- หน้าแรก
- สัมผัสเดียวสะท้านภพ ระบบเก็บกู้ระดับ UR
- บทที่ 8 - ประเดิมชัยศึกแรก!
บทที่ 8 - ประเดิมชัยศึกแรก!
บทที่ 8 - ประเดิมชัยศึกแรก!
บทที่ 8 - ประเดิมชัยศึกแรก!
"มีอะไรก็ส่งข้อความมานะ มีปัญหาอะไรก็บอกได้เลย ถ้าอยู่ไม่ไหวก็กลับมานะ!"
"อย่างมาก... ฉันก็แค่ไปขอร้องผู้ใหญ่บ้าน พูดจาดีๆ อ้อนวอนให้เขาอภัยให้นาย!"
หน้าทางเข้าหมู่บ้าน กวนชิงเป่ยทำหน้าเศร้าอาลัยอาวรณ์
"กลับไปเถอะ!"
ฉู่สวินโบกมือลากวนชิงเป่ยจากระยะไกล "ไปล่ะนะ!"
จากนั้นก็หันหลังเดินจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งแผ่นหลังที่คิดเอาเองว่าโคตรเท่เอาไว้ให้เพื่อนดู
ลูกผู้ชายตัวจริงเขาไม่หันหลังกลับไปมองหรอก
มีพบก็ต้องมีจาก แล้วสักวันเราคงได้พบกันใหม่!
ครึ่งชั่วโมงก่อน...
ฉู่สวินเพิ่งจะลูบศพสุดท้ายเสร็จ
ข้อความที่ค่อยๆ เลื่อนผ่านสายตาทำเอาเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น
หยั่งรู้หายนะ!
พรสวรรค์ที่สามารถล่วงรู้ถึงอันตรายล่วงหน้าได้ ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้มันคือทักษะขั้นเทพชัดๆ!
ทว่าพอฉู่สวินได้อ่านคำอธิบายที่ตามมาติดๆ รอยยิ้มก็หุบลงทันที
[หยั่งรู้หายนะ: ขวาร้าย ซ้ายก็ร้าย!]
นี่มัน... ปกติมันต้องขวาร้ายซ้ายดีไม่ใช่หรือไง
มิน่าล่ะเจ้าของพรสวรรค์นี้ถึงได้ม่องเท่งไปแล้ว...
ไม่มีเรื่องดีเลย มีแต่ความซวยล้วนๆ!
พรสวรรค์แบบนี้ยังกล้าให้ระดับ B อีกเหรอ
ซวยชะมัด!
ฉู่สวินเปลี่ยนมาเป็นโล่งอกแทน โชคดีนะที่มีพรสวรรค์ เบิกตาโพลง อยู่ด้วย!
ขอแค่ตาไม่กระตุก ความซวยก็ไม่มีทางเข้าใกล้ฉันได้หรอก!
หลังจากนั้น...
ฉู่สวินก็พุ่งเข้าไปอัดไอ้สองคนที่ยืนซุบซิบนินทาว่าร้ายเขากับกวนชิงเป่ยจนน่วม
พอกวนชิงเป่ยเห็นเข้าก็พยายามจะเข้ามาห้าม
เพราะผู้ใหญ่บ้านตั้งกฎเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าใครลงไม้ลงมือทำร้ายคนอื่นจะถูกไล่ออกจากหมู่บ้านทันทีและจะไม่ได้รับการคุ้มครองอีกต่อไป!
แต่เขากลับพบว่าตัวเองห้ามฉู่สวินไม่ได้เลยสักนิด...
หลังจากซัดจนหมอบฉู่สวินก็ถลึงตาทำหน้ายักษ์ยืนคุมให้สองคนนั้นแบกศพไปทิ้งด้วยตัวเอง
"ชอบนินทาคนอื่นลับหลังนักใช่ไหม ไม่กลัวปากเน่าหรือไง ไป แบกศพเดี๋ยวนี้!"
"อะไร ยังกล้าถลึงตาใส่อีกเหรอ อยากโดนอีกรอบใช่ไหม รีบแบกไปสิ!"
