืออยู่สั่นไปทั้งเล่ม

สีหน้าของลู่ชิงผิงเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก ตัวเขาได้กระทืบเท้าก่อนที่จะกระโดดขึ้นไปกลางอากาศด้วยความเร็วดุจดั่งสายฟ้า

ในตอนนั้นเองมีผู้ฝึกยุทธชุดเทาสองคนเดินมาหา ที่มือของพวกเขามันมีพลังแสงสีเขียวที่อยู่บนฝ่ามือ พลังที่อยู่ในฝ่ามือมันดูแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก

ตู๊ม!

ลู่ชิงผิงได้ห่อตัวเองก่อนที่จะใช้ความเร็วสอดแทรกผ่านร้านอาหารสายลมไป ความพลิ้วไหวของเขามันดูราวกับปลาไหลไม่มีผิด ตัวเขาได้รีบร้อนออกมาจากร้านอาหารในทันที

"หนูขโมยนี่มัน..."

สีวู่หยาไม่รีบร้อนอะไร ตัวเขายังคงนั่งนิ่งเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น "ลงมือได้"

"รับทราบ" เย่ฉีชิงได้หยิบกระบอกสีดำออกมาจากกระเป๋าของตัวเอง หลังจากนั้นตัวเขาก็ได้ยื่นมันออกไปที่หน้าต่างเพื่อส่งสัญญาณในทันที

เสียงแตรสัญญาณได้ดังขึ้นไปในอากาศพร้อมกับแสงสว่าง

สิ่งนี้เองได้ดึงดูดความสนใจของผู้คนทั้งหมดที่กำลังเดินอยู่บนท้องถนน ทุกๆ คนต่างก็หยุดมองสิ่งนี้

ในมุมตามตรอกซอกซอยเล็กๆ เริ่มมีผู้ฝึกยุทธกว่าหลายคนเคลื่อนไหว พวกผู้ฝึกยุทธทั้งหลายไม่ได้ตั้งใจที่จะโจมตีคนธรรมดาทั่วๆ ไป พวกเขาเลือกที่จะมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เป็นจุดมุ่งหมายเดียวกัน

เมืองทางตอนเหนือได้ตกอยู่ในความวุ่นวายแล้ว!

ลู่ชิวผิงหนึ่งในหนูขโมยทั้งห้าเห็นผู้ฝึกยุทธชุดเทาสองคนที่กำลังตรงมาหาเขา "สีวู่หยา...เจ้านี่มันเตรียมแผนทั้งหมดเอาไว้แล้วสินะ! " เสียงของลู่ชิวผิงยังไม่ทันเงียบหาย ในตอนนั้นเขาก็ได้ไปชนกับใครบางคนซะก่อน

ชายผู้ที่แต่งตัวแปลกประหลาดได้คว้าแขนลู่ชิวผิงเอาไว้ก่อนที่จะพยายามพูดภาษาในยุทธภพออกมา "จะ...เจ้า...เจ้ากล้าชนข้าอย่างงั้นหรอ? "

"อย่ามาขวางทางข้า! "

ชายในชุดแปลกประหลาดได้ออกแรงในการคว้าแขนมากขึ้น

"อ๊ากกก! " ลั่วชิวผิงรู้สึกเจ็บปวดราวกับว่ากระดูกทั้งแขนของเขาได้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ

ชายชุดแปลกประหลาดคนนั้นได้พูดออกมาอย่างเร่งรีบ "ขะ...ขะ...ข้าขอโทษด้วย...ข้าไม่ได้ตั้งใจที่จะทำแบบนั้น"

ลู่ชิวผิงอยากที่จะร้องไห้ แม้ว่าตัวเขาจะไม่ใช่ยอดฝีมืออะไร แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่มีทางเลยที่คนธรรมดาจะสามารถหักแขนของเขาได้ง่ายๆ แบบนี้ ตัวเขาได้ผ่านการฝึกยุทธจนมีร่างกายที่แข็งแกร่งมาแล้ว ไม่ว่าชายคนนี้จะเป็นใครแต่ตัวเขาก็ไม่มีเวลาที่จะมาเสียให้อีกต่อไป

"จะ...เจ้าจะไปไหนไม่ได้! " ชายที่แต่งตัวแปลกประหลาดได้พูดออกมาโดยที่ไม่ได้ปล่อยแขนของลู่ชิวผิงไป

สีหน้าของลู่ชิวผิงสิ้นหวัง "พี่ชาย...ท่านช่วยปล่อยแขนของข้าทีเถอะ! "

"ข้า...ข้า...ข้าทำไม่ได้"

ผู้ฝึกยุทธชุดเทาอีกคนได้คว้าแขนอีกข้างของลู่ชิวผิงไปเป็นที่เรียบร้อย

เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วลู่ชิงผิงก็รู้ว่าตัวเขาจะต้องเจอเรื่องร้ายแน่ แสงสีเขียวก็เริ่มเข้ามาใกล้กับลู่ชิวผิงมากขึ้น

ชายผู้สวมใส่เสื้อผ้าอันแปลกประหลาดได้เบิกตากว้าง "พวกเจ้าไม่ได้วางแผนที่จะฆ่าเจ้านี้หรอกหรอ? " แม้ว่าคำพูดของเขาจะฟังดูไม่มีอะไร แต่ถึงแบบนั้นเขาก็ยังจับแขนอขงลู่ชิวผิงไว้แน่น

ป๊อก!

ด้วยเหตุนี้เองแขนทั้งสองข้างของลู่ชิวผิงก็ถูกหักไป! ในมือของเขาถือดาบเล่มหนึ่งเอาไว้ ดาบในมือของเขาได้ส่องสว่างออกมาก่อนที่จะตกลงสู่พื้น ลู่ชิวผิงต้องการที่จะเคลื่อนไหว แต่ถึงแบบนั้นเขาก็กลับทำอะไรไม่ได้เลย ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรนมากแค่ไหนก็ไม่มีอะไรจะทำให้ตัวเขาหลุดออกจากพันธนาการนี้ได้

ผู้ฝึกยุทธชุดเทาอีกคนได้เดินเข้ามาหาก่อนที่จะคารวะให้กับพวกเขา "ขอบคุณที่ช่วยพวกเราเอาไว้ ท่านยอดฝีมือ! "

ชายที่สวมชุดแปลกประหลาดได้โบกมือก่อนที่จะพูดขึ้น "ข้า...ข้า...ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น"

"ข้าขอทราบชื่อของท่านจะได้ไหม? เนื่องจากท่านได้ช่วยจับหัวขโมยนี่ พวกเราอยากที่จะจำชื่อของท่านเอาไว้"

"ได้ ข้าแซ่รี"

ทันทีที่ชายคนนั้นพูดจบเย่ฉีชิงก็วิ่งไปช่วยพยุงตัวของสีวู่หยาเอาไว้ พวกเขาได้ลงมาจากชั้นสามอย่างช้าๆ

น้ำตาได้ไหลอาบแก้มของลู่ชิงผิง ในตอนนี้เขาได้แต่อดทนกับความเจ็บปวดที่ได้รับมา "ท่านยอดฝีมือ...พวกเรายังพูดคุยกันได้ใช่ไหม? "

ป๊อก!

ชายคนนั้นได้ออกแรงบีบแขนของลู่ชิวผิงมากขึ้น "ข้าไม่มี...อะไรจะพูดกับเจ้า"

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 265 เรื่องวุ่นวายแห่งเมืองทางตอนเหนือ

คัดลอกลิงก์แล้ว