เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 198 เหตุจลาจลในเมืองอังยาง

ตอนที่ 198 เหตุจลาจลในเมืองอังยาง

ตอนที่ 198 เหตุจลาจลในเมืองอังยาง


ตอนที่ 198 เหตุจลาจลในเมืองอังยาง

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

หยวนเอ๋อที่ถือกล่องใบนั้นด้วยความเคารพได้เปิดมันออกมาอย่างนุ่มนวล หลังจากนั้นนางก็ได้แต่พูดขึ้นว่า "ท่านอาจารย์...ศิษย์พี่รองได้มอบของสิ่งนี้ให้กับข้า มันเป็นชุดเสื้อผ้าค่ะ"

สายตาของลู่โจวกำลังจับจ้องไปที่ชุดเสื้อผ้าที่เปล่งประกาย 'นางไม่ได้ขโมยชุดนี่มาจริงๆ สินะ? ' หลังจากนั้นลู่โจวก็ได้พูดออกมา "เอามาให้ข้าเร็วเข้า"

หยวนเอ๋อได้ว่างกล่องลงอย่างเชื่อฟังก่อนที่จะเปิดฝากล่องทั้งหมดออก

ซีหยวนและภรรยาต่างก็จับจ้องไปที่กล่องพร้อมๆ กัน พวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญชนเท่านั้น แม้ว่าจะพอมีสหายที่รู้จักอยู่ในโลกของยุทธภพบ้าง แต่ถึงแบบนั้นพวกเขาก็ไม่อาจที่จะรู้ได้เลยว่าเสื้อผ้าที่ดูคล้ายกับชุดที่ทำมาจากขนนกพวกนี้คืออะไร

ลู่โจวรู้จักของสิ่งนี้ดี แต่ถึงแบบนั้นสีหน้าของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร มันยังคงดูทั้งสงบและเยือกเย็น "ชุดขนเมฆา"

"ชุดขนเมฆาอย่างงั้นหรอ? "

ว่ากันว่าชุดขนเมฆาถูกสร้างขึ้นในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา มันถูกสร้างขึ้นมาโดยช่างฝีมือถึง 3 รุ่นด้วยกัน เพียงแค่การตกแต่งและการออกแบบชุดเพียงอย่างเดียวก็กินเวลาไปกว่าหลายสิบปี วัสดุทั้งหมดที่ใช้สร้างของสิ่งนี้ถูกนำมาจากป่าแห่งม่านหมอกทั้งหมด ชุดขนเมฆาสามารถต้านทานความเสียหายจากพลังลมปราณได้ มันเป็นคุณสมบัติเดียวกับที่เสื้อคลุมวิถีเซนมี ถ้าหากจะวัดกันด้วยคุณภาพ ชุดขนเมฆาตัวนี้คงจะมีระดับที่สูงกว่าเสื้อคลุมตัวนั้นด้วยซ้ำไป

ลู่โจวไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่ายู่ฉางตงจะใจกว้างถึงเพียงนี้ ตัวเขาได้หยุดใช้ความคิดไปพักหนึ่งก่อนที่จะพูดออกมา "เจ้าน่ะรับของสิ่งนี้ไปซะเถอะ" สำหรับลู่โจวการที่จะทิ้งของล้ำค่าแบบนี้ไปคงจะไม่ใช่เรื่องดีแน่

หยวนเอ๋อเกาหัว "ศิษย์เก็บของสิ่งนี้เอาไว้ได้จริงๆ หรอคะ? "

ลู่โจวได้พยักหน้าตอบกลับไป

หยวนเอ๋อได้ตอบรับออกมาก่อนที่จะเก็บชุดขนเมฆาตัวนี้ไป

ลู่โจวได้จ้องมองไปยังคู่สามีภรรยาตระกูลซีก่อนที่จะพูดออกมาอีกครั้ง "ถ้าหากไม่มีอะไรแล้วพวกเจ้าก็ไปได้แล้วล่ะ"

