เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 68 คนจากพระราชวัง

ตอนที่ 68 คนจากพระราชวัง

ตอนที่ 68 คนจากพระราชวัง


ตอนที่ 68 คนจากพระราชวัง

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

หลังจากที่เหตุการณ์บนแท่นบูชาศักดิ์สิทธิ์ผ่านไป ลู่โจวก็รู้สึกเหนื่อยล้าเต็มที แต่ถึงแบบนั้นจิตใต้สำนึกลึกๆ ของเขาก็ยังสั่งการตัวเขาให้ทำงานต่อไป ลู่โจวตอนนี้เรียกเปิดเมนูระบบขึ้นมาดู

ชื่อ: ลู่โจว

เผ่า: มนุษย์

วรยุทธ: ขั้นสังหรณ์หยั่งรู้, ระดับรวบรวมพลังลมปราณ

แต้มบุญ: 4,490

อวตาร: อวตารตรีบุปผา

อายุขัย: 5,804 วัน

ของที่มี: การ์ดการโจมตีของเพรชฆาต x2, การ์ดป้องกันสุดยอด x2, การ์ดประกันชีวิต x7, วิซาร์ด, บี่เอี๊ยน

อาวุธ: อาวุธนิรนาม, ห่วงแห่งรัก

เคล็ดวิชา: เคล็ดอักษรสวรรค์

ลู่โจวรู้สึกประหลาดใจที่เห็นแต้มบุญของตัวเองมีมากกว่า 4,000 ก่อนหน้านี้ลู่โจวใจจดใจจ่อไปกับการต่อสู้มากเกินไปตัวเขาจึงไม่ได้สนใจการแจ้งเตือน และเพราะเหตุนี้เองตัวเขาจึงไม่ได้สังเกตเลยว่าการทำภารกิจก่อนหน้านี้ทำให้ตัวเขาได้แต้มบุญมากขนาดไหน

ลู่โจวเลื่อนเมนูระบบไปที่รายการภารกิจ ภารกิจของเขาเสร็จสมบูรณ์แล้วนั่นเอง

ลู่โจวพบว่าการพาจ้าวยู่กลับมาได้ทำให้ตัวเขาได้รับแต้มบุญทั้งหมด 1,000 แต้ม และตัวเขายังได้แต้มบุญอีก 1,000 แต้มมาจากการสังหารนักบวชกงซุน และการสั่งสอนจ้าวยู่เองตัวเขาก็ยังได้แต้มบุญอีก 200 แต้ม แต้มบุญที่เหลือคงจะได้มาจากการที่บี่เอี๊ยนจัดการกับศัตรูที่ขวางหน้าเขา

ลู่โจวรู้สึกประหลาดใจที่พบว่าบี่เอี๊ยนช่วยทำให้ตัวเขาได้รับแต้มบุญได้เช่นกันแต่ถึงแบบนั้นการที่จะทำให้ได้แต้มบุญจากบี่เอี๊ยนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี ลู่โจวในตอนนี้ขาดแต้มบุญกว่า 500 แต้มด้วยกัน ตัวเขาต้องการที่จะซื้อร่างอวตารจตุกายา

ลู่โจวได้ใช้การ์ดป้องกันสุดยอด 1 ใบและการ์ดการโจมตีของเพรชฆาตอีก 1 ใบในการสังหารกงซุน ถ้าหากเขาไม่ได้รับรางวัลจากการทำภารกิจป่านนี้ลู่โจวก็คงจะขาดทุนไปกับการต่อสู้แล้ว โชคดีที่เขาไม่ได้ใช้การ์ดไปมากกว่านี้ ถ้าหากเขาใช้การ์ดไปมากกว่านี้กับคู่ต่อสู้เพียงแค่คนเดียว เมื่อเป็นแบบนั้นมันก็คงไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก ตอนนี้ตัวเขาเหลือการ์ดการโจมตีของเพรชฆาตกับการ์ดป้องกันสุดยอดอย่างละ 2 ใบเท่านั้น 'ฉันควรจะใช้การ์ดเท่าที่จำเป็นเท่านั้นสินะ'

ในตอนนั้นลู่โจวก็นึกถึงเคล็ดอักษรสวรรค์ขึ้นมาได้ ตัวเขาเคยถูกบทสวดมนตร์แห่งพราหมณ์เข้าโจมตีมาก่อน บทสวดอันนั้นมันดูคล้ายกับเนื้อหาในเคล็ดอักษรสวรรค์มาก ลู่โจวรู้สึกประหลาดใจกับความบังเอิญในครั้งนี้จริงๆ 'หรือว่าจะมันจะเป็นพลังพิเศษที่มาจากคัมภีร์เล่มนี้กัน? '

เมื่อคิดย้อนไปลู่โจวก็พยายามคิดที่จะใช้พลังพิเศษจากเคล็ดอักษรสวรรค์อีกครั้ง แต่ถึงแบบนั้นด้วยพลังที่ตัวเขามีในตอนนี้ก็ไม่อาจที่จะใช้พลังพิเศษได้ ลู่โจวในตอนนี้ไม่สามารถหาทางใช้เคล็ดวิชาอักษรสวรรค์ได้เลย พลังพิเศษที่คอยช่วยเหลือเขาทรงพลังมากพอจนทำให้พลังจากบทสวดแห่งพราหมณ์ที่มาจากเหล่านักบวชทั้งหลายเป็นโมฆะไป

หลังจากนั้นไม่นานลู่โจวก็ได้มองไปที่เมนูระบบ 'แต้มบุญหรือเคล็ดอักษรสวรรค์? ฉันควรจะเลือกอะไรดี? ฉันควรจะไปจับฉลากนำโชคอีกครั้งไหม? แต่โชคของฉันมันดันไม่ดีด้วยละซิ...การเสี่ยงโชคคงจะไม่เหมาะกับฉันเท่าไหร่'

ลู่โจวตัดสินใจที่จะไม่ใช้การ์ดอื่นๆ ที่ตัวเขามี วรยุทธของเขาในตอนนี้มันอยู่ในระดับที่ต่ำจนเกินไป ถ้าหากตัวเขายังฝืนใช้อะไรไปมากกว่านี้บางทีร่างกายที่ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรอาจจะทนต่อข้างเคียงที่จะตามมาไม่ได้ ตอนนี้ตัวเขาจะต้องเพิ่มระดับของพลังร่างอวตาลโดยเร็วที่สุด ถ้าหากเพิ่มพลังร่างอวตารได้พลังวรยุทธของเขาเองก็จะเพิ่มมากขึ้นตาม ไม่ว่าการ์ดพวกนี้จะทรงพลังมากแค่ไหนสุดท้ายแล้วมันก็เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

ลู่โจวได้เปิดเคล็ดอักษรสวรรค์ขึ้นมาก่อนที่จะเริ่มอ่านมันในทันที

'เป็นไปตามคาด...' ลู่โจวสังเกตเห็นเนื้อหาของเคล็ดอักษรสวรรค์ ภายในนั้นยังคงมีสัญลักษณ์ที่ตัวเขาไม่สามารถที่จะตีความได้ 'ดูเหมือนว่าฉันจะได้แต่จดจำสัญลักษณ์พวกนี้เอาไว้ก่อนเพื่อที่จะตีความมันทีหลังสินะ...'

เหตุการณ์ในตอนนี้คล้ายกับในตอนที่ลู่โจวยังเป็นเด็ก ตัวเขาในตอนนั้นพยายามที่จะจดจำบทกลอนถัง ลู่โจวในตอนนั้นไม่สามารถเข้าใจอะไรความหมายมันได้เลยแต่ถึงแบบนั้นเขาก็ได้แต่จดจำมันไป ตัวเขามั่นใจมากกว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องตีความความหมายเหล่านั้นได้แน่

หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพิธีศักดิ์สิทธิ์ ลู่โจวตัดสินใจที่จะใช้เวลาและพลังมากขึ้นไปกับการอ่านเคล็ดอักษรสวรรค์

เวลาได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ลู่โจวในตอนนี้ได้เสียสมาธิไปเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าขอใครบางคน เวลานี้มันเป็นเวลาที่เกือบจะมืดค่ำแล้วนั่นเอง

หลังจากนั้นไม่นานนักก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านนอกของประตู "นายท่าน ข้านายพลเฉาอยากที่จะขอเข้าพบท่านสักหน่อย"

ลู่โจวรีบเก็บเคล็ดอักษรสวรรค์ของเขาไป ตัวเขาไม่ได้เปิดประตูในทันที ลู่โจวเลือกที่จะถามกลับไปอย่างไร้อารมณ์แทน "มีอะไรอย่างงั้นหรอ? "

คราวนี้นายผลเฉาเป็นผู้ตอบโต้ ตัวเขาได้ใช้น้ำเสียงที่ทุ้มต่ำแต่ถึงแบบนั้นมันก็ยังคงดังกังวานอยู่ดี "ข้า เฉาซั้วจากเมืองรูนหนานอยากที่จะพูดคุยพับปะกับนายท่านสักหน่อย นายท่านพอจะมีเวลาว่างไหม? "

ก่อนที่ลู่โจวจะได้โต้ตอบกลับไป ในตอนนั้นก็มีเสียงหยวนเอ๋อตะโกนมาจากด้านล่าง "ไม่ เขาน่ะไม่ว่างหรอก! "

นายพลเฉารีบเดินไปทักทายเด็กสาวตัวน้อยเมื่อได้ยินเสียง "แล้วเจ้าล่ะเป็นใครกัน? "

หยวนเอ๋อได้เอามือเท้าเอวก่อนที่จะพูดตอบกลับไป "ปู่ของข้าน่ะเหนื่อยมากแล้ว เจ้าคิดว่าจะพบใครก็ได้ตามใจอย่างงั้นหรอ? "

"..."

ชายผู้ดูแลโรงเตี๊ยมรู้ว่าเด็กสาวคนนี้แท้จริงแล้วมีวรยุทธอยู่ในขั้นศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเขารู้แบบนั้นแล้วเขาเลยไม่กล้าที่จะติเตียนเธอ "คุณหนู ชายคนนี้คือแม่ทัพหลวง นายพลเฉา..."

"ข้าไม่สนใจหรอกว่านายพลเฉาไรนั่นจะเป็นใคร...ถึงจะเป็นนายพลลีหรือนายพลหวังมาที่นี่ด้วยตัวเองข้าก็ไม่เห็นด้วยอยู่ดีที่จะมาพบท่านปู่ง่ายๆ แบบนี้" หยวนเอ๋อพูดออกมาอย่างไม่สบอารมณ์

เฉาซั้วถึงกับตกตะลึง 'เด็กสาวตัวน้อยนี้วางท่าใหญ่โต เธอคงจะไม่รู้จักความต่างระหว่างฟ้ากับเหวอย่างงั้นสินะเด็กคนนี้ช่างไร้ความกลัวจริงๆ '

ลู่โจวที่ได้ฟังบทสนทนาอยู่พักหนึ่งได้โต้ตอบกลับไป "ปล่อยให้เขาเข้ามาเถอะ" ในตอนแรกลู่โจวก็ไม่ได้คิดที่จะพบปะกับคนคนนี้ แต่เมื่อคิดถึงเหรียญตราจักรวรรดิรวมไปถึงเรื่องคนที่น่าสงสัยจากพระราชวัง บางทีคนคนนี้อาจจะมีเบาะแสอะไรบางอย่างก็เป็นได้ ดังนั้นการที่จะพูดคุยกับเขาสักหน่อยก็คงจะไม่เสียหายอะไร

"ค่ะ" หยวนเอ๋อเปิดประตูก่อนที่จะเดินเข้ามาหาลู่โจวอย่างเชื่อฟัง

เฉาซั้วตกตะลึงเมื่อเห็นรูปร่างหน้าตาที่แท้จริงของลู่โจว แต่ถึงแบบนั้นใบหน้าของเขาก็ยังคงยิ้มแย้มอยู่ดี ทันทีที่เฉาซั้วเข้ามาได้เขาก็โค้งคำนับให้กับลู่โจว "สวัสดีนายท่าน ข้าเฉาซั้วมาจากเมืองรูหนาน"

ใบหน้าของลู่โจวในตอนนี้ยังคงไร้อารมณ์เช่นเคย

เฉาซั้วรู้สึกอึดอัดใจเมื่อเห็นท่าทีของลู่โจว อย่างไรก็ตามเขาก็ได้เดินต่อไปก่อนจะพูดขึ้นมา "นายท่าน ข้าหวังว่านายท่านจะยกโทษให้กับข้าน้อยคนนี้ที่ได้เสียมารยาทกับนายท่านไป"

"พูดสิ่งที่เจ้าต้องการออกมาซะ" ลู่โจวไม่ได้สนใจอะไร เขาพูดตัดบทออกไปอย่างห้วนๆ

"..."

เฉาซั้วได้เตรียมการเกริ่นบทสนทนามาอย่างดีถึงกับพูดไม่ออก ดูเหมือนการเจรจากับลู่โจวคงจะเป็นอะไรที่เปล่าประโยชน์

"ข้าได้ยินมาว่านายท่านมีเหรียญตราจักรวรรดิอยู่กับตัว นี่เป็นเรื่องจริงสินะครับ? " เฉาซั้วได้ถามออกไป

ลู่โจวยังไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขารู้ว่าคำถามคำถามนี้เป็นอะไรที่ไร้ความหมาย

เฉาซั้วรีบพูดต่อไป "หลายปีก่อนเหรียญตราจักรวรรดิได้ตกอยู่ในการครอบครองขององค์จักรพรรดิ มันเป็นเหรียญตราที่สามารถระดมพลคนจากกองทัพจักรวรรดิได้ เหรียญตราอันนี้จึงเป็นตัวแทนขององค์จักรพรรดิ แต่ในอดีตเหรียญตราเหรียญนี้ก็ได้สูญหายไป..."

"ข้าบอกให้พูดธุระของเจ้ามา" ลู่โจวเอ่ยปากพูดอีกครั้ง ตัวเขารู้ดีว่าเรื่องที่นายพลคนนี้กำลังพูดอยู่มันไร้ซึ่งความหมายอะไร

เฉาซั้วไม่สามารถทนเก็บความอึดอัดใจได้อีกต่อไป ตัวเขากำหมัดก่อนที่จะพูดขึ้นมาอีกครั้ง "ถ้าหากเป็นแบบนี้เห็นทีข้าจะต้องใช้กำลัง..." เฉาซั้วหยุดพูดไปพักหนึ่งก่อนที่จะพูดใหม่อีกครั้ง "ได้โปรดยอมแพ้และมอบเหรียญตราคืนมาด้วยนายท่าน"

หลังจากที่เฉาซั้วพูดจบ ตัวเขาก็เหลือบมองไปที่ลู่โจวอย่างมีน้ำโห เขาคิดว่าลู่โจวจะต้องไม่พอใจอย่างแน่นอน

ลู่โจวได้เอ่ยปากถามขึ้นมาเพื่อความแน่ใจ "เจ้าต้องการเหรียญตราอย่างงั้นสินะ? "

"ข้าไม่ได้ออกคำสั่งกับท่านหรอกนะ ข้าแน่ใจว่าท่านเองก็ไม่ใช่คนธรรมดา ไม่มีคนธรรมดาที่ไหนที่ถือครองเหรียญตรานี้มาหลายปีได้หรอก ข้าแค่มาที่นี่ก็เพราะได้รับคำสั่งเท่านั้น" เฉาซั้วพูดตอบกลับไป

"เป็นคำสั่งของใครกันล่ะ? " ลู่โจวถามออกมาห้วนๆ

"อืม..." เฉาซั้วลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะพูดตอบกลับมาอีกครั้ง "ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ถึงแบบนั้นข้าก็มั่นใจว่าคนที่ออกคำสั่งกับข้ามาจะต้องเป็นชนชั้นสูงแห่งพระราชวังผู้ที่มีวรยุทธลึกล้ำอย่างแน่นอน ชายคนนั้นมาพร้อมกับกฤษฎีกา และเพราะแบบนั้นข้าเลยขัดขืนอะไรไม่ได้"

ลู่โจวเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างชัดเจน ตัวเขาที่เข้าใจแล้วได้ตอบกลับไปอย่างเย็นชา "ถ้าหากเขาคนนั้นต้องการเหรียญตราจักรวรรดิคืน บอกเจ้านั่นให้มาหาข้าด้วยตัวเองซะ

"นายท่าน เหตุใดที่ท่านต้องการแบบนั้นกัน? ข้ารู้ดีว่าท่านมีวรยุทธที่ลึกล้ำเช่นกัน แต่การที่จะทำให้ชนชั้นสูงผู้ที่มาจากพระราชวังมาที่นี่ได้เห็นที..."

ลู่โจวไม่ได้รอให้เฉาซั้วพูดจบซะก่อน ตัวเขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ก่อนที่จะเดินไปลูบเคราไป

เมื่อเห็นแบบนั้นเฉาซั้วก็ได้สันนิษฐานว่าลู่โจวก็คงจะเห็นชอบกับคำพูดของตัวเขา ในตอนนั้นเขาเลยแสดงสีหน้าที่พึงพอใจออกมา

ลู่โจวได้โบกมือขึ้นอย่างไม่ไร้อารมณ์ก่อนที่จะพูดกับหยวนเอ๋อขึ้นมา "ส่งเขาออกไปซะ"

เฉาซั้วต้องการที่จะพูดอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการชักชวนลู่โจว

แต่ถึงแบบนั้นหยวนเอ๋อก็ได้โบกมือเล็กๆ ของเธอพร้อมพูดออกมาอย่างน่ากลัว "ไปซะ! "

'เด็กคนนี้...ช่างกล้าซะจริง! ทำไมเธอคนนี้ถึงแตกต่างจากปู่มากขนาดนี้กัน? เด็กคนนี้ไม่ได้รับการอบรมแน่! ไม่สิ นายท่านคนนี้เองก็เป็นคนประหลาดเช่นกัน' เฉาซั้วไม่อาจที่จะคิดคำอธิบายอะไรได้เลย เขาทำได้เพียงเดินถอยออกมาจากห้องเท่านั้น

เฉาซั้วที่กำลังเดินออกจากห้องไปได้ยินคำถามของลู่โจวซะก่อน

"ใครส่งซู่ผิงมากัน? "

เฉาซั้วรู้สึกตกใจ ตัวเขาหันไปมองชายผู้ดูแลโรงเตี๊ยมที่กำลังรออยู่ด้านนอกแต่ไม่ได้ตอบโต้อะไร

ในตอนนั้นเองชายผู้พกดาบยาวที่อยู่ด้านล่างก็ได้พูดออกมาพร้อมรอยยิ้มซะก่อน "บางทีอาจจะเป็นคนจากพระราชวังก็ได้นะ...นายท่าน พวกเราพบกันอีกแล้ว! "

แม้ว่าลู่โจวจะมองไม่เห็นคนที่พูด แต่เขาจำเสียงของคนคนนี้ได้ดี ชายคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาเป็นผู้ที่หลงใหลในดาบ ชายคนนี้ก็คือเจียงอาเฉียนนั่นเอง

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 68 คนจากพระราชวัง

คัดลอกลิงก์แล้ว