- หน้าแรก
- กลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์อสูรของจักรพรรดินี
- บทที่ 157 : ความปรารถนาของเหล่าสัตว์อสูร
บทที่ 157 : ความปรารถนาของเหล่าสัตว์อสูร
บทที่ 157 : ความปรารถนาของเหล่าสัตว์อสูร
บทที่ 157 : ความปรารถนาของเหล่าสัตว์อสูร
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ณ ป่าดิบชื้นจำลองของคณะอสูรรับใช้
เจ้ายุงลายสวนตัวน้อยกำลังบินร่อนไปมาอย่างเงียบเชียบ เพื่อสอดส่องมองหาเหยื่อรายต่อไปของตน
"ยัยผู้หญิงคนนี้…กำลังทำอะไรอยู่เนี่ย?"
ฉู่เซิงบ่นพึมพำในใจด้วยความสงสัย
วินาทีที่กู่เยว่ซีก้าวเท้าเข้าไปในหอคอยหลิวหลี เขาก็สัมผัสได้ลางๆ ผ่านสายใยแห่งพันธสัญญาเลือดว่าดูเหมือนเธอจะหลุดเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสนามพลังจิตอันลึกล้ำสุดหยั่งคาด
ด้วยระยะทางที่ห่างไกลกันเกินไป ทำให้เขาแทบจะไม่ได้ยินเสียงความคิดของเธอเลย...ไม่รู้เหมือนกันว่ายัยนั่นไปโผล่ที่ไหนกันแน่
ช่างเถอะ ปล่อยไปก่อนก็แล้วกัน ตอนนี้ขอมีความสุขกับมื้ออาหารของตัวเองก่อนดีกว่า!
ตั้งแต่ตอนที่กู่เยว่ซีไปยืนต่อคิวหน้าหอคอยหลิวหลีทะเลใจ ฉู่เซิงก็จัดการดูดเลือดสูบพลังปราณไปชุดใหญ่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นหมาป่าอัสนีม่วง, วานรยักษ์มารฟ้า, จิ้งจอกมายาแสง หรือแม้แต่มังกรปฐพีเกราะแตก ทุกตัวล้วนโดนฉู่เซิงสูบเลือดไปจนหมดสิ้น
ลองหลับตาจินตนาการดูสิเพื่อนๆว่าการได้กินบุฟเฟต์ระดับพรีเมียมมันรู้สึกยังไง?
กุ้งมังกรออสเตรเลีย, ปูอลาสก้า, เนื้อโกเบ, ซุปพระกระโดดกำแพง…ของอร่อยๆที่ปกติอยากกินแต่หาไม่ได้ มีให้เลือกละลานตาไปหมด กินได้ไม่อั้นตามใจชอบ
รู้สึกยังไงน่ะเหรอ? คงมีแค่คำเดียวที่หลุดออกมาจากปากนั่นก็คือ…โคตรฟิน!
แล้วถ้าเพิ่มเงื่อนไขว่า 'กินฟรี' เข้าไปอีกล่ะ?
ฟิน ฟิน ฟินโว้ยยย!
และนี่ก็คือความรู้สึกของฉู่เซิงในตอนนี้เลย
เขาถึงกับเลือกไม่ถูกเลยว่าจะดูดเลือดตัวไหนดี! ตั้งแต่เข้ามาในคณะอสูรรับใช้นี้ ฉู่เซิงก็กวาดค่าพลังโลหิตไปได้มากกว่าหนึ่งพันแต้มแล้ว เรียกได้ว่ากำไรบานเบอะ
แต่แค่นั้นมันยังไม่พอหรอก!
ไม่นานนัก ฉู่เซิงก็เล็งเป้าหมายใหม่ไปที่อสูรพันธสัญญาอีกตัวหนึ่ง!
มันคือสัตว์อสูรที่กำลังนอนพักผ่อนหลบมุมอยู่ในเงามืด...[เสือดำเงาสังหาร]
แกนี่แหละ!
เขากระพือปีกบินไปเกาะบนหลังของเสือดำเงาสังหารตัวนั้นอย่างเงียบเชียบ
อืม...จะเริ่มเจาะตรงไหนดีนะ?