จากบทสนทนาสั้นๆ ก่อนหน้านี้ทำให้ลู่โจวรู้จักหยวนเอ๋อมากขึ้น หยวนเอ๋อเมื่อครั้งที่ยังเด็กนางได้ป่วยเป็นโรคร้ายเข้า ซีหยวนได้พยายามหาหมอมากมายหลายคนที่พอจะมีฝีมือมารักษาโรคร้ายนี้ หมอทั้งหลายต่างก็ลงความเห็นเป็นอย่างเดียวกัน พวกเขาได้บอกเอาไว้ว่าจุดตันเถียนของหยวนเอ๋อจะไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป ซีหยวนยังคงจำเรื่องนี้ได้ดี ในตอนที่หยวนเอ๋อเข้าร่วมกับศาลาปีศาจลอยฟ้าไป ท้ายที่สุดแล้วตัวเขาก็ได้พบกับดอกแมกโนเลียสีดำดอกนี้เข้า เพราะแบบนั้นตัวเขาจึงส่งซีอันไปที่ศาลาปีศาจลอยฟ้าก็เพื่อเรื่องนี้นั่นเอง

แต่ถึงแบบนั้นลู่โจวก็ยังสับสนอยู่ ด้วยความสามารถและตัวตนที่ซีหยวนมี เขาคนนี้คงจะไม่สามารถที่จะหาดอกแมกโนเลียสีดำมาได้แน่

หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่นานลู่โจวก็ตัดสินใจที่จะหยุดคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้

ลู่โจวไม่ได้อธิบายสถานการณ์ทุกอย่างมากนัก ปัญหาของหยวนเอ๋อได้คลี่คลายไปแล้ว สมบัติอย่างแมกโนเลียสีดำเป็นอะไรที่ล้ำค่ามาก ถ้าหากซีหยวนยังคงเก็บสมบัติชิ้นนี้ต่อไป บ้านสกุลซีคงจะต้องพบกันปัญหาอีกครั้งแน่

หมิงซี่หยินและต้วนมู่เฉิงเพิ่งจะมาถึงบ้านสกุลซีในบ่ายของวันนั้น

ในตอนนี้ที่พักของพวกเขาได้ถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้ว

ในช่วงดึกของวันนั้นเอง

ดวงจันทร์ของวันยังคงส่องแสงสุกสกาวอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก

เหล่าผู้คนที่อยู่ในบ้านสกุลซีต่างก็ได้ยินเสียงของผู้คนจำนวนมากที่มาจากท้องถนนได้

"กองทัพกบฏ มาแล้ว! " มีใครบางคนตะโกนขึ้น

ลู่โจวในตอนนี้ยังไม่ได้เข้านอน ตัวเขากำลังนั่งสมาธิเพื่อเดินพลังลมปราณของตัวเองให้เสถียรมากกว่านี้ บางทีอาจจะเป็นเพราะพลังวิเศษที่ได้มาจากเคล็ดวิชาอักษรสวรรค์ก็เป็นได้ ในตอนนี้สภาพจิตใจของเขายังคงดีเช่นเคย

ลู่โจวได้ลืมตาขึ้นมา ตัวเขาเห็นแค่เพียงแสงไฟที่กะพริบออกมาจากด้านนอกประตู

"ท่านอาจารย์ กองทัพของพวกกบฏอยู่ทั่วท้องถนน พวกเราควรจะออกไปดูเจ้าพวกนั้นไหม? " เสียงของหมิงซี่หยินได้ดังออกมาจากนอกห้อง

ลู่โจวได้ตอบกลับไป "ไม่จำเป็นจะต้องไปยุ่งเรื่องนอกบ้านสกุลซีหรอก"

"ครับท่านอาจารย์"

ลู่โจวได้หลับตาอีกครั้งก่อนที่จะเดินพลังลมปราณของตัวเขาต่อไป

ในตอนนั้นเองเสียงกีบเท้าของม้าก็ได้ดังไปทั่วท้องถนนของเมืองอันยาง

หน้าที่ดูแลความสงบสุขเป็นหน้าที่ของเหวยซู่หยาน ศาลาปีศาจลอยฟ้าอย่างลู่โจวไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องแบบนี้เลย

ไม่นานหลังจากนั้นเองเสียงการต่อสู้ก็ได้ดังขึ้น

ผู้คนที่อยู่ภายในเมืองต่างก็ได้ยินเสียงนี้อย่างชัดเจน

ครู่ต่อมาทุกอย่างก็ได้เงียบลงอีกครั้ง

ในเช้าของวันรุ่งขึ้น

ลู่โจวได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ ตัวเขาได้แต่ส่ายหัวออกมาเบาๆ

