เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 200 สำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า

ตอนที่ 200 สำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า

ตอนที่ 200 สำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า


ตอนที่ 200 สำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

เหวยซู่หยานได้ทำตามคำแนะนำของหลี่จิงยี่ก่อนที่จะเริ่มล่าถอยกลับไป เจ้าหน้าที่ทั้งสี่เองก็ถอยกลับไปเช่นกัน เขาได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบาในระหว่างที่มองแผ่นหลังของหลี่จิงยี่ 'ใครจะรู้ว่าเหวยซู่หยานจะพึ่งพาหลี่จิงยี่มาโดยตลอด แม้ว่าในตอนที่เหวยซู่หยานตัวจริงยังอยู่ก็ตาม' ตัวเขาในตอนนี้รู้สึกอ่อนล้า ตัวเขาไม่ได้ต้องการที่จะมาเป็นแม่ทัพหลวงแบบนี้เลย แต่ถึงแบบนั้นเหวยซู่เหลนก็ไม่มีทางเลือก

หลี่จิงยี่ได้จ้องมองไปที่ท้องฟ้าก่อนที่จะพูดออกมา "เจ้าสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า เจ้าสำนักอเวจี การที่พวกเราได้พบกับเขาถือว่าเป็นวาสนาแล้ว...ข้าต้องขออภัยด้วยกับความหยาบคายแบบนี้"

เสียงที่ดังขึ้นมาจากรถม้ามันฟังดูนุ่มลึกและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ "สิ่งที่ข้าต้องการก็คือชีวิตของเหวยซู่หยาน! " ชายคนที่อยู่ในรถม้าพูดออกมาตรงๆ

"ข้าไม่เข้าใจ เพราะอะไรกันสำนักอเวจีถึงได้เข้าไปพัวพันกับพวกกองทัพกบฏเพื่อสร้างความวุ่นวายแบบนี้? ท่านพยายามที่จะเป็นศัตรูกับองค์จักรพรรดิอย่างงั้นหรอ? "

"แล้วเจ้าล่ะมีความปรารถนาที่จะตายแต่โดยดีไหม? " น้ำเสียงของยอดฝีมือที่อยู่บนรถม้าเปี่ยมไปด้วยพลังอันแข็งแกร่ง

แม้ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหนแต่ทุกๆ คนต่างก็ได้ยินเสียงนี้

ดาบขนาดใหญ่ได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้มันดูแข็งแกร่งและดูเกรี้ยวกราดมากกว่าเดิม

ทั้งสองฝ่ายต่างล่าถอยกลับไปคนละฝั่ง

แม้แต่ผู้ฝึกยุทธสวมหน้ากากเองยังต้องหวั่นเกรงให้กับการโจมตี

ตู๊ม!

ช่องว่างของคมดาบได้ขวางปิดกั้นทหารทั้งสองฝ่ายเอาไว้

บ้านเรือนที่อยู่ภายในเมืองได้ถูกทำลายเป็นวงกว้าง

"แม่ทัพเหวย ถอยเร็วเข้า! " หลี่จิงยี่ได้เตือนเหวนซู่เหวินเป็นครั้งที่สอง

เหวยซู่หยานที่เห็นสถานการณ์ทั้งหมดเริ่มสัมผัสได้ถึงอันตราย ตัวเขาได้หันหลังก่อนที่จะจากไป เจ้าหน้าที่ทั้งสี่ยังคงตามติดเหวยซู่หยานเอาไว้ พวกเขาได้คุ้มกันปกป้องให้เหวยซู่หยานได้ถอยไปอย่างปลอดภัยจากประตูทางตอนเหนือ

"ข้าจะทำให้ความปรารถนาเจ้าสมหวังเอง" คลื่นแห่งจิตสังหารได้พุ่งออกมาจากรถม้าขนาดใหญ่

หลี่จิงยี่ขมวดคิ้ว "ข้ารู้ตัวดีว่าข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่าน ท่านเจ้าสำนัก...แต่ว่าข้าจะไม่ถอยกลับไปแน่"

