- หน้าแรก
- ระบบตัวร้าย: ข้าคือองครักษ์เสื้อแพร กุมอำนาจล้นฟ้าแล้วมันผิดตรงไหน?
- บทที่ 42 มาดูกันสิว่าปากของเจ้าจะแข็งกว่าไม้หนีบขององครักษ์เสื้อแพรหรือไม่!
บทที่ 42 มาดูกันสิว่าปากของเจ้าจะแข็งกว่าไม้หนีบขององครักษ์เสื้อแพรหรือไม่!
บทที่ 42 มาดูกันสิว่าปากของเจ้าจะแข็งกว่าไม้หนีบขององครักษ์เสื้อแพรหรือไม่!
บทที่ 42 มาดูกันสิว่าปากของเจ้าจะแข็งกว่าไม้หนีบขององครักษ์เสื้อแพรหรือไม่!
ยามค่ำคืนของเมืองหัวหยางดูเหมือนจะไม่ค่อยสงบสุขนัก แต่ทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ โดยไม่มีใครทันสังเกตเห็น
ตกดึก หลิวหยวนและพรรคพวกก็กลับมาถึงที่ทำการองครักษ์เสื้อแพรพร้อมกับกระสอบสีดำยี่สิบใบ
กองพันที่สอง, คุกใต้ดินแห่งหนึ่ง
“ใต้เท้า จับมาหมดแล้วขอรับ ไม่มีตกหล่นเลยแม้แต่คนเดียว”
หลี่หานเจียงชี้ไปที่เก้าอี้ทรมานยี่สิบตัวที่เต็มไปด้วยฝุ่นและไม่ได้ใช้งานมานาน
“ให้นั่งเก้าอี้ละคน”
ไม่นานเก้าอี้ทรมานทั้งยี่สิบตัวก็มีคนเข้าไปนั่งจนครบ
ซู่!
หลังจากสาดน้ำไปหลายถัง คนเหล่านั้นก็ค่อย ๆ ทยอยฟื้นคืนสติ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นชายวัยกลางคน และมีชายชราปะปนอยู่บ้างสองสามคน
เมื่อทั้งยี่สิบคนลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งที่เห็นก็คือ...
คุกใต้ดินอันมืดมิด แสงคบเพลิงสลัว ๆ และกลุ่มองครักษ์เสื้อแพรที่ยืนทำหน้าถมึงทึง
พวกเขารู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก จำได้ว่าเมื่อครู่ยังนอนกอดสตรีอยู่เลย ไฉนพริบตาเดียวถึงได้มาอยู่ในสถานที่บัดซบเช่นนี้ได้
หลี่หานเจียงกวาดสายตามองผู้คนพลางเอ่ยอย่างช้า ๆ :
“ค่ำคืนนี้ ที่ข้าหลี่หานเจียงเชิญทุกท่านมา แท้จริงแล้วก็ไม่มีอะไรมาก แค่ต้องการให้ทุกท่านประทับลายนิ้วมือลงบนหนังสือรับรองฉบับหนึ่ง หากพวกท่านให้ความร่วมมือแต่โดยดี ข้าขอรับรองว่าใครที่ควรจะได้กลับไปกอดภรรยานอนก็จะได้กลับไป ใครที่ควรจะได้กลับไปกอดอนุภรรยานอนก็จะได้กลับไป”
เมื่อทุกคนได้ยินชื่อหลี่หานเจียง สีหน้าก็ฉายแววหวาดหวั่น นี่มันคนจริงนี่นา
ขนาดพวกอันธพาลแห่งซีฉ่างยังถูกเขาฆ่าตายไปเลย แต่พวกเขาจำไม่ได้จริง ๆ ว่าไปล่วงเกินท่านผู้นี้ตั้งแต่เมื่อใด
“หลิวหยวน แจกหนังสือรับรองให้แก่บรรดาหลงจู๊ทุกคน ใครประทับลายนิ้วมือแล้วก็ส่งกลับไปทีละคน”
หลิวหยวนทำงานได้อย่างรวดเร็ว ไม่นานหนังสือรับรองก็ถูกแจกจ่ายไปถึงมือทุกคน
เมื่อทุกคนได้อ่าน สีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ
ชายชราผู้หนึ่งปัดหนังสือรับรองทิ้งอย่างไม่ไยดี
“นังเด็กสารเลวอิ่นโหรวซิน ถึงกับสมคบคิดกับคนนอกมาทำร้ายคนกันเอง ช่างอกตัญญูเสียจริง หลี่หานเจียง จะฆ่าจะแกงก็เชิญตามสบาย ข้าไม่มีวันหักหลังท่านประธานหรอก!”