การฟื้นฟูพลังวรยุทธของลู่โจวในตอนนี้เป็นไปได้อย่างเชื่องช้า...แต่ถึงแม้ว่าจะช้าแค่ไหนมันก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย แม้ว่ามันจะค่อยๆ คืบหน้าแต่ลู่โจวก็รู้สึกดีไปกับมัน ถ้าหากเทียบกับในตอนที่ตัวเขาเพิ่งจะมายังโลกแห่งนี้ ในตอนนั้นตัวเขาใช้พลังอะไรเลยไม่ได้ด้วยซ้ำไป

ในหัวของลู่โจวมีวิธีการฝึกฝนตัวเองมากมายหลายอย่าง จากประสบการณ์และความเข้าใจที่ตัวเขามี ลู่โจวมีความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับการฝึกฝนวรยุทธที่มากกว่าคนทั่วไปมาก แต่ถึงแบบนั้นมันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับตัวเขาในตอนนี้เลย วิธีการอันหลากหลายใช้ไม่ได้ผลกับตัวเขาในตอนนี้ สิ่งที่ลู่โจวพอจะใช้ประโยชน์จากความรู้พวกนี้ได้ก็คงจะมีเพียงเอาไว้ใช้เพื่อสั่งสอนลูกศิษย์ของตัวเขา

ในขณะเดียวกันที่ท้องฟ้าทางตอนเหนือของเมืองอันยาง

รถม้าลอยฟ้าได้พุ่งตรงมาทางเมืองอันยางด้วยความเร็วคงที่

รถม้าลอยฟ้าคันนั้นดูยิ่งใหญ่ควรค่าให้ชายตามอง

เหล่าผู้ฝึกยุทธหลายสิบคนได้ล้อมรถม้าลอยฟ้าคันนั้นเอาไว้

แม้ว่าชาวเมืองอันยางจะเคยเห็นรถม้าลอยฟ้ามาก่อน แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่พวกเขาเคยเห็นรถม้าลอยฟ้าที่ดูสง่างามเช่นนี้

รถม้าลอยฟ้าคันนี้เป็นที่รู้จักกันดี

ชาวเมืองในตอนนี้เหมือนจะลืมเรื่องความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนไปซะสนิท พวกเขาได้แต่เหลือบมองไปบนท้องฟ้า

รถม้าลอยฟ้ายังคงลอยต่อไปก่อนที่จะหยุดอยู่ที่เหนือเมืองอันยาง

ในเวลาเดียวกันนั้นเองสัญญาณควันที่บ่งบอกถึงการปรากฏตัวของกองกำลังศัตรูก็ได้ลอยอยู่เหนือเมืองอันยาง

กลุ่มควันได้ลอยออกไปไกลสุดขอบฟ้า...

กลุ่มผู้ฝึกยุทธสวมหน้ากากที่ได้ลอยมาได้กระโดดลงจากฟากฟ้าก่อนที่จะกระโจนเข้าใส่เมืองอันยาง!

"กองทัพกบฏ! "

"กองทัพกบฏ! "

ทันทีที่เห็นแบบนั้นชาวเมืองก็รู้ได้ทันทีว่าคนพวกนี้คืออะไร ชาวเมืองทั้งหมดรีบกลับไปยังบ้านของตัวเอง

ความโกลาหลครั้งใหญ่ในเมืองอันยางได้เกิดขึ้นมาอีกครั้ง

การต่อสู้ครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ถึงแบบนั้นเป้าหมายของผู้ฝึกยุทธก็ไม่ใช่ชาวเมืองอันยาง เป้าหมายของพวกเขาก็คือทหารที่อยู่บนกำแพงเมืองนั่นเอง

เสียงของการฆ่าฟันกันได้ดังไปทั้งเมือง

ประตูทางตอนเหนือถูกเปิดขึ้นด้วยฝีมือของเหล่าผู้ฝึกยุทธ ทหารกว่าหลายพันคนกำลังทะลักเข้ามาในเมืองอันยางแห่งนี้

หมิงซี่หยินและต้วนมู่เฉิงต่างก็กระโดดขึ้นไปบนดาดฟ้าบ้านสกุลซีก่อนที่จะจ้องมองมาจากระยะไกล

ทางตอนใต้ของเมือง กองทหารและผู้ฝึกยุทธสวมหน้ากากต่างก็เริ่มการต่อสู้ขึ้นมาอีกครั้ง