ความผันผวนของพลังอันแข็งแกร่งได้ปรากฏขึ้นที่รถม้าขนาดใหญ่

เมื่อได้ยินแบบนั้น หมิงซี่หยินก็ได้แต่ส่ายหัว เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าหญิงสาวในชุดปักคนนั้นจะกล้าหาญได้มากขนาดนี้ แม้ว่าคนที่อยู่ในรถม้าลอยฟ้าจะเป็นตัวปลอมก็ตามที แต่ถึงแบบนั้นเขาก็มีพลังวรยุทธที่ทรงพลังอย่างไม่ต้องสงสัย หรือว่าหญิงสาวคนนี้จะปกปิดความแข็งแกร่งที่แท้จริงเอาไว้กันแน่? เป็นไปได้ไหมว่านางจะทิ้งตัวเองเอาไว้เป็นเหยื่อล่อศัตรู?

ในตอนนั้นเองแสงสีฟ้าจางๆ ก็ได้ปรากฏขึ้นจากบ้านสกุลซี

กลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์นี้ดึงดูดความสนใจของทุกคนให้หันมามอง

ทหารธรรมดาต่างก็ไม่เห็นพลังนี้ มีแต่ผู้ฝึกยุทธที่อยู่บนฟ้าเท่านั้นถึงจะสังเกตเห็นมันได้ ทุกคนต่างก็ตกตะลึงเมื่อได้เห็นแบบนั้น

ในตอนนั้นเองหญิงสาวตัวเล็กที่แสนจะดูสง่างามก็ได้บินออกมาจากบ้านสกุลซี ที่ร่างกายของนางเต็มไปด้วยแสงสีฟ้า เด็กสาวคนนั้นได้ร่อนลงบนดาดฟ้า

"ศิษย์น้องเล็ก? " หมิงซี่หยินที่เห็นแบบนั้นก็ได้แต่กลืนน้ำลาย "นี่มันไม่ใช่ผลของชุดขนเมฆาหรอกหรอ? "

ต้วนมู่เฉิงตกใจที่เห็นชุดขนเมฆาที่หยวนเอ๋อใส่อยู่ "ข้าว่ามันคือชุดขนเมฆาของแท้เลยล่ะ"

หยวนเอ๋อได้ลอยขึ้นไปบนฟ้าอย่างคล่องแคล่วราวกับเด็กที่กำลังเล่นอย่างสนุกสนาน...

แม้แต่คนที่อยู่บนรถม้าลอยฟ้าต่างก็จับจ้องไปที่หยวนเอ๋อเช่นกัน

หมิงซี่หยินได้พึมพำออกมา "ท่านอาจารย์ช่างลำเอียงเกินไปแล้ว...ไม่เพียงแต่สายสะพายนิพพาน ท่านอาจารย์ยังจะมอบชุดคลุมเมฆาให้อีก นี่มันไม่มากไปหน่อยหรอ? "

เมื่อหยวนเอ๋อเห็นหมิงซี่หยิน นางก็ได้พูดออกมา "ท่านอาจารย์ได้บอกเอาไว้ว่าอย่าให้หลี่จิงยี่และเหวยซู่หยานต้องตาย"

หมิงซี่หยินที่ได้ฟังแบบนั้นตกตะลึง "พวกเราจะต้องทำอะไรสักอย่างสินะ? "

"เจียงอาเฉียนเพิ่งจะเขียนจดหมายมาให้กับท่านอาจารย์ เจ้านั่นขอให้ท่านอาจารย์เคลื่อนไหวแบบนี้" หยวนเอ๋อได้พูดออกมา

"ท่านอาจารย์ช่างจิตใจงดงามจริงๆ ...คงเป็นเพราะว่าเจียงอาเฉียนทำงานหนักมาโดยตลอดเพราะแบบนั้นท่านอาจารย์จึงทำเพื่อเจ้านั่นสินะ" หมิงซี่หยินพยักหน้า

แต่ถึงแบบนั้นทำไมเจียงอาเฉียนถึงต้องการที่จะช่วยหลี่จิงยี่ด้วยล่ะ?

