เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 06 - สยบเธอใช้เพียงแค่นิ้วเดียว

บทที่ 06 - สยบเธอใช้เพียงแค่นิ้วเดียว

บทที่ 06 - สยบเธอใช้เพียงแค่นิ้วเดียว


บทที่ 06 - สยบเธอใช้เพียงแค่นิ้วเดียว

"ได้"

โม่ชิงเหลียนปั้นหน้าตึงเครียด

"ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่านายจะรับมือฉันได้สักกี่กระบวนท่า"

โม่เจิงเฟิงไม่ได้ห้ามปราม เขามองฉินเซวียน ประกายความสงสัยลึกซึ้งวาบผ่านแววตา

เขาจะไม่สงสัยในตัวฉินเซวียนเลยได้หรือ ก็ฉินเซวียนยังหนุ่มแน่นขนาดนี้ อายุเพิ่งจะสิบเจ็ดสิบแปดปี แต่กลับครอบครองสุดยอดวิชารักษาโรคเนี่ยนะ

อาการบาดเจ็บนี้ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวเขาเอง ขนาดปรมาจารย์ด้านศิลปะการต่อสู้ยังจนปัญญา แต่ฉินเซวียนกลับกล้าพูดเต็มปากเต็มคำว่าจะรักษาให้หายขาดได้

ยิ่งไปกว่านั้น ในวัยเพียงเท่านี้ การที่จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำลังภายในได้นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

เขาสงสัย แต่ก็เลือกที่จะเงียบเอาไว้

นี่แหละคือความเก๋าเกมของโม่เจิงเฟิง เขาไม่กลัวว่าฉินเซวียนจะมีเจตนาร้าย เพราะเขาคือผู้นำตระกูลโม่ หากเขาเป็นอะไรไป อย่าว่าแต่ฉินเซวียนเลย ต่อให้เป็นปรมาจารย์ด้านศิลปะการต่อสู้ก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฉินเซวียนที่เป็นแค่เด็กหนุ่มตัวเปล่าเล่าเปลือย

การปรากฏตัวของโม่ชิงเหลียนก็เป็นจังหวะดีที่เขาจะได้ทดสอบฝีมือของคุณฉินผู้นี้ไปในตัว

ฉินเซวียนยิ้มโดยไม่พูดอะไร ความคิดตื้นๆ ของโม่เจิงเฟิงเขามองออกทะลุปรุโปร่งมาตั้งนานแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร

"เตรียมตัวให้ดีล่ะ ระวังจะโดนฉันซัดจนร้องไห้ขี้มูกโป่งเอานะ"

โม่ชิงเหลียนขบฟันกรอด

"เธอพูดมากไร้สาระแบบนี้มาตลอดเลยหรือไง"

ฉินเซวียนเอ่ยเสียงเรียบ

"ไอ้เด็กบ้า"

โม่ชิงเหลียนตวาดลั่น เธอพุ่งเข้าใส่ฉินเซวียนราวกับเสือดาวที่จ้องตะครุบเหยื่อ

ฝ่ามือทั้งสองข้างฟันฉับลงมาราวกับคมดาบ แหวกอากาศจนเกิดเสียงดังหวีดหวิวเข้าใส่ฉินเซวียน

ฉินเซวียนยิ้มบางๆ สองเท้ายึดติดแน่นกับพื้นราวกับหยั่งราก ก่อนจะเอนตัวหลบวูบ

ฝ่ามือดาบฟันวืด โม่ชิงเหลียนหน้าถอดสี เธอตวัดขาเตะกวาดหมายจะฟาดเข้าที่ก้านคอของฉินเซวียน

ปึก

เสียงดังทึบๆ ดังขึ้น สีหน้าของโม่ชิงเหลียนย่ำแย่ลงทันตา เธอรู้สึกปวดหนึบที่ฝ่ามือราวกับเพิ่งฟาดเข้ากับท่อนเหล็กกล้า

ฉินเซวียนใช้มือรับฝ่ามือนั้นไว้ได้สบายๆ พร้อมกับยิ้มบางๆ

"นี่คือกำลังความสามารถของเธอหรือ"

"ก็แค่ระดับนี้เอง"

เขาสะบัดแขนเพียงครั้งเดียว พลังมหาศาลก็ระเบิดออก โม่ชิงเหลียนหน้าซีดเผือด ถอยร่นไปหลายก้าว จ้องมองฉินเซวียนด้วยความตกตะลึงระคนสงสัย