ทั้งสองฝ่ายได้เข้าปะทะกันอย่างไม่หยุดยั้ง

หมิงซี่หยินได้ส่ายหัวก่อนที่จะพูดออกมา "การก่อกบฏเมืองอันยาง...ดูเหมือนจะร้ายแรงน่าดู"

"พวกเราจะเพิกเฉยต่อเรื่องนี้จริงๆ อย่างงั้นหรอ? "

"ทำไมพวกเราถึงควรเข้าไปยุ่งล่ะ? นี่เป็นเรื่องของทางพระราชสำนัก มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับศาลาปีศาจลอยฟ้าของพวกเราเลย" หมิงซี่หยินได้ทำตามคำพูดของลู่โจวอย่างเชื่อฟัง

"พวกเราคงจะได้แต่นั่งอยู่ที่นี่เพื่อชมการแสดงเท่านั้น..."

เหล่าคนรับใช้ของบ้านสกุลซีต่างก็ไม่กล้าที่จะออกจากตัวบ้านไปแม้แต่ก้าวเดียว

การต่อสู้ได้เกิดขึ้นบนท้องถนนอย่างดุเดือด

หมิงซี่หยินและต้วนมู่เฉิงได้ตัดสินใจที่จะนั่งอยู่บนดาดฟ้าก่อนที่จะจ้องมองดูการต่อสู้อย่างดุเดือดจากระยะไกล

"เหวยซู่หยานทำได้จริงอย่างงั้นหรอ...หรือเขาก็แค่ส่งทหารลิ่วล้อไปตายเท่านั้น? " หมิงซี่หยินได้พูดออกมาอย่างขบขัน

ทันใดนั้นเองทหารกว่าครึ่งก็ได้หายไปอย่างรวดเร็ว

ผู้ที่เพิ่งจะปรากฏตัวขึ้นจากรถม้าเป็นผู้ฝึกยุทธด้วยกันทั้งหมด แม้ว่าพวกเขาจะมีพลังวรยุทธอยู่ที่ขั้นสังหรณ์หยั่งรู้และขั้นมหาราชครูเท่านั้น แต่ถึงแบบนั้นทหารธรรมดาทั่วๆ ไปก็ไม่อาจที่จะต้านทานได้เลย ทหารทั้งหมดล้วนแต่ถูกบดขยี้ไปทีละเล็กทีละน้อยราวกับมดปลวก

"ยังไงซะของปลอมก็เป็นของปลอมอยู่วันยังค่ำแหละนะ...ถ้าหากเจ้านั่นปราบกบฏไม่ได้ ข้าก็ไม่คิดว่าเจ้าน่ะจะรักษาตำแหน่งไปได้ตลอดหรอก" หมิงซี่หยินได้พูดออกมา

ในตอนนั้นเองหมิงซี่หยินก็เห็นพลังร่างอวตารทศภพทั้งสองร่างปรากฏขึ้นที่ทางตอนเหนือ

"ในที่สุดก็เริ่มเคลื่อนไหวจริงๆ แล้วสินะ"

พลังร่างอวตารทศภพเป็นพลังร่างอวตารของผู้ฝึกยุทธขั้นศักดิ์สิทธิ์ระดับกลางขึ้นไปนั่นเอง

ด้วยพลังร่างอวตารทั้ง 2 นั่นก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะข่มขวัญผู้ฝึกยุทธผู้สวมหน้ากากให้สั่นกลัวได้

ตามที่คาดการณ์เอาไว้ ผู้ฝึกยุทธสวมหน้ากากที่เห็นแบบนั้นก็ได้ถอยห่างออกไป ท้ายที่สุดแล้วผู้ฝึกยุทธขั้นมหาราชครูหรือขั้นสังหรณ์หยั่งรู้ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ฝึกยุทธขั้นศักดิ์สิทธิ์

อย่างไรก็ตามผู้ฝึกยุทธที่สวมหน้ากากก็มีมากจนเกินไป ยิ่งไปกว่านั้นกองกำลังทหารหลักของพวกนั้นก็กำลังแห่กันเข้ามาผ่านทางประตูเมือง...ทั้งสองฝ่ายในตอนนี้มีจำนวนที่ใกล้เคียงกันแล้ว

ที่ท้องถนนของเมืองอันยางเต็มไปด้วยศพ พวกเขาทั้งหมดล้วนแต่เป็นผู้ฝึกยุทธแหละเหล่าทหารทั้งหลาย ชาวเมืองธรรมดาทั่วๆ ไปไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการต่อสู้นี้

ทั่วทั้งเมืองอันยางได้เสียหายไปอย่างมาก ตึกรามบ้านช่องส่วนใหญ่ล้วนแต่ถูกทำลาย ที่ถนนหนทางของเมืองเองก็ถูกพลังทำลายล้างจนเป็นหลุมเป็นบ่อ

"จนมุมแล้วอย่างงั้นสินะ" หมิงซี่หยินที่กำลังนั่งมองอยู่บนดาดฟ้าหลังคาได้จ้องมองดูเหตุการณ์ด้วยความสนใจ

"ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมเหวยซู่หยานถึงเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย แต่เหล่าลูกน้องของเขาล่ะ? "

เหวยซู่หยานเป็นถึงแม้ทัพผู้บัญชากองทัพหลวงทั้งสามกองทัพ เหวยซู่หยานได้รับหน้ามอบหมายให้มาปราบการก่อกบฏในครั้งนี้ ถ้าหากเมืองอันยางยังคงตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายแบบนี้ นี่จะเป็นการสร้างความอับอายให้กับทางพระราชสำนักไม่ผิดแน่

ยังไม่ทันที่จะสิ้นสุดเสียง ในตอนนั้นเองพลังอวตารแห่งร้อยวิถีก็ได้ปรากฏขึ้นทางเหนือของเมืองก่อนที่จะพุ่งมายังเมืองอันยางด้วยความเร็วสูง

"นั่นยอดฝีมือ! " หมิงซี่หยินขมวดคิ้ว

หมิงซี่หยินและต้วนมู่เฉิงได้พูดออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน

"นั่นมันพลังอวตารทั้งหกแห่งร้อยวิถี! "

ความสูงของพลังร่างอวตารที่ปรากฏตัวขึ้นสูงกว่า 70 ฟุตด้วยกัน พลังร่างอวตารที่มีความสูงเสียดฟ้าขนาดนี้ไม่ได้ทำลายสิ่งก่อสร้างภายในตัวเมืองแต่อย่างใด

ภายใต้พลังอันยิ่งใหญ่ของร่างอวตาร กลุ่มผู้ฝึกยุทธสวมหน้ากากที่กำลังก่อความวุ่นวายอยู่ก็ได้ถูกจัดการ

ทุกๆ ที่ที่พลังร่างอวตารได้ผ่านพ้นไป ผู้ฝึกยุทธสวมหน้ากากทั้งหมดก็จะถูกโจมตีจนกระเด็นลอยหายไป

การปรากฏตัวของยอดฝีมือคนนี้เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก

หมิงซี่หยินได้จ้องมองดูสถานการณ์อย่างไม่กะพริบตา "พลังอวตารสามารถใช้แบบนี้ได้ด้วยอย่างงั้นหรอ? "

ต้วนมู่เฉิงเองก็ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน "นางจะต้องเป็นหนึ่งในคนของเหวยซู่หยานแน่...น่าแปลก ในตอนที่ท่านอาจารย์ได้พรากชีวิตสุนัขรับใช้เหวยซู่หยานไปแล้ว ทำไมนางถึงไม่ได้อยู่ที่นั่นกัน? "

ด้วยพลังที่ห่างชั้นกันเกินไปผู้ฝึกยุทธสวมหน้ากากจำนวนมากจึงได้แต่นอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้น

กองกำลังจากทั้งสองฝ่ายต่างก็มีหลักการเป็นของตัวเอง พวกเขาทั้งคู่ต่างก็ไม่อยากที่จะทำร้ายประชาชนคนธรรมดา

ในขณะที่ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่ยอดฝีมือคนนั้น

ในตอนนั้นเองพลังร่างอวตารแห่งร้อยวิถีก็ได้หายไป หญิงสาวเจ้าของพลังที่สวมชุดคลุมปักสีน้ำเงินค่อยๆ ลอยตัวลงมา สีหน้าของนางในตอนนี้ดูมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก "ผู้ที่ยอมจำนนจะถูกไว้ชีวิต ส่วนผู้ที่เลือกจะต่อต้านต่อไปจะต้องถูกประหารโดยที่ไม่มีข้อยกเว้น!!"

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 198 เหตุจลาจลในเมืองอังยาง

คัดลอกลิงก์แล้ว