เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 203 เจดีย์ลอยฟ้า

ตอนที่ 203 เจดีย์ลอยฟ้า

ตอนที่ 203 เจดีย์ลอยฟ้า


ตอนที่ 203 เจดีย์ลอยฟ้า

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

ยู่เฉิงไห่ได้หันกลับมาก่อนที่จะเดินไปยังสุดขอบของรถม้าลอยฟ้า ตัวเขาได้จ้องมองไปยังหุบเขาผิงตูที่อยู่สุดสายตา

เมื่อพวกเขาเห็นผู้เป็นเจ้าสำนักเงียบลง สุดยอดผู้พิทักษ์ทั้งสี่ก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรเกี่ยวกับจีเทียนเด๋าอีกต่อไป พวกเขาทั้งหมดต่างรู้ดีว่าเจ้าสำนักคนนี้เป็นศิษย์คนแรกของศาลาปีศาจลอยฟ้า และผู้เป็นเจ้าสำนักเองมีพลังที่ไม่อาจที่จะหยั่งรู้ได้ ถ้าหากพวกเขาทุกคนไม่ได้ถูกส่งไปยังเมืองอันยางก่อนหน้านี้ พวกเขาก็คงจะไม่มีโอกาสพูดถึงเรื่องศาลาปีศาจลอยฟ้ากับผู้เป็นเจ้าสำนักแน่

ฮั๊วจงหยางแห่งโถงมังกรฟ้านึกถึงบางสิ่งบางอย่างได้ ในตอนนั้นเองตัวเขาจึงตัดสินใจที่จะพูดขึ้นมาอีกครั้ง "ท่านเจ้าสำนัก ท่านผู้อาวุโสฝากข้อความอะไรบางอย่างมาให้คุณด้วย..."

"มันคืออะไรกัน? "

"ถ้าหากท่านรู้สึกผิด ท่านก็ควรที่จะมาขอโทษเป็นการส่วนตัว" ฮั๊วจงหยางได้พูดคำพูดที่ตัวเขาได้รับฝากมา ในขณะเดียวกันนั้นเองหัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้น ตัวเขาไม่แน่ใจเลยว่ายู่เฉิงไห่จะโกรธไหมเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้

สีหน้าของยู่เฉิงไห่ไม่ได้เปลี่ยนไป มันยังคงดูสงบและเยือกเย็นเช่นเคย "จะให้ข้าไปยอมแพ้กับอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ได้ยังไงกัน? "

"พวกเราจะติดตามท่านไปจนตายเอง! " สุดยอดผู้พิทักษ์ทั้งสี่ของยู่เฉิงไห่ได้พูดออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน

ยู่เฉิงไห่ได้แต่พยักหน้าด้วยความตกใจ "พวกเจ้ารู้ไหมว่าใครกันแอบอ้างเป็นพวกเราชาวสำนักอเวจี? "

ฮั๊วจงหยางได้ตอบกลับมา "เจ้าพวกนั้นอยู่ที่เมืองอันยางในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น รถม้าลอยฟ้าที่พวกเขามีเองก็ดูคล้ายกับพวกเรามาก นอกเหนือจากยอดฝีมือที่อยู่ในรถม้า คนอื่นๆ ล้วนแต่เป็นผู้ฝึกยุทธไร้พลัง"

ไปยู่ชิงได้พูดขึ้นต่อ "แต่เจ้าตัวปลอมนั่นมีทักษะในการเลียนแบบกระบวนท่าของท่าน เจ้าตัวปลอมสามารถใช้แสงดาวแห่งสรวงสวรรค์อันมืดมิดที่ดูคล้ายกับของท่านได้ ท่านเจ้าสำนัก...ในตอนที่พวกเราไปถึง เจ้านั่นก็กำลังใช้เวทมนตร์คาถาอีกด้วย บางทีเจ้าตัวปลอมอาจจะเป็นผู้ฝึกเวทมนตร์คาถาที่ทรงพลังก็เป็นได้"

ยู่เฉิงไห่ได้ถามออกมา "ใช่ม่อหลี่ จากสำนักแห่งความบริสุทธิ์รึเปล่า? "

"เป็นความจริงที่ม่อหลี่จากสำนักแห่งความบริสุทธิ์จะเก่งกาจกว่าเจ้าสำนักคนอื่นๆ ก็ตาม...แต่ถึงแบบนั้นเจ้านั่นก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการใช้เวทมนตร์คาถา ข้าได้ยินมาว่ามีผู้ฝึกเวทมนตร์คาถาที่ทรงพลังคนหนึ่งอาศัยอยู่ในพระราชสำนัก" ฮั๊งจงหยางได้พูดออกมา

