- หน้าแรก
- ระบบตัวร้าย: ข้าคือองครักษ์เสื้อแพร กุมอำนาจล้นฟ้าแล้วมันผิดตรงไหน?
- บทที่ 9 เชียนฮู่หวงนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้มาเป็นสิบปีแล้วกระมัง?
บทที่ 9 เชียนฮู่หวงนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้มาเป็นสิบปีแล้วกระมัง?
บทที่ 9 เชียนฮู่หวงนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้มาเป็นสิบปีแล้วกระมัง?
บทที่ 9 เชียนฮู่หวงนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้มาเป็นสิบปีแล้วกระมัง?
เมืองอวิ๋นไถ กองพันที่สอง
“ใต้เท้าหวัง ครั้งนี้ท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่น้องชายของข้าด้วยนะขอรับ ข้าอายุใกล้จะหกสิบแล้ว ยังไม่มีบุตรชาย มีเพียงน้องชายคนนี้เพียงคนเดียว ตอนนี้เขายังมาตายจากไปอีก นี่ก็เท่ากับว่าสายเลือดตระกูลของข้าต้องจบสิ้นลงแล้วนะขอรับ!”
องครักษ์เสื้อแพรผู้หนึ่งที่มีผมหงอกประปราย กำลังร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญปรับทุกข์ไม่หยุด
คนผู้นี้ก็คือ เจียงเหวิน ไป่ฮู่แห่งอำเภอจื่อหยวนนั่นเอง
ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนที่นั่งประธาน ก็มีสีหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเช่นกัน
เขาคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าองครักษ์เสื้อแพรที่ถูกลดขั้นจากส่วนกลางลงมาผู้นี้จะกล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ เพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้เพียงไม่กี่วัน ก็ก่อเรื่องใหญ่โตปานนี้ให้เขาเสียแล้ว
ทางที่ว่าการเมืองเองก็ส่งคนมาสอบถามสถานการณ์แล้ว จะบอกว่ามาสอบถามสถานการณ์ มิสู้บอกว่ามาเอาผิดจะดีกว่า
องครักษ์เสื้อแพรในยามนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ใคร ๆ ก็สามารถเหยียบย่ำได้ทั้งนั้น
เดิมทีเรื่องที่เสี่ยวฉีผู้หนึ่งกระทำในสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ ก็ยังมีวิธีจัดการอยู่หรอก... แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่กล้าบุ่มบ่ามตัดสินใจในตอนนี้ ก็คือเจ้าเด็กนี่เป็นคนที่มาจากส่วนกลาง
แม้จะถูกลดขั้นลงมา แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจจะยังมีเส้นสายหลงเหลืออยู่บ้าง เขาจึงไปสอบถามเรื่องนี้กับว่านฮู่หลี่ที่อยู่ในระดับมณฑล ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมปริปากบอกอะไรเลย เพียงแต่บอกให้เขาอย่าได้ถามให้มากความ
พอถามว่าจะให้จัดการอย่างไร ว่านฮู่หลี่ก็ตอบแค่ว่าให้จัดการไปตามปกติก็พอ
เมื่อเจียงเหวินเห็นว่าเชียนฮู่หวังเอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมแสดงท่าทีอันใด ก็พลันร้องไห้โฮขึ้นมาทันที
“ใต้เท้าหวัง ครอบครัวของข้าช่างน่าเวทนานัก สายเลือดต้องมาสิ้นสุดลงแค่นี้แล้ว!”