เรื่องนี้มันต้องใช้ศิลปะกันหน่อย ซึ่งก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ฉู่เซิงได้เรียนรู้จากการดูดเลือดสัตว์อสูรมาหลายต่อหลายตัว
อย่างแรกเลย พวกจุดอ่อนไหวอย่างใบหน้า, ลำคอ, รักแร้, หรือขาหนีบ...ห้ามไปยุ่งเด็ดขาด
เพราะถ้าเจาะปุ๊บก็จะโดนจับได้ปั๊บ ทำให้การดูดเลือดต้องชะงักไป
อย่างที่สอง ต้องหลีกเลี่ยงจุดที่ศัตรูสามารถตบหรือโจมตีสวนกลับมาได้ง่ายๆ ถึงแม้ว่าการโจมตีเหล่านั้นจะทำอันตรายเขาไม่ได้ก็เถอะ แต่มันก็ทำให้การดูดเลือดต้องหยุดชะงักอยู่ดี
จากประสบการณ์ที่สั่งสมมา ฉู่เซิงจึงเดินไต่ไปตามหลังของเสือดำเงาสังหาร ก่อนจะเลือกจุดที่เหมาะเหม็งสำหรับการ 'ฝังเข็ม' ได้ในที่สุด นั่นก็คือบริเวณหลังคอของมันนั่นเอง
พวกสัตว์ตระกูลแมว โดยเฉพาะพวกแมวป่าขนาดใหญ่แบบนี้มักจะเอื้อมไปเกาหลังคอตัวเองได้ลำบาก
ตรงนี้แหละเหมาะสุด!
ฉู่เซิงไม่รอช้า รีบกางปากท่อดูดเลือดขนาดใหญ่ของตัวเองออก แล้วแทงทะลุผิวหนังของมันเข้าไปทันที
"ของฉันมันเล็กนิดเดียว ทนหน่อยนะ"
จ๊วบ~
[ติ๊ง! โฮสต์ดูดซับค่าพลังโลหิตได้ 28 แต้ม ค่าพลังโลหิตปัจจุบันคือ 8280...]
ด้วยทักษะการดูดเลือดที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ฉู่เซิงมักจะสามารถดูดเลือดไปได้สิบกว่าอึกโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำและต่อให้จะถูกจับได้ เขาก็ยังสามารถเกาะติดหนึบดูดเลือดต่อไปได้เรื่อยๆอยู่ดี
นี่แหละที่เรียกว่า…ปลิงดูดเลือดของแท้!
ในขณะที่ฉู่เซิงกำลังเพลิดเพลินกับการดูดเลือดอึกแล้วอึกเล่าอยู่นั้น
เขาหารู้ไม่เลยว่า สัตว์อสูรที่เพิ่งถูกเขาดูดเลือดไปก่อนหน้านี้กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นกับร่างกายของพวกมัน!
ณ ริมหนองน้ำแห่งหนึ่ง หมาป่าอัสนีม่วงที่เพิ่งถูกฉู่เซิงดูดเลือดไปเมื่อครู่กำลังหมอบราบอยู่กับพื้น พลางส่งเสียงคำรามต่ำๆออกมาด้วยความเจ็บปวดปนเปไปกับความตื่นเต้น
ภายในร่างกายของมัน สิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ในสายเลือดกำลังถูกชำระล้างให้บริสุทธิ์ด้วยเพลิงนรกกลืนวิญญาณสายเล็กๆที่หลงเหลืออยู่จากการดูดเลือดของฉู่เซิง
ตอนที่ฉู่เซิงดูดเลือดมัน เขาไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยเพลิงนรกกลืนวิญญาณเข้าไปหรอก แต่มันก็ยังคงมีกลิ่นอายหลงเหลือติดไปอยู่ดี
และกลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่นี้เอง ที่กำลังทำหน้าที่ชำระล้างสิ่งสกปรกในสายเลือดของหมาป่าอัสนีม่วง
ด้วยความที่ไม่มีฉู่เซิงคอยควบคุม การที่เพลิงนรกกลืนวิญญาณแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงสร้างความเจ็บปวดแสนสาหัส แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่สายเล็กๆก็ตาม
แต่ในขณะเดียวกัน หมาป่าอัสนีม่วงก็สัมผัสได้ถึงวิวัฒนาการทางสายเลือดของตัวเองอย่างชัดเจน!
ในเวลานี้ มันกำลังเจ็บปวดแต่ก็รู้สึกฟินไปพร้อมๆกัน!