"มีความเป็นไปได้อีกหนึ่งอย่าง..." ไปยู่ชิงพูด "ม่อหลี่จากสำนักแห่งความบริสุทธิ์อาจจะมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับทางพระราชสำนักก็เป็นได้ บางทีที่รถม้าลอยฟ้านั่นอาจจะมียอดฝีมืออยู่ในนั้นมากกว่าหนึ่งคนด้วยกัน! "

การคาดเดานี้มีเป็นเหตุเป็นผลเป็นอย่างมาก แต่ถึงแบบนั้นจะอาศัยเพียงแค่การคาดเดาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าหากพวกเขาคำนวณผิดพลาดแม้แต่เพียงเล็กน้อย มันอาจจะส่งผลต่อแผนการของสำนักอเวจีก็เป็นได้

สำนักอเวจีได้วางแผนทีละขั้นอย่างรอบคอบเพื่อที่จะไปถึงจุดหมายให้ได้ พวกเขาได้เลือกเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดก่อนที่จะยิ่งใหญ่เหมือนกับในปัจจุบันได้ การที่จะมาผิดพลาดให้กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนล้มเหลวไปแบบนี้เป็นเรื่องที่ยู่เฉิงไห่จะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด

ฮั๊วจงหยางได้พูดเสนอขึ้น "ท่านเจ้าสำนักให้เวลาข้าสามวัน ข้าจะไปจัดการเรื่องนี้ให้กับท่านเอง"

"ดีมาก" หลังจากพูดจบยู่เฉิงไห่ก็ได้หันไปมองแทบหุบเขาที่เป็นทิศทางที่จะนำไปสู่เจดีย์ลอยฟ้า ถ้าหากฮั๊วจงหยางไม่ได้พูดอะไรเกินจริงไป แต่ละชั้นของเจดีย์ลอยฟ้าจะมีรูปแบบการป้องกันเป็นของตัวเองอยู่ การที่ผู้ฝึกยุทธทั้งหลายหวังที่จะครอบครองสมบัติไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เจดีย์ลอยฟ้าที่มีคนพูดถึงไม่ได้ตั้งอยู่ในเมืองอันยาง มันตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองอันยาง มันเป็นสรวงสวรรค์สำหรับเหล่าผู้ฝึกยุทธที่อยู่ใกล้กับหุบเขาเก้าท่วงทำนอง ที่แห่งนั้นไม่ได้รับการปกป้องจากเมืองไหน วิวทิวทัศน์ของเจดีลอยฟ้าที่อยู่ใกล้กับหุบเขาเก้าท่วงทำนองเป็นอะไรที่น่าหลงใหลมาก มันเป็นเหมือนกับสรวงสวรรค์อันแสนสงบสุขสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อน

เมื่อลู่โจวและสาวกทั้งสามใกล้ที่จะถึงเจดีย์ลอยฟ้า ในตอนนั้นเองอากาศที่อยู่รอบตัวของพวกเขาก็ผันผวนเร็วมากยิ่งขึ้น ทุกๆ คนต่างก็สนใจวิวทิวทัศน์ที่อยู่รอบข้าง ทั้งภูเขา, ป่าไม้ รวมไปถึงแม่น้ำที่เงียบสงบ...ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยแมลง, ปลา รวมไปถึงนกนานาชนิด

หมิงซี่หยินถามออกมาด้วยความสับสน "เจ้าเจียงอาเฉียนพยายามที่จะถ่วงเวลาพวกเรารึเปล่า? "

ต้วนมู่เฉิงได้พูดตอบกลับมา "เจ้าคิดว่าเจ้านั่นจะกล้าที่จะทำอะไรแบบนั้นเลยอย่างงั้นหรอ? "

หมิงซี่หยินได้พยักหน้าก่อนที่จะตอบกลับมา "เจียงอาเฉียนเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลม ดูเหมือนว่าเจ้านั่นจะไม่ใช่พวกทำอะไรโง่ๆ แน่ เจดีย์ลอยฟ้าเป็นสถานที่อันน่าแปลกตา...ไม่ว่าจะยังไงพวกเราก็ควรจะระวังตัวเองเอาไว้" ในขณะเดียวกันหมิงซี่หยินก็ได้ใช้ความคิดต่อไป 'ยังไงซะท่านอาจารย์ก็อยู่ที่นี่ด้วย มีอะไรที่จะต้องกลัวกัน? '

"ดูนั่นสิ นั่นมันเจดีย์ลอยฟ้า! "

