- หน้าแรก
- ระบบตัวร้าย: ข้าคือองครักษ์เสื้อแพร กุมอำนาจล้นฟ้าแล้วมันผิดตรงไหน?
- บทที่ 250 ขุมกำลังอันแท้จริงของราชวงศ์
บทที่ 250 ขุมกำลังอันแท้จริงของราชวงศ์
บทที่ 250 ขุมกำลังอันแท้จริงของราชวงศ์
บทที่ 250 ขุมกำลังอันแท้จริงของราชวงศ์
ฮ่องเต้: ……
เมื่อฮั่วเยี่ยนได้ยินคำพูดของชิงเถิง มุมปากก็กระตุกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว “หึหึ ประมุขสำนักชิงกล่าวได้ถูกต้อง ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่นใด”
สีหน้าของฮ่องเต้เปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม
เขาแค้นใจเหลือเกิน!!!!
เหตุใดเขาถึงไม่มีพรสวรรค์ที่ดีเลิศบ้าง ตามหลักแล้ว ด้วยโชคชะตาบารมีอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ ผู้ที่จะสืบทอดราชบัลลังก์ ต่อให้แย่แค่ไหนก็ควรจะเป็นยอดฝีมือระดับสูงไม่ใช่หรือ
แต่ทำไมเขาถึงติดแหง็กอยู่ที่ระดับศาสตราวุธขั้นกลางระดับสูงสุด ไม่สามารถก้าวข้ามไปได้เสียที
ในฐานะกษัตริย์ของประเทศ แต่กลับถูกราชวงศ์ลิดรอนอำนาจ ซ้ำยังต้องมาทนฟังพวกนักเลงยุทธภพสองคนมาเยาะเย้ยถากถางอีก
ในตอนนี้ ฮ่องเต้รู้สึกไม่พอใจและโกรธแค้นในโชคชะตาบารมีของราชวงศ์ ที่ไม่ยอมเข้าข้างเขาเลย
ทว่าเขากลับลืมไปว่า ในช่วงร้อยปีหลังจากขึ้นครองราชย์ ระดับการฝึกตนของเขาพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่งจะมาหยุดชะงักอยู่ที่ระดับขั้นกลางระดับสูงสุดหลังจากผ่านไปร้อยปีเท่านั้นเอง
และบัดนี้ แม้กระทั่งระดับขั้นกลางระดับสูงสุดก็ยังรักษาไว้ไม่ได้แล้ว
ฮ่องเต้กัดฟันกรอดพลางเอ่ยว่า: “ในเมื่อพวกท่านสองคนไม่ได้มีเจตนาอื่นใดก็ดีแล้ว การที่ราชสำนักเข้าไปแทรกแซงเรื่องในยุทธภพในครั้งนี้ ถือเป็นการละเมิดกฎเกณฑ์ของราชสำนักเอง เอาอย่างนี้ ราชสำนักจะมอบเงินยี่สิบล้านตำลึง และเคล็ดวิชาระดับศาสตราวุธอีกสองเล่ม เพื่อเป็นการขอขมาแก่ยี่สิบสำนักใหญ่”
ฮั่วเยี่ยนได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น “องค์ฮ่องเต้ ท่านลืมอะไรไปหรือเปล่า?”
ฮ่องเต้ส่ายหน้า “ประมุขสำนักฮั่ว สิ่งที่ราชสำนักทำ ราชสำนักย่อมไม่ปัดความรับผิดชอบ สิ่งใดที่ไม่ได้ทำ ราชสำนักก็ไม่ขอรับเป็นแพะรับบาป ข้าขอย้ำอีกครั้งว่า ราชสำนักไม่ได้เป็นคนสังหารคนของพวกท่าน”
ฮั่วเยี่ยนเริ่มไม่พอใจ “ยอดฝีมือระดับศาสตราวุธระดับสูงสุดสองคน ต้องมาตายอย่างปริศนาในรัฐชิงโจวเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และประจวบเหมาะกับที่คนของราชสำนักก็อยู่ที่นั่นด้วย หากไม่ใช่พวกท่านแล้วจะเป็นใคร?”