หยวนเอ๋อได้จ้องมองไปที่หมิงซี่หยินและต้วนมู่เฉิงก่อนที่จะบินขึ้นไปอีกครั้ง ในครั้งนี้นางกำลังจ้องมองไปที่ฝ่ายตรงข้าม

ทหารกว่าหลายพันคนรวมไปถึงผู้ฝึกยุทธกว่าหลายร้อยคนต่างก็สบสายตากัน

หลี่จิงยี่ได้เห็นหญิงสาวที่อยู่ในชุดขนเมฆา คนที่มีสมบัติล้ำค่าอย่างชุดขนเมฆาได้จะต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ แม้ว่าหยวนเอ๋อจะเพิ่งฝึกฝนตัวเองไปจนถึงขั้นมหาภัยพิบัติศักดิ์สิทธิ์เมื่อไม่นานมานี้และนางยังไม่มีพลังร่างอวตารดอกบัวที่ผลิกลีบได้ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่มีใครที่จะกล้าดูถูกหยวนเอ๋อ

เสียงอันนุ่มลึกได้ดังก้องขึ้นมาจากรถม้า "สาวน้อย เจ้าเป็นใครกัน? "

หยวนเอ๋อได้เหลือบมองไปที่รถม้าก่อนที่จะพูดขึ้น "ท่านอาจารย์ของข้าได้บอกเอาไว้ว่าไม่ให้ใครแตะต้องหลี่จิงยี่กับเหวยซู่หยาน"

รถม้าลอยฟ้าที่ได้ฟังแบบนั้นก็ได้นิ่งเงียบไป ดูเหมือนว่าผู้ที่อยู่ในนั้นกำลังใช้ความคิดอะไรบางอย่างอยู่

หลี่จิงยี่ได้คารวะเมื่อได้ยินแบบนั้น "ขอบคุณมากที่ยืนหยัดเพื่อข้าสาวน้อย แต่ถึงแบบนั้นเจ้าก็ไม่ควรที่จะมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้เลย...เจ้าควรจะอยู่อย่างปลอดภัยจะดีกว่านะ"

หยวนเอ๋อที่ได้ยินแบบนั้นก็ได้หันไปมองหลี่จิงยี่ก่อนที่จะถามออกมา "เจ้าคือหลี่จิงยี่สินะ? "

"ใช่ ข้าเอง" หลี่จิงยี่ได้โค้งคำนับให้อย่างสง่างาม "สาวน้อย บนรถม้าลอยฟ้านั่นมี...ยู่เฉิงไห่ เจ้าสำนักอเวจีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า! เจ้าอย่าเอาชีวิตมาทิ้งอย่างเสียเปล่าจะดีกว่า..."

หยวนเอ๋อได้จ้องไปที่รถม้าลอยฟ้า นางได้แต่ขมวดคิ้ว 'ศิษย์พี่ใหญ่อยู่บนรถม้าลอยฟ้าอย่างงั้นหรอ? ' และเนื่องจากการปรากฏตัวของศิษย์พี่รองยู่ฉางตง ทำให้หยวนเอ๋อที่ไม่เคยพบกับผู้ที่เป็นศิษย์พี่ใหญ่จึงได้เชื่อเรื่องนี้ในทันที

หมิงซี่หยินไม่ได้บอกกับหยวนเอ๋อว่าผู้ที่อยู่บนรถม้าคือตัวปลอม ในตอนนี้ตัวเขาได้แต่จ้องไปที่หลี่จิงยี่อย่างสนใจมากกว่า

หยวนเอ๋อได้ชี้ไปยังรถม้าลอยฟ้าก่อนที่จะถามออกมาอย่างสับสน "นั่นคือเจ้าสำนักอเวจีจริงๆ อย่างงั้นหรอ? "

"ถูกต้องแล้ว"

หลี่จิงยี่ยังเห็นว่าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้ายังเด็กมาก เพราะแบบนั้นนางจึงได้อธิบายออกมาอย่างใจดี "ที่โลกใบนี้มีสำนักแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าศาลาปีศาจลอยฟ้า ปรมาจารย์เจ้าของศาลาปีศาจลอยฟ้ามีศิษย์จอมวายร้ายทั้งหมดอยู่ 9 คนด้วยกัน พวกเขาล้วนแต่เป็นเป็นพวกสำนักฝ่ายอธรรม สำนักที่ไม่ยึดถือในเรื่องของคุณธรรม บัดนี้เจ้าสำนักอเวจีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศิษย์คนแรกของศาลาปีศาจลอยฟ้าได้มายืนอยู่ตรงนี้แล้ว มีข่าวลือมาว่าเขาเป็นผู้มีพลังร่างอวตารดอกบัว 8 กลีบ ตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมาเขาคนนี้ไม่เคยพบกับคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมแม้แต่คนเดียว"

หยวนเอ๋อที่ได้ยินแบบนั้นตกตะลึงเล็กน้อย

ในตอนนั้นเองก็มีเสียงที่ดังมาจากรถม้าลอยฟ้าคันเดิมอีกครั้ง "ในเมื่อเจ้ารู้แล้วว่าข้าเป็นใคร เจ้ายังจะยืนกรานต่อสู้อยู่อีกอย่างงั้นหรอ? "

หลี่จิงยี่ได้ตอบกลับมา "ท่านก็รู้คำตอบของข้าไปแล้วท่านเจ้าสำนัก...ข้าไม่มีทางเลือกที่จะถอยได้อีก"

ความปลอดภัยของเมืองอันยางถือเป็นสิ่งสำคัญ บางทีโลกของยุทธภพแห่งนี้คงจะผูกพันกับหญิงสาวนางนี้ก็เป็นได้

หมิงซี่หยินรู้ดีว่าตัวเขาไม่ใช่วีรบุรุษหรือผู้ที่ยึดถือในคุณธรรม แต่ถึงแบบนั้นตัวเขากลับคิดว่าหญิงสาวนางนี้กลับดูน่าเคารพนับถือ

"ถ้าอย่างงั้นเห็นทีเจ้าก็คงจะต้องตายแล้วล่ะ..."

ดาบขนาดใหญ่ได้ลอยลงมาจากรถม้าลอยฟ้าอีกครั้ง

มันได้หมุนตัวเองอย่างรวดเร็วก่อนที่จะเคลื่อนตัวไปยังเมืองอันยางอีกครั้ง

หลี่จิงยี่ได้กระโดดขึ้นสู่ท้องฟ้า นางได้ยกแขนขวาขึ้นมาอย่างหนักแน่น ในตอนนั้นเองม่านพลังป้องกันที่ดูคล้ายกับร่มก็ได้ปรากฏขึ้นเหนือร่างของนาง พลังงานที่เปล่งประกายออกมาดูสดใสราวกับสิ่งมีชีวิต

ในตอนนั้นเองผู้ฝึกยุทธสวมหน้ากากทั้งสี่ก็ได้กระโดดลงมาจากรถม้าลอยฟ้า

แม้แต่สุดยอดผู้พิทักษ์ทั้งสี่เองก็ยังเป็นตัวปลอม เห็นได้ชัดว่าไม่มีสี่ผู้พิทักษ์คนไหนที่มีวรยุทธลึกล้ำสักคน

หมิงซี่หยินในตอนนี้ได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลึก "ท่านอาจารย์ได้พูดเอาไว้ว่าอย่าปล่อยให้หลี่จิงยี่ต้องตาย! "

ตู๊ม!

หมิงซี่หยินพุ่งไปที่ด้านหน้าของผู้ฝึกยุทธสวมหน้ากากทั้งสี่ ในตอนนั้นเองเคียวแห่งพื้นพิภพก็ได้ปรากฏขึ้น

เมื่อต้วนมู่เฉิงเห็นแบบนั้นเขาก็ได้ปล่อยพลังอย่างต่อเนื่องราวกับฝนลูกธนู คลื่นพลังทั้งหมดได้ถาโถมเข้าใส่เหล่าผู้ฝึกยุทธผู้สวมหน้ากาก หลังจากที่ปล่อยพลังออกไปหอกราชันย์ที่อยู่ในมือข้างขวาของต้วนมู่เฉิงก็เริ่มเคลื่อนไหวขึ้นมา

"พาสาวน้อยนั่นหนีไปซะ! "

"รับทราบ! "

ตู้ม!