เจดีย์ลอยฟ้าตั้งอยู่สูงตระหง่านเด่นชัดในสายตาของเหล่าสาวกทั้งหมด

"ตามที่คาดเอาไว้ เจดีย์ลอยฟ้าสูงมากจริงๆ ด้วยสินะ" หมิงซี่หยินไม่เคยมาที่นี่มาก่อน เมื่อตัวเขาเหลือบมองไปที่เจดีย์ลอยฟ้า หมิงซี่กยินก็รู้ถึงความสูงของมันได้ดี

ลู่โจวเองเคยมาที่นี่หลายครั้งจากความทรงจำ แม้ว่าจะเคยมาหลายครั้งแล้วแต่ความทรงจำที่จีเทียนเด๋ามีก็ยังดูพร่ามัวไม่ชัดเจนอยู่ดี

หมิงซี่หยินได้เหลือบมองไปที่ผู้เป็นอาจารย์อย่างสับสน พวกเขาทั้งหมดได้บินมาถึงที่เจดีย์ลอยฟ้าด้วยความเร็วที่เชื่องช้ามาก ความเร็วระดับนี้มันไม่เหมาะสมเลยกับผู้ที่มีพลังวรยุทธถึงขั้นมหาภัยพิบัติศักดิ์สิทธิ์ แต่ถึงแบบนั้นหมิงซี่หยินก็ไม่กล้าที่จะถามอะไรผู้เป็นอาจารย์อยู่ดี ตัวเขาได้แต่คิดว่าด้วยอายุที่มากขึ้นของท่านอาจารย์คนนี้ การที่จะเดินทางด้วยความเร็วที่ไม่หวือหวาอะไรคงจะเป็นอะไรที่สะดวกสบายกับร่างกายมากกว่า ยังไงซะท่านอาจารย์คนนี้ของพวกเขาก็สามารถล่วงหน้ามาก่อนได้ถ้าหากเลือกที่จะขี่สัตว์ขี่ในตำนานอย่างวิซซาร์ด

ในตอนนั้นเองมีใครบางคนพุ่งเข้ามา ชายคนนั้นได้จับกิ่งไม้ที่อยู่เหนือพวกเขาเอาไว้

เสียงหัวเราะเบาๆ ได้ดังขึ้น "เป็นเวลานานแล้วที่ข้าไม่ได้เจอกับทุกท่านแบบนี้ ข้าคิดถึงพวกท่านมาจริงๆ เจียงอาเฉียน ชายผู้ทั้งสง่างามและหล่อเหลาพร้อมที่จะรับใช้ทุกท่านแล้ว"

เจียงอาเฉียนได้ถือดาบของเขาเอาไว้ก่อนที่จะยืดร่างกายด้วยท่าทางที่เกียจคร้าน

ลู่โจวได้เหลือบมองเขาอย่างใจเย็น ตัวเขาในตอนนี้ยังคงเอามือไขว้หลังเช่นเดิม "ความอดทนของข้าเองก็มีจำกัดเหมือนกันนะ"

เมื่อได้ยินแบบนั้นทั้งตัวของเจียงอาเฉียนก็ได้สั่นไปทั้งตัว "เอาล่ะ ข้าจะรีบลงไปเดี๋ยวนี้ เห็นไหม? ข้าน่ะเชื่อฟังพวกท่านจริงๆ " เจียงอาเฉียนได้กระโดดลงไปก่อนที่จะไปยังศาลาที่อยู่ใกล้ที่สุด "ท่านผู้อาวุโสพวกเราจะ? "

ทุกคนได้เดินตรงไปยังศาลาแห่งหนึ่ง เจียงอาเฉียนในตอนนี้กำลังยุ่งอยู่กับการใช้แขนเสื้อเช็ดม้านั่งทั้งหมดไป "เชิญนั่งก่อนเถอะ ท่านผู้อาวุโส"

ลู่โจวไม่ได้ลังเลเลยแม้แต่น้อย ตัวเขาได้นั่งลงในทันที

ในตอนแรกเจียงอาเฉียนตั้งใจที่จะนั่งตรงข้ามลู่โจว แต่เมื่อตัวเขาเห็นสายตาของลู่โจว เจียงอาเฉียนก็เลือกที่จะยืนเคียงข้างแทน ตัวเขาในตอนนี้ไม่มีอะไรที่จะพิงด้วยซ้ำไป เสาทั้งหมดล้วนแต่ถูกหมิงซี่หยิน, ต้วนมู่เฉิง และหยวนเอ๋อจับจองไปหมดแล้ว

ลู่โจวที่เห็นวิวทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร ดวงตาของเขาได้เหลือบมองเจียงอาเฉียนอยู่

เจียงอาเฉียนที่เห็นแบบนั้นยังไม่หยุดสั่น "ท่านผู้อาวุโส...ได้โปรดหยุดใช้สายตาแบบนี้จ้องมองข้าสักทีเถอะ ข้าเองก็รู้สึกผิดเป็นเหมือนกัน"

ลู่โจวลูบเคราก่อนที่จะพูดออกมา "พูดในสิ่งที่เจ้าต้องการมาซะ"

เจียงอาเฉียนได้ทิ้งท่าทีทั้งหมดก่อนหน้านี้ไปก่อนที่จะรวบรวมความกล้าทั้งหมดเพื่อที่จะนั่งตรงหน้าของลู่โจว "เรื่องแรกข้าอยากที่จะขอบคุณที่ช่วยหลี่จิงยี่ให้กับข้า ท่านผู้อาวุโส"

"หลี่จิงยี่เป็นผู้หญิงของเจ้าอย่างงั้นหรอ? "

"นางเป็นเพื่อนของข้าเอง"

"แล้ว...เจ้ามีแผนจะตอบแทนเรื่องนี้ยังไงกันล่ะ? " ลู่โจวได้หรี่ตาลงเพื่อที่จับจ้องไปที่เจียงอาเฉียนราวกับว่าตัวเขาเป็นเพียงแค่เหยื่อ

เจียงอาเฉียนได้แต่กลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ ตัวเขาได้สั่นไปทั้งตัว หลังจากนั้นเขาได้หยิบกล่องใบหนึ่งขึ้นมาก่อนที่จะวางลงบนโต๊ะ

ทุกๆ คนต่างก็จับจ้องที่กล่องใบนั้น

วันนี้ช่างเป็นวันที่แสนประหลาด ทุกๆ คนต่างก็มอบกล่องให้แก่กันและกัน

กล่องของเจียงอาเฉียนนั้นดูสวยงามเกินกว่าสิ่งไหน "เชิญท่านผู้อาวุโสเปิดเถอะ"

ลู่โจวได้โบกแขนก่อนที่จะเปิดกล่องขึ้นมา "เศษเสี้ยวฟากฟ้า" ของที่อยู่ภายในกล่องเป็นของที่ลู่โจวกำลังตามหาอยู่ มันคือหนึ่งในเศษเสี้ยวฟากฟ้านั่นเอง ชิ้นส่วนชิ้นนี้มันดูโค้งงอและดูสะบักสะบอมกว่าชิ้นที่ตัวเขาได้ครอบครองมาก

ลู่โจวได้เหลือบมองไปที่เมนูภารกิจที่อยู่ในระบบ ค้นหาเศษเสี้ยวจากฟากฟ้า (2/8) ...

เมื่อหมิงซี่หยิน ต้วนมู่เฉิง และหยวนเอ๋อเห็นเศษเสี้ยวฟากฟ้า ทั้งหมดต่างก็รู้สึกประหลาดใจ ดูเหมือนว่าเจียงอาเฉียนจะมีความสามารถที่เหนือความคาดหมาย

"นี่คือของที่ข้าได้มาจากโกดังเก็บของจากพระราชวัง ในตอนที่ข้าไปเยือนที่นั่นครั้งแรกข้าได้พบกับเศษเสี้ยวฟากฟ้าชิ้นนี้ถูกทิ้งเอาไว้ ในตอนแรกข้าไม่ได้คิดว่ามันจะวิเศษอะไร แต่เมื่อได้ยินมาว่าท่านกำลังมองหาของสิ่งนี้อยู่ ข้าก็เลยกลับไปที่โกดังเพื่อที่จะหยิบเศษเสี้ยวชิ้นนี้มาให้กับท่าน แต่ถึงแบบนั้นมันก็เป็นแค่เศษเสี้ยวอยู่ดี แม้ว่าจะเป็นแค่เศษเสี้ยวแต่มันก็สามารถใช้เป็นอาวุธได้อย่างง่ายดาย มันมีพลังในการเจาะทำลายม่านพลังป้องกันและยังทำร้ายศัตรูในยามที่คับขันได้อีกด้วย" เจียงอาเฉียนได้พูดขึ้น

ลู่โจวได้พยักหน้าก่อนที่จะเก็บเศษเสี้ยวฟากฟ้าไป "ติ้ง! ได้รับเศษเสี้ยวฟากฟ้า ได้รับรางวัลแต้มบุญ: 100 "

การที่พบของชิ้นนี้อยู่ที่โกดังของทางพระราชสำนักได้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจจริงๆ

'นี่เป็นลาภลอยสินะ หมิงซี่หยินและต้วนมู่เฉิงเองได้สังหารกบฏทั้งหมดที่เมืองอันยางไป เพราะแบบนั้นลู่โจวจึงได้แต้มบุญมาด้วย ในตอนนี้ตัวเขาได้แต้มบุญมากว่า 1,900 แต้มแล้ว'