แน่นอนว่าความรู้สึกฟินนั้นมีมากกว่า
ความรู้สึกปิติยินดีในจิตวิญญาณที่เกิดจากการวิวัฒนาการทางสายเลือดนั้น มันช่างสุขสมยิ่งกว่าการได้ฟัดกับหมาป่าตัวเมียถึงสามร้อยยกเป็นร้อยเท่าพันทวีเสียอีก
ดังนั้น ความเจ็บปวดจากเพลิงนรกกลืนวิญญาณเพียงน้อยนิดนี้ จึงไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย
ทว่าในขณะที่หมาป่าอัสนีม่วงกำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น จู่ๆมันก็รู้สึกได้ว่ากลิ่นอายอันร้อนระอุในร่างกายได้จางหายไปแล้ว
เชี่ย…ไร…วะเนี่ย?
ถ้าหมาป่าอัสนีม่วงพูดได้ มันคงจะพ่นคำด่าสามคำนี้ออกมาแน่ๆ
นี่มันอะไรกัน ชำระล้างสิ่งสกปรกในสายเลือดไปได้แค่ครึ่งเดียว วิวัฒนาการไปได้แค่กระจึ๋งเดียว แล้วก็หยุดงั้นเหรอ?!
ความรู้สึกค้างคานี้ทำเอาหมาป่าอัสนีม่วงอึดอัดไปทั้งตัวราวกับมีมดนับหมื่นตัวกำลังไต่ยั้วเยี้ยอยู่ตามตัว สัญชาตญาณความปรารถนาในการวิวัฒนาการ ทำให้มันกระหายที่จะทำมันต่อไปให้จบ!
กลิ่นอาย!
กลิ่นอายของเพลิงนรกกลืนวิญญาณที่อยู่ในร่างกายเมื่อครู่นี้เหมือนจะยังวนเวียนอยู่แถวๆนี้นี่นา!
ดวงตาของหมาป่าอัสนีม่วงเบิกกว้างเป็นประกาย!
แม้ว่าสัตว์อสูรระดับสามขั้นสูงสุดแบบมันจะไม่ได้มีสติปัญญาฉลาดล้ำเลิศเหมือนฉู่เซิง แต่มันก็มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ขั้นพื้นฐานเทียบเท่ากับเด็กอายุสิบขวบได้เลย
มันตระหนักถึงจุดสำคัญได้ในเสี้ยววินาที—
ขอเพียงแค่ตามหาต้นตอของกลิ่นอายนั้นให้เจอ มันก็จะสามารถชำระล้างสิ่งสกปรกในสายเลือดของตัวเองและวิวัฒนาการสายเลือดต่อไปได้!
"บรู๊วววว!"
หมาป่าอัสนีม่วงหอนออกมายาวเหยียด ดวงตาทั้งสองข้างทอประกายแสงสีม่วงเจิดจ้า
มันกระโจนพรวดขึ้นมา แล้วเริ่มออกตามหากลิ่นอายของเพลิงนรกกลืนวิญญาณในบริเวณนั้นอย่างบ้าคลั่ง
และในขณะเดียวกัน ไม่ได้มีแค่หมาป่าอัสนีม่วงตัวนี้เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่เกิดอาการแบบนี้
ภายในคณะอสูรรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นวานรยักษ์มารฟ้า, จิ้งจอกมายาแสง หรือมังกรปฐพีเกราะแตก
สัตว์อสูรเหล่านี้ที่เคยถูกฉู่เซิงดูดเลือดไป ล้วนตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันทั้งสิ้น
พวกมันบ้างก็โหนเถาวัลย์พุ่งทะยานไปตามต้นไม้ด้วความเร็วสูง
บ้างก็มุดลงไปเลื้อยอยู่ใต้ดิน หรือไม่ก็เคลื่อนไหววูบวาบราวกับภูตผี…โดยมีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว
นั่นก็คือ ตามหาตัวตนที่ช่วยให้พวกมันวิวัฒนาการให้เจอ!
……
ณ มหาวิทยาลัยเกาะฮ่องกง ภายในคณะค่ายกล
ชั้นที่หนึ่งของหอคอยหลิวหลีทะเลใจเรืองแสงสว่างจางๆขึ้นมา
กู่เยว่ซีกำลังท้าทายหอคอยอยู่ด้านใน ทว่ากลับไม่มีใครสนใจเลยสักนิด
สายตาทุกคู่ด้านนอกหอคอย ต่างก็จับจ้องไปที่เหอเชียนเฟิงที่เพิ่งเดินออกมา
การทะลวงผ่านชั้นที่เจ็ดได้ ย่อมหมายความว่าเขาจะต้องก้าวขึ้นสู่ระดับจักรพรรดิได้อย่างแน่นอน!
วินาทีที่เขาก้าวเท้าออกมาจากหอคอย สถานะของเหอเชียนเฟิงก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่ว่าที่ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยอีกต่อไปแล้ว
ในเวลานี้ แม้ว่าเหอเชียนเฟิงจะดูเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาโดยไม่ตั้งใจกลับแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ซึ่งกลิ่นอายนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระดับการบ่มเพาะเลย แต่มันมาจากความมั่นใจและความหยิ่งทะนงที่ซ่อนอยู่ลึกๆในจิตใจต่างหาก
รอบกายของเขาเต็มไปด้วยผู้คนที่แห่กันเข้ามาห้อมล้อม ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่รู้จัก ต่างก็พยายามจะเสนอหน้าให้เขาเห็นกันทั้งนั้น
ซึ่งรวมถึงพวกหลี่เหวินป๋อด้วย
ก่อนหน้านี้พวกเขาก็คิดว่าเหอเชียนเฟิงคนนี้เจ๋งเป้งแล้วนะ แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าเขาจะเจ๋งทะลุปรอทแตกได้ถึงขนาดนี้!
ให้ตายเถอะ นั่นมันระดับจักรพรรดิเชียวนะ ต่อให้อยู่ในเมืองหลวงก็ยังถือเป็นบุคคลระดับแนวหน้าที่มีหน้ามีตาในสังคมเลยล่ะ
"เฮ้อ ไม่รู้ว่าเมื่อกี้รุ่นพี่เหอจะจำพวกเราได้หรือเปล่านะ พวกเราอุตส่าห์ยอมให้เขาแทรกคิวเข้าไปก่อนแท้ๆ"
นักศึกษาหญิงแต่งหน้าจัดในกลุ่มมองไปยังเหอเชียนเฟิงด้วยดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับ
"หึๆฝันหวานไปเถอะ" โอวหยางหยุนเหอแค่นเสียงหัวเราะเยาะ
"เออ พูดถึงเรื่องแทรกคิว…ยัยหลินจือเซี่ยหายไปไหนแล้วล่ะ?"
"หลินจือเซี่ย? ใครวะ?"
"ก็คนที่มากับพวกเราไง เมื่อกี้เหมือนจะใกล้ถึงคิวของเธอแล้วนี่นา"
"อ๋อ ยัยนั่นนี่เอง ฉันก็เพิ่งนึกขึ้นได้ ไม่ได้ดูประวัติให้ดีก็เลยไม่รู้ชื่อ...เชี่ยเอ๊ย เหมือนยัยนั่นจะเข้าไปทดสอบในหอคอยแล้วว่ะ?"
หลี่เหวินป๋อหันขวับไปมอง ก็พบว่าชั้นที่หนึ่งของหอคอยหลิวหลีทะเลใจสว่างขึ้นมาแล้ว เห็นได้ชัดว่ามีคนเข้าไปด้านในแล้ว
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
"เข้าไปตอนที่กำลังชุลมุนแบบนี้มันจะมีประโยชน์อะไร? หรือคิดว่าตัวเองจะทำลายสถิติของเหอเชียนเฟิงได้งั้นเหรอ?"
"ช่างยัยนั่นเถอะ อยากทำอะไรก็ปล่อยไป"
พวกเขาก็คร้านจะไปใส่ใจกู่เยว่ซี จึงหันกลับไปเบียดเสียดกับฝูงชนต่อ
จู่ๆฝูงชนก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมา ก่อนจะแหวกทางออกเป็นช่อง
นั่นมัน...!
คณบดีคณะค่ายกล, จ้าวหงอู่!
คณบดีคณะผู้ใช้พลังจิต, หลี่ม่อหยวน!
คณบดีคณะฮวงจุ้ย, โจวเต๋อชาง!
คณบดีคณะผู้ใช้อาคม, ซูลิ่งอี๋!
และ…อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกาะฮ่องกง, ผู้บ่มเพาะระดับราชาขั้นสูงสุด...เฉินโส่วเจิ้ง!
……………