พลังจากแสงดาวแห่งสรวงสวรรค์อันมืดมิดได้เข้าปะทะกับม่านพลังของหลี่จิงยี่

พลังของทั้งสองฝ่ายได้มาบรรจบกัน คลื่นพลังได้กระจัดกระจายไปทั่วทุกทิศทาง ระลอกคลื่นขนาดใหญ่ได้แผ่ออกไปทั่วสนามการต่อสู้ในระยะกว่า 100 เมตร

หลี่จิงยี่ยังคงยืนหยัดอยู่บนท้องฟ้า นางได้เหลือบมองไปที่ด้านล่าง "สาวน้อย หนีไปเร็วเข้า..." หยวนเอ๋อไม่ฟัง นางได้ยกมือขึ้นก่อนที่จะปล่อยพลังโจมตีเข้าใส่เหล่าผู้ฝึกยุทธผู้สวมหน้ากาก หลี่จิงยี่ตั้งใจที่จะป้องกันการโจมตีก็เพื่อที่จะซื้อเวลาให้หยวนเอ๋อหนีไป

หยวนเอ๋อที่ได้ฟังแบบนั้นก็รู้สึกสับสน 'ข้าดูเหมือนคนที่ขี้ขลาดขนาดนั้นเลยอย่างงั้นหรอ? '

ชุดขนเมฆาได้กระพือไปตามสายลม คลื่นพลังทั้งหมดที่หลุดรอดมาจากม่านพลังป้องกันได้หายไปเมื่อเข้าไปใกล้หยวนเอ๋อ

ทันใดนั้นเองสายสะพายนิพพานก็ได้ปรากฏขึ้น "เจ็ดดวงดาวล่องเมฆาบดขยี้! "

สายสะพายสีแดงได้พันรอบตัวของผู้ฝึกยุทธสวมหน้ากากเอาไว้

ทุกๆ คนต่างก็อ้าปากค้างอย่างเจ็บปวด นี่ถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นตกใจอย่างแท้จริงสำหรับผู้ที่ได้เห็นเหตุการณ์

'สาวน้อยคนนี้จะต้องมีภูมิหลังไม่ธรรมดาแน่ นางมีสมบัติล้ำค่ามากมายหลายอย่างเลยทีเดียว'

แม้ว่าชุดขนเมฆาจะไม่ใช่อาวุธ แต่ถึงแบบนั้นถ้าหากจะวัดคุณภาพของมันก็คงจะไม่แพ้อาวุธระดับสรวงสวรรค์เลย

"นี่คือทั้งหมดที่พวกเจ้ามีแล้วสินะ? " หยวนเอ๋อได้ใช้สายสะพายเข้าโจมตีศัตรูได้สำเร็จ

หมิงซี่หยินและต้วนมู่เฉิงในตอนนี้นำหน้าหยวนเอ๋อไปแล้ว

หลี่จิงยี่รู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ยินคำพูดของหยวนเอ๋อ "สาวน้อยคนนี้..." ในตอนนั้นเองนางก็ได้กวาดตาไปดูหมิงซี่หยินและต้วนมู่เฉิง

แต่ไม่ทันที่จะทำอะไรลำแสงสีม่วงอันแปลกประหลาดก็ได้พุ่งออกมาจากรถม้าลอยฟ้า มันดูคล้ายกับระเบิดพลังงานแต่ถึงแบบนั้นมันก็ไม่ใช่ระเบิดพลังงานซะทีเดียว

หลี่จิงยี่ได้ยกมือขึ้นก่อนที่จะปล่อยพลังลมปราณของตัวเองใส่คลื่นพลังนั้น "ไม่ได้ผลอย่างงั้นหรอ? " ในพริบตาเดียวหลี่จิงยี่ก็รู้ได้ทันทีว่าพลังที่แปลกประหลาดนี้คือเวทมนตร์คาถา ยิ่งไปกว่านั้นพลังนี้เองกำลังพุ่งตรงไปหาหยวนเอ๋อ...

ทุกๆ อย่างเกิดขึ้นเร็วจนเกินไป มันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่หยวนเอ๋อกำลังบุกโจมตีเข้าไป

"สาวน้อย อภัยให้ข้าด้วย ข้าทำดีที่สุดแล้ว! " หลี่จิงยี่ได้เหลือบมองไปที่รถม้าลอยฟ้าที่อยู่ตรงหน้าอย่างสิ้นหวัง

ถ้าอยากจะปราบพวกโจรได้ก็ต้องจับหัวโจกของมันก่อน!

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 200 สำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า

คัดลอกลิงก์แล้ว