ลู่โจวได้ถามออกมา "แล้วเยี่ยนซานอยู่ที่เจดีย์ลอยฟ้ารึเปล่า? "

เจียงอาเฉียนได้ตอบกลับไปพร้อมกับรอยยิ้ม "เรื่องนี้ข้าเองก็สงสัยเช่นเดียวกับท่าน...ทุกๆ คนต่างก็บอกว่าศิษย์ศาลาปีศาจลอยฟ้าอย่างสีวู่หยาได้ทิ้งสมบัติชิ้นหนึ่งเอาไว้ที่เจดีย์ลอยฟ้า สมบัติชิ้นนั้นนั่นก็คือถุงมือไหมยักษ์ ถุงมือไหมยักษ์เป็นของที่เยี่ยนซานชื่นชอบมากกว่าสิ่งไหน เดิมทีของชิ้นนี้ตกอยู่ในมือของสำนักหยุน, สำนักเทียน และสำนักลั่ว เยี่ยนซานมักจะภาคภูมิใจในความสามารถหัวขโมยของเขามาโดยตลอด แต่ถึงแบบนั้นเขากลับขโมยของชิ้นนี้มาไม่ได้ เมื่อวันเวลาผ่านไปของชิ้นนี้ก็ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ของชิ้นนี้ตกอยู่ในมือของสีวู่หยานั่นเอง ท่านผู้อาวุโส...ท่านไม่ใช่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้สินะ?

ลู่โจวไม่ได้ปฏิเสธ ตัวเขาได้พยักหน้าให้อย่างตรงไปตรงมา

เจียงอาเฉียนที่เห็นแบบนั้นก็ได้แต่เกาหัว ตัวเขาพูดอะไรไม่ออก

ลู่โจวได้จ้องไปที่เจียงอาเฉียนก่อนที่จะพูดขึ้นอีกครั้ง "แล้วทำไมเจ้าถึงเรียกข้ามาที่นี่กัน? "

"ข้าน้อยไม่ ไม่กล้าแม้แต่จะคิด" เจียงอาเฉียนได้ตอบกลับมาก่อนที่จะยืดหลังตรง

หมิงซี่หยินและคนอื่นๆ ที่เห็นแบบนั้นต่างก็พูดไม่ออก การพบกันกับเจียงอาเฉียนในตอนนี้กินเวลาไปกว่าครึ่งวันแล้ว แล้วเมื่อไหร่กันชายคนนี้จะพูดเข้าเรื่องหลักสักที?

"ท่านผู้อาวุโส...ข้าอยากที่จะรู้ว่าท่านจะเลือกฝ่ายไหนกันแน่? "

"หืม? "

เจียงอาเฉียนได้โบกมือ ในตอนนั้นเองก้อนกรวดจำนวนหนึ่งก็ได้บินเข้าหาตัวเขาก่อนที่จะร่วงลงต่อหน้า "นี่คือองค์ชายองค์ที่หนึ่ง, องค์ชายองค์ที่สอง และองค์ชายองค์ที่สาม ไม่สิ นี่ไม่ต้องนับก็ได้...องค์ชายองค์ที่สี่, องค์ชายองค์ที่ห้า...และท่านหญิงเจด"

ลู่โจวได้เหลือบมองก้อนกรวดทั้งห้าที่อยู่บนโต๊ะ ในตอนนั้นเขาก็ได้พูดออกมาอย่างไม่แยแส "พูดต่อสิ"

เจียงอาเฉียนได้พูดต่อไป "ข้าไม่คิดว่าท่านจะเลือกอยู่ฝ่ายองค์ชายองค์ที่หนึ่งแน่ เพราะท่านไม่เคยพบเขามาก่อน ส่วนคนขององค์ชายคนที่สองอย่างม่อหลี่ต่างก็มองเห็นท่านเป็นเสี้ยนหนาม องค์ชายองค์ที่สี่ถูกเนรเทศไปยังดินแดนอันห่างไกลและยังไม่ได้รับการให้อภัยให้กลับมา องค์ชายองค์ที่ห้าเป็นคนที่อ่อนโยนมากที่สุด แต่ถึงแบบนั้นเขากลับไม่มีค่าอะไร และท่านหญิงเจดเคยดูหมิ่นศาลาปีศาจลอยฟ้ามาก่อน เอ๊ะ! ดูเหมือนท่านจะไม่มีทางเลือกเลยสินะ ท่านผู้อาวุโส! เช่นนั้น...ตราบใดที่ท่านไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของทางพระราชสำนัก ท่านก็คงจะไม่ลำบากอะไรแน่"

"..."