เมื่อหลี่หานเจียงได้ยินดังนั้น ก็รีบเรียกองครักษ์เสื้อแพรนายหนึ่งเข้ามาทันที
“ไปเอาไม้หนีบมา ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่าปากของตาเฒ่านี่จะแข็งกว่าไม้หนีบขององครักษ์เสื้อแพรหรือไม่”
“ขอรับ!” องครักษ์เสื้อแพรรับคำ
ไม่นานองครักษ์เสื้อแพรก็ถือไม้หนีบเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าชายชรา เขาบีบริมฝีปากของชายชราให้เผยอขึ้น แล้วสอดไม้หนีบขนาดเล็กลงไป
ขาทั้งสองข้างของชายชราสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม
นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน ไม่ทำตามขั้นตอนเลยนี่นา? ถึงกับลงไม้ลงมือเลยหรือ ข้าแค่ปฏิเสธการทรยศผู้อื่น อย่างน้อยเจ้าก็น่าจะเสนอผลประโยชน์ให้ข้า หรือไม่ก็ข่มขู่ข้าสักหน่อยสิ แล้วข้าค่อยยอมจำนน
มิเช่นนั้นแค่เจ้าพูดคำเดียวข้าก็ยอมทรยศเลย มันก็ดูไม่ค่อยดีใช่หรือไม่ล่ะ?
เมื่อถูกไม้หนีบหนีบริมฝีปาก ชายชราก็ส่ายหน้าไปมาอย่างบ้าคลั่ง พยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้
องครักษ์เสื้อแพรผู้นั้นเริ่มออกแรงกดไม้หนีบทีละน้อย
อู้ว อู้ว อู้ว อู้ว!!!!!
องครักษ์เสื้อแพรผู้นี้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “โห ตาเฒ่านี่แน่จริง ๆ โดนขนาดนี้แล้วยังปากแข็งอยู่อีก”
พูดจบก็ออกแรงกดไม้หนีบให้แน่นขึ้นไปอีก
อู้ว อู้ว อู้ว !!!!!!!
“ปากแข็งนักใช่ไหม ปากแข็งนักใช่ไหม” ในเวลานี้ องครักษ์เสื้อแพรผู้นั้นออกแรงกดไม้หนีบอย่างสุดกำลัง
จนมีเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดพรายขึ้นตามหน้าผาก
อู้วอู้วอู้ว!!!!!!!!!!
ติ๋ง~ ติ๋ง~
เมื่อเห็นว่าริมฝีปากของชายชราปริแตกจนเลือดไหลซิบ แต่ยังคงทำปากแข็งอยู่ องครักษ์เสื้อแพรก็ถอนหายใจออกมา
“ใต้เท้า ตาเฒ่านี่มีกระดูกเหล็กจริง ๆ ข้าออกแรงขนาดนี้แล้ว เขาก็ยังไม่ยอมปริปากบอกว่าจะประทับลายนิ้วมือเลยขอรับ”
มุมปากของหลี่หานเจียงกระตุก: ......เป็นไปได้ไหมที่เขาอยากจะพูดแต่พูดไม่ได้?
“อะแฮ่ม เจ้าพักสักเดี๋ยวเถอะ” หลี่หานเจียงกล่าว
องครักษ์เสื้อแพรพยักหน้า “ขอรับ ใต้เท้า เดี๋ยวข้าขอพักสักครู่ วันนี้ข้าจะต้องจัดการตาเฒ่านี่ให้ท่านให้ได้เลยขอรับ”
เมื่อไม้หนีบคลายออก ชายชราก็ฝืนทนความเจ็บปวดแสนสาหัส ร้องคำรามออกมาสุดเสียง
“ใต้เท้า ข้ายอมประทับลายนิ้วมือแล้ว!!! ข้ายอมแล้วขอรับ!!!!”
พูดจบเขาก็หลับตาลง สลบเหมือดไปเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหว โชคดีที่ชายชราผู้นี้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับฝึกปราณ มิเช่นนั้นเขาคงไม่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นแน่
เมื่อเห็นว่าพอคลายไม้หนีบออก ชายชราก็ยอมจำนนทันที องครักษ์เสื้อแพรผู้นั้นก็รู้สึกสับสนงุนงง พึมพำกับตัวเองว่า:
“แปลกจริง เมื่อครู่ออกแรงทรมานแทบตายก็ยังไม่ยอมตกลง พอไม่ทรมานแล้วกลับยอมซะงั้น”
หลี่หานเจียงหันไปมองคนอื่น ๆ “บรรดาหลงจู๊ทั้งหลาย พวกท่านคิดกันดีแล้วหรือยังล่ะ?”
......
