- หน้าแรก
- สัมผัสเดียวสะท้านภพ ระบบเก็บกู้ระดับ UR
- บทที่ 150 - นี่เรื่องจริงดิ?
บทที่ 150 - นี่เรื่องจริงดิ?
บทที่ 150 - นี่เรื่องจริงดิ?
บทที่ 150 - นี่เรื่องจริงดิ?
อันที่จริงฉู่สวินก็ไม่ได้มีเวลาว่างมากพอจะมานั่งเห็นอกเห็นใจผู้เล่นคนอื่นนักหรอก...
สาเหตุหลักๆ ก็คือหลังจากข้ามมิติมาที่โลกนี้แล้ว ต่อให้เขาอยากจะไปไถเงินพวกผู้เล่น เขาก็ต้องปวดหัวเมื่อพบว่าไอ้พวกหมูตู้พวกนี้...
คนพวกนี้ยังไม่ทันจะได้ลืมตาอ้าปากเลยด้วยซ้ำ!
เขาแทบจะขูดรีดอะไรจากพวกมันไม่ได้เลยสักนิด!
พูดได้คำเดียวว่า กำลังซื้อของผู้เล่นนั้น คงต้องฝากความหวังไว้ในอนาคตซะแล้วล่ะ
จากนั้นฉู่สวินก็ปิดหน้าต่างช่องแชทลง แล้วนั่งขัดสมาธิเพื่อฝึกฝนวิชา
อาศัยจังหวะว่างๆ อัปเกรดพลังให้ตัวเองสักหน่อย...
ผ่านไปราวค่อนวัน เขาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ตอนนี้อำเภอชางผิงอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
"ช้าชะมัด!"
ฉู่สวินบ่นพึมพำ
การจะทะลวงสู่ระดับสามต้องชำระล้างไขกระดูกทั่วทั้งร่าง ถ้าใช้แค่เวลาอย่างเดียวล่ะก็ ด้วยรากวิญญาณระดับห้าของเขา คงต้องใช้เวลาขัดเกลาสักสองปีเห็นจะได้...
ถึงแม้เมื่อเทียบกับคนพื้นเมืองในโลกหมิงชางแล้ว ความเร็วระดับนี้จะถือว่าเร็วมากแล้วก็เถอะ
แต่ฉู่สวินก็ยังรู้สึกว่ามันยาวนานเกินไปอยู่ดี!
ทรัพยากร!
เขายังต้องการทรัพยากรมากกว่านี้อีก!
เขาคิดเอาไว้หมดแล้ว
ครั้งนี้เขาอุตส่าห์เหนื่อยยากบากบั่น เอาข่าวมาบอกเหยียนชางขนาดนี้ ยังไงซะ...
ก็ต้องขอสวัสดิการเพิ่มกันหน่อยล่ะ!
เมืองตั้งหกเมืองเชียวนะ!
ฉู่สวินรู้สึกว่าตัวเองมีเหตุผลเพียงพอที่จะกล้าเรียกร้องให้เหยียนชางช่วยออกค่าใช้จ่ายเรื่องทรัพยากรฝึกฝนจนกว่าเขาจะบรรลุระดับสามได้แบบเหมาจ่ายไปเลย!
...
จะว่าไปก็แปลกดี ตอนที่ฉู่สวินมาตัวเมืองอำเภอชางผิงครั้งแรก เขามัวแต่วุ่นวายอยู่กับการรับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน เลยแทบจะไม่ได้เดินเที่ยวหรือทำความรู้จักกับเมืองนี้เลย
และพอมาครั้งที่สอง...
เขากลับเร่งรีบกว่าครั้งแรกซะอีก!
ฉู่สวินควบม้ามาอย่างไม่หยุดพัก มุ่งหน้าตรงไปยังที่ว่าการอำเภอทันที
ตอนแรกเขายังคิดว่าการจะเข้าพบเหยียนชางคงต้องออกแรงสักหน่อย แถมยังแอบกังวลว่ามาคราวนี้จะเสียเที่ยวหรือเปล่า เหยียนชางอาจจะไม่อยู่ก็ได้
แต่ฉู่สวินยังถือว่าโชคดี
บังเอิญว่าตอนนี้เหยียนชางกำลังนั่งทำงานอยู่ที่ว่าการพอดี
และที่บังเอิญไปกว่านั้น ทหารยามที่เฝ้าประตูอยู่ก็คือบรรดาลูกน้องคนสนิทที่ฉู่สวินเคยเจอหน้ากันแวบหนึ่งในกระโจมบัญชาการทหารนั่นเอง
พวกเขาจำอัจฉริยะที่เหยียนชางให้ความสำคัญคนนี้ได้
ดังนั้นหลังจากฉู่สวินอธิบายสั้นๆ ว่ามีข่าวสำคัญจะมารายงาน พวกเขาก็เชื่อใจและปล่อยให้เขาเข้าไปด้านใน
จะว่าไปนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ฉู่สวินได้เข้ามาในที่ทำงานของเจ้านายสายตรงอย่างเหยียนชาง
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของเขาคือห้องที่กว้างขวางพอสมควร บนเพดานมีโคมไฟแกะสลักจากกระจกหลากสี ส่วนเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ก็ทำจากวัสดุที่ดูคล้ายไม้แดง แผ่กลิ่นหอมหวนชื่นใจออกมา
แค่ยืนอยู่ครู่เดียว ฉู่สวินก็รู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัว สมกับเป็นของดีจริงๆ!
นอกเหนือจากนั้น ภายในห้องก็ไม่มีของประดับตกแต่งที่ดูฉูดฉาดบาดตาอะไรนัก กลับมีภาพอักษรพู่กันติดอยู่หลายชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นก็มีลายเส้นสวยงามไม่เบา ดูแล้วน่าจะเป็นฝีมือของท่านนายอำเภอผู้นี้วาดเอง
แต่สิ่งที่ทำให้ฉู่สวินรู้สึกแปลกใจนิดหน่อยก็คือ ที่ด้านในสุดของห้อง นอกจากเหยียนชางแล้วยังมีชายหนุ่มสวมหมวกสานอีกคนกำลังคุยกับท่านนายอำเภออย่างออกรสออกชาติ
เมื่อเหยียนชางเห็นฉู่สวินเดินเข้ามา เขาก็แอบประหลาดใจเล็กน้อย
"สหายตัวน้อยฉู่—"
"เจ้ามาที่นี่ มีธุระอันใดหรือ?"
น้ำเสียงของเหยียนชางฟังดูน่าเกรงขามมาก สมกับมาดท่านนายอำเภอจริงๆ
ทว่าหลังจากนั้นแววตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ...
นี่ฉู่สวินทะลวงระดับสองได้เร็วขนาดนี้เชียวหรือ??
สมแล้วที่เป็นยอดคน!
สีหน้าท่าทางของเหยียนชางดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย
"เอาเถอะ เจ้ามาก็ดีแล้ว!"
"ข้าจะแนะนำให้รู้จัก นี่คือ โจวเจิ้งอี้"
"เป็นคนหนุ่มที่เก่งกาจไม่เบาเลยนะ"
เขาชี้ไปที่ชายหนุ่มสวมหมวกสานที่ยืนอยู่ข้างๆ
"หากพวกเจ้าสองคนมีเวลาว่าง ก็ลองทำความรู้จักมักจี่กันไว้สิ"
"พวกเจ้าทั้งสองล้วนเป็นคนเก่งที่หาตัวจับยาก วันข้างหน้าก็ต้องเป็นเพื่อนร่วมงานกัน สนิทสนมกันไว้ก่อนก็ไม่เลว"
เหยียนชางดูจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษ
โจวเจิ้งอี้คนนี้มีฝีมือไม่ธรรมดา แม้จะไม่ได้ให้ความรู้สึกว่ามีศักยภาพซ่อนเร้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดแบบฉู่สวินก็ตาม
แต่ยังไงซะก็เป็นถึงระดับสาม! แถมอุปนิสัยก็ใช้ได้
เอามาเป็นมือขวาก็ถือว่าเหลือเฟือแล้ว!
ส่วนฉู่สวินยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่ว่าจะมองมุมไหน นี่คือคนที่เขาต้องดันให้สุดตัว
แน่นอนว่าเหยียนชางย่อมหวังให้มือซ้ายและมือขวาในอนาคตของเขาสนิทสนมกันไว้
"สวัสดี"
โจวเจิ้งอี้พยักหน้าทักทายอย่างเย็นชา จากนั้นก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรอีก
แม้เขาจะรู้สึกว่าฉู่สวินคนนี้ก็เป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสองธรรมดาๆ ฝีมือคงยังห่างชั้นกับเขาอยู่มาก
มีอะไรน่าชื่นชมตรงไหน?
แต่โจวเจิ้งอี้ก็ไม่คิดจะขัดใจเหยียนชางเพราะเรื่องแค่นี้หรอกนะ
เพียงแต่เขาเป็นพวกโลกส่วนตัวสูงก็เท่านั้น
พอพยักหน้าเสร็จ เขาก็ไม่ได้สนใจฉู่สวินอีกเลย
ส่วนฉู่สวินยิ่งรีบร้อนอยากจะคุยธุระสำคัญ จะเอาเวลาที่ไหนไปนั่งทักทายปราศรัย เขาทำเพียงแค่พยักหน้าตอบรับโจวเจิ้งอี้เบาๆ
จากนั้นเขาก็เอ่ยปากพูดขึ้น
"ใต้เท้าเหยียน ความปรารถนาดีของท่านข้าขอรับไว้ด้วยใจก่อน แต่ตอนนี้ข้ามีข่าวสารด่วนจี๋ที่ต้องแจ้งให้ท่านทราบขอรับ"
"โอ้ เรื่องอะไรล่ะ?"
เหยียนชางเผยสีหน้าสนใจใคร่รู้
ตอนแรกเขาก็แอบแปลกใจอยู่เหมือนกัน
ว่าทำไมฉู่สวินถึงได้เพิ่งรับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมาหมาดๆ ก็รีบแล่นมาหาเขากะทันหันแบบนี้...
ยังไงซะเหยียนชางก็เป็นคนพื้นเมืองของโลกหมิงชาง ในสายตาเขา การเก็บตัวฝึกฝนวิชาเป็นปีๆ มันก็เรื่องปกติไม่ใช่เหรอ?
แต่พอได้ยินคำพูดของฉู่สวิน ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องสำคัญจริงๆ แฮะ
"ท่านลองฟังข้าก่อนนะขอรับ..."
"เรื่องนี้มีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการบุกยึดอำเภอจงเหยียนของท่านเลยล่ะ!"
หลังจากนั้นฉู่สวินก็เล่าเหตุการณ์ที่เขาไปเจอมาที่เมืองคังผิงให้ฟัง โดยผสมความจริงเก้าส่วนความเท็จหนึ่งส่วน
เขาไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่ตัวเองแหกค่ายกลและได้ตะเกียงหลอมโลหิตมาเลยแม้แต่น้อย
แต่กลับบอกไปว่าตัวเองอาศัยเคล็ดวิชาซ่อนตัวสองวิชา เอาตัวรอดมาได้จนถึงตอนจบ
ส่วนประสบการณ์อื่นๆ ฉู่สวินก็เล่าไปตามตรง
ทว่าในขณะที่ฉู่สวินกำลังเล่าอยู่นั้น...
"เดี๋ยวก่อนนะ? เจ้าพูดว่าอะไรนะ?"
"เจ้าเพิ่งจะรับตำแหน่งก็โดนลอบโจมตี แล้วเจ้าก็จัดการศัตรูได้ชิลๆ แถมยังถือโอกาสจะไปยึดหมู่บ้านมาอีกสองแห่งเนี่ยนะ?"
สีหน้าเย็นชาของโจวเจิ้งอี้ในตอนแรกเริ่มจะเก็บอาการไม่อยู่แล้ว...
เขาถึงกับตกใจกับวีรกรรมของเพื่อนร่วมงานระดับสองคนนี้!
เขาก็ไม่ใช่คนไม่มีสามัญสำนึกซะหน่อย!
มีใครที่ไหนเพิ่งจะมารับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ก็เล่นใหญ่เปิดศึกขยายอาณาเขตกันแบบนี้บ้างวะ???
แน่นอนว่าปฏิกิริยาของเขามันไม่ได้สำคัญอะไรหรอก
เพราะพอยิ่งฟังฉู่สวินเล่า เหยียนชางก็เริ่มจะรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ไม่ได้แล้วเหมือนกัน...
แถมไม่ได้มาพูดลอยๆ ซะด้วย!
ฉู่สวินงัดตราประจำตำแหน่งออกมาโชว์ตั้งสามอัน!
หมู่บ้านเป่ยกู้ หมู่บ้านเยว่ปิน และเมืองอันเล่อ
เหยียนชางตรวจสอบดูสองสามทีก็แทบจะฟันธงได้เลยว่าของแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์!
"นั่นก็หมายความว่า... เจ้าฝืนทนอยู่ท่ามกลางค่ายกลบูชายัญเลือดสุดหลอนนั่น"
"จนกระทั่งพวกระดับสาม... ตายเกลี้ยงหมดทุกคนเลยเหรอ? แล้วเจ้าก็กลายเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวเนี่ยนะ?"
เหยียนชางถามย้ำด้วยความลังเล เขารู้สึกว่ายิ่งฟังมันก็ยิ่งดูหลุดโลกไปกันใหญ่แล้ว!
นี่มันใช่สิ่งที่คนระดับสองจะทำได้เหรอ?!
ค่ายกลนั่นมันส่งผลกระทบไปถึงพวกระดับสามเลยนะเว้ย แต่แกเป็นแค่ระดับสองดันรอดกลับมาครบสามสิบสองประการซะงั้น!
แต่สำหรับประเด็นนี้เหยียนชางก็ไม่ได้คาดคั้นอะไรให้มากความ
คิดว่าฉู่สวินคงจะมีไพ่ตายไว้เอาตัวรอดอยู่บ้างแหละ...
ตัวเขาเองก็ไม่สะดวกใจที่จะไปเซ้าซี้ถามด้วย
หลังจากนั้นท่านนายอำเภอผู้นี้ก็ไม่อาจปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้ได้อีก
"นั่นก็หมายความว่าตอนนี้ในอำเภอจงเหยียน มีเมืองอยู่หกเมืองที่ไร้กองกำลังป้องกันอย่างนั้นสินะ!"
สีหน้าของเหยียนชางเผยให้เห็นความปีติยินดีอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง
แม้ว่าความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของเขาจะยอดเยี่ยมแค่ไหนก็ตาม
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับลาภก้อนโตที่หล่นทับใส่หน้าแบบนี้ มันก็เล่นเอาเหยียนชางถึงกับมึนไปเหมือนกัน
จากนั้นเขาก็ถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะลั่น!
"ฮ่าๆๆ!"
"เยี่ยม!"
"สวรรค์เข้าข้างข้าแล้ว!"
"สหายตัวน้อยฉู่ เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้แท้ๆ เชียว!"
[จบแล้ว]