เจียงอาเฉียนได้ใช้ความคิดของตัวเองวิเคราะห์ตัวเลือกทั้งหมดก่อนที่จะเลือกทางออกให้สำหรับลู่โจว

ทุกคนที่เห็นแบบนั้นต่างก็พูดไม่ออก

ลู่โจวได้ลูบเคราของตัวเองก่อนที่จะพูดออกมาในท้ายที่สุด "พระราชสำนักในตอนนี้กำลังตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างงั้นหรอ? "

เจียงอาเฉียนได้ถอนหายใจออกมาอย่างหมดหนทาง "พลังอำนาจของพระราชสำนักในตอนนี้กำลังรั่วไหลออกไปที่ด้านนอก...เมืองอันยางถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างชั้นดี"

"เจ้าน่ะออกมาจากพระราชสำนักมาแล้ว เหตุใดเจ้าถึงต้องยุ่งเรื่องของเมืองอันยางด้วย? " ลู่โจวได้ถามออกมา

"อืม..." เจียงอาเฉียนได้เอามือเกาหัวก่อนที่จะตอบกลับมา "อย่างที่ข้าได้เคยพูดไป หลี่จิงยี่ถือเป็นสหายข้า เพราะแบบนั้นข้าคงจะนิ่งดูดายปล่อยนางตายคงไม่ได้"

"ถ้าหากหลี่จิงยี่ตาย เหวยซู่หยานเองก็จะต้องตายไปด้วย กองทัพหลวงทั้ง 3 กองทัพก็คงจะขาดผู้นำ เมื่อถึงตอนนั้นองค์ชายองค์ที่สองจะต้องปลดปล่อยความโกรธเกรี้ยวออกมาจนทำให้เหล่าราชวงศ์ทั้งหลายต้องสูญหายไปแน่ และเมื่อถึงตอนนั้นจริงโลกใบนี้ก็จะตกอยู่ในความวุ่นวายอีกครั้ง...ข้าคิดว่าเจ้าน่ะเหมาะสมที่สุดแล้วที่จะอยู่บนบัลลังก์องค์จักรพรรดิ" ลู่โจวได้พูดออกมา

เมื่อเจียงอาเฉียนได้ยินแบบนั้น ตัวเขาก็รีบโบกมือก่อนที่จะตอบกลับมา "ตัวข้าไม่ได้คิดที่จะทะเยอทะยานแบบนั้น...สิ่งที่ข้าโหยหานั้นง่ายแสนง่าย ข้าต้องการที่จะมีชีวิตอยู่และต้องการที่จะใช้ดาบเท่านั้น"

หมิงซี่หยินและหยวนเอ๋อต่างก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาดังๆ สุดท้ายแล้วคนคนนี้ก็ไม่ใช่คนที่น่านับถือแต่อย่างใด

ลู่โจวเหลือบไปเห็นดาบที่อยู่ในอ้อมแขนของเจียงอาเฉียน "นั่นคีตะมังกรสินะ? "

เจียงอาเฉียนได้ถอยหลังกลับไป แต่ถึงแบบนั้นมันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร ตัวเขาได้วางคีตะมังกรลงบนโต๊ะตัวเดิม

ฝักของมันได้ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยผ้าผืนหนึ่ง และเมื่อแกะผ้าออก ลวดลายมังกรที่ถูกสลักเอาไว้อย่างสวยงามก็ได้เปิดเผยให้กับทุกคนให้เห็นบนฝักดาบตีตะมังกร

ชิ๊ง!

ดาบที่ถูกชักออกมาเปล่งประกายสว่างไสว

เจียงอาเฉียนชื่นชมดาบเล่มนี้เป็นอย่างมาก ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยประกายบ่งบอกได้อย่างดีว่าเขากำลังหลงใหลในดาบเล่มนี้มากแค่ไหน

ท้ายที่สุดแล้วสามผู้คลั่งไคล้ดาบก็ยังเป็นผู้คลั่งไคล้ดาบอยู่วันยังค่ำ

"ดาบที่ดีสินะ" ลู่โจวพยักหน้า

เจียงอาเฉียนได้ตอบกลับมา "ข้าเองก็คิดแบบนั้นเช่นกัน...ข้าไม่เคยเห็นดาบเล่มนี้มาก่อนในชีวิต..."

