เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 61 คนทำงานน่ะ ค่อยๆ หาไปเดี๋ยวก็มีเอง!

ตอนที่ 61 คนทำงานน่ะ ค่อยๆ หาไปเดี๋ยวก็มีเอง!

ตอนที่ 61 คนทำงานน่ะ ค่อยๆ หาไปเดี๋ยวก็มีเอง!


ตอนที่ 61 คนทำงานน่ะ ค่อยๆ หาไปเดี๋ยวก็มีเอง!

เมื่อคิดได้แบบนี้ ชายวัยกลางคนก็รีบโบกไม้โบกมือทันที

“เ้าแก่ครับ ผม...ผมไม่หิว...”

“กินก่อนเถอะ อิ่มแล้วค่อยคุยกัน”

ซูหมิงยิ้มให้และยังคงยืนยันคำเดิม

อาหารร้อนๆ ถูกยกขึ้นมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมของเนื้อที่ไม่ได้สัมผัสมานานโชยเข้าจมูก ชายวัยกลางคนอดใจไม่ไหวอีกต่อไป เขายกชามขึ้นมาแล้วตักกินอย่างตะกละตะกลาม แต่พอกินไปกินมา น้ำตาก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ หยดลงไปในชามอาหาร รอจนเขากินเสร็จอย่างรวดเร็วราวกับพายุพัดและอารมณ์เริ่มนิ่งขึ้น ซูหมิงถึงได้เปิดฉากคุย

“พี่ชาย พี่ชื่ออะไรครับ?”

“ผม...ผมชื่อจ้าวกังครับ”

“น้าจ้าว ถ้วยใบนั้นของคุณ ผมตกลงซื้อนะ”

พอจ้าวกังได้ยินแบบนั้น เขาก็ตื่นเต้นจนตัวสั่น แววตาประกายความหวังขึ้นมาทันที

“คืออย่างนี้ครับ พอดีผมไม่ได้พกเงินสดติดตัวมาเยอะขนาดนั้น”

พอได้ยินประโยคนี้ หน้าของจ้าวกังก็ถอดสีและซีดลงไปอีกครั้ง

“เดี๋ยวคุณเดินไปกับผมหน่อยนะ ผมจะพาไปกดเงิน”

“เอ่อ...ได้ครับ! ผมไป!”

จ้าวกังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันตอบตกลง แต่อย่างไรเสีย ต่อให้หนุ่มคนนี้จะเป็นพวกมิจฉาชีพที่หลอกไปตัดไตจริงๆ เขาก็ต้องยอมเสี่ยงไปดูสักครั้ง เพราะตอนนี้เขาต้องการเงินมากจริงๆ และเขาก็รอต่อไปไม่ไหวแล้ว

“อ่ะ...กินอีกหน่อยสิ กินเป็นเพื่อนผมให้เสร็จ!”

ระหว่างที่นั่งกินข้าว ทั้งสองคนก็เริ่มพูดคุยกัน ซูหมิงคอยตะล่อมถามและชวนคุยไปเรื่อยๆ จากการพูดคุยทำให้รู้ว่าจ้าวกังคนนี้ เมื่อก่อนเคยเป็นถึงนักวิเคราะห์อาวุโสของบริษัทลงทุนชื่อดังแห่งหนึ่งเลยทีเดียว เขาคือชนชั้นนำในโลกการเงินตัวจริงเสียงจริง

แต่เมื่อสองปีก่อน ลูกสาวของเขาถูกตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษา มันทำให้เขาจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และไม่สามารถควบคุมพอร์ตการลงทุนได้อย่างเยือกเย็นอีกต่อไป

ซึ่งนี่ถือเป็นข้อห้ามร้ายแรงในสายอาชีพนี้ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากงานที่เงินเดือนสูงลิ่ว เพื่อมาดูแลลูกสาว เขาขายทรัพย์สินทุกอย่างในบ้านจนหมด และใช้เงินเก็บที่มีจนเกลี้ยง

ส่วนถ้วยชาใบนี้ ก็คือความหวังที่ภรรยาของเขาแลกมาด้วยใบรายงานผลตรวจโรคของลูกสาวเมื่อเช้านี้เอง พวกเขายากจนข้นแค้นจนไม่มีสิ่งของอื่นใดเหลือพอที่จะเอาไปเซ่นไหว้บูชาได้อีกแล้ว

“ไปกันเถอะครับน้าจ้าว ไปเอาเงินกัน”

ซูหมิงจ่ายเงินค่าอาหาร แล้วตบไปที่ไหล่ของจ้าวกัง จ้าวกังลุกขึ้นยืนอย่างเก้ๆ กังๆ เขากอดถ้วยกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินขาวที่ดูเก่าๆ ซีดๆ ใบนั้นไว้แน่น สิ่งนี้คือเงินต่อชีวิตของลูกสาวเขาเลยนะ ทั้งสองคนเดินตามกันออกไป ท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืนที่แสนวุ่นวาย

“น้องชาย...คุณ...คุณเชื่อผมจริงๆ เหรอ?”

จ้าวกังอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ซูหมิงหยุดเดินไปแป๊บหนึ่ง แต่ไม่ได้หันหลังกลับมามอง

“น้าจ้าวครับ สิ่งที่ผมเชื่อไม่ใช่ถ้วยใบนี้หรอก แต่ผมเชื่อในภาพของผู้เป็นพ่อที่พร้อมจะยอมสละทุกอย่างเพื่อลูกสาวต่างหาก”

“สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดบนโลกใบนี้ มันไม่ใช่พวกเครื่องถ้วยชามโบราณหรอกครับ แต่เป็นแววตาของคุณที่ยังไม่ยอมหมดหวังต่างหาก”

พอได้ยินแบบนั้น จ้าวกังก็ตัวสั่นเทาและขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอีกรอบ ตลอดทางที่ผ่านมา เขาต้องเจอแต่สายตาดูถูกและคำพูดถากถางมานับไม่ถ้วน แต่วัยรุ่นคนนี้กลับพูดประโยคธรรมดาๆ ออกมาสองประโยคที่มีความหมายหนักแน่นและลึกซึ้งเหลือเกิน

“น้องชาย ผมจ้าวกังขอสาบานกับฟ้าดินเลยว่า เงินก้อนนี้ผมเอาไปใช้ช่วยชีวิตคนจริงๆ!”

“บุญคุณในครั้งนี้ ผมจะจำไปจนตาย!”

“ถ้าวันหน้ามีโอกาส ผมจะต้องตอบแทนคุณอย่างแน่นอนครับ!”

“พอเถอะครับ อย่าดราม่ากันเลย”

ซูหมิงโบกมือปฏิเสธ ไม่นานนัก ทั้งสองคนก็มาหยุดอยู่หน้าตู้เอทีเอ็ม ซูหมิงกดหน้าจออยู่สองสามทีเพื่อถอนเงินออกมา

ในตอนนี้ จ้าวกังแม้จะยังดูอิดโรยและซูบผอม แต่ในตาของเขากลับมีไฟแห่งความหวังจุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเงินจำนวนสามหมื่นหยวนที่ดูหนักอึ้งถูกยื่นมาใส่มือ เขาก็ดงดกลั้นอารมณ์ไว้ไม่ไหวอีกต่อไป มือของเขาสั่นเทาและทำท่าจะคุกเข่าลงแทบเท้าซูหมิง

“ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนี้เลยครับ!”

ซูหมิงรีบพยุงตัวจ้าวกังเอาไว้ แล้วรับเอา [ถ้วยแห่งความเงียบสงบ] มา พลางหรี่ตาลงเล็กน้อย

เขานึกถึง [บัลลังก์สีชาด] ของตัวเองขึ้นมา สิ่งนั้นมันเหมือนหลุมดำที่ไม่มีวันเต็ม มันต้องการไอเทมขยะจำนวนมหาศาลมาป้อนให้ เพื่อเปลี่ยนเป็น [โลหิตต้นกำเนิด] ออกมาอย่างไม่ขาดสาย และช่วยให้เขาเก่งขึ้นได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

เพราะฉะนั้น ก่อนหน้านี้เขาเลยมีความคิดที่ยิ่งใหญ่มากอย่างหนึ่ง นั่นคือการสร้าง [เครือข่ายรีไซเคิลขยะ] ขึ้นมา เพื่อตระเวนรับซื้อไอเทมคุณภาพต่ำที่คนอื่นมองข้ามหรือดูไม่ออกว่าเอาไว้ทำอะไร

ในสายตาของคนอื่น สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นแค่ของไร้ค่า แต่สำหรับเขา มันคือวัตถุดิบชั้นดีในการเพิ่มความแข็งแกร่ง

ทว่าแผนการนี้ มีอุปสรรคชิ้นใหญ่โตอยู่สองข้อด้วยกัน ข้อแรกคือ เขายังไม่มีเงินทุนตั้งตัวมากขนาดนั้น ข้อสองคือ เขาไม่มีเวลาและแรงมากพอที่จะไปเดินไล่ซื้อทีละชิ้นด้วยตัวเอง เขาต้องการคนทำงาน ต้องการคนที่ฉลาด น่าเชื่อถือ และจะไม่หักหลังเขาในระยะเวลาอันสั้น

แต่คนแบบนี้ จะไปหาจากที่ไหนได้ในโลกกว้างใหญ่ขนาดนี้ ทว่าคนตรงหน้านี่สิ นักวิเคราะห์การเงินที่หมดหนทางไปต่อ พ่อที่ยอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อลูกสาว คนประเภทนี้ ถ้าเรายื่นมือเข้าไปช่วยดึงเขาขึ้นมาในเวลาแบบนี้...

“น้าจ้าวครับ”

เสียงของซูหมิงขัดจังหวะคำขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าของจ้าวกัง

“ขอคอนแทคติดต่อไว้หน่อยสิครับ”

“วันหลังถ้ามีของอะไรอีก ก็เอามาขายให้ผมได้นะ!”

จ้าวกังอึ้งไปนิดนึง ก่อนจะรีบพยักหน้ารัวๆ

“ได้เลยครับๆ! นี่เบอร์โทรศัพท์ของผมครับ”

“วันหน้าถ้าน้องชายมีอะไรให้ผมรับใช้ บอกมาได้เลยนะ จ้าวกังคนนี้ยอมตายถวายชีวิตให้เลย!”

ซูหมิงยืนมองจ้าวกังที่เดินกึ่งวิ่งหายลับเข้าไปในฝูงชนอย่างระมัดระวัง เขายืนอยู่กับที่ แววตาเป็นประกายวับแวม

“บางทีนะ...เรื่องคนทำงานเนี่ย ค่อยๆ หาไปเดี๋ยวก็คงมีเองนั่นแหละ!”

ซูหมิงเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาดิจิทัลเรือนยักษ์บนถนนคนเดิน เวลาตอนนี้คือ 19.40 น. เหลือเวลาอีกแค่ 4 ชั่วโมงสุดท้าย ก่อนที่สายฝนสีเทาจะตกลงมา

“ต่อไป ก็คงต้องไปหาแท่นบูชาแล้วล่ะ...”

ซูหมิงพึมพำกับตัวเองเบาๆ แววตาเปลี่ยนเป็นเฉียบคมทันที ก่อนจะหันหลังเดินกลืนหายเข้าไปในฝูงชนอันมืดฟ้ามัวดิน

………

จบบทที่ ตอนที่ 61 คนทำงานน่ะ ค่อยๆ หาไปเดี๋ยวก็มีเอง!

คัดลอกลิงก์แล้ว