เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 150 โดยเจตนา

ตอนที่ 150 โดยเจตนา

ตอนที่ 150 โดยเจตนา


ตอนที่ 150 โดยเจตนา

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

วู่เฉิงหันไปมองที่หมิงซี่หยินที่กำลังยืนอยู่ที่พังงาของรถม้า ในตอนนั้นเองเขาก็ได้ใช้สีหน้าอันใสซื่อตอบกลับมา "เวทมนตร์คาถาอะไรกัน? ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ "

ลู่โจวได้ส่ายหัวก่อนที่จะพูดออกมา "ต้วนมู่เฉิง เจ้าพวกนี้ยังไม่รู้ว่าพวกเรากำลังพูดอะไรอยู่ ช่วยสั่งสอนพวกมันที..."

"ได้ครับท่านอาจารย์" ต้วนมู่เฉิงที่ฟังแบบนั้นรู้สึกดีใจมาก ตัวเขาได้ควงหอกราชันย์ขึ้นก่อนที่จะกระโดดลงจากรถม้าล่องเมฆาไป

ลู่โจวเห็นเก้าอี้ทั้งหลายที่เหล่าสาวกเตรียมเอาไว้ให้กับตัวเขาแล้ว และเพราะแบบนั้นเขาจึงได้หันไปพูดกับฮั๊ววู่เด๋า "เชิญนั่ง"

"ขอบคุณมากท่านปรมาจารย์"

ทั้งสองคนกำลังนั่งอยู่ตรงพังงาเรือ ในตอนนี้พวกเขากำลังจะเฝ้ามองดูการต่อสู้จากกลางอากาศอยู่นั่นเอง

วู่เฉิงไม่คาดคิดมาก่อนว่าศาลาปีศาจลอยฟ้าจะโจมตีในทันทีแบบนี้ ในตอนนี้เองตัวเขาก็รู้แล้วว่าแผนการทั้งหมดที่ได้วางเอาไว้ถูกอีกฝ่ายล่วงรู้จนหมดแล้ว วู่เฉิงที่เห็นแบบนั้นจึงได้สั่งการออกมาอย่างรวดเร็ว "ถอยเร็วเข้า! "

ผู้ฝึกยุทธชุดแดงกว่า 30 คนได้บินถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว ในตอนนั้นเองเวทมนตร์คาถาทั้งหมดที่ได้สร้างขึ้นก็ได้กระจัดกระจายไปทั่ว

ต้วนมู่เฉิงได้ใช้หอกราชันย์ในมือฟาดเข้าใส่วู่เฉิงและวู่กวนเป็นเส้นตรง

คลื่นพันวิถี!

วู่เฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ในตอนนั้นเองเขาก็ได้ยกแขนขึ้นมา

ตู๊ม!

วงกลมแสงสีม่วงจางๆ ได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าวู่เฉิงเอาไว้ พลังจากวงกลมนี้เองได้ปัดป้องพลังโจมตีของหอกราชันย์เอาไว้ได้

ทั้งสองฝ่ายเริ่มแสดงท่าทีออกมาอีกครั้ง

'ตามที่คาดการณ์เอาไว้ เจ้านี่ก็คือผู้ฝึกยุทธขั้นมหาภัยพิบัติศักดิ์สิทธิ์! '

วู่เฉิงและวู่กวนได้พุ่งไปด้านหน้า ผู้ฝึกยุทธชุดแดงกว่า 28 คนเองก็ตีตัวออกห่างเช่นกัน ในตอนนี้ทั้งสองคนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับในตอนที่พวกเขาทั้งคู่อยู่บนศาลาปีศาจลอยฟ้า

วู่เฉิงยืดหลังตรงก่อนที่จะพูดออกมาอีกครั้ง "ข้าได้ไปเยี่ยมเยียนศาลาปีศาจลอยฟ้าอย่างเป็นมิตร แต่พวกท่านชาวศาลาปีศาจลอยฟ้ากลับไม่มีเหตุผลเช่นนี้ ข้าเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากป้องกันตัวเอง"

