- หน้าแรก
- ระบบตัวร้าย: ข้าคือองครักษ์เสื้อแพร กุมอำนาจล้นฟ้าแล้วมันผิดตรงไหน?
- บทที่ 3 สองปีครึ่ง ในที่สุดก็บรรลุวิถีแห่งยุทธ์
บทที่ 3 สองปีครึ่ง ในที่สุดก็บรรลุวิถีแห่งยุทธ์
บทที่ 3 สองปีครึ่ง ในที่สุดก็บรรลุวิถีแห่งยุทธ์
บทที่ 3 สองปีครึ่ง ในที่สุดก็บรรลุวิถีแห่งยุทธ์
“อะแฮ่ม... แค่กแค่กแค่ก เรื่องราวในอดีตอย่าได้พูดถึงเลย ก่อนอื่นเจ้าแนะนำตัวมาก่อนเถอะไอ้หมาน้อย” หลี่หานเจียงกระแอมไอด้วยความกระดากอาย
[ระบบนี้มีชื่อว่ามหาวายร้ายจอมโฉด ไม่มีการบีบบังคับให้ทำภารกิจใด ๆ ไม่มีการลงโทษใด ๆ เน้นความเป็นประชาธิปไตยเป็นหลัก สกุลเงินหลักในการแลกเปลี่ยนเรียกว่า ‘แต้มการทำชั่ว’ และแต้มการสังหาร]
[วิธีการรับแต้มการทำชั่ว: การได้มาซึ่งเงินหนึ่งตำลึงผ่านวิธีการที่ไม่ถูกต้องจะได้รับแต้มการทำชั่ว 1 แต้ม วิธีการรับแต้มการสังหาร: ทุกครั้งที่ลงมือสังหารจะได้รับแต้มการสังหาร 1 แต้ม]
[โฮสต์ยังมีแพ็กเกจของขวัญสำหรับการสังหารครั้งแรก ท่านต้องการรับหรือไม่?]
พอหลี่หานเจียงได้ยินว่ามีแพ็กเกจของขวัญสำหรับมือใหม่ เขาก็กดรับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
[ติ๊ง~ ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่รับสำเร็จ ตอนนี้กำลังมอบแพ็กเกจของขวัญสำหรับการสังหารครั้งแรกให้ท่าน.....]
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ได้รับแต้มการสังหาร 10 แต้ม ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ได้รับ: เคล็ดวิชาปราณวายุ (ระดับทั่วไป)]
หลี่หานเจียงเอ่ยด้วยท่าทีรังเกียจเป็นอย่างยิ่ง: “ไอ้หมาน้อย เจ้าขี้เหนียวเกินไปแล้ว เคล็ดวิชาระดับทั่วไปเจ้ายังกล้าเอาออกมาให้อีกหรือ?”
เป็นที่ทราบกันดีว่าระดับของเคล็ดวิชาในดินแดนเสวียนชิงแบ่งออกเป็นดังนี้:
ทั่วไป, ดีเลิศ, เชี่ยวชาญ, หายาก, ล้ำค่า, มหากาพย์
เคล็ดวิชาที่แตกต่างกันยังเป็นตัวแทนของระดับวรยุทธ์ที่สามารถฝึกฝนไปถึงได้อีกด้วย
ซึ่งจะสอดคล้องกับ:
ฝึกกายา, ฝึกปราณ, ลมปราณ, พลังฝ่ามือ, ท่าร่าง, ศาสตราวุธ แต่ละระดับจะแบ่งออกเป็นเก้าขั้น
นั่นก็หมายความว่า เคล็ดวิชาที่ระบบมอบให้นี้ ต่อให้เจ้าจะเป็นอัจฉริยะด้านวรยุทธ์ที่เก่งกาจเพียงใด ก็สามารถฝึกฝนไปได้ถึงแค่ระดับฝึกกายาเท่านั้น
แน่นอนว่าทุกสิ่งล้วนไม่แน่นอน ยกเว้นพวกอัจฉริยะเหนือมนุษย์ พวกเขาสามารถอนุมานเคล็ดวิชาขึ้นมาเองได้ หรือแม้กระทั่งปรับปรุงเคล็ดวิชาเดิมให้มีระดับที่สูงขึ้น
แต่หลี่หานเจียงนั้นรู้ซึ้งถึงพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ของตนเองเป็นอย่างดี
[ติ๊ง~ โฮสต์ เคล็ดวิชาที่ระบบนี้มอบให้ล้วนสามารถใช้แต้มการทำชั่วหรือแต้มการสังหารเพื่อทำการฝึกฝนและเลื่อนระดับได้]
เมื่อหลี่หานเจียงเห็นดังนั้นก็เกิดความกระตือรือร้นขึ้นมาทันที “แล้วจะรออันใดอยู่อีก ข้ามีแต้มการสังหารอยู่สิบแต้มมิใช่หรือ เอามาฝึกฝนให้ข้าทั้งหมดเลย”
[ติ๊ง~ ใช้งานสำเร็จ หักแต้มการสังหารสิบแต้ม กำลังเปิดหน้าต่างคุณสมบัติให้ท่านโดยอัตโนมัติ:]
ชื่อ: หลี่หานเจียง
เพศ: ชาย
สถานะ: บิดาคือไท่ฟู่หลี่เฉียน, เสี่ยวฉีแห่งองครักษ์เสื้อแพรประจำอำเภอชิงเฟิง
เคล็ดวิชา: เคล็ดวิชาปราณวายุ (ระดับทั่วไป: 0/20)
ระดับการฝึกตน: ระดับฝึกกายาขั้นหก: 0/5
ข้อดี: รูปงาม
พรสวรรค์: จะบอกว่าไร้ค่าก็ไม่ได้ ต้องเรียกว่าสุดยอดของความไร้ค่าเลยต่างหาก
ทั่วทั้งร่างของหลี่หานเจียงรู้สึกเพียงอาการชาซ่าน นี่คือการถ่ายทอดพลังยุทธ์ในตำนานอย่างนั้นหรือ
ภายในร่างกายมีพลังสายหนึ่งกำลังชำระล้างและหล่อหลอมร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง
สองปีครึ่ง ในที่สุดก็นับว่าบรรลุวิถีแห่งยุทธ์เสียที
ผ่านไปครู่หนึ่ง สภาวะอันแสนสบายก็หายไป หลี่หานเจียงรู้สึกเพียงว่าตนเองมีพละกำลังที่ใช้ไม่มีวันหมด
หลังจากดูหน้าต่างระบบ เขาก็มีความเข้าใจเกี่ยวกับความแข็งแกร่งในปัจจุบันของตนเองในระดับหนึ่งแล้ว ตอนนี้ความแข็งแกร่งของเขาก็นับว่าคู่ควรกับตำแหน่งเสี่ยวฉีแห่งองครักษ์เสื้อแพรอย่างแท้จริงแล้ว
การเดินทางในยามวิกาลครั้งนี้ ทำให้ความกล้าของเขาเพิ่มขึ้นมาบ้าง
สามเดือนต่อมา
หลี่หานเจียงเร่งควบม้าอย่างเต็มที่ ในที่สุดก็เดินทางมาถึงอำเภอชิงเฟิง
เมื่อมองดูภาพตรงหน้า หัวใจที่เตรียมการมาอย่างดีตั้งแต่แรกก็แทบจะทนไม่ไหว
นี่มันบ้าอะไรกัน นี่มันเมืองระดับอำเภอที่ไหนกันเล่า มันก็แค่เมืองเล็ก ๆ ที่แขวนป้ายชื่อระดับอำเภอเอาไว้เท่านั้นเอง
แถมยังเป็นเมืองที่ยากจนอีกต่างหาก
กำแพงเมืองที่ก่อขึ้นจากดินเหนียว บ้านเรือนที่ก่อสร้างด้วยดินเหนียว ดินเหนียว....... สรุปก็คือล้วนก่อสร้างมาจากดินเหนียวนั่นแหละ
เมื่อเดินเข้าไปก็พบว่าผู้คนในอำเภอนั้นยังมีอยู่มากมาย
สถานที่แห่งนี้เดิมทีก็ไม่ได้ใหญ่โตนัก จู่ ๆ ก็มีคนแปลกหน้าเข้ามา สายตาของทุกคนย่อมจับจ้องมาที่เขาอย่างเป็นธรรมชาติ
ไม่นานนักก็มีชายสองคนเดินตรงมาหาหลี่หานเจียง
คนหนึ่งดูล่ำสันแข็งแรง ทั้งยังสะพายดาบเอาไว้ บนเสื้อผ้าที่สวมใส่ยังเขียนตัวอักษร ‘หยา’ เอาไว้ด้วย ส่วนอีกคนดูหน้าตามันย่องราวกับคนร่ำรวยเหลือล้น
หากเดาไม่ผิด นี่คงจะเป็นคนของทางการในท้องที่นี้
“ท่านนี้คงจะเป็นหลี่เสี่ยวฉีที่ลงมาจากเมืองหลวงกระมัง? ข้าคือนายอำเภอของอำเภอแห่งนี้ หวังจินเป่า”
ชายหน้าตามันย่องราวกับคนร่ำรวยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เมื่ออีกฝ่ายยื่นมิตรไมตรีมาให้ หลี่หานเจียงก็เอ่ยทักทายตอบไปเช่นกัน
“สวัสดีขอรับนายอำเภอหวัง ข้าคือเสี่ยวฉีหลี่หานเจียง ต้องรบกวนให้ท่านมารับด้วยตัวเองแล้ว”
จากนั้นหลี่หานเจียงก็มองไปข้างหลังของหวังจินเป่าด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความงุนงง: “เอ๊ะ เหตุใดจึงไม่เห็นคนขององครักษ์เสื้อแพรเลยเล่าขอรับ?”
หวังจินเป่ายิ้มจนเห็นคางสองชั้น “โธ่ สถานที่ของพวกเรานี่จะเรียกว่าอำเภอก็ไม่สู้เรียกว่าตำบลเสียดีกว่า แม้แต่ตำแหน่งนายอำเภออย่างข้า บนป้ายทะเบียนของทางการเบื้องบนยังระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นขุนนางขั้นเจ็ดรอง ในทางหลักการแล้วท่านกับข้าถือว่าอยู่ในระดับเดียวกัน”
“ดังนั้นในที่ทำการองครักษ์เสื้อแพรประจำอำเภอของพวกเรา ท่านย่อมเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดแล้ว ตำแหน่งผู้บังคับบัญชาสูงสุดขององครักษ์เสื้อแพรในอำเภอนั้นว่างเว้นมาระยะหนึ่งแล้ว จึงอยู่ในสภาวะไร้ผู้นำ ย่อมไม่มีใครจัดตั้งขบวนมารับหลี่เสี่ยวฉีอยู่แล้ว”
จากคำอธิบายของหวังจินเป่า หลี่หานเจียงก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์ในอำเภอแห่งนี้ในเบื้องต้นแล้ว
ขณะเดียวกันความรู้สึกดีที่เขามีต่อหวังจินเป่าก็อดไม่ได้ที่จะเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะอยู่ที่ใด องครักษ์เสื้อแพรและคนของที่ว่าการอำเภอก็มักจะเป็นฝ่ายตรงข้ามกันเสมอ การที่อีกฝ่ายสามารถบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้แก่ตนได้ แสดงให้เห็นถึงความใจกว้างของเขา
หลังจากทักทายกันอีกครู่หนึ่ง หวังจินเป่าก็เอ่ยว่า: “หลี่เสี่ยวฉี ข้าจะพาท่านไปที่ทำการองครักษ์เสื้อแพรนะขอรับ รีบไปถึงท่านจะได้คุ้นเคยกับงานโดยเร็ว”
หลี่หานเจียงพยักหน้า “ตกลงขอรับ เช่นนั้นต้องรบกวนนายอำเภอหวังแล้ว”
เดินไปได้ครู่หนึ่ง หวังจินเป่าก็หยุดลง ชี้ไปที่ลานกว้างเบื้องหน้าซึ่งดูดีกว่าบ้านดินเหนียวที่อยู่รายล้อมพอสมควร แล้วเอ่ยว่า
“ข้างหน้าก็คือที่ทำการองครักษ์เสื้อแพรแล้ว ข้าขอส่งท่านแค่นี้นะขอรับ พรุ่งนี้อย่าลืมแวะไปที่ว่าการอำเภอ พวกเราสองหน่วยงานจะได้ร่วมประชุมกัน สถานที่ของพวกเราไม่เหมือนเมืองใหญ่ ไม่จำเป็นต้องสร้างความเป็นปรปักษ์ต่อกัน หากมีเรื่องอันใดพวกเราก็มาปรึกษาหารือกันเถิด”
หลี่หานเจียงไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย “ตกลงขอรับ เช่นนั้นข้าขอตัวเข้าไปก่อนนะนายอำเภอหวัง พรุ่งนี้ค่อยคุยกันใหม่”
จากนั้นหลี่หานเจียงก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่ประจำการขององครักษ์เสื้อแพร
หลี่หานเจียงมองดูประตูใหญ่ของที่ทำการองครักษ์เสื้อแพรตรงหน้า แล้วจัดระเบียบเสื้อผ้าเล็กน้อย ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็เป็นการเข้ารับตำแหน่งครั้งแรก รูปลักษณ์ภายนอกก็ยังคงต้องจัดให้ดูดี
ปั้ก!
“เฮ้! หกแต้ม เหล่าหลิวจ่ายเงินมาซะ ห้าตำลึง”
“โธ่ วันนี้แพ้ยับเยินอีกแล้ว พรุ่งนี้ข้าไม่มาเล่นเด็ดขาด”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เหล่าหลิว ประโยคนี้เจ้าพูดมากี่รอบแล้ว เบี้ยหวัดของเดือนนี้เจ้าคงเล่นเสียไปจนเกือบหมดแล้วกระมัง?”
เมื่อผลักประตูเข้าไป ก็เห็นคนประมาณสิบกว่าคนกำลังล้อมวงกันอยู่ตรงนั้น ส่งเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายด้วยความตื่นเต้น ชุดปลาบินบนตัวก็สวมใส่เพียงครึ่งเดียว เผยให้เห็นท่อนแขนล่ำสัน กำลังตะโกนจนหน้าดำหน้าแดงอยู่ที่นั่น
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าไม่ได้ทำให้หลี่หานเจียงรู้สึกประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด คุณธรรมอันดีงามอย่างการอู้งานก็ยังคงมีอยู่เสมอ ยิ่งไปกว่านั้น ในสถานการณ์ที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาคอยควบคุม ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
หลี่หานเจียงล้วงทองคำสิบตำลึงออกมาจากอกเสื้อแล้วเดินเข้าไปข้างหน้า
ปัง!
“ข้าแทงเจ้ามือ”
บรรยากาศเงียบงันลงทันที ไม่ใช่เพราะหลี่หานเจียง แต่เป็นเพราะจู่ ๆ ก็มีทองคำปรากฏขึ้นบนโต๊ะ
เบี้ยหวัดของทุกคนล้วนจ่ายเป็นเงินตำลึง การที่จู่ ๆ มีทองคำปรากฏขึ้นเช่นนี้ ย่อมทำให้ทุกคนเกิดความสงสัยอย่างแน่นอน
ทุกคนต่างพากันเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบกับใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย
ชายคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความงุนงง: “เอ๊ะ เหล่าหลิว เหตุใดเสื้อผ้าของไอ้หนุ่มนี่ถึงไม่เหมือนพวกเราเล่า บนเข็มขัด[1]เหตุใดถึงมีดิ้นเงินประดับอยู่ด้วย เหตุใดพวกเราถึงไม่มี”
ในเวลานี้ ในที่สุดก็มีคนตอบสนองกลับมา
“ใต้เท้าเสี่ยวฉี”
[1] ตำแหน่งขององครักษ์เสื้อแพร: องครักษ์เสื้อแพรเต็มขั้น เสี่ยวฉี จ่งฉี ไป่ฮู่ เชียนฮู่ ว่านฮู่ จื่อฮุยเชียนซื่อ จื่อฮุยถงจือ จื่อฮุยสื่อ ซึ่งเข็มขัดที่คาดเอวก็เป็นตัวแทนของสถานะที่แตกต่างกัน โดยจะสอดคล้องกับ: องครักษ์เสื้อแพรเต็มขั้น (ไม่มี) เสี่ยวฉี (สีเทา) จ่งฉี (สีเขียว) ไป่ฮู่ (สีน้ำเงิน) เชียนฮู่ (สีม่วง) ว่านฮู่ (สีทอง)