พลังอำนาจระดับนี้ เธอเคยเห็นแค่จากอาจารย์ของเธอเท่านั้น แถมพลังของฉินเซวียนยังดุดันและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเสียอีก

เป็นไปได้ยังไง หมอนี่อายุเท่าไหร่กันเชียว

โม่ชิงเหลียนตื่นตระหนกในใจ ไม่กล้าดูถูกเขาอีกต่อไป

"อย่ามาพูดจาโอ้อวดไปหน่อยเลย ชนะฉันให้ได้ก่อนแล้วค่อยพูด"

โม่ชิงเหลียนกัดฟันกรอด

"เอาชนะเธอหรือ"

ฉินเซวียนยิ้มบางๆ สีหน้าสงบนิ่งปราศจากความหวั่นไหวใดๆ

"ใช้แค่นิ้วเดียวก็พอแล้ว"

ฉินเซวียนลงมือแล้ว เขายื่นนิ้วชี้ออกไป ชั่วพริบตานั้น ประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบผ่านปลายนิ้วของเขา

ในเสี้ยววินาทีนั้น ร่างกายอันบอบบางของเขากลับดูยิ่งใหญ่ดั่งขุนเขาไท่ซาน ทรงพลังดุจเทพแห่งสายฟ้า

"ระวัง"

โม่เจิงเฟิงหน้าถอดสี ตะโกนลั่นด้วยความตกใจ

โม่ชิงเหลียนยิ่งยืนตะลึงงัน เธอรู้สึกเหมือนคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง

นิ้วที่ชี้มานั้นดุจเสาตอม่อสวรรค์ที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในม่านตาของเธอ

กว่าจะรู้สึกตัว หน้าอกของเธอก็ชาวาบ ร่างกายอ่อนยวบไร้เรี่ยวแรง ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นเสียแล้ว

ฉินเซวียนยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า ก้มมองลงมาด้วยสายตาเย็นชา

"เธอยอมรับความพ่ายแพ้หรือยัง"

โม่เจิงเฟิงกับโม่อวิ๋นอี้ตกตะลึงจนพูดไม่ออก จ้องมองฉินเซวียนด้วยความเหลือเชื่อ

รอยไหม้เกรียมบนหน้าอกของโม่ชิงเหลียนช่างบาดตาบาดใจ ดั่งค้อนปอนด์ทุบลงกลางใจของทั้งสองคนอย่างจัง

พวกเขาตระหนักได้ทันทีว่าฉินเซวียนออมมือให้แล้ว หากเขาเอาจริง นิ้วนั้นคงแทงทะลุหัวใจโม่ชิงเหลียนไปแล้ว

"คุณฉิน โปรดไว้ชีวิตด้วยเถอะครับ"

โม่เจิงเฟิงรีบก้าวเข้ามาหา สีหน้าเต็มไปด้วยความยำเกรง

พลังดัชนีเมื่อครู่นี้น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว ต่อให้เป็นตัวเขาเองก็รับมือไม่ไหวแน่ๆ

ในที่สุดเขาก็ประจักษ์แจ้งแก่ใจแล้วว่า เด็กหนุ่มตรงหน้านี้น่าเกรงขามเพียงใด ต่อให้ไปเทียบกับพวกผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำลังภายในด้วยกัน เขาก็ต้องเป็นยอดฝีมือแถวหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย

โม่ชิงเหลียนยังคงนั่งเหม่อลอย กว่าจะดึงสติกลับมาได้ เธอก็พยายามยันตัวลุกขึ้นด้วยความอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี

ก่อนหน้านี้เธอพูดจาถากถางเขาสารพัด แต่ฉินเซวียนกลับสยบเธอได้ด้วยนิ้วเพียงนิ้วเดียว

ความแตกต่างของฝีมือมันห่างชั้นกันเกินไป หากอีกฝ่ายไม่ออมมือให้ ป่านนี้เธอคงไม่มีชีวิตรอดมานั่งอยู่ตรงนี้หรอก

เมื่อลูบคลำรูโหว่บนเสื้อตรงหน้าอก โม่ชิงเหลียนก็ตระหนักได้ในที่สุดว่า เด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่คนที่เธอจะต่อกรด้วยได้เลย หากอาจารย์ของเธอมาด้วยตัวเองก็คงพอจะมีสิทธิ์ลุ้นบ้าง

โม่ชิงเหลียนกัดริมฝีปากแน่น ยันตัวลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยเสียงสั่น

"โม่ชิงเหลียน... ยอมแพ้แล้ว"

จะไม่ยอมแพ้ได้ยังไง แล้วใครจะกล้าไม่ยอมรับความพ่ายแพ้บ้างล่ะ

ฉินเซวียนยิ้ม เอามือไพล่หลัง ดึงพลังวิญญาณกลับคืนสู่จุดตันเถียน

"ตอนนี้ พวกคุณเชื่อใจผมได้หรือยัง"

ฉินเซวียนถามด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ได้ยิ้ม

"เชื่อสิครับ คุณฉินเก่งกาจถึงเพียงนี้ ชายแก่คนนี้จะไม่เชื่อได้อย่างไร"

โม่เจิงเฟิงรีบตอบรับเป็นพัลวัน เขาพยุงโม่ชิงเหลียนไปนั่งพักด้านข้าง ก่อนจะค้อมตัวคารวะอย่างนอบน้อม

"อาการบาดเจ็บของผม ต้องขอรบกวนคุณฉินด้วยนะครับ"

ผู้นำตระกูลโม่อย่างเขายอมค้อมหัวคารวะเด็กหนุ่ม หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปสู่โลกภายนอก หรือแม้แต่ในหลินไห่เอง คงทำให้บรรดาผู้มีอิทธิพลทั้งหลายตกตะลึงจนตาค้างแน่ๆ

แต่สำหรับตอนนี้ การคารวะของโม่เจิงเฟิงมาจากความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริง

เขายกชามยาขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง ชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาก็แดงก่ำ รู้สึกร้อนผ่าวที่ช่องท้องราวกับมีลูกไฟแผดเผาอยู่ภายใน

"นั่งสมาธิ"

เสียงตวาดแผ่วเบาดังมาจากด้านหลัง โม่เจิงเฟิงรีบนั่งขัดสมาธิลงกับพื้นทันที

ความร้อนรุ่มแผดเผาอยู่ภายในกาย จู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนมีฝ่ามือมาทาบที่แผ่นหลัง พลังเย็นฉ่ำดุจสายน้ำไหลเวียนเข้ามา พลังนั่นพาดผ่านไปทางไหน ความร้อนรุ่มก็มลายหายไปจนสิ้น

พลังสายนั้นไหลเวียนไปทั่วเส้นชีพจรของเขา ก่อนจะไปหยุดพักที่ไตครู่หนึ่ง แล้วเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย

เมื่อโม่เจิงเฟิงลืมตาขึ้นมา เขาแทบอยากจะร้องตะโกนก้องฟ้าด้วยความดีใจ ตอนนี้เส้นชีพจรของเขากว้างขวางขึ้นกว่าเดิม อย่าว่าแต่อาการบาดเจ็บภายในจะหายขาดเลย แม้แต่พลังฝีมือของเขาก็ยังรุดหน้าไปไกลกว่าเดิมเสียอีก

"นี่มัน..."

โม่เจิงเฟิงสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายตัวเอง เขานิ่งอึ้งไปพักใหญ่

ก่อนจะรู้สึกตัวแล้วหันขวับไปมองฉินเซวียน

"บุญคุณความกรุณาของคุณฉินในครั้งนี้ โม่เจิงเฟิงจะไม่มีวันลืมเลยครับ"

อาการบาดเจ็บที่ทรมานเขามาหลายสิบปี ในที่สุดก็รักษาหายขาดเสียที โม่เจิงเฟิงจะไม่อิ่มเอมใจได้อย่างไร

"ไม่เป็นไร"

ฉินเซวียนยิ้มบางๆ

"คุณต้องพักฟื้นอีกสักสองสามวันถึงจะหายขาดจริงๆ"

ทันใดนั้นฉินเซวียนก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย

"แต่ตอนที่ผมเดินพลังรักษาคุณเมื่อครู่ ผมพบว่าเคล็ดวิชาที่คุณฝึกฝนอยู่มันไม่สมบูรณ์ ดูเหมือนจะมีจุดบกพร่องอยู่นะ"

"คุณฉินรู้ด้วยหรือครับ"

โม่เจิงเฟิงอึ้งไป เคล็ดวิชานี้เขาบังเอิญได้มาด้วยความโชคดี แต่มันก็เป็นเพียงคัมภีร์ที่ฉีกขาดไม่สมบูรณ์

ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่ให้โม่ชิงเหลียนไปฝากตัวเป็นศิษย์กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำลังภายในคนอื่นหรอก

"ถ้ามีเวลา ผมจะช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปให้"

ฉินเซวียนยิ้ม สำหรับเขาแล้ว นี่มันก็แค่เรื่องกล้วยๆ ที่ทำได้สบายมาก

วินาทีนั้น ความตื่นเต้นดีใจของโม่เจิงเฟิงก็พุ่งทะลุปรอทจนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้

"ชายแก่คนนี้... ขอขอบพระคุณคุณฉินเป็นอย่างยิ่งครับ"

"นับตั้งแต่นี้ต่อไป หากคุณฉินมีเรื่องอันใดให้รับใช้ โม่เจิงเฟิงผู้นี้พร้อมบุกน้ำลุยไฟ ไม่ขอปฏิเสธเด็ดขาด"

ฉินเซวียนยิ้มและโบกมือปัด

"ผมไม่ต้องการให้ตระกูลโม่ของพวกคุณมาทำอะไรให้ผมหรอก"

เขาส่งสัญญาณให้โม่เจิงเฟิงนั่งลง ก่อนจะเริ่มซักถามเกี่ยวกับระดับพลังของการฝึกบำเพ็ญเพียรบนโลกในยุคปัจจุบัน

หัวเซี่ยรุ่งเรืองด้วยศิลปะการต่อสู้มาตั้งแต่โบราณกาล ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีการต่อสู้แย่งชิงความเป็นใหญ่ระหว่างศาสนาพุทธกับเต๋าอีกด้วย ในยุคหัวเซี่ยปัจจุบัน ผู้ฝึกยุทธ์ถูกแบ่งออกเป็นสี่ระดับ

กำลังภายใน ลมปราณ ก่อกำเนิด และเซียนปฐพี

เซียนปฐพีนั้นหมายถึงเทพเซียนบนดิน มีอายุขัยยืนยาว มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติ ว่ากันว่าเหนือกว่าเซียนปฐพียังมีอีกระดับหนึ่ง แต่โม่เจิงเฟิงก็ไม่รู้รายละเอียดแน่ชัด

"อย่างนี้นี่เอง"

ฉินเซวียนหัวเราะเบาๆ ระดับการหลอมปราณขั้นต้นของเขาในตอนนี้กลับถูกโม่เจิงเฟิงมองว่าเป็นระดับกำลังภายในเสียแล้ว นี่ยังไม่นับรวมสุดยอดวิชาอีกนับไม่ถ้วนที่อัดแน่นอยู่ในหัวของเขานะ หากเขาบรรลุถึงขั้นกลาง ก็คงเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ระดับลมปราณ ส่วนระดับเซียนปฐพีคงจะเทียบเท่ากับระดับแก่นทองคำ

พูดคุยกันได้สักพัก ฉินเซวียนก็ขอตัวลากลับ โม่เจิงเฟิงตั้งใจจะเดินไปส่งด้วยตัวเอง แต่เขากลับปฏิเสธ

สถานที่ที่เขาจะไปคือทะเลสาบหมิงซิน ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก ไม่จำเป็นต้องให้ใครไปส่งหรอก

โม่เจิงเฟิงมองแผ่นหลังของฉินเซวียนที่เดินจากไป ก่อนจะหันมาพูดกับโม่อวิ๋นอี้และโม่ชิงเหลียน

"ตอนนี้พวกหลานคงจะเข้าใจแล้วสินะ ว่าประโยคที่ว่า ‘แม้ตื้นเขินอาจมีมังกรหลับใหลซ่อนอยู่’ มันหมายความว่ายังไง"

ทั้งสองนิ่งเงียบ พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน

ในที่สุดพวกเขาก็ซึ้งถึงสัจธรรมที่ว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน ไม่น่าเชื่อเลยว่าในเมืองเล็กๆ อย่างจิ้งสุ่ย จะมีบุคคลระดับนี้ซ่อนตัวอยู่

ต่อให้มองกว้างไปทั่วทั้งหลินไห่ บุคคลผู้นี้ก็จัดว่าเป็นสุดยอดอัจฉริยะที่หาตัวจับยากอย่างไม่ต้องสงสัย

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 06 - สยบเธอใช้เพียงแค่นิ้วเดียว

คัดลอกลิงก์แล้ว