"แล้วมันคมไหม? " ลู่โจวได้ถามออกมา

"ความคมของมันน่ะหรอ..." เจียงอาเฉียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความภาคภูมิใจ "ในการทดสอบความคม ข้าได้สูญเสียอาวุธที่มีระดับใกล้เคียงระดับสรวงสวรรค์ไปทั้งหมด อาวุธระดับโลกเมื่ออยู่ต่อหน้าอาวุธชิ้นนี้พวกมันก็ไม่ต่างอะไรกับขยะไร้ค่า"

"งั้นก็ดีแล้ว" ลู่โจวได้ยกมือขึ้น ดาบที่งดงามดูละเอียดอ่อนได้ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของตัวเขา

อาวุธนิรนามได้ปรากฏขึ้นมาพร้อมแสงจางๆ มันถูกปกคลุมไปด้วยพลังงาน

เจียงอาเฉียนที่เห็นแบบนั้นรีบเก็บดาบคีตะมังกรตัวเองในทันที หลังจากนั้นเขาก็ได้หัวเราะออกมาก่อนที่จะพูดขึ้น "ไม่จำเป็นจะต้องทำถึงขนาดนั้นหรอกท่านผู้อาวุโส ถ้าหากอาวุธทั้งสองชิ้นหักไป...ข้าว่ามันน่าจะไม่คุ้มซะเปล่าๆ "

"ลืมมันไปซะเถอะ" ลู่โจวไม่ได้บังคับเจียงอาเฉียน ดูเหมือนว่าเขาจะชื่นชอบดาบเล่มนั้นอย่างแท้จริง และเมื่อเห็นแบบนั้นตัวเขาก็ได้เรียกอาวุธนิรนามกลับไป

ลู่โจวลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ก่อนที่จะเอามือไขว้หลัง ตัวเขาได้จ้องมองไปที่เจดีย์ลอยฟ้า

ในตอนนั้นเองมีกลุ่มผู้ฝึกยุทธกลุ่มหนึ่งกำลังลอยไปบนอากาศ พวกเขาทั้งหมดกำลังบินไปที่เจดีย์ลอยฟ้าผ่านอีกฟากของแม่น้ำเก้าท่วงทำนอง

เจียงอาเฉียนได้ลุกขึ้นยืนก่อนที่จะมองไปยังผู้ฝึกยุทธทั้งหมดที่อยู่บนนั้น "พวกเขามาแล้ว...พวกเราไปดูกันเถอะ"

หมิงซี่หยินเห็นก็เห็นผู้ฝึกยุทธเช่นกัน "ท่านอาจารย์ พวกเขาทั้งหมดมากันเยอะน่าดู ท่านอาจารย์อาจจะเปลืองแรงไป ถ้ายังไงให้ศิษย์ล่วงหน้าไปก่อนไหม? "

"ไม่เป็นไร" ลู่โจวได้ส่ายหัว

เยี่ยนซานเป็นคนที่ฉลาดแกมโกง หมิงซี่หยินคงจะไม่สามารถจับเจ้านั่นได้ด้วยความสามารถจากตัวเขาคนเดียว ย้อนกลับไปเมื่อตอนนั้นเยี่ยนซานสามารถที่จะหลบหนีจากทั้งสามสำนักใหญ่ไปได้แม้ว่าจะถูกล้อมก็ตาม

พลังวรยุทธที่เยี่ยนซานมีไม่ได้มากมายอะไร เขาเป็นเพียงหัวขโมยที่ไม่ได้ชื่นชอบการต่อสู้อะไรนัก ลู่โจวได้หันออกไปก่อนที่จะเดินออกจากศาลา ตัวเขาได้เดินไปยังเจดีย์ลอยฟ้าผ่านเส้นทางที่อยู่ตรงหน้า เมื่อหมิงซี่หยินและเจียงอาเฉียนเห็นแบบนั้นพวกเขาก็ได้แต่สงบสติอารมณ์ลงก่อนที่เดินตามไป

ในขณะนั้นเองผู้ฝึกยุทธทั้งหลายก็ได้มารวมตัวกันที่หน้าเจดีย์ลอยฟ้า มีผู้ฝึกฝนตั้งแต่ขั้นสังหรณ์หยั่งรู้จนไปถึงขั้นศักดิ์สิทธิ์

จากพื้นดินที่อยู่หน้าเจดีย์ลอยฟ้าทำให้ผู้ที่ยืนอยู่ไม่สามารถที่จะมองเห็นเจดีย์ลอยฟ้าที่ตั้งตระหง่านได้ มันกินพื้นที่สูงจนเสียดฟ้า

"มีข่าวลือมาว่ามีดาบสั้นเล่มหนึ่งถูกเก็บไว้ที่ชั้นเก้าของเจดีย์ลอยฟ้า ข้าน่ะสงสัยจริงๆ ว่าใครจะได้มันมา"