"ไม่พอใจเหรอ แน่จริงก็ต่อยกลับสิ สู้ไม่ได้ก็ก้มหน้าก้มตาแบกศพไปเงียบๆ!"
"ยังจะชักช้าอืดอาดอยู่อีก เดี๋ยวปั๊ดเตะก้านคอซะเลย!"
ฉู่สวินสวมบทบาทเป็นตัวร้ายสุดโฉดได้อย่างสมบทบาทและไร้ที่ติ
ในเมื่อเขาไม่อยากจะเสแสร้งแกล้งทำตัวเป็นคนดีอีกต่อไปแล้ว เขาก็เลยคิดจะหาเรื่องชิ่งหนีออกมาซะเลย
ยิ่งตอนนี้พลังรบของเขาพุ่งปรี๊ดไปถึง 11 ดาวแล้ว เขาก็ยิ่งไม่มีอะไรต้องกลัวอีก
ก็เลยได้ทีสวมวิญญาณนักแสดงรางวัลออสการ์ซะเลย...
ถือซะว่าเป็นการระบายความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานก็แล้วกัน
เพราะต่อให้เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีหรือจิตใจเข้มแข็งแค่ไหน การถูกส่งมาต่างโลกแบบกะทันหัน ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่แน่นอนและหนทางข้างหน้าที่มืดมน มันก็ต้องมีความสับสนว้าวุ่นใจกันบ้างเป็นธรรมดา
การสูญเสียการคุ้มครองจากประเทศชาติบ้านเกิดเมืองนอนย่อมทำให้รู้สึกอ้างว้างและหวาดกลัว
ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน ทิ้งครอบครัวและคนที่รักมา ย่อมต้องเกิดความรู้สึกด้านลบขึ้นในใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การได้หาที่ระบายด้วยการกระทืบคนสักรอบมันช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเยอะเลย!
แล้วบทละครก็ดำเนินไปตามที่ฉู่สวินคาดการณ์เอาไว้เป๊ะ...
ในขณะที่คนที่โดนซ้อมกำลังก้มหน้าก้มตาแบกศพด้วยความคับแค้นใจ พวกไทยมุงที่เห็นเหตุการณ์ก็รีบคาบข่าวไปฟ้องผู้ใหญ่บ้านทันที
นี่เป็นคดีทำร้ายร่างกายคดีแรกของหมู่บ้าน เฝิงฉิงเจียงต้องออกโรงมาผดุงความยุติธรรมอยู่แล้ว!
คนทำผิดกฎต้องถูกไล่ออกจากหมู่บ้านและไม่ได้รับการคุ้มครองอีกต่อไป!
นี่คือกฎ!
เว้นเสียแต่ว่าคุณจะมีความสามารถล้นเหลือเหมือนอย่างไอ้หวังเฉิงที่สามารถกุมชะตาชีวิตของผู้ใหญ่บ้านและพวกผู้ดูแลหมู่บ้านเอาไว้ในกำมือได้
ถ้าเป็นแบบนั้นต่อให้คุณแหกกฎกระจุยกระจายแค่ไหนก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรคุณอยู่ดี
คนที่มีกำปั้นใหญ่กว่าคนตั้งกฎย่อมสามารถเมินเฉยต่อกฎเกณฑ์เหล่านั้นได้อย่างชอบธรรม
ผู้อ่อนแอคือเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง กฎข้อนี้ไม่เคยเปลี่ยนมาตั้งแต่ยุคโบราณกาล!
ฉู่สวินไม่ได้คิดว่ากำปั้นของตัวเองจะใหญ่กว่าเฝิงฉิงเจียงหรอกนะ...
แต่เขาเชื่อมั่นว่าถ้าเขางัดเอาความสามารถที่แท้จริงออกมาโชว์ เขาจะไม่มีทางถูกไล่ออกจากหมู่บ้านเด็ดขาด แถมเฝิงฉิงเจียงยังต้องพยายามดึงตัวเขาไปร่วมทีมด้วยซ้ำ
แต่ฉู่สวินไม่อยากทำแบบนั้น
การค่อยๆ พัฒนาตัวเองไปแบบเงียบๆ แอบรวยอยู่คนเดียวต่างหากคือวิถีทางที่เขาเลือก
แถมที่เขาอุตส่าห์ลงทุนเล่นละครฉากใหญ่ขนาดนี้ ก็เพื่อหาข้ออ้างหล่อๆ ออกจากหมู่บ้านไปใช้ชีวิตอิสระไม่ใช่หรือไง
ดังนั้นเขาจึงยอมรับชะตากรรมที่ถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านอย่างสงบ
หลังจากบอกลากวนชิงเป่ย ฉู่สวินก็ก้าวเดินด้วยฝีเท้าที่ดูเหมือนจะหนักอึ้งแต่แท้จริงแล้วเบาหวิว มุ่งหน้าไปยังป่าทึบอันมืดมิดทางฝั่งซ้ายมือ
ระบบ การอัปเลเวล ค่าสถานะ อุปกรณ์สวมใส่ หมู่บ้านมือใหม่ มอนสเตอร์ทดสอบ...
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าบททดสอบมือใหม่นี้มันก็คือการเล่นเกมนั่นเอง
เพียงแต่ว่าเกมนี้มันเป็นเกมที่ต้องใช้ชีวิตตัวเองเข้าไปแลกจริงๆ
และสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของเกมก็คือการตั้งค่าระบบต่างๆ
มีทางแยกสามทางทอดยาวไปสู่ภูมิประเทศที่แตกต่างกันสามแบบ แน่นอนว่ามันต้องมีมอนสเตอร์สามกลุ่มแบ่งอาณาเขตกันครอบครองอย่างชัดเจน
นี่มันคือแพตเทิร์นของเกมชัดๆ
เหตุผลที่เขามุ่งหน้าตรงดิ่งไปยังป่าทึบก็เพราะว่าแมวสองชนิดที่อยู่ตรงที่ราบหินรกร้างฝั่งขวามือโดนเขาลูบจนปรุไปหมดแล้ว...
ผลตอบแทนที่จะได้จากพื้นที่ตรงนั้นเห็นได้ชัดว่ามันสู้ป่าทึบฝั่งซ้ายไม่ได้แน่นอน
ส่วนทางตรงหน้านั้น...
ฉู่สวินรู้สึกว่ายอดเขาโดดเดี่ยวที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น รัศมีความน่าเกรงขามของมันต้องเป็นรังของบอสใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย
ไอ้หนูเลเวล 1 อย่างเขาจะไปแหยมกับบอสได้ยังไงกัน
สู้ก้มหน้าก้มตาฟาร์มมอนสเตอร์อัปเลเวลไปก่อนดีกว่า!
ยิ่งเดินห่างจากหมู่บ้านออกมาไกลเท่าไหร่ ฝีเท้าของฉู่สวินก็ยิ่งก้าวเร็วขึ้นเท่านั้น
ตอนนี้เขาแทบอยากจะงอกปีกบินเข้าไปในป่าทึบให้รู้แล้วรู้รอด อยากหาที่ลับตาคนแล้วเอาพรสวรรค์ที่ติดตัวอยู่ตอนนี้มางัดใช้ลองดูให้หมดทุกอัน!
ระยะทางจากหมู่บ้านมือใหม่ไปถึงป่าทึบก็แค่กิโลเมตรกว่าๆ เท่านั้น
พอมองจากไกลๆ จะดูมืดทึบ แต่พอเข้ามาใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าเป็นเพราะกิ่งไม้สีม่วงกับใบไม้สีเขียวเข้มมันสะท้อนแสงกันเลยทำให้ดูเป็นแบบนั้น
ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นป่าทึบ แต่ความจริงแล้วต้นไม้แต่ละต้นมันขึ้นห่างกันมาก ช่องว่างระหว่างต้นไม้นั้นกว้างสุดๆ
เพียงแต่ว่าทรงพุ่มของมันแผ่ขยายออกตั้งแต่ความสูงแค่สองเมตร แถมกิ่งก้านใบยังดกหนาทึบ มันเลยดูเหมือนป่าที่รกชัฏ
ในป่าไม่มีถนนหนทาง แต่ก็สามารถเดินลัดเลาะไปได้ทุกที่
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปข้างในก็จะสัมผัสได้ถึงความกดดันที่แผ่ซ่านออกมารอบตัวอย่างชัดเจน
ดาบของฉู่สวินถูกชักออกจากฝักเตรียมพร้อมไว้แล้ว
เลเวลของมอนสเตอร์แถวนี้น่าจะยังไม่สูงมากนัก และคงไม่สามารถทำอันตรายอะไรคนที่มีพรสวรรค์ติดตัวเป็นพรวนอย่างเขาได้หรอก...
แต่เขาก็ยังคงระมัดระวังตัวและตั้งการ์ดป้องกันอย่างเต็มที่
เหตุผลแรกคือกันไว้ดีกว่าแก้
ส่วนเหตุผลที่สองก็คือบรรยากาศในป่าทึบแห่งนี้มันส่งสัญญาณเตือนถึงอันตรายอยู่ตลอดเวลา
ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นใบไม้เน่าเปื่อย
ใต้ฝ่าเท้าคือเศษใบไม้แห้งที่ทับถมกันหนาเตอะ มันยุบยวบยาบจนทำให้รู้สึกไม่มั่นคงเวลาที่ก้าวเดิน
เสียงลมที่พัดลอดผ่านโพรงไม้ที่แห้งตายดังหวีดหวิวฟังดูชวนขนลุกราวกับเสียงภูตผีปีศาจร่ำไห้
ฉู่สวินที่ต้องเดินอยู่ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้เพียงลำพังจะไม่ให้รู้สึกกลัวได้ยังไงกัน
ตอนนี้เขาแอบหวั่นใจว่าจู่ๆ จะมีใครกระโดดออกมาจากข้างหลังแล้วตบไหล่เขา
ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าแม้แต่จะหันหลังกลับไปมองเลยสักนิด
"ฟึ่บ!—"
เสียงผิดปกติดังขึ้น ทำให้ฉู่สวินที่มีพรสวรรค์โสตประสาทเหนือมนุษย์นึกภาพตามได้ทันทีว่ามีลูกศรดอกหนึ่งกำลังพุ่งแหวะอากาศตรงมาหาเขาด้วยความเร็วสูง!
ยังไม่ทันได้คิดว่าทำไมในป่าแห่งนี้ถึงมีลูกศรโผล่มาได้ ร่างกายของเขาก็ตอบสนองด้วยการกระโดดหลบฉากออกด้านข้างไปตามสัญชาตญาณ
"ฉึก!"
ลูกศรน้ำแข็งพุ่งไปปักเข้ากับลำต้นของต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เคยอยู่ด้านหลังของฉู่สวินเมื่อครู่
เกล็ดน้ำแข็งแผ่ซ่านครอบคลุมพื้นที่รอบๆ จุดที่ลูกศรปักลงไปราวหนึ่งนิ้วอย่างรวดเร็ว
แผ่รังสีความเย็นยะเยือกออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
ฉู่สวินมองไล่ตามวิถีโค้งของลูกศรน้ำแข็งไปและได้พบกับตัวการที่ลอบโจมตีเขา
มันคือกิ้งก่าต้นไม้ตัวหนึ่ง
ขนาดตัวของมันก็พอๆ กับกิ้งก่าต้นไม้ทั่วไป ความยาวประมาณสี่สิบถึงห้าสิบเซนติเมตร
หนามแหลมตรงบริเวณลำคอของมันเปล่งประกายระยิบระยับราวกับผลึกน้ำแข็ง
[เลเวล]: ช่วงมือใหม่ เลเวล 1
[ประเมินพลังรบ]: 2 ดาว
เมื่อเปิดใช้งานเนตรสอดแนม ข้อมูลของมอนสเตอร์ตัวนั้นก็ปรากฏขึ้นให้ฉู่สวินได้เห็น
กิ้งก่าศรน้ำแข็ง ไม่ใช่กิ้งก่ามีดน้ำแข็งตัวที่โผล่ชื่อขึ้นมาในประกาศว่าฆ่าพวกลูกพี่ระดับท็อปตายหรอกนะ