เมื่อไม่มีใครตอบ หลี่หานเจียงจึงหันไปถามองครักษ์เสื้อแพรคนเดิม “เจ้าพักเหนื่อยเสร็จหรือยัง คืนนี้หลงจู๊ทุกคนยังรอรับการปรนนิบัติจากเจ้าอยู่นะ”
“ใต้เท้า ข้าตกลงขอรับ!!!” หลงจู๊อีกสิบเก้าคนที่เหลือ เมื่อได้ยินดังนั้น ก็รีบเอ่ยปากตอบตกลงออกมาแทบจะพร้อมเพรียงกัน
บิดามันเถอะ หากไปตกอยู่ในมือขององครักษ์เสื้อแพรที่สติไม่ดีผู้นี้ เกรงว่าจะหมดโอกาสให้กลับคำเสียด้วยซ้ำ คงโดนทรมานจนตายแน่ ๆ
หลี่หานเจียงเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ในเมื่อพวกท่านให้ความร่วมมือกับข้า ข้าย่อมไม่ทำให้พวกท่านต้องลำบากใจ สำหรับการประชุมใหญ่ของหอฮุ่ยเป่าในเช้าวันนี้ ข้าหวังว่าทุกท่านจะให้ความร่วมมือเช่นนี้ต่อไป มิเช่นนั้นครั้งหน้าพวกท่านคงต้องพาครอบครัวมาเที่ยวเล่นที่นี่พร้อมกันแล้วล่ะ”
ทุกคนพยักหน้ารับคำรัว ๆ
รุ่งสาง หอฮุ่ยเป่า
หลี่หานเจียงลอบเข้าไปในห้องของอิ่นโหรวซินอย่างเงียบเชียบ ห้องของนางตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง แฝงไปด้วยกลิ่นอายของความหรูหรามีระดับ
อิ่นโหรวซินในเวลานี้ยังคงนอนหลับใหลอยู่บนเตียง
หลี่หานเจียงไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนนาง เขาเพียงแค่หาเก้าอี้มานั่งลงเงียบ ๆ
ทันใดนั้น ลมกระโชกแรงก็พัดผ่าน มีดสั้นเล่มหนึ่งพุ่งตรงมาที่หลี่หานเจียงอย่างรวดเร็ว
หลี่หานเจียงเพียงแค่เอนเก้าอี้หลบลงไปด้านหลังเล็กน้อย ก็สามารถหลบการโจมตีนั้นได้อย่างง่ายดาย
“รองประธานอิ่น ใจเย็น ๆ ก่อน” หลี่หานเจียงเอ่ย
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย และเมื่อมองดูให้ชัดเจนว่าเป็นหลี่หานเจียง อิ่นโหรวซินก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เคร้ง!
นางโยนมีดสั้นลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดี แล้วนั่งลงฝั่งตรงข้ามหลี่หานเจียง
ในตอนนี้อิ่นโหรวซินสวมเพียงชุดนอนบางเบา เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนท้าทายสายตา
“ช่วยไม่ได้ ตลอดสามปีที่ผ่านมานี้ ข้าต้องอยู่อย่างหวาดระแวงตลอดเวลา กลัวว่าเขาจะส่งคนมาฆ่าปิดปากข้า ใต้เท้า มาหาข้าแต่เช้าตรู่เช่นนี้ มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ?”
หลี่หานเจียงพยักหน้าอย่างเรียบเฉย “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าคือประธานหอฮุ่ยเป่าแล้ว”
เพียงคำพูดสั้น ๆ ประโยคเดียว ก็ทำเอาอิ่นโหรวซินถึงกับอึ้งไปพักใหญ่
“ใต้เท้าหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ ก็แค่หอการค้า หากไม่สนใจเรื่องความสูญเสีย ข้าก็สามารถทำให้มันพังทลายลงได้ทุกเมื่อ” หลี่หานเจียงกล่าว
คำพูดนี้ของหลี่หานเจียงเป็นการเตือนอิ่นโหรวซินเป็นนัย ๆ ว่า หากข้าต้องการ ข้าก็สามารถปลดใครก็ได้ทุกเมื่อเช่นกัน
อิ่นโหรวซินรู้สึกตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก ตลอดสามปีมานี้ นางต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว และต้องก้าวเดินอย่างระมัดระวังในทุกฝีก้าว
นางเคยคิดว่าต่อให้หลี่หานเจียงจะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ก็คงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งในการจัดการเรื่องนี้ แต่ไม่คิดเลยว่าสิ่งที่พูดเมื่อวาน วันนี้จะกลายเป็นจริงเสียแล้ว มิน่าเล่าถึงได้บอกว่าต้องได้รายชื่อทั้งหมดก่อนค่ำ
แต่ในขณะเดียวกัน นางก็ตระหนักได้ถึงผลเสียที่จะตามมาหากร่วมมือกับหลี่หานเจียง นั่นก็คือในความสัมพันธ์ครั้งนี้ นางจะต้องตกเป็นเบี้ยล่างอย่างสมบูรณ์ และอาจจะกลายเป็นเพียงเครื่องมือหาเงินของเขาด้วยซ้ำ
ปัญหาที่นางไม่สามารถแก้ไขได้ตลอดสามปี กลับกลายเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือในสายตาของผู้อื่น ลองจินตนาการดูสิว่า หากหลี่หานเจียงต้องการจะปลดนางออกจากตำแหน่ง นางก็คงจะไม่มีโอกาสได้ต่อต้านเลยด้วยซ้ำ