“ในใต้หล้านี้ ผู้ที่มีความสามารถเช่นนี้ ไม่ได้มีเพียงราชสำนักเพียงแห่งเดียว พวกท่านว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเป็นยอดฝีมือจากต่างแคว้น?”
แม้ว่าทั้งสองคนตรงหน้าจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับสูง แต่ฮ่องเต้ก็ไม่อาจปล่อยให้พวกเขาชี้นำทุกอย่างได้
ถึงแม้เขาจะไม่ใช่ยอดฝีมือระดับสูง แต่เขาก็คือฮ่องเต้แห่งจักรวรรดิซื่อเยี่ยน เขาไม่เชื่อหรอกว่า สองคนนี้จะกล้าทำอันตรายเขาในเมืองหลวง
ฮั่วเยี่ยนพลันปรากฏเปลวเพลิงสามสายขึ้นเบื้องหลัง ความร้อนระอุแผ่ซ่านไปทั่วทั้งท้องพระโรง
“องค์ฮ่องเต้ วันนี้ราชสำนักต้องให้คำอธิบายแก่พวกเราสองคนให้จงได้”
ฮ่องเต้ตกใจสุดขีด ประมุขสำนักเพลิงดาบผู้นี้เสียสติไปแล้วหรือไร ถึงได้กล้าลงมือในเมืองหลวง นี่มันหมายความว่าจะเปิดศึกกันอย่างเป็นทางการเลยนะ?
ฟู่~
ในขณะที่อุณหภูมิภายในท้องพระโรงกำลังพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ บัลลังก์มังกรที่ฮ่องเต้ประทับอยู่ก็พลันแผ่ซ่านไอเย็นยะเยือกออกมา
ช่วยปรับอุณหภูมิโดยรอบให้กลับมาเป็นปกติในพริบตา
ฮ่องเต้เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก โชคดีนะ โชคดีจริง ๆ เขากลัวจริง ๆ ว่าจะไม่มีใครยอมยื่นมือเข้าช่วย หากประมุขสำนักเพลิงดาบเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาแล้วลงมือโจมตีเขาที่นี่ เขาก็คงแย่แน่ ๆ
เขาไม่คิดหรอกว่าหลี่เฉียนจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเขา
บัดนี้ การที่บัลลังก์มังกรแผ่ไอเย็นออกมา ก็แสดงว่าขุมกำลังที่แท้จริงของราชวงศ์ได้ออกโรงแล้ว
หลังจากแผ่ไอเย็นออกมาแล้ว บัลลังก์มังกรก็ปลดปล่อยแรงกดดันอันมหาศาลแห่งราชันมังกร พุ่งเข้ากดทับฮั่วเยี่ยน
ฮั่วเยี่ยนรู้สึกราวกับถูกภูเขาลายลูกกดทับลงมาบนร่าง จนต้องถอยร่นไปหลายก้าว
ในเวลานี้ ชิงเถิงที่เอาแต่นิ่งเงียบมาตลอดก็สะบัดแขนเสื้อ ทั่วทั้งท้องพระโรงพลันปรากฏดอกบัวบานสะพรั่งขึ้นมาในพริบตา
ดอกบัวแต่ละดอกต่างก็ลอยขึ้นมาต้านรับแรงกดดันแห่งราชันมังกรนั้นไว้
แรงกดดันอันทรงพลังสามารถทำลายดอกบัวไปได้มากมายในพริบตา
ทว่าดอกบัวเหล่านั้นกลับมีวงจรชีวิตที่ไม่มีวันสิ้นสุด มันเติบโตขึ้นมาใหม่เพื่อต้านรับแรงกดดันนั้นอย่างต่อเนื่อง
ฮั่วเยี่ยนเห็นดังนั้นก็หลับตาลง...... ก่อนจะเบิกตากว้างขึ้นในทันที
รูม่านตาของฮั่วเยี่ยนแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ราวกับเปลวเพลิงสองดวงที่ลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง
เปลวเพลิงนั้นไม่ได้มีสีแดง แต่กลับเป็นสีทองประกายลึก ราวกับดวงอาทิตย์ที่แผดเผาอยู่บนท้องฟ้า
อากาศรอบบริเวณสั่นไหวเบา ๆ ราวกับถูกสั่นสะเทือนด้วยพลังอันมหาศาลนี้ เครื่องแบบของบรรดาขุนนางเริ่มส่งกลิ่นเหม็นไหม้
ณ เส้นขอบฟ้า ปรากฏรังสีความร้อนแรงพวยพุ่งขึ้นมา ราวกับมีพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่บางอย่างกำลังตื่นขึ้น
วินาทีถัดมา ประกายไฟอันเจิดจ้าก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า บดบังท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงจนมิด เปลวเพลิงลุกโชนไปทั่วทั้งผืนฟ้าในพริบตา
เปลวเพลิงคำรามลั่น: “ไอ้พวกตาแก่ไม่กี่คน ชอบเอาโชคชะตาบารมีมาข่มขู่คนอื่นนักใช่ไหม? พวกเจ้าจงใจทำลายกฎเกณฑ์ บัดนี้เมื่อทำลงไปแล้วกลับไม่กล้ายอมรับ เช่นนั้นก็ดี วันนี้ก็เตรียมตัวบอกลาเมืองหลวงทั้งเมืองไปได้เลย”
ฮ่องเต้เมื่อเห็นฮั่วเยี่ยนเอาจริง ก็รีบเอ่ยเตือน: “ประมุขสำนักฮั่ว ท่านรู้หรือไม่ว่าการกระทำเช่นนี้ จะส่งผลตามมาอย่างไร? ท่านจะต้องตาย.......”
ฮั่วเยี่ยนยิ้มบาง ๆ “ไม่เป็นไร อย่างน้อยชาวเมืองหลวงทุกคนก็ต้องตายไปพร้อมกับข้าไม่ใช่หรือ?”
เหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวนี้ ทำให้ทั่วทั้งเมืองหลวงตกอยู่ในสภาวะตื่นตระหนกอย่างหนัก
ณ สถานที่แห่งหนึ่งในเมืองหลวง
เงาร่างในชุดคลุมสีทองหลายสาย ยืนตระหง่านอยู่บนหลังมังกรทองตัวหนึ่ง
หากสังเกตให้ดี จะพบว่ามังกรทองตัวนี้เป็นเพียงภาพเงาเท่านั้น
ทว่าภายในเงาสะท้อนนั้นกลับแฝงไปด้วยพลังงานอันน่าพิศวง
“สุดยอดกฎเกณฑ์แห่งเพลิงกาฬ มิน่าเล่าถึงได้กล้าบุกมาข่มขู่ถึงเมืองหลวง” ชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น
“เมื่อร้อยปีก่อน ยังเป็นแค่กฎเกณฑ์แห่งเปลวเพลิงอยู่เลย เพลิงกาฬนี่รับมือยากจริง ๆ ท่านปฐมกษัตริย์ ควรจะลงทัณฑ์พิฆาตเลยหรือไม่ขอรับ”
ฟู่~~
ชายผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น พลังอำนาจอันมหาศาลแผ่ซ่านออกมา
“ไม่ได้~ การทำเช่นนี้ จะทำให้ใต้หล้าโกลาหล โชคชะตาบารมีของจักรวรรดิจะแตกสลาย ซึ่งนั่นก็ตรงกับความต้องการของใครบางคนพอดี”
ชายอีกคนหนึ่งได้ยินดังนั้น ก็เอ่ยด้วยความโกรธแค้นว่า “ท่านปฐมกษัตริย์ หรือเราจะปล่อยให้ยอดฝีมือระดับสูงขั้นแปด มากำเริบเสิบสานในเมืองหลวงเช่นนี้หรือขอรับ?”
ในตอนนั้นเอง ก็มีอีกคนหนึ่งก้าวออกมา แล้วดึงเสื้อของคนที่พูดเมื่อครู่ไว้ “นี่เจ้ากำลังตั้งคำถามกับการตัดสินใจของท่านปฐมกษัตริย์อยู่งั้นหรือ?”
“กฎเกณฑ์แห่งเพลิงกาฬ ต่อให้เราจะลงทัณฑ์พิฆาตเพื่อสังหารฮั่วเยี่ยน แต่เปลวเพลิงบนท้องฟ้าก็ย่อมต้องร่วงหล่นลงมาในเมืองหลวงบ้างไม่มากก็น้อย และเจ้าก็อย่าลืมนะว่า ยังมีชิงเถิงที่มีกฎเกณฑ์แห่งชีวิตอยู่อีกคน จะมั่นใจได้อย่างไรว่าการลงทัณฑ์พิฆาตจะสามารถสังหารฮั่วเยี่ยนได้ในคราวเดียว?”
“หากฆ่าไม่ตาย เจ้าจะออกไปสู้กับพวกเขาด้วยตัวเองหรือ? แล้วเมืองหลวงจะปล่อยทิ้งไว้หรืออย่างไร?”
“และอีกอย่าง หากทำเช่นนั้น โชคชะตาบารมีของยุทธภพก็จะปะทุขึ้นมา การที่นิกายเทียนอี้ปลดปล่อยโชคชะตาบารมีของยุทธภพที่สะสมมานานนับพันปีในครั้งนี้ มีจุดประสงค์อันใดก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด การลงทัณฑ์พิฆาตในตอนนี้ ก็เท่ากับเป็นการผลักดันจักรวรรดิเข้าสู่กองเพลิงชัด ๆ”
……
……
เมื่อถูกตักเตือนเช่นนี้ ชายที่พูดเมื่อครู่ก็นิ่งเงียบไป ก่อนจะเอ่ยอย่างช้า ๆ ว่า “ท่านปฐมกษัตริย์ ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ”
“ไม่เป็นไร~” ชายที่ยืนอยู่ตรงกลางกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์
“กระจก~” จู่ ๆ ชายผู้นั้นก็เอ่ยขึ้น
สิ้นคำกล่าวของชายผู้นั้น ภายในพื้นที่อันกว้างใหญ่นี้ ก็ปรากฏกระจกบานเล็ก ๆ ขึ้นมามากมาย บนผิวกระจกแต่ละบานล้วนฉายภาพที่แตกต่างกันออกไป
“ท่านปฐมกษัตริย์...... การใช้กระจกวิเศษเสวียนกวงเพื่อจัดการเรื่องแค่นี้ มันไม่สิ้นเปลืองไปหน่อยหรือขอรับ......” ชายผู้หนึ่งเอ่ยแย้ง
ชายผู้นั้นไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองที่ถูกคัดค้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับอธิบายอย่างใจเย็นว่า
“การจะเข้าใจเรื่องราวและจัดการกับปัญหาให้กระจ่างแจ้ง จำไว้ว่าการใช้ความรู้สึกในการคาดเดา ย่อมเกิดข้อผิดพลาดได้เสมอ”
“ต้องเห็นด้วยตาตนเองเสียก่อนจึงจะลงมือทำได้ การเสียสละโชคชะตาบารมีร้อยปี เพื่อแลกกับโชคชะตาบารมีที่ยั่งยืนยาวนาน ย่อมมีได้มีเสียเป็นธรรมดา~”
ชายผู้นั้นสั่งสอนทุกคนราวกับเป็นอาจารย์
“ขอน้อมรับคำสอนของท่านปฐมกษัตริย์” ทุกคนประสานเสียงตอบรับ
ชายผู้นั้นค่อย ๆ หลับตาลง รับรู้ภาพเหตุการณ์มากมายที่ปรากฏอยู่ในกระจก
……
……
ทันใดนั้นเขาก็พลันลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน “คณะผู้อาวุโส, หลี่หานเจียง”