เจ้านี่น่าจะชะตากรรมเดียวกับเจิ้งปู้ฝานนั่นแหละ คงไปตายด้วยน้ำมือมอนสเตอร์ที่เลเวลสูงกว่า
กิ้งก่าศรน้ำแข็งตัวนี้น่าจะอยู่ในระดับเดียวกับแมวเขี้ยวดาบที่อยู่ตรงที่ราบหินรกร้างนั่นแหละ
ฉู่สวินที่ไม่มีสกิลโจมตีระยะไกลตัดสินใจพุ่งตัวเข้าใส่พร้อมกับชูดาบขึ้นทันที
จนกระทั่งเขาพุ่งเข้าไปประชิดตัว กิ้งก่าต้นไม้ตัวนั้นก็ยังคงเอียงคอจ้องมองฉู่สวินตาแป๋ว ราวกับว่ามันยังตอบสนองไม่ทัน
หรือบางทีมันอาจจะมั่นใจในตัวเองสูงลิบเพราะคิดว่าตัวเองเกาะอยู่บนกิ่งไม้ที่สูงตั้งสองเมตรก็เป็นได้
ฉู่สวินกระโดดขึ้นเบาๆ แล้วตวัดดาบฟันฉับเดียว หัวของกิ้งก่าศรน้ำแข็งที่บังอาจประเมินเขาต่ำไปก็หลุดกระเด็นออกจากบ่าในทันที
[สังหารมอนสเตอร์ทดสอบ กิ้งก่าศรน้ำแข็ง ได้รับค่าประสบการณ์ 20 แต้ม!]
หลังจากนั้น ฉู่สวินก็จัดการหั่นซากของมันออกเป็นชิ้นๆ
ไม่ได้ซาดิสต์หรือมีรสนิยมแปลกประหลาดหรอกนะ
เขาแค่อยากจะทดสอบดูว่าการลูบชิ้นส่วนศพที่ขาดกระจุยกระจายมันจะให้ผลลัพธ์ต่างจากการลูบศพที่ยังสมบูรณ์หรือเปล่า
และผลการทดสอบก็คือ ไม่มีความแตกต่าง
ถึงแม้จะเป็นแค่เศษซากชิ้นเล็กๆ แต่ฉู่สวินก็ยังได้รับแจ้งเตือนการเก็บกู้ศพเหมือนเดิม
[เก็บกู้สำเร็จ! ได้รับค่าพลังจิต 2 แต้ม!]
เพียงแต่ว่า ไม่ว่าจะหั่นออกเป็นกี่ท่อน ของดูต่างหน้าก็สามารถเก็บกู้ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น
แน่นอนว่าการทดสอบในครั้งนี้ไม่ได้สูญเปล่าซะทีเดียว
อย่างน้อยเขาก็ได้รู้ว่าหนามแหลมที่ดูคล้ายผลึกน้ำแข็งตรงคอของมันน่ะไม่ใช่ผลึกน้ำแข็งจริงๆ
แถมเนื้อของกิ้งก่าต้นไม้ตัวนี้ยังเหม็นสาบสุดๆ!
กินไม่ได้เด็ดขาด!
"หวีดหวิว—"
สายลมพัดโชยมาพร้อมกับเสียงโหยหวนราวกับภูตผีปีศาจร่ำไห้อีกครั้ง
ฉู่สวินขยับจมูกฟุดฟิดสูดดมกลิ่นที่ลอยมาตามลม
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นแปลกปลอมที่เจือปนมากับสายลม มันไม่ใช่กลิ่นที่ควรจะมีอยู่ในป่าแห่งนี้ และก็ไม่ใช่กลิ่นของกิ้งก่าศรน้ำแข็งด้วย...
แต่มันคือกลิ่นเฉพาะตัวของมนุษย์!
ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ...
มันคือกลิ่นของซากศพมนุษย์!
[จบแล้ว]