หยวนเอ๋อในตอนนี้ยืนอยู่บนรถม้าลอยฟ้า เธอที่ได้ยินแบบนั้นได้พูดสาปแช่งออกมา "เจ้าพวกไร้ยางอาย! ศิษย์พี่สามจัดการเจ้านั่นเร็วเข้า! "

ต้วนมู่เฉิงไม่ได้กังวลอะไรเกี่ยวกับคำพูดของคนพวกนั้นเลย เห็นได้ชัดว่าเจ้าพวกนี้วางแผนที่จะต่อต้านศาลาปีศาจลอยฟ้าตั้งแต่แรก แต่ถึงแบบนั้นพวกเขาก็ไม่ได้วางแผนจะต่อต้านศาลาปีศาจลอยฟ้าอะไรโต้งๆ ต้วนมู่เฉิงได้ควงหอกราชันย์ของตัวเอง ในตอนนั้นเองพลังลมปราณรอบๆ ตัวของเขาก็ได้ผันผวนไป หอกราชันย์ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยพลังลมปราณ ตัวเขาได้ใช้หอกที่เปี่ยมไปด้วยพลังลมปราณซัดไปใส่ที่คู่ต่อสู้ในทันที

เคล็ดวิชายุทธภัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์ คลื่นพันวิถี!

เงาของหอกนับพันได้พุ่งใส่เป้าหมายของต้วนมู่เฉิง

วู่เฉิงและวู่กวนเองได้กางแขนขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน วงกลมแสงสีม่วงสองวงได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง มันหลอมรวมกันก่อนที่จะกลายเป็นม่านพลังป้องกันการโจมตีของต้วนมู่เฉิงไป

ตู๊ม!

ทั้งสองฝ่ายกระเด็นถอยกลับมาเล็กน้อย

แต่ถึงแบบนั้นต้วนมู่เฉิงก็ไม่ได้หยุดแค่นั้น

การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ผู้ฝึกยุทธทั่วไปที่อยู่ใกล้เมืองถังซีต่างก็ไม่กล้าเข้ามาใกล้ ในตอนนี้เองพวกเขาได้แต่เฝ้ามองดูเหตุการณ์จากในระยะไกลได้เท่านั้น

ฮั๊ววู่เด๋าที่เห็นแบบนั้นก็ได้พูดยกย่องออกมา "ต้วนมู่เฉิงใช้อาวุธระดับสรวงสวรรค์นั่นต่อสู้กับเจ้าพวกสองคนได้อย่างพร้อมเพรียงกันแบบนี้ ต้วนมู่เฉิงช่างกล้าหาญยิ่งนัก"

ลู่โจวได้แต่ส่ายหัว ตัวเขาไม่พอใจพลังวรยุทธที่ต้วนมู่เฉิงมีเท่าไหร่ ในตอนนี้เขาเพิ่งจะผลิกลีบดอกบัวมาเพียงแค่หนึ่งกลีบเท่านั้น ใครจะรู้ว่าต้วนมู่เฉิงจะสามารถต่อสู้กับยอดฝีมือได้นานขนาดนี้ได้? แต่ถึงแบบนั้นนี่ก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับต้วนมู่เฉิงเอง ยิ่งตัวเขาได้ต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจังมากเท่าไหร่ ตัวเขาก็จะสามารถแข็งแกร่งได้มากขึ้นเท่านั้น

ในตอนนั้นเองก็มีเสียงอะไรบางอย่างลอยมาจากเมืองถังซี

เหล่าผู้คนที่อยู่บนรถม้าล่องเมฆาต่างก็หันไปยังทิศทางของเสียงที่ดังขึ้น

ด้านหลังของเมืองถังซี รถม้ามังกรดำที่มีขนาดเล็กกว่ากำลังเคลื่อนตัวออกจากหมู่เมฆมาอย่างช้าๆ

ถึงแม้ว่ารถม้ามังกรดำจะไม่ได้มีขนาดที่ใหญ่ แต่มันก็ได้ถูกล้อมรอบโดยเหล่าผู้ฝึกยุทธขั้นมหาราชครูถึง 400 คนในขณะที่ลอยตัวอยู่