"ให้คนที่มีความสามารถที่สุดก็แล้วกัน...ใครก็แล้วแต่เป็นผู้ที่มีสมองมากที่สุดที่จะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคของเจดีย์ทั้งเก้าชั้นไปได้คนคนนั้นก็จะได้ของล้ำค่าไป ข้าเคยได้ยินมาว่ายอดฝีมือจากเมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์เคยมาที่เจดีย์ลอยฟ้าแห่งนี้จนถึงชั้นเจ็ดก่อนที่จะถูกขับไล่ออกไป ในทางกลับกัน ที่แห่งนี้ยังเคยมีผู้ฝึกยุทธมหาราชครูที่เคยไปถึงชั้นเก้าเพื่อรับสมบัติมาได้"

ผู้ฝึกยุทธทุกคนต่างก็มองไปที่เจดีย์ลอยฟ้า

ในขณะนั้นเองผู้ฝึกยุทธกว่าหลายคนได้กระเด็นลอยออกมาจากเจดีย์ลอยฟ้า พวกเขาได้แต่กระอักเลือดก่อนที่จะล้มลง

เหล่าผู้ฝึกยุทธที่เพิ่งจะมาถึงได้แต่ถอยห่างออกไป พวกเขาไม่ได้รู้สึกเห็นอกเห็นใจอะไรกับผู้ท้าชิงที่ล้มเหลวพวกนั้น

เจียงอาเฉียนส่ายหัวก่อนที่จะพูดขึ้น "ท่านผู้อาวุโส ข้าจะบอกความลับกับท่าน...บนเจดีย์ลอยฟ้าน่ะไม่มีดาบสมบัติอะไรนั่นหรอก แต่ที่บนนั้นมี...เศษเสี้ยวฟากฟ้าต่างหาก...ที่นั่นมีเศษเสี้ยวฟากฟ้าทั้งหมด 2 ชิ้นด้วยกัน แม้ว่าเศษเสี้ยวฟากฟ้าจะไม่ใช่อาวุธระดับสรวงสวรรค์ แต่ถึงแบบนั้นเศษเสี้ยวฟากฟ้าทั้ง 2 ชิ้นที่มีสามารถที่จะหลอมรวมกันใหม่ได้...ถ้าหากหลอมรวมเศษเสี้ยวฟากฟ้าทั้งหมด มันจะต้องได้อาวุธระดับสรวงสวรรค์มาแน่"

หมิงซี่หยินที่ได้ยินแบบนั้นได้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ตัวเขาได้มองไปรอบๆ ก่อนที่จะพูดขึ้น "ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีผู้ฝึกยุทธทั้งหลายมารวมตัวกันถึงขนาดนี้ได้...

ในเวลาเดียวกัน ในตอนนั้นเองมีผู้ฝึกยุทธอีกหลายคนที่กระเด็นออกมาจากเจดีย์ชั้น 6 และ ชั้น 7

เหล่าผู้เฝ้าสังเกตการณ์ที่เห็นแบบนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ "ข้าว่าคงจะไม่มีใครไปถึงชั้นเก้าภายในปีนี้ได้แน่"

เมื่อเห็นแบบนั้นสีหน้าของเจียงอาเฉียนก็ได้เปลี่ยนไป "ท่านผู้อาวุโส ทำไมท่านไม่ลองท้าชิงเจดีย์ลอยฟ้าแห่งนี้ดูซะล่ะ? ข้าแน่ใจเลยว่ามันคงจะไม่ได้ยากอะไรสำหรับท่านแน่ถ้าหากจะฝ่าไปถึงชั้นเก้า"

ลู่โจวหันไปมองก่อนที่จะตอบกลับไป "เจ้ามาที่นี่ก็เพื่อตามหาดาบสั้นที่ว่าอย่างงั้นหรอ? "

"ไม่ ไม่ ไม่ ท่านกำลังเข้าใจข้าผิดไป ในตอนนี้พวกเรากำลังพูดถึงเจดีย์ลอยฟ้าชั้นเก้าต่างหาก...ที่นั่นมีเศษเสี้ยวฟากฟ้ารอท่านอยู่ถึง 2 ชิ้นด้วยกัน พวกมันล้วนแต่เป็นของล้ำค่าอย่างไม่ต้องสงสัย..." เจียงอาเฉียนได้หยุดพูดไปกลางคันในตอนที่ผู้ฝึกยุทธคนอื่นๆ กำลังจ้องมองเขา "เอ่อ ข้าว่าข้าคงจะพูดเสียงดังไปหน่อย พวกเจ้าอย่าได้ถือสาข้าเลย..."

เมื่อได้ยินแบบนั้นความวุ่นวายครั้งใหม่ก็ได้เกิดขึ้นทันที...

"ของที่ว่าคือเศษเสี้ยวฟากฟ้า! "

"สมบัติล้ำค่าคือเศษเสี้ยวฟากฟ้า! "

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 203 เจดีย์ลอยฟ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว