เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 64 จับได้แล้ว!

บทที่ 64 จับได้แล้ว!

บทที่ 64 จับได้แล้ว!


 

เจ็ดวังวน!

เหล่าศิษย์ฝ่ายนอกสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บแทบจะพร้อมเพรียงกัน ผู้ชมทั้งหมดกลายเป็นตื่นตัวขึ้นมาทันที ศิษย์พี่จั่วม่อที่แท้ซ่อนคมงำประกายถึงเพียงนี้!

หยานเล่อคล้ายประหลาดใจไม่น้อย จับจ้องลานประลองตาไม่กะพริบ “เสี่ยวม่อมีฝีมือเช่นนี้ด้วย?” มันเพิ่งกลับมายังสำนัก ไม่ทันได้ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับจั่วม่อ เห็นจั่วม่อปลดปล่อยพลังกระบี่อันวิจิตรตระการตาออกมา ถึงกับตื่นตะลึงอยู่บ้าง

เผยเหยียนหรานกล่าวยิ้มๆ ว่า “อย่าเพิ่งใจร้อน รอสักครู่เจ้าอาจประหลาดใจยิ่งกว่านี้”

สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน จั่วม่อผู้ซึ่งถูกกำหนดโชคชะตาให้พ่ายแพ้ จู่ๆ ก็สำแดงกระบวนท่ากระบี่อันร้ายกาจ บันดาลให้ทุกผู้คนทวีความสนใจขึ้นมา

หลัวหลีแม้ถูกกักขังไว้ในใจกลางเจ็ดวังวนปราณกระบี่ แต่ใบหน้ายังคงไม่แยแส มันยืนแน่วนิ่งคล้ายไม่ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว แต่ปราณกระบี่เจ็ดวังวนอันเกรี้ยวกราดพลันหยุดลงอย่างเฉียบพลัน รังสีปราณกระบี่ฉกฟาดฟันปะทุพล่านอย่างไร้รูปแบบ แต่กลับไม่มีรังสีปราณกระบี่สายใดทะลวงเข้าไปในรัศมีห้าก้าวรอบกายหลัวหลีได้

“หลัวหลีไม่ได้เกียจคร้านเลย” เผยเหยียนหรานสีหน้าพึงใจ หันไปถามซินหยาน “กระบวนท่า [ทลายว่างเปล่า] นี้เป็นขั้นใด?”

“ขั้นที่ห้า” ซินหยานตอบ

“อืม หลัวหลีพรสวรรค์ไม่เลวจริงๆ น่าเสียดายที่พบพานเหวยเสิ้ง” หยานเล่อกล่าวอย่างไม่ทันคิด

แต่ผู้อื่นพอฟัง สีหน้าก็อึดอัดใจอยู่บ้าง เหวยเสิ้งความสามารถเด่นล้ำกว่าหลัวหลีมาก จากมุมมองของสำนักแล้วเป็นธรรมดาที่จะปฏิบัติต่อทั้งคู่อย่างไม่เท่าเทียมกัน แต่จะอย่างไรพวกมันเลี้ยงดูหลัวหลีมาแต่เล็กแต่น้อย ในด้านอารมณ์นับว่าใกล้ชิดสนิทสนมกว่าเหวยเสิ้งมาก

เผยเหยียนหรานกล่าวอย่างครุ่นคิด “นี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยไปตามอารมณ์ พวกเราเหล่าเซียนกระบี่ ยึดถือกฎเข้มแข็งกลืนกินอ่อนแอ ความทะเยอทะยานเป็นสิ่งที่ดี แต่จำเป็นต้องเข้าใจถึงขีดความสามารถของตนเองด้วย”

“ฉินเฉิงร้องขอเคล็ดกระบี่ไร้ลักษณ์จากข้า” ซินหยานกล่าว

“คาดว่าเป็นหลัวหลีต่างหาก” หยานเล่อชาญฉลาดปราดเปรื่อง เพียงฟังก็เข้าใจ กล่าวอย่างยิ้มแย้ม “เคล็ดกระบี่ไร้ลักษณ์กับเคล็ดกระบี่เวิ้งว้างมารากต้นกำเนิดเดียวกัน หมากของฉินเฉิงตานี้น่าสนใจไม่เบา”

สือฟ่งหรงขมวดคิ้วนิ่วหน้า กล่าวว่า “นี่ไม่เกินเลยไปหน่อยหรือ?”

เผยเหยียนหรานตอบปนหัวร่อ “ศิษย์น้องหญิงไม่ต้องวิตกไป การแข่งขันเป็นสิ่งที่ดี พวกมันล้วนยังเยาว์วัยนัก พวกเราสามารถคอยดูแลขัดเกลาไปทีละน้อย ไม่แน่ในบรรดาพวกมันอาจมีสักคนสองคนประสบความสำเร็จ ถึงตอนนั้นพวกเราจะได้ไม่ผิดต่อท่านอาจารย์ของเราแล้ว”

ได้ฟังเช่นนี้ อีกสามคนพยักหน้าเห็นพ้องอย่างพร้อมเพรียง

การประลองของจั่วม่อกับหลัวหลีทวีความรุนแรงขึ้น

หลัวหลีแม้ใบหน้ายังไม่แยแส แต่ที่จริงในใจตื่นตะลึงไม่น้อย ในเวลาเพียงแค่สามเดือนกลับสามารถบรรลุพลังฝีมือถึงระดับนี้ เกรงว่าพรสวรรค์ของอีกฝ่ายหาได้ด้อยกว่ามันแม้แต่น้อยไม่ พอคิดเช่นนี้ ในใจเหมือนระเบิดตูม เปลวไฟลุกโหมแผดเผา นานกว่าสิบปีแล้ว มันเก่งกาจที่สุดในสำนักกระบี่สุญตา เป็นศิษย์รักที่สุดของเหล่าผู้อาวุโส! ไม่ได้คาดคิด จู่ๆ ปรากฏเหวยเสิ้งขึ้นมาคนหนึ่ง บังเกิดนิมิตแห่งฟ้าดินยามทะลวงด่านจู้จี เพื่อที่จะฟูมฟักมัน เหล่าผู้อาวุโสถึงกับยอมละเมิดกฎ เปิดถ้ำกระบี่ออกมา

นี่เป็นการปฏิบัติที่หลัวหลีแม้แต่คิดยังไม่เคยกล้าคิดฝันถึงมาก่อน

มีเหวยเสิ้งผู้หนึ่งแล้ว เวลานี้ยังปรากฏจั่วม่ออีกผู้หนึ่ง!

มันไม่เคยได้ยินว่าสำนักมีเพลงกระบี่สายธาตุวารีอันวิจิตรพิสดารถึงเพียงนี้ ใช่เป็นอาจารย์อาสอนวิชากระบี่วิชาใหม่ให้แก่จั่วม่อหรือไม่? เมื่อความคิดนี้ก่อเกิด หัวใจมันเหมือนถูกงูฉกใส่ ดวงตามืดมนลง!

จั่วม่อย่อมไม่มีปัญญาหยั่งทราบอารมณ์ของหลัวหลี สมาธิจิตใจของมันล้วนจดจ่ออยู่กับการควบคุมกระบี่

หกกระบวนท่าแรกของเคล็ดกระบี่เพลิงธารา มันฝึกฝนฟาดฟันมาแล้วหลายหมื่นกระบี่ กระทั่งผู้คิดค้นเพลงกระบี่นี้เกรงว่ายังไม่แตกฉานเท่ามัน ต่อมาเมื่อบรรลุเจตจำนงกระบี่เพลิงธารา มันก็ลงมือแก้ไขปรับปรุงส่วนยิบย่อยในกระบวนท่าเหล่านี้อีกครั้ง วิธีการที่มันใช้แก้ไขปรับปรุงนับว่าง่ายดายมาก จุดใดก็ตามที่เจตจำนงกระบี่สะดุดติดขัด ไม่กลมกลืนกับกระบวนท่า มันจะปรับเปลี่ยนทันทีโดยไม่หวาดเกรงผลที่จะตามมา ปรับแล้วปรับอีก แก้แล้วแก้เล่า จนกระทั่งเจตจำนงกระบี่หลอมรวมกับกระบวนท่าอย่างไหลลื่น ปล่อยออกรั้งเข้าดั่งใจปรารถนา ไม่มีการสะดุดติดขัดอีก

เคล็ดเพลงกระบี่เพลิงธารา แปรเปลี่ยนไปจนแทบไม่ใช่เพลงกระบี่เดิม!

หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น เกรงว่าไม่มีความกล้าลงมือแก้ไขเช่นนี้ แต่จั่วม่อไม่มีกรอบกั้นกฏเกณฑ์ใดๆ ในด้านกระบี่มันแทบไม่มีพื้นฐานเลย เป็นธรรมดาที่ไม่ถูกตีกรอบกำหนดไว้ เมื่อครั้งที่มันฝึกปรือเวทวิชาเบญจธาตุของเกษตรกรปราณ เนื่องจากความจริงที่ว่าในม้วนคัมภีร์หยกแทบไม่มีรายละเอียดอธิบายไว้ ทำให้มันจำเป็นต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง พอนานไป มันยังลองผิดลองถูกแก้ไขปรับปรุงเวทวิชาเหล่านั้น สร้างเป็นรูปแบบวิธีการเฉพาะตัวของมันขึ้นมา

ใช้เจตจำนงกระบี่เป็นเครื่องชี้นำเพื่อปรับปรุงกระบวนท่ากระบี่ กระทั่งซินหยานหากล่วงรู้แนวคิดนี้เข้า เกรงว่าคงได้แต่ทอดถอนชมเชยแล้ว!

จั่วม่อเคยชมดูภาพเหตุกรณ์ที่หลัวหลีเข่นฆ่าผู้คนในม้วนหยก กระบี่ของหลัวหลีลี้ลับสุดหยั่งคาด จนกระทั่งถึงยามนี้ มันยังไม่เห็นกระบี่บินของศิษย์พี่หลัวหลีแม้แต่แวบเดียว

เคล็ดกระบี่เวิ้งว้างน่าแตกตื่นสะท้านใจอย่างแท้จริง!

ศิษย์พี่สวี่อี้เคยกล่าวไว้ว่าเคล็ดกระบี่เวิ้งว้าง เป็นเพลงกระบี่ที่ล้ำเลิศที่สุดในระดับสาม ดูจากสิ่งที่มันประสบในวันนี้ คำกล่าวนี้นับว่าไม่ผิดพลาดแล้ว ช่างทรงฤทธานุภาพจริงๆ !

มองไม่เห็นกระบี่บิน มองไม่เห็นปราณกระบี่ ท่านไม่มีวันทราบว่าผู้อื่นจู่โจมมาจากที่ใด มองไม่เห็น ไม่มีปัญญาคาดเดา ไม่มีหนทางป้องกัน สิ่งของประเภทนี้มักสร้างความหวาดผวาแก่ผู้คนได้ง่ายดายที่สุด

จั่วม่อหวาดกลัวอยู่บ้าง

เทียบกับท่วงท่าเอื่อยเฉื่อยผ่อนคลายคล้ายกำลังเดินเล่นของหลัวหลี ความตึงเครียดในใจจั่วม่อมีแต่จะหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ประสบการณ์ต่อสู้ของจั่วม่อน้อยนิดจนน่าเวทนา สองกระบวนท่าที่มันจู่โจมออกไปถูกสกัดกั้นอย่างง่ายดาย ความเชื่อมั่นในใจมันลดทอนลงไม่น้อย

อย่างไรก็ตามมันไม่ยินยอมพร้อมใจต่อการพ่ายแพ้เช่นนี้

จั่วม่อกัดฟันแน่น เร่งเร้าพลังปราณ ปลดปล่อยกระบวนท่าที่สามอย่างดุดัน!

เห็นปราณกระบี่มากมายเหลือคณานับก่อตัวเป็นม่านกระบี่เสมือนกระแสน้ำหนาหนักผืนมหึมา ส่องประกายระยิบระยับ กระเพื่อมขึ้นลงอย่างดุเดือดดุจคลื่นลมกลางพายุ!

กระบวนท่าที่สาม คลื่นวารีท่วมฟ้า!

กระบวนท่าแรก [ธาราไหลหลั่ง] โปร่งใสไร้รูปร่าง ประหนึ่งละมั่งปีนไต่หน้าผา ไร้ร่องรอยให้สืบสาว กระบวนท่าที่สอง [เจ็ดวังวน] หนาหนัก แน่นเหนียว ซ่อนเร้นอันตราย

และกระบวนท่าที่สาม [คลื่นวารีท่วมฟ้า] ไร้ที่สิ้นสุด ยิ่งนานยิ่งทวีความเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ปราณกระบี่ก่อตัวเป็นชั้นๆ ไม่ผิดอันใดกับคลื่นน้ำ จากนั้นชั้นคลื่นเล็กๆ ซ้อนทับหลอมประสานเข้าด้วยกัน กลายเป็นม่านกระบี่มหึมาประดุจพายุฝนฟ้าคะนองห่าใหญ่ ทันใดนั้นก็ปั่นป่วนเชี่ยวกรากถึงที่สุด!

ม่านกระบี่คลื่นวารีดุร้ายอำมหิต พริบตาเดียวก็ประชิดถึงตัวหลัวหลี คลื่นโกลาหลขนาดมหึมาเห็นได้ชัดว่าจะกลืนกินมันลงไปในคำเดียว

รอบข้างตกตะลึงพรึงเพริด แม้สองกระบวนท่าแรกจะน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ไม่ถึงขั้นคุกคามขู่ขวัญเหมือนคลื่นวารีท่วมฟ้า! ในสายตาของพวกมัน กลางลานกว้าง คลื่นยักษ์จู่ๆ ก็ถาโถมลงมาจากฟ้าสวรรค์ กวาดซัดรอบทิศทาง ไม่อาจหลบเลี่ยง บรรดาศิษย์ฝ่ายนอกที่เคยนินทาว่าร้ายจั่วม่อหวาดผวาจนหน้าซีดเผือด แข้งขาอ่อนยวบแทบยืนไม่อยู่!

คลื่นยักษ์นี้ไม่ใช่น้ำ แต่ประกอบขึ้นจากชั้นปราณกระบี่ซ้อนทับนับไม่ถ้วน ผู้ใดถูกกลืนกินเข้าไป เกรงว่าคงได้แต่งอมือรอให้ถูกสับฟันเป็นชิ้นๆ !

ดูเหมือนว่าจั่วม่อแตกฉานเคล็ดกระบี่เพลิงธารา จนถึงขั้นน่าแตกตื่นสะท้านใจอย่างแท้จริง !

หลัวหลีดวงตามืดมนกว่าเดิม จ้องเขม็งไปยังม่านกระบี่ที่โถมลงมา ประกายอำมหิตวาบผ่านสองตา มันตัดสินใจลงมือทุบตีเจ้าผีดิบตรงข้ามสักครา ทุบตีจนกว่าจะทำลายความเชื่อมั่นของอีกฝ่ายให้สิ้นซาก!

หลัวหลีเผชิญหน้าม่านกระบี่อันปั่นป่วนดุร้าย แทนที่จะล่าถอย กลับสืบเท้าเข้าหา!

หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว!

แต่ละก้าวคล้ายกระแทกลงกลางใจผู้คน

“อยู่!”

เสียงตวาดสะท้านสะเทือนไปทั้งลานประลอง ทุกผู้คนล้วนรู้สึกหัวใจบีดรัด สีหน้าแตกตื่นพรั่นพรึงในทันใด

ฟุ่บ!

ประหนึ่งมีดน้อยกรีดตัดผืนผ้า เสียงไม่ดังรุนแรง แต่สามารถได้ยินอย่างชัดเจน

คลื่นปราณกระบี่มหึมาพลันถูกผ่าเป็นสองเสี่ยง!

เห็นม่านกระบี่จู่ๆ ก็แยกออกเป็นสองส่วน จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง ไม่ทันได้แปรเปลี่ยนกระบวนท่า ทันใดนั้นตระหนักถึงร่องรอยของกลิ่นอายอันตราย หัวใจกรีดร้องระงม มันกระทั่งเวลาคิดยังไม่มี พลันโยกร่างหลบไปทางซ้ายสุดตัว

แม้ว่ามองไม่เห็นสิ่งใด แต่จั่วม่อสามารถรู้สึกถึงอะไรบางอย่างปาดเฉียดร่างมันไปอย่างชัดเจน มันราวกับแมวที่กำลังหวาดกลัวจนหัวหด เส้นขนลุกตั้งชี้ชันทั่วร่าง!

จั่วม่อกลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้น ไม่ทันได้ใส่ใจอาการบาดเจ็บบนร่าง ตะเกียกตะกายถอยห่างจากหลัวหลีสุดชีวิต

“โอ้ โอ้ หัวใจข้าแทบกระดอนออกมา! ศิษย์พี่จั่วม่อไม่อ่อนแอแม้แต่น้อย อ้า! น่าเสียดายที่คู่ต่อสู้ของมันคือศิษย์พี่หลัวหลี” ผู้ชมบางคนอดกล่าวออกมาไม่ได้

“นั่นก็ใช่แล้ว! เจ้าเห็นศิษย์พี่หลัวหลีหรือไม่ นั่นเรียกว่าความเยือกเย็นของยอดฝีมือ! ดูก้าวย่างนั่นสิ มองเช่นนี้ศิษย์พี่จั่วม่อยังคงอ่อนแอไปบ้าจริงๆ” อีกคนที่อยู่ใกล้ๆ ออกความเห็น

“ถูกต้อง หากเป็นศิษย์พี่เหวยเสิ้งออกมา คงน่าดูชมกว่านี้”

“ฮ่าฮ่า ไม่ต้องรีบร้อน จะอย่างไรการประลองระหว่างศิษย์พี่หลัวหลีกับศิษย์พี่เหวยเสิ้งต้องเกิดขึ้นแน่”

“จริงหรือ?”

“เจ้าลองคิดดู เสือสองตัวสามารถอยู่ถ้ำเดียวกันได้หรือ... ...”

จั่วม่อไม่ได้ยินวาจาของผู้ใดทั้งนั้น มันได้ยินแต่เสียงหัวใจตัวเองเต้นกระหน่ำ มันหายใจลำบาก หอบอย่างหนักหน่วง ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างน่ากลัว สองตาเบิกกว้างจ้องมองหลัวหลี ปากคอแห้งผาก

หวาดเสียวยิ่ง!

เฉียดไปองคุลีเดียวเท่านั้น!

จั่วม่อสมองลั่นอึงอล เหตุการณ์เฉียดตายถึงเพียงนี้มันเพิ่งพบพานเป็นครั้งแรก ใบหน้าผีดิบเปรอะไปด้วยฝุ่นละออง ร่างกายเต็มไปด้วยดินโคลน สารรูปน่าสมเพชยิ่ง

สภาพแตกตื่นลนลานของมัน ยิ่งขับเน้นสภาวะยอดฝีมืออันเยือกเย็นของหลัวหลีให้โดดเด่นกว่าเดิม

ผ่านไปครู่หนึ่ง จั่วม่อค่อยๆ คุมสติจนสงบลง หลัวหลีอยู่ห่างออกไปไม่ไกล มองจั่วม่อพลางแสยะยิ้มเย้ยหยัน

หลัวหลีจู่ๆ ก็พบว่าวิธีการนี้เข้าท่าไม่เบา มันตั้งใจจะหยามอัปยศจั่วม่ออยู่แล้ว ต่อหน้าท่านเจ้าสำนัก มันย่อมไม่อาจทำร้ายจั่วม่อรุนแรงเกินไป ดังนั้นต้องทำให้จั่วม่ออับอายขายหน้าจนถึงที่สุด

ช่องว่างระหว่างเจ้ากับข้า อาจกว้างใหญ่ไพศาลกว่าที่เจ้าคิด!

เมื่อตกลงใจเช่นนี้ หลัวหลีแย้มยิ้มเย็นชา มองจั่วม่อ มันไม่รีบเร่งจู่โจม ทำท่าราวกับแมวกำลังหยอกเย้ามุสิก

ห่าวหมิ่นหน้าระรื่นและภาคภูมิใจ หากมิใช่ว่าเหล่าผู้อาวุโสล้วนอยู่ด้านข้าง นางคงจะแหงนหน้าหัวร่ออย่างสาแก่ใจ ดวงตานางสาดประกายเคียดแค้นชิงชัง กล้าต่อกรกับแม่นางผู้นี้ เจ้าสารเลวชั้นต่ำ วันนี้เจ้าจะได้เล่นจนตาย!

หลัวหลีก้าวไปข้างหน้าด้วยท่วงท่าไม่ใส่ใจ

จั่วม่อผงะ ถอยหลังกรูดอย่างยั้งไม่อยู่ ท่าทีนั้นราวกับนกหวาดเกาทัณฑ์!

เสียงหัวร่อดังกระหึ่มจากรอบด้าน บนแท่นยก สือฟ่งหรงสีหน้าดำคล้ำ

จั่วม่อเบิ่งตากว้างจ้องมองหลัวหลีตาไม่กะพริบ มันไม่ได้ยินเสียงหัวร่อรอบลานประลอง ไม่มีผู้ใดทราบความรู้สึกภายใต้ใบหน้าผีดิบของมัน และยิ่งไม่มีผู้ใดทราบว่ามันกำลังคิดสิ่งใด ความหวาดผวาอันรุนแรงบันดาลให้มันยิ่งมีสมาธิจดจ่อกว่าเดิม!

“ศิษย์น้องไม่เล่นแล้วหรือ?” สุ้มเสียงอันเต็มไปด้วยการเยาะเย้ยดังก้องไปไกล ไม่ผิดอันใดกับแมวเย้าแหย่มุสิก เสียงหัวร่อดังประปรายทำให้หลัวหลีรู้สึกภาคภูมิใจ มันกระทั่งมีเวลามองไปยังห่าวหมิ่นอย่างสบายใจ

ห่าวหมิ่นเห็นหลัวหลีมองนาง ก็ส่งสายตาหยาดเยิ้มกลับไปให้ทันที

หลัวหลีคล้ายได้รับกำลังใจอย่างใหญ่หลวง ตกลงใจว่าวันนี้จะทรมานเจ้าผีดิบน้อยที่น่ารังเกียจให้ถึงที่สุด!

จั่วม่อไม่โต้ตอบ สองตามันเบิกกว้างจ้องหลัวหลีเขม็ง

เพิ่งลิ้มรสพลังอันเหนือชั้นของเคล็ดกระบี่เวิ้งว้าง มันไม่กล้าเผลอเรอแม้แต่แวบเดียว

“เมื่อศิษย์น้องไม่โจมตี เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้ว” หลัวหลีแย้มยิ้มให้ห่าวหมิ่น พลางกล่าวเสียงเอื่อยเฉื่อย

จั่วม่อม่านตาหดแคบลง มันเหมือนตั๊กแตนตัวหนึ่ง กระโจนพรวดไปทางขวาสุดแรงเกิด!

ฟุ่บ!

จั่วม่อรู้สึกแขนเย็นเฉียบ เศษผ้าชิ้นหนึ่งปลิวกระเด็นขึ้นฟ้า ปราณกระบี่เย็นเยียบน่าพรั่นพรึงสายหนึ่งชำแรกผ่านผิวหนังเข้าไปในร่าง!

ปัง!

จั่วม่อโถมตัวมาแรงเกินไป กระแทกเข้ากับพื้นหินอัคนีอย่างรุนแรง มันกัดฟันข่มกลั้นความเจ็บปวด ไม่มีเวลาสำรวจความเสียหายบนร่างกาย รีบม้วนกลิ้งแล้วตะกายขึ้น ทรงผมหลุดลุ่ยยุ่งเหยิง เสื้อผ้ายับย่น หลุมใหญ่ปรากฏขึ้นบนไหล่ข้างซ้าย

“เพลงกระบี่ของศิษย์น้องไปยังที่ใดแล้ว?” เสียงเย็นชาของหลัวหลีมีร่องรอยเยาะหยัน

ฟุ่บ!

จั่วม่อไหนเลยจะมีเวลาให้ครุ่นคิดอันใด มันโถมสุดชีวิตไปทางด้านข้างอีกครั้ง ในเวลาเดียวกันแขนเสื้อข้างขวาก็สะบัดปลิวขึ้นฟ้า!

ปัง! อ๊าก เจ็บเป็นบ้า!

ตะกายขึ้นมาอีกหน มันยังคงจ้องเขม็งไปทางหลัวหลี เสียงหัวร่อครื้นเครงดังจากรอบข้าง มันไม่ได้ยินแม้แต่น้อย!

หลัวหลีย่อมไม่ปล่อยให้จั่วม่อพักหายใจ ปราณกระบี่สายแล้วสายเล่าโหมฟาดฟันไม่หยุดยั้ง!

ทีละชิ้นทีละชิ้น เศษผ้าปลิวลิ่วขึ้นฟ้าไม่ขาดสาย!

จั่วม่อเสื้อผ้าขาดกระจุยแทบกลายเป็นเศษผ้า ร่างกายเต็มไปด้วยฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก ผิวหนังบางส่วนชโลมไปด้วยเลือด สภาพมันไม่ผิดอันใดกับขอทานผู้หนึ่ง!

ไม่มีผู้ใดหัวร่อออกอีกแล้ว ทั่วทั้งลานประลองเงียบกริบดุจป่าช้า ศิษย์ฝ่ายนอกหลายคนแทบทนดูไม่ไหวเสี่ยวกั่วกัดริมฝีปากจนห้อเลือด น้ำตาไม่ทราบไหลหลั่งมาจากที่ใด หลี่อิงฟ่งดวงตาแทบลุกเป็นไฟ

ครึ่งหมอบครึ่งคลานอยู่บนพื้น จั่วม่อหอบหายใจอย่างหนักหน่วง แต่ยังถลึงตากว้าง จ้องมองหลัวหลีไม่คลาดสายตาแม้แต่แวบเดียว!

โสตประสาทมันไม่ยินยลสำเนียงใด ลมหายใจถี่กระชั้น ลำคอแห้งผากแผดเผา จั่วม่อไม่สังเกตเห็นอาการเหล่านี้ เช่นเดียวกับที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นประกายความตื่นเต้นที่วาบขึ้นในดวงตามัน

จับได้แล้ว!

 

กลุ่มถึงตอนที่ 102 แล้ว คลิก

จบบทที่ บทที่ 64 จับได้แล้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว