เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 71 มันสายไปแล้วสินะที่ข้าจะหนี

ตอนที่ 71 มันสายไปแล้วสินะที่ข้าจะหนี

ตอนที่ 71 มันสายไปแล้วสินะที่ข้าจะหนี


ตอนที่ 71 มันสายไปแล้วสินะที่ข้าจะหนี

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

พวกเขาทั้งหมดออกจากโรงเตี๊ยมก่อนที่จะเลี้ยวซ้ายไปยังทางตะวันออกของเมืองรูหนาน พวกเขาทั้งหมดได้ใช้รถม้าในการเดินทาง

หลังจากเดินทางได้เพียงครึ่งทาง เจียงอาเฉียนก็ได้ขวางการเดินทางของพวกเขาซะก่อน เขาในตอนนี้ถือดาบมือเดียวเอาไว้ในมือขวา ส่วนมืออีกข้างหนึ่งกำลังถือลูกแพรที่ถูกกัดไปแล้ว เจียงอาเฉียนได้เดินตรงมาที่รถม้าพร้อมกับรอยยิ้ม "ท่านผู้อาวุโส ข้าจะบอกตำแหน่งให้ท่านเอง"

เฉาซั้วรู้สึกสับสนเล็กน้อย ในตอนนั้นเขาก็รีบเอ่ยปากขึ้น "พี่ชาย พวกเราจะไปจัดการวายร้ายด้วยกัน เจ้าไม่รู้สึกกลัวเลยอย่างงั้นหรอ? "

"แน่นอน ข้าต้องกลัวสิ ข้ารู้สึกกลัวราวกับว่าเป็นความกลัวที่มาจากความตาย แต่ถึงแบบนั้นยังไงพวกเราก็มีท่านผู้อาวุโสอยู่ที่นี่แล้ว เพราะงั้นไม่มีอะไรน่าห่วงอีกต่อไป" เจียงอาเฉียนตอบกลับมาอย่างไร้กังวล

ลู่โจวในตอนนั้นลูบเคราก่อนที่จะเอ่ยปากถามขึ้น "เจ้าได้ข่าวอะไรมาอย่างงั้นหรอ? "

เจียงอาเฉียนได้แต่ยิ้มให้ แม้ว่าตัวเขาจะไร้ยางอายและมีเล่ห์เหลี่ยมมากขนาดไหน แต่ถึงแบบนั้นเขาก็มีความสามารถพิเศษในการหาข่าวอย่างแท้จริง

ลู่โจวไม่ได้สนใจวิธีที่เจียงอาเฉียนใช้รวบรวมข่าว ลู่โจวรีบกวักมือให้เจียงอาเฉียนขึ้นรถม้าตามมา หลังจากนั้นรถม้าคันเดิมก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง

เจียงอาเฉียนจ้องตรงไปด้านหน้าก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา "มีใครบางคนจากพระราชวังกำลังอยู่ที่นี่"

เมื่อได้ยินแบบนั้นลู่โจวก็ได้แต่ฟังต่อไป เขาได้ใช้มือของตัวเองลูบเคราไปด้วย

เจียงอาเฉียนยังคงพูดต่อไป "ใครบางคนที่มาจากพระราชวังคนนั้นเป็นผู้บงการเรื่องในครั้งนี้ เรื่องในพิธีศักดิ์สิทธิ์...ข้ามั่นใจว่าท่านผู้อาวุโสน่ะจะต้องทำให้เจ้านั่นไม่พอใจแน่ที่ไปทำลายแผนการมันเข้า แต่ถึงแบบนั้นท่านผู้อาวุโสก็มีวรยุทธ์ที่ลึกล้ำเกินไป ข้าไม่คิดว่าเจ้านั่นจะกล้าทำร้ายนักบวชอาวุโสเช่นท่านได้ วรยุทธท่านน่ะคงจะเหนือล้ำกว่าทางนั้น"