"วิหารปีศาจ! "

ชาวเมืองทุกคนที่เห็นการมาถึงของรถม้าคันนั้นต่างเข้าไปในบ้านของตัวเองและปิดประตูอย่างมิดชิด คนจากวิหารปีศาจนับได้ว่าเป็นคนที่ชั่วร้ายเกินกว่าที่จะให้อภัยได้ และเพราะแบบนั้นจึงไม่มีใครอยากที่จะอยู่นอกที่พักอีกต่อไป นอกเหนือจากชาวเมืองทั่วไป เหล่าผู้ฝึกยุทธธรรมดาทั่วไปทั้งหลายเองต่างก็หลบหนีด้วยเช่นกัน

สีหน้าของลู่โจวในตอนนี้ยังคงสงบและเยือกเย็น แม้ว่าจะมีรถม้าของชาววิหารปีศาจจะมาพร้อมกับผู้ฝึกยุทธขั้นมหาราชครูจำนวนมากและยังมีผู้ฝึกยุทธขั้นศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย แต่ถึงแบบนั้นมันก็ไม่ได้ดูน่าเกรงขามเท่ากับการมาถึงของรถม้าล่องเมฆา มีเพียงเสียงจากการใช้พลังลมปราณเท่านั้นที่รถม้ามังกรดำทำได้เหนือกว่ารถม้าที่ลู่โจวมี

เมื่อรถม้ามังกรดำใกล้ที่จะเดินทางมาถึง ต้วนมู่เฉิงก็ถอยกลับไปซะก่อน ทุกอย่างในตอนนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของต้วนมู่เฉิงเป็นอย่างดี ส่วนวู่เฉิงและวู่กวนเองก็บินถอยกลับมาเช่นกัน พวกเขาทั้งคู่ล้วนไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย

รถม้ามังกรดำได้หยุดเคลื่อนที่ลงอย่างช้าๆ

"ผู้อาวุโสจี นานแล้วสินะที่พวกเราไม่ได้เจอกัน" เร็นบู้ผิงได้มองไปที่รถม้าล่องเมฆา ชายผู้ที่เป็นเจ้าสำนักของวิหารปีศาจเป็นชายผู้ที่ดูดี ผมของเขาดูกระเซิงเล็กน้อย ดวงตาของเร็นบู้ผิงดูนุ่มลึกราวกับผืนมหาสมุทร คนคนนี้เป็นคนที่มีอำนาจสูงที่สุดในวิหารปีศาจ เขาเป็นยอดฝีมืออันดับ 1 ของวิหารปีศาจนั่นเอง

ดวงตาของลู่โจวและเร็นบู้ผิงสบตากัน เมื่อลู่โจวเห็นเร็นบู้ผิงในตอนนี้ เขาก็ได้พูดออกมาในทันที "ดูเหมือนเจ้าจะโตขึ้นแล้วสินะ"

เร็นบู้ผิงได้โค้งคำนับก่อนที่จะพูดขึ้น "เมื่อเทียบกับผู้อาวุโส ตัวข้านั้นยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักนิด ข้ายังเติบโตไปได้อีกไกล"

"ข้าไม่เห็นด้วยกับเจ้าหรอกนะ ชะตาของเจ้าจะต้องจบลงในวันนี้" ในสายตาของลู่โจว เร็นบู้ผิงก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ตายแล้ว วิหารปีศาจของเขาได้ยั่วยุวิหารปีศาจมาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันนี้ถือว่าเป็นวันสิ้นสุดกันสักที

เร็นบู้ผิงที่ได้ฟังแบบนั้นได้หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนที่จะโต้ตอบกลับไป "ผู้อาวุโสจี...ท่านเองก็แก่เกินไปแล้วจริงๆ ...ท่านไม่คิดหรอว่ามันไม่มีอะไรผิดแปลกน่ะ? "

ลู่โจวไม่ได้รีบร้อนอะไร หลังจากนั้นเขาได้พูดออกมาอย่างใจเย็น "ข้าจะสอนเจ้าให้รู้ซึ้งเอง"

วู่เฉิงได้ลอยตัวขึ้นไปให้อยู่ในระดับเดียวกับลู่โจว "จริงๆ แล้วข้าเดินทางไปที่ศาลาปีศาจลอยฟ้าก็เพื่อผูกมิตรไมตรี แต่ถึงแบบนั้นชาววิหารปีศาจกลับดื้อดึงจนเกินไป ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องใช้วิธีนี้ล่อพวกท่านทั้งหมดมาที่นี่"

ต้วนมู่เฉิงได้ควงหอกของตัวเองก่อนที่จะชี้ไปยังวู่เฉิง "เจ้ากำลังบอกว่าพวกเราจงใจอย่างงั้นสินะ? "

วู่เฉิงพยักหน้าทันที "ถูกแล้ว" หลังจากนั้นเขาก็ได้เหลือบมองไปที่ลู่โจว "ท่านผู้อาวุโส ข้าพยายามที่จะหยิบยื่นสันติภาพของข้าให้กับท่าน แต่ในตอนนี้ข้าจะต้องเปลี่ยนใจซะแล้ว...ในตอนนี้ข้ามีเพียงคำขอเดียวเท่านั้น"

"ฮืม? "

"ข้าอยากให้ท่านส่งตัวคนทรยศยี่เทียนซินมาให้กับพระราชวังเดี๋ยวนี้" วู่เฉิงพูดขึ้น

'เพื่อที่จะรับตัวของยี่เทียนซิน พวกเขาทั้งหมดถึงกับล่อชาวศาลาปีศาจลอยฟ้าออกมาถึงที่นี่เลยอย่างงั้นหรอ? '

ผู้คนบนรถม้าล่องเมฆาต่างก็สบตากัน

เมื่อจ้าวยู่ได้ยินแบบนั้น เธอก็ได้ก้มหน้าลงก่อนที่จะพูดกับลู่โจวในทันที "ข้าไม่รู้ว่านี่คือกับดัก ท่านอาจารย์ได้โปรดอภัยให้กับข้าด้วย! "

ลู่โจวโบกมือก่อนที่จะพูดขึ้น "ไม่เป็นไร"

แม้ว่าจ้าวยู่จะไม่พูดอะไร แต่ถึงแบบนั้นยังไงซะเรื่องในครั้งนี้ก็ต้องจบลงแบบเดียวกัน

ยังไงซะสุดท้ายแล้วชาวศาลาปีศาจลอยฟ้าก็ไม่อาจที่จะอยู่เฉยๆ เพื่อให้ลูกหลานของสิบคนทรงทำลายม่านพลังไปได้

หมิงซี่หยินได้ตะคอกขึ้นมาในทันที "สามหาว! พวกเจ้าไปเอาความมั่นใจแบบนั้นมาจากไหนกัน? เจ้าอย่างงั้นหรอ? หรือว่าเร็นบู้ผิง? พวกเจ้าทุกคนคิดว่าจะวางกับดักพวกเราได้จริงๆ อย่างงั้นหรอ? "

ในตอนนี้ศัตรูของชาวศาลาปีศาจลอยฟ้าที่มีฝีมือมากพอได้แก่ เร็นบู้ผิง, วู่เฉิง และวู่กวนเท่านั้น

ส่วนที่ฝั่งศาลาปีศาจลอยฟ้าเองมีฮั๊ววู่เด๋า, ต้วนมู่เฉิง, หมิงซี่หยินและปรมาจารย์มหาวายร้ายที่มีพลังวรยุทธที่ไม่อาจที่จะหยั่งถึงได้

วู่เฉิงได้ยิ้มออกมาก่อนที่จะหันไปมองเร็นบู้ผิง "ความมั่นใจอย่างงั้นหรอ? " หลังจากนั้นเขาก็ได้กางแขนขึ้นก่อนที่จะมองลงไปบนพื้นเบื้องล่าง "การที่พวกเจ้ามาถึงที่นี่ได้ พวกข้าทั้งหมดมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นมากแล้วล่ะ! "

เร็นบู้ผิงเห็นผู้ฝึกยุทธชุดแดงคนอื่นๆ กำลังผสานฝ่ามือเข้าด้วยกัน ในตอนนั้นเองพลังลมปราณก็ได้ไหลออกมาจากร่างกายของพวกเขา

"นี่มันอะไรกัน..."

วู่เฉิงและวู่กวนเองก็ผสานฝ่ามือเข้าด้วยกัน

ในตอนนั้นเองหมอกหนากว่า 3 ไมล์ก็ได้จางหายไป

ที่ใจกลางของกลุ่มผู้ฝึกยุทธชุดแดง ในตอนนั้นเองวงแหวนสีม่วงจางๆ ก็ได้ปรากฏขึ้นภายใต้จุดศูนย์กลาง

"สุดยอดเวทมนตร์คาถาที่พวกเราเตรียมเอาไว้ไม่ได้มีไว้ใช้เพื่อทำลายม่านพลังของภูเขาทองหรอกนะ นั่นเป็นเพียงข่าวเท็จที่พวกข้าได้กระจายออกไปก็เท่านั้น..." หลังจากนั้นวู่เฉิงก็ได้พูดต่อไป "สุดยอดเวทมนตร์คาถานี้เรียกว่าสุดยอดเวทมนตร์คาถาแห่งบรรพบุรุษ"

"สุดยอดเวทมนตร์คาถาแห่งบรรพบุรุษ? " ฮั๊ววู่เด๋าที่ได้ยินแบบนั้นดวงตาเบิกกว้างในทันที

ลู่โจวเองยังไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร

หยวนเอ๋อที่ได้ฟังแบบนั้นก็ได้ตะคอกกลับมา "ข้าไม่สนใจหรอกว่ามันจะเป็นของบรรพบุรุษคนไหนของเจ้า! ข้าจะเราะฟันจากปากหมาๆ ของเจ้าทั้งหมดออกมาเอง! "

ฮั๊ววู่เด๋าส่ายหัว "พวกสิบคนทรงเป็นบรรพบุรุษของพวกนั้น...ถ้าหากเป็นแบบนั้นแล้วการที่จะต้องเผชิญหน้ากับสุดยอดเวทมนตร์คาถาแห่งบรรพบุรุษนั่นก็เท่ากับว่าพวกเราจะต้องเผชิญหน้ากับสิบคนทรงโดยตรง! "

"..." หมิงซี่หยินถึงกับตกตะลึงขึ้นมาทันที หลังจากนั้นเขาก็ได้เตรียมที่จะจับพังงารถม้าขึ้นมาอีกครั้ง "ท่านอาจารย์...พวกเราต้องใช้สิ่งนี้เลยไหม? "

เหตุผลที่ลู่โจวตัดสินใจที่จะเอารถม้าล่องเมฆามาด้วยเป็นเพราะว่าถ้าหากพวกเขาทั้งหมดถูกพลังของเวทมนตร์คาถาเข้าเล่นงาน ในตอนนั้นการจะใช้รถม้าหลบหนีออกจากระยะมันเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดแล้ว

ลู่โจวได้ส่ายหัวก่อนที่จะพูดขึ้น "ไม่จำเป็นจะต้องทำแบบนั้นหรอก" ในตอนนั้นเองตัวเขาก็ได้คิดอะไรบางอย่างอยู่ภายในใจ 'คนจากศาลาปีศาจลอยฟ้าผู้ยิ่งใหญ่จำเป็นที่จะต้องหนีด้วยอย่างงั้นหรอ? '

ลู่โจวค่อยๆ ลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ ก่อนที่จะเอามือไขว้หลังของตัวเองเอาไว้ "ข้าน่ะอยากที่จะเห็นจริงๆ ว่าสิบคนทรงน่ะมีพลังสักแค่ไหน..."

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 150 โดยเจตนา

คัดลอกลิงก์แล้ว