พูดจบ เจียงเหวินก็ล้วงตั๋วเงินใบละหนึ่งพันตำลึงสามใบออกมาจากอกเสื้อ
“ใต้เท้า ท่านก็เห็นว่าตอนนี้ตระกูลของข้าไร้ผู้สืบทอดแล้ว ข้าเองก็ไม่มีทายาท เงินเก็บเหล่านี้ถือเสียว่าเป็นการตัดขาดผู้สืบทอด มิสู้มอบให้แก่กองพันเถิด เพื่อให้เหล่าพี่น้องได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นี่ถือเป็นสิ่งสุดท้ายที่ข้าจะได้ทำเพื่อองครักษ์เสื้อแพรแล้วขอรับ”
เมื่อเชียนฮู่หวังได้ยินก็รู้สึกฉงนใจอยู่บ้าง “ไป่ฮู่เจียง ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
เจียงเหวินถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ตระกูลไร้ผู้สืบทอดแล้ว ข้าเองก็หมดกำลังใจที่จะรับใช้ราชสำนักอีกต่อไป ประกอบกับตัวข้าเองก็แก่ชราแล้ว สมควรสละตำแหน่งให้แก่คนรุ่นใหม่เสียที”
พอเชียนฮู่หวังได้ยินดังนั้น ก็รีบเดินเข้าไปตบไหล่ของเจียงเหวินทันที
“ไป่ฮู่เจียงเอ๋ย ท่านเป็นถึงเสาหลักขององครักษ์เสื้อแพรประจำเมืองอวิ๋นไถของพวกเราเชียวนะ ท่านจะมาทิ้งภาระไปดื้อ ๆ เช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด พรุ่งนี้ในการประชุมใหญ่ ข้าจะให้คำตอบที่น่าพอใจแก่ท่านอย่างแน่นอน! จะเป็นคำตอบที่ยุติธรรมที่สุดเลยเทียว!”
พูดจบก็ฉวยโอกาสเก็บตั๋วเงินทั้งสามใบนั้นเข้าอกเสื้อไป
เจียงเหวินสะอื้นไห้ “ใต้เท้า ท่านคือ....ท่านคือท่านเปาบุ้นจิ้นกลับชาติมาเกิดจริง ๆ ขอรับ!”
ทำท่าจะคุกเข่าลงให้แก่เชียนฮู่หวัง
เชียนฮู่หวังรีบห้ามเจียงเหวินเอาไว้ “ในฐานะองครักษ์เสื้อแพร พวกเราได้รับเบี้ยหวัดจากราชสำนัก ย่อมต้องปกป้องอำนาจบารมีของราชสำนักอย่างเต็มที่ จะไม่ยอมปรักปรำคนดี และจะไม่ปล่อยคนชั่วไปเด็ดขาด การทำงานอย่างยุติธรรมล้วนเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว จะมีเปาบุ้นจิ้นอะไรกันเล่า”
“ใต้เท้าปราดเปรื่องยิ่งนัก” เจียงเหวินเอ่ย
สองวันต่อมา
เมืองอวิ๋นไถ กองพันที่หนึ่งแห่งองครักษ์เสื้อแพร
“ใต้เท้า รบกวนท่านเข้าไปรายงานให้หน่อยเถิด บอกว่าหลี่หานเจียง เสี่ยวฉีแห่งอำเภอชิงเฟิงมาขอเข้าพบ เมื่อหลายวันก่อนข้าได้แจ้งให้ใต้เท้าหวงทราบล่วงหน้าแล้ว”
หลี่หานเจียงพาหลิวหยวนมาถึงหน้าประตูใหญ่ของกองพันที่หนึ่งแห่งองครักษ์เสื้อแพรประจำเมืองอวิ๋นไถ
องครักษ์เสื้อแพรหนุ่มที่ทำหน้าที่เฝ้าประตู เมื่อเห็นเสี่ยวฉีผู้หนึ่งเรียกตนว่าใต้เท้า ก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมาทันที จึงรีบเอ่ยตอบ
“ใต้เท้าหลี่ใช่หรือไม่ขอรับ ข้าจะเข้าไปรายงานให้เดี๋ยวนี้ ท่านโปรดรอสักครู่” พูดจบ องครักษ์เสื้อแพรหนุ่มก็รีบสาวเท้าเดินเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว
หลี่หานเจียงยิ้มกริ่ม ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะไปที่ใด ขอเพียงรู้จักพูดจาให้ไพเราะเสนาะหูก็ย่อมจัดการเรื่องราวได้ง่ายดายเสมอ
แม้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงองครักษ์เสื้อแพรธรรมดา แต่ท้ายที่สุดก็เป็นคนในเมืองใหญ่ การเรียกขานว่าใต้เท้าสักคำย่อมไม่ไปล่วงเกินผู้ใด
บางครั้งแวดวงขุนนางก็เป็นเช่นนี้ แม้ระดับวรยุทธ์ของท่านอาจจะสูงกว่าผู้อื่น แต่เวลาที่ควรจะก้มหัวก็ต้องก้มหัว
แน่นอนว่า เมื่อความแข็งแกร่งของท่านไปถึงระดับหนึ่งแล้ว อำนาจก็ยังต้องยอมหลีกทางให้ท่านเช่นกัน
ไม่นานนักองครักษ์เสื้อแพรหนุ่มผู้นั้นก็เดินยิ้มกริ่มออกมา
“ใต้เท้าหลี่ เชิญด้านในเลยขอรับ”
ภายใต้การนำทางขององครักษ์เสื้อแพรหนุ่ม หลี่หานเจียงและหลิวหยวนก็มาถึงสถานที่ปฏิบัติงานของเชียนฮู่อย่างรวดเร็ว
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือชายวัยกลางคนค่อนไปทางชรา รูปร่างหน้าตาค่อนข้างมีอายุ ราว ๆ ห้าสิบกว่าปี ชายผู้นี้ดูเป็นคนที่พูดคุยเจรจาด้วยได้ง่ายดายนัก
หลี่หานเจียงทำการบ้านมาก่อนล่วงหน้าแล้ว เมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
“ใต้เท้าหวง ผู้น้อยมารายงานเรื่องเหตุการณ์ของเจียงเหยียนให้ท่านทราบล่วงหน้าขอรับ”
หวงเหวินเซวียนวางพู่กันในมือลง ปรายตามองหลี่หานเจียงแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้า
“อืม ไม่เลว ดูมีชีวิตชีวาดี”
หลังจากที่หวงเหวินเซวียนพูดจบประโยคสั้น ๆ เขาก็หยิบพู่กันขึ้นมาใหม่ และวุ่นวายอยู่กับงานของตนต่อไป
หลี่หานเจียงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ตาเฒ่านี่ไม่ยอมต่อบทสนทากับเขาเลยแม้แต่น้อย
แต่ไม่นานหลี่หานเจียงก็เก็บซ่อนสีหน้าเอาไว้ “หลิวหยวน ยกเงินของกลางที่ยึดมาได้จากปฏิบัติการในครั้งนี้มามอบให้แก่ใต้เท้าหวงเถิด”
เมื่อหวงเหวินเซวียนเห็นดังนั้น ก็เกิดความสนใจขึ้นมาเล็กน้อย จึงเอ่ยหยอกล้อว่า
“ดูเหมือนเจ้าก็ไม่ได้ไม่เกรงกลัวฟ้าดินไปเสียหมดนี่”
หลี่หานเจียงตอบกลับ: “มิกล้า มิกล้า ล้วนเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัตินี่ขอรับ นี่อย่างไรเล่า ข้าถึงได้รีบมารายงานให้ท่านทราบทันที”
หวงเหวินเซวียนดูเหมือนจะไม่หลงกลลูกไม้นี้ “ในเมื่อเป็นการรายงานเช่นนั้นก็ไม่น่าจะรีบร้อนอันใด พรุ่งนี้ค่อยรายงานในการประชุมใหญ่ก็ยังทัน ส่วนเงินของกลางสองหีบนี้ พรุ่งนี้ก็นำขึ้นไปรายงานพร้อมกันเสียเลยสิ”
เมื่อหลี่หานเจียงเห็นดังนั้น รอยยิ้มก็จางหายไป ดูเหมือนตาเฒ่าคนนี้อายุมากขึ้นแล้ว ความปรารถนาในเงินทองก็ลดน้อยลงไปด้วยสินะ
ทว่าหลี่หานเจียงก็ไร้ทางเลือกอื่นแล้ว จึงต้องมาหาหวงเหวินเซวียน
เมืองอวิ๋นไถมีเชียนฮู่อยู่ด้วยกันสองคน คนหนึ่งคือหวงเหวินเซวียน ส่วนอีกคนคือหวังลี่
สาเหตุที่ไม่ไปหาหวังลี่ที่ยังหนุ่มกว่า แต่กลับมาหาหวงเหวินเซวียน ก็เพราะว่าเจียงเหวินผู้นั้นเป็นไป่ฮู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหวังลี่ การไปหาเขาก็รังแต่จะหาเรื่องใส่ตัวเปล่า ๆ
ดังนั้นตัวเลือกที่เหลืออยู่สำหรับหลี่หานเจียง จึงมีเพียงหวงเหวินเซวียนคนเดียวเท่านั้น
เขารู้ดีว่านี่คือหมากตาเสี่ยง แต่ก็จำต้องเดิน มิเช่นนั้นหากยังคงติดแหง็กอยู่ในสถานที่อย่างอำเภอชิงเฟิง อนาคตคงดับวูบเป็นแน่
ต่อให้เขามีระบบ แต่ระบบก็ไม่สามารถทำให้เขาไร้เทียมทานในใต้หล้าได้ในชั่วพริบตา และเขาเองก็ไม่ได้หยิ่งยโสโอหังถึงขั้นที่คิดว่า เมื่อมีระบบแล้วจะไม่เห็นหัวใครเลย
เหมือนกับตัวเอกในนิยายที่เขาเคยอ่านในชาติก่อน ที่พอได้รับระบบมาก็เอาแต่อวดเก่งต่อหน้าผู้มีอำนาจ ทั้งที่ตัวเองไม่มีเบื้องหลัง และยังไม่ทันได้เติบโตแข็งแกร่ง ช่างไร้สมองสิ้นดี
หากเป็นในชีวิตจริง ผู้มีอำนาจคงตบตายคามือไปนานแล้ว
ต้องอยู่ในแพลตฟอร์มที่สูงขึ้นเท่านั้น จึงจะสามารถดึงศักยภาพของระบบออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
ในเมื่อหวงเหวินเซวียนไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม เขาก็จำต้องใช้ไม้ตายสุดท้ายแล้ว
หลี่หานเจียงถอนหายใจออกมา ดูเหมือนว่าจะต้องใช้นิ้วทองคำอันที่สองของตนเองเสียแล้ว
เพียงเห็นหลี่หานเจียงค่อย ๆ ล้วงป้ายคำสั่งสีเงินแท้ออกมาจากอกเสื้อ แล้ววางลงบนโต๊ะหนังสือของหวงเหวินเซวียน
จากนั้นเขาก็นั่งลงบนเก้าอี้ข้าง ๆ รินน้ำชาจากป้านชาของหวงเหวินเซวียน แล้วยกขึ้นจิบอย่างหน้าตาเฉย
“เฮ้อ ข้าได้ยินมาว่าเชียนฮู่หวงนั่งอยู่ในตำแหน่งเชียนฮู่นี้มาเป็นสิบปีแล้วกระมัง เบื้องบนไม่ได้คิดจะมอบเคล็ดวิชาให้ท่าน เพื่อให้ท่านก้าวหน้าไปอีกขั้นเลยหรือ?”
หวงเหวินเซวียนจ้องมองป้ายคำสั่งบนโต๊ะด้วยความตกตะลึง หลี่?
ทันใดนั้นหวงเหวินเซวียนก็พลิกป้ายคำสั่งขึ้นมาดู
ไท่ฟู่!!!
แกร๊ก!
มือของหวงเหวินเซวียนที่หยิบป้ายคำสั่งขึ้นมาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ จนเผลอทำป้ายคำสั่งหล่นกระแทกโต๊ะหนังสืออีกครั้ง
ท่าทีนั่งสบาย ๆ ในตอนแรกก็พลันสงบเสงี่ยมขึ้นมาทันที
หวงเหวินเซวียนเอ่ยหยั่งเชิง: “อะแฮ่ม..... เสี่ยวฉีหลี่ ท่านคือ?”