ลู่โจวพยักหน้า

ในตอนนั้นล้อรถม้าหมุนเร็วมากยิ่งขึ้น มันกำลังเร่งความเร็วนั่นเอง

เจียงอาเฉียนมองตรงไปที่ถนนด้านหน้า "ศิษย์คนที่สี่จากศาลาปีศาจลอยฟ้า หมิงซี่หยินน่ะได้ฝึกฝนตัวเองจนบรรลุเคล็ดวิชาเวหาพงพนาได้แล้ว และเพราะแบบนั้นวรยุทธของเจ้านั้นจึงเพิ่มสูงขึ้น เห็นทีการจะปราบเขาได้คงจะยากซะหน่อย แต่ถึงแบบนั้นก็คงจะไม่คณามือท่านผู้อาวุโสหรอก ท่านควรจะจัดการเขาด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ถ้าหากไม่ทำแบบนั้นข้าเกรงว่าเจ้านั่นมันจะหนีไปได้"

ลู่โจวที่ได้ฟังแบบนั้นก็ได้ออกมา "เจ้าดูเหมือนจะรู้เยอะเกี่ยวกับศาลาปีศาจลอยฟ้าซะจริงนะ"

ในตอนนั้นใบหน้าของเจียงอาเฉียนก็เต็มไปด้วยความรู้สึกที่มั่นใจ หลังจากนั้นเขาก็ได้พูดออกมา "ข้าคงจะปิดบังกับท่านผู้อาวุโสไม่ได้เลยสินะ ในตอนที่จีเทียนเด๋าถูก 10 ยอดฝีมือเข้าโจมตี..." หลังจากนั้นเขาก็หยุดพูดพักหนึ่งก่อนที่จะชี้ตัวเองและพูดต่อไป "ในตอนนั้นข้าน่ะอยู่ที่นั่นด้วย! "

เจียงอาเฉียนดูจะภาคภูมิใจมาก เขาได้พูดต่อไป "การต่อสู้ครั้งนั้นน่ะยิ่งใหญ่จนกลายเป็นการต่อสู้แห่งศตวรรษเลยก็ว่าได้! 10 ยอดฝีมือที่มีพลังยุทธล้ำเลิศ พวกเขากว่าครึ่งมีพลังร่างอวตารดอกบัวทั้งหกแห่งร้อยวิถี และพวกเขาอีกครึ่งมีพลังร่างอวตารดอกบัวทั้งเจ็ดแห่งร้อยวิถี! แต่ถึงแบบนั้นพวกเขาทั้งหมดที่ร่วมมือกันก็มิอาจจะเอาชนะจีเทียนเด๋า ผู้ที่มีพลังร่างอวตารดอกบัวทั้งแปดแห่งร้อยวิถีได้! "

ลู่โจวถึงกับผงะเมื่อได้ยินคำพูดของเจียงอาเฉียน แต่ถึงแม้ว่าเขาจะตกใจแต่สีหน้าของเขาในตอนนี้ก็ยังสงบนิ่ง ไร้อารมณ์อยู่ดี ตัวเขาเองจำภาพนั้นได้ดี ภาพที่มีอยู่ในความทรงจำ แต่ถึงแบบนั้นเขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าเจียงอาเฉียนจะรู้ลึกขนาดนี้ นั่นเป็นการต่อสู้ที่ควรจะเป็นการต่อสู้ที่เป็นความลับมากกว่า

เจียงอาเฉียนยังคงเดินในรถม้าก่อนจะพูดต่อไป "การต่อสู้นั่นน่ะกินเวลาไปกว่าสามวันสามคืน และในท้ายที่สุดการต่อสู้ก็จบลง การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายจบลงด้วยการเสมอกัน ปรมาจารย์มหาวายร้ายจีเทียนเด๋าได้รับบาดเจ็บ...จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่อาจเข้าใจได้เลย ทำไมสิบยอดฝีมือถึงไม่สามารถจัดการกับมหาวายร้ายคนนั้นได้หลังจากที่บุกไปยังภูเขาทองเมื่อเดือนก่อนกัน? "

ลู่โจวไม่อยากที่จะพูดเรื่องนี้ต่อไป เพราะแบบนั้นเขาก็เลยหาโอกาสที่จะเปลี่ยนหัวข้อในการสนทนา "เจ้าน่ะกลัวเขาอย่างงั้นหรอ? "

เจียงอาเฉียนที่ได้ฟังแบบนั้นก็ได้ถอนหายใจก่อนที่จะพูดออกมา "นับตั้งแต่ที่ข้าเห็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ครั้งนั้นแล้ว ข้าก็สาบานกับตัวเองเอาไว้ว่าจะอยู่ให้ห่างกับชายคนนั้น ชายคนนั้นน่ะน่ากลัวเกินไป! ข้าไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะมีมนุษย์ที่น่ากลัวแบบนั้นอยู่ด้วย? "

หยวนเอ๋อที่ได้ฟังแบบนั้นรีบใช้มือเล็กๆ ของเธอปิดปากของตัวเองไว้ เธอพยายามกลั้นหัวเราะให้ได้มากที่สุด ไม่ช้าเธอก็ไม่อาจที่จะกลั้นหัวเราะได้อีกต่อไป เธอหัวเราะออกมาอย่างเสียงดัง

เจียงอาเฉียนคิดว่าเรื่องที่เขาเล่าไม่น่าจะใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ถูกเด็กสาวตัวน้อยหัวเราะเยาะเข้า

จ้าวยู่เองก็เกือบที่จะควบคุมตัวเองไม่ได้อีกต่อไป เธอเองก็เกือบที่จะหลุดหัวเราะออกมาเหมือนกัน

"หยุด! " เฉาซั้วได้ตะโกนเสียงดังอย่างกะทันหัน

รถม้าที่พวกเขาทั้งหมดเดินทางมาจึงหยุดตัวลง

เจียงอาเฉียนรีบกระโดดลงจากรถม้า เขาตกใจมากเมื่อเห็นเหตุการณ์ความวุ่นวายที่อยู่ตรงหน้า ที่หน้าประตูเมืองมีศีรษะมนุษย์ถูกแขวนอยู่หลายหัวด้วยกัน ในตอนนั้นเขาก็ได้แต่อุทานออกมา "ช่างโหดร้ายอะไรแบบนี้! "

ลู่โจวเองก็ลงมาจากรถม้าเช่นกัน เขามองไปยังศีรษะมนุษย์ที่ยังคงเปื้อนเลือดอยู่

เฉาซั้วที่เห็นแบบนั้นก็ขมวดคิ้วในทันที "คนร้ายจะต้องอยู่ใกล้ๆ แน่...ข้าจะรีบติดต่อกับชาวยุทธระดับศักดิ์สิทธิ์เพื่อตรวจตราพื้นที่ ในไม่ช้ายังไงพวกเราจะต้องรู้ที่อยู่กับคนร้ายแน่"

ลู่โจวที่เห็นแบบนั้นก็ได้พูดออกมา "นี่มันศพของโจรภูเขาน่ะ"

"นั่นมันไม่สำคัญ" เฉาซั้วพูดต่อไป "ข้าจะทำทุกอย่างที่จะจับเจ้าวายร้ายนั่น"

ลู่โจวหันไปมองเฉาซั้ว เขาในตอนนี้ได้แต่คิดในใจ 'ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดกับชายคนนั้นสินะ'

ในตอนนั้นเองเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งก็ได้ดังไปทั่วทั้งพื้นที่ "พวกเจ้าคิดว่าใครจะมาจับข้าได้กัน? ฝันไปเถอะ! "

"วายร้ายจากศาลาปีศาจลอยฟ้ามาแล้ว! ข้าจะต้องรีบหนี" เจียงอาเฉียนพูดออกมาก่อนที่จะวิ่งไปในทันที แต่ในตอนนั้นลู่โจวก็ได้คว้าแขนของเขาไว้ซะก่อน

"อย่าได้กลัวไป"

"เอ่อ...ข้าไม่กลัว..." เจียงอาเฉียนพยายามปฏิเสธ

ในตอนนั้นเองเสียงฝีเท้าที่วิ่งอยู่บนหลังคาก็ได้ดังขึ้น

เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งได้ดังขึ้นมาอีกครั้ง

"วายร้ายมาแล้ว! "

ทุกๆ คนต่างก็จ้องมองไปยังทิศที่เสียงหัวเราะดังขึ้น ในตอนนั้นเองชายผู้ที่มีดวงตาแปลกประหลาดและมีเส้นผมสีดำสนิท ชายคนนั้นกำลังสวมชุดคลุมสีขาว เขาตรงมาด้วยความเร็วสูงก่อนที่จะเยาะเย้ยทุกคนที่กำลังยืนอยู่ "มาเลย! ตามข้ามาสิ! "

ดวงตาของเฉาซั้วเบิกกว้างขึ้นจากความโกรธ ในตอนนั้นเขาก็เริ่มชักดาบออกมา

เฉ้ง!

เฉาซั้วที่ได้ยินแบบนั้นรีบพูดออกมาก่อนจะจากไป "ท่านผู้อาวุโส ข้าฝากท่านช่วยปกป้องชาวเมืองด้วยเถอะ"

ลู่โจวมองไปที่หมิงซี่หยินอย่างใจเย็น ตัวเขากำลังจ้องมองเหล่าชาวยุทธที่กำลังไล่ตามหมิงซี่หยินไป สีหน้าของลู่โจวในตอนนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย

ตั้งแต่ที่ลู่โจวอยู่ที่นี่ เจียงอาเฉียนก็ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรมาก แต่ถึงแบบนั้นเขาก็รู้สึกแปลกๆ อะไรนิดหน่อย เดิมทีตัวเขาจะชินกับการสังเกตทุกอย่างในมุมใดมุมหนึ่ง แต่ในตอนนี้เขากลับยืนอยู่ในพื้นที่เปิดโล่ง

ในตอนนั้นเสียงหัวเราะของหมิงซี่หยินได้เข้ามาใกล้มากขึ้น "น่าเบื่อจริง! " ทันทีที่เขาพูดจบเขาก็เร่งความเร็วขึ้น ในตอนนั้นเองพริบตาเดียวเขาก็ได้ตีตัวออกห่างชาวยุทธทั้งหลายไปกว่าหลายร้อยเมตร

"นั่นมันวรยุทธระดับมหาภัยพิบัติศักดิ์สิทธิ์! " เจียงอาเฉียนพูดออกมา คำพูดของเขาทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นตื่นตกใจ

หลังจากที่เห็นความเร็วของหมิงซี่หยินแล้ว ความเร็วของชายคนนี้จะต้องเป็นของผู้ฝึกยุทธระดับมหาภัยพิบัติศักดิ์สิทธิ์ไม่ผิดแน่

เจียงอาเฉียนได้แต่กลืนน้ำลาย เขารู้ถึงความแตกต่างดี ถึงแม้ว่าวรยุทธระดับมหาภัยพิบัติศักดิ์สิทธิ์ของหมิงซี่หยินจะเป็นขั้นต้นก็ตามที แต่ถึงแบบนั้นเขาก็แข็งแกร่งกว่าชาวยุทธโดยทั่วไปอยู่ดี เหล่าวายร้ายที่มาจากศาลาปีศาจลอยฟ้านั้นไม่สามารถเทียบอะไรได้กับคนธรรมดาๆ

ในขณะที่ทุกคนกำลังจ้องมองหมิงซี่หยิน ในตอนนั้นเฉาซั้วก็ได้ตะโกนออกมา "วายร้ายจากศาลาปีศาจลอยฟ้าเอ๋ย วันนี้เป็นวันตายของเจ้า! " หลังจากพูดจบเฉาซั้วก็ได้ใช้ดาบของเขาฟาดฟันผ่านอากาศไป คลื่นดาบที่เต็มไปด้วยพลังทำลายล้างได้ลอยเข้าหาหมิงซี่หยิน

หมิงซี่หยินหัวเราะขึ้นมาก่อนที่จะปัดคลื่นพลังทำลายล้างด้วยเพียงมือเดียว

ตู้ม!

คลื่นพลังทำลายล้างที่ถูกสร้างจากดาบถูกทำลายอย่างสมบูรณ์แบบ

หมิงซี่หยินที่ปัดการโจมตีได้ได้หัวเราะออกมาอย่างพอใจ "เจ้าน่ะทำอะไรข้าไม่ได้หรอกน่ะด้วยเคล็ดวิชากระจอกๆ แบบนั้น! " ในตอนนั้นที่เขาพูดจบ เขาก็เผลอมองไปพับกับใครคนหนึ่ง "ชายชราคนนั้น...ดูเหมือนท่านอาจารย์! "

เฉาซั้วได้แต่ตกใจ เขาคิดว่าตอนนี้ตัวเขาได้ยั่วโมโหเป้าหมายเป็นที่เรียบร้อย เฉาซั้วเคยได้ยินมาว่าเหล่าวายร้ายจะสังหารผู้คนโดยถลกหนังหัวของเหยื่อผู้โชคร้ายออกมา เมื่อคิดได้แบบนั้นเขาก็รีบถอยไปหลบหลังลู่โจว

ลู่โจวใช้มือลูบเคราของตัวเองอย่างใจเย็น เขาไม่สามารถตำหนิอะไรลูกศิษย์คนนี้ได้ถ้าหากลูกศิษย์ของเขาจะจำตัวเขาไม่ได้แบบนี้ ตั้งแต่ที่ใช้การ์ดพลังชีวิตเพิ่มอายุขัยของตัวเอง รูปร่างหน้าตาของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่มีมีทางเลยที่หมิงซี่หยินจะไม่สามารถจดจำเขาได้

หมิงซี่หยินขมวดคิ้ว เขาจ้องมองไปยังลู่โจว หลังจากนั้นท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างมาก เขาลอยตัวลงมาจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว

เจียงอาเฉียนรีบเดินถอยไปก่อนที่จะชักดาบของเขาออกมา "ท่าไม่ดีแล้ว! วายร้ายนั่นจะลงมา! " แต่ถึงแบบนั้นลู่โจวก็ยังคงนิ่งเฉย เมื่อเห็นแบบนั้นเขาก็รู้สึกสับสน

ทันทีที่หมิงซี่หยินลงมาถึงพื้น เขาก็ได้วิ่งไปหาพวกลู่โจว หมิงซี่หยินที่วิ่งไปถึงได้พูดออกมาด้วยความตื่นเต้น "ท่านอาจารย์! " หลังจากพูดเสร็จเขาก็ยกแขนเสื้อขึ้นก่อนที่จะคุกเข่าคำนับทันที หลังจากนั้นหมิงซี่หยินก็พูดต่อไป "ศิษย์คนนี้ขอคารวะท่านอาจารย์! "

เจียงอาเฉียนแล้วเฉาซั้วที่เห็นแบบนั้นรู้สึกงุนงง

ลู่โจวลูบเคราของตัวเองก่อนที่จะโบกมือให้กับหมิงซี่หยิน "ยืนขึ้นซะ"

หมิงซี่หยินยืนขึ้นอย่างสุภาพ ท่าทีที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งของเขาก่อนหน้านี้ได้หายไปหมดสิ้น "ท่านอาจารย์ พวกเราไม่ได้ตกลงกันไว้ว่าจะพบกันในโรงเตี๋ยมเมฆาอย่างงั้นหรอ? ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่กันล่ะ? "

ดวงตาของเฉาซั้วเบิกกว้าง ตอนนี้เขาเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างอย่างรวดเร็ว "ท่าน...ทะ...ท่าน..."

หยวนเอ๋อที่ทนมานานได้พูดออกมาอย่างขุ่นเคือง "ระวังปากไว้! ถ้าหากเจ้ายังพูดไม่ดีอีกล่ะก็ข้าจะดึงลิ้นของเจ้าออกมาให้กับท่านอาจารย์เอง! "

เจียงอาเฉียนรู้สึกตะลึง "นี่มันเยี่ยมมาก มันสายไปแล้วสินะที่ข้าจะหนีน่ะ? "

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 71 มันสายไปแล้วสินะที่ข้าจะหนี

คัดลอกลิงก์แล้ว