- หน้าแรก
- กลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์อสูรของจักรพรรดินี
- บทที่ 155 : หอคอยหลิวหลีทะเลใจ! รูปลักษณ์แห่งพรสวรรค์พลังจิต!
บทที่ 155 : หอคอยหลิวหลีทะเลใจ! รูปลักษณ์แห่งพรสวรรค์พลังจิต!
บทที่ 155 : หอคอยหลิวหลีทะเลใจ! รูปลักษณ์แห่งพรสวรรค์พลังจิต!
บทที่ 155 : หอคอยหลิวหลีทะเลใจ! รูปลักษณ์แห่งพรสวรรค์พลังจิต!
ณ มหาวิทยาลัยเกาะฮ่องกง บริเวณหน้าหอคอยหลิวหลีทะเลใจ
ผู้คนที่เพิ่งเข้าไปท้าทายหอคอยเดินกลับออกมาด้วยใบหน้าซีดเซียว ฝีเท้าโอนเอนไร้เรี่ยวแรง ราวกับถูกสูบพลังชีวิตและวิญญาณออกไปจนหมดเกลี้ยง
บางคนถึงขั้นก้าวขาไม่ออก พอพ้นประตูหอคอยก็ล้มฟุบลงไปกองกับพื้นแล้วเอาแต่อาเจียนโอ้กอ้ากอย่างหนัก
เมื่อหลี่เหวินป๋อและพรรคพวกเห็นภาพตรงหน้า ภายในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่น...
นี่มันอะไรกันเนี่ย คนพวกนี้ไปเจออะไรในหอคอยมากันแน่? ทำไมสภาพถึงได้ดูเหมือนเพิ่งโดนรุมโทรมมาแบบนั้นล่ะ?
มู่หยุนเฟยที่ยืนอยู่ข้างๆเห็นดังนั้นจึงคลี่ยิ้มบางๆแล้วเอ่ยขึ้นว่า
"พวกคุณเพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก ถ้างั้นเดี๋ยวผมจะอธิบายกลไกการท้าทายหอคอยให้ฟังคร่าวๆก่อนก็แล้วกันนะครับ"
"หอคอยหลิวหลีทะเลใจแห่งนี้มีทั้งหมดเก้าชั้น ทันทีที่ผู้ท้าทายก้าวเข้าไปด้านใน บนกำแพงหินของแต่ละชั้นจะปรากฏ 'ลวดลายเต๋า' ที่ก่อตัวขึ้นจากสัมผัสเทวะ *ซึ่งมีความซับซ้อนและลึกล้ำสุดหยั่งคาด"
"และสิ่งที่พวกคุณต้องทำก็คือ หลังจากที่ลวดลายเต๋านั้นจางหายไป พวกคุณจะต้องใช้พลังจิตของตัวเอง วาดเลียนแบบลวดลายนั้นลงบนกำแพงหินให้เหมือนเดิมทุกประการ"
"ทั้งเส้นสายและเจตนารมณ์ของลวดลายเต๋าที่วาดออกมานั้น จะต้องสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ หากผิดเพี้ยนไปแม้แต่นิดเดียว ก็จะถือว่าท้าทายล้มเหลวทันที!"
"ยิ่งขึ้นไปชั้นสูงมากเท่าไหร่ ลวดลายเต๋าที่ปรากฏก็จะยิ่งซับซ้อนและลึกล้ำมากขึ้นเท่านั้น พอถึงชั้นที่สามหรือสี่ สำหรับคนที่มีพรสวรรค์ด้านพลังจิตไม่มากพอ แค่จะวาดออกมาสักเส้นก็ยังยากเลยครับ..."
"เป็นยังไงครับ ฟังดูแล้วเหมือนจะง่ายใช่มั้ยล่ะ?" มู่หยุนเฟยมองดูพวกเขาด้วยแววตาอมยิ้ม
ฟังดูก็ง่ายจริงๆนั่นแหละ
ก็แค่ใช้พลังจิตแทนพู่กัน แล้ววาดเลียนแบบลวดลายลงบนกำแพงหินไม่ใช่หรือไง?
ทว่าหลี่เหวินป๋อกับพวกก็ยังแอบหวั่นใจอยู่เล็กน้อย โดยเฉพาะนักศึกษาหญิงที่แต่งหน้าจัดคนนั้น
"แล้วคนพวกนั้น...ทำไมสภาพถึงได้ดูน่าอนาถขนาดนั้นล่ะคะ?" เธอเอ่ยถามด้วยความกังวล
มู่หยุนเฟยส่ายหน้าเบาๆพลางตอบว่า
"อ๋อ คนพวกนี้น่ะ คือพวกที่พรสวรรค์ไม่ถึง แต่ก็ยังดึงดันที่จะฝืนท้าทายด่านต่อไปให้ได้ ทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองวาดเลียนแบบไม่ได้แต่ก็ยังฝืนเค้นพลังจิตออกมาลองดู สภาพก็เลยออกมาเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละครับ"
"พวกคุณแค่มาลองสัมผัสประสบการณ์ดูเท่านั้น ขอแค่ทำเท่าที่ตัวเองไหว ไม่ฝืนตัวเองเกินไป ก็ไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นหรอกครับ"
พอได้ยินเช่นนั้น หลี่เหวินป๋อกับพวกถึงค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
การเข้าท้าทายหอคอยจำเป็นต้องรับบัตรคิว มู่หยุนเฟยพาพวกเขาทั้งหมดไปต่อคิวจนได้หมายเลขมาด้านหน้ายังมีคนรออยู่อีกประมาณสิบกว่าคน จึงทำได้เพียงยืนรอไปเรื่อยๆ
ในบรรดาสิบกว่าคนนี้ มีตั้งแต่นักศึกษาปีหนึ่งที่เพิ่งเข้าเรียน ไปจนถึงรุ่นพี่ปีสี่ที่กำลังจะจบการศึกษา
แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันอย่างไม่มีข้อยกเว้นก็คือ ร่างกายของแต่ละคนล้วนแผ่กลิ่นอายความผันผวนของพลังจิตที่แข็งแกร่งดุดันออกมา หว่างคิ้วของพวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและหยิ่งทะนง
เพียงแค่หลี่เหวินป๋อกับพวกไปยืนอยู่ใกล้ๆก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่อธิบายไม่ถูกแผ่ซ่านเข้ามา
บ้าเอ๊ย นี่น่ะเหรอคือบรรยากาศของ ม.เกาะฮ่องกง? จะแข่งขันกันดุเดือดเกินไปแล้ว!
ให้ความรู้สึกเหมือนว่า แค่สุ่มจับใครสักคนแถวนี้มา พรสวรรค์ด้านพลังจิตก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ายัยบ้านนอกที่เพิ่งจะซัดโอวหยางอวิ๋นเฮ่อหมอบไปในกระบวนท่าเดียวคนนั้นเลย
เผลอๆอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ!
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ก็มีชายอีกคนเดินออกมาจากหอคอยด้วยสภาพสะบักสะบอม ดูท่าทางคงจะเพิ่งล้มเหลวมาเหมือนกัน
ดูเหมือนว่าชายคนนี้จะเป็นคนดังไม่เบา เพราะทันทีที่เขาปรากฏตัว ก็เรียกเสียงฮือฮาจากผู้คนรอบข้างได้ในทันที
"ดูสิ หวังฮ่าวออกมาแล้ว!"
"สงสัยจะไปจอดที่ชั้นห้าอีกตามเคย…ให้ตายเถอะ ดูท่าชั้นห้านี่มันจะหฤโหดจริงๆ
แฮะ"
"ต้องโหดอยู่แล้วสิ ขนาดระดับหวังฮ่าวยังไม่ผ่าน พวกเราก็เลิกหวังไปได้เลย"
"นายเหรอ? เอาตัวให้รอดจากชั้นสามให้ได้ก่อนเถอะค่อยมาพูด..."
ทางด้านมู่หยุนเฟยที่ยืนอยู่ข้างหลี่เหวินป๋อก็เริ่มเล่าประวัติของหวังฮ่าวให้ฟัง
แน่นอนว่าเรื่องซุบซิบนินทาแบบนี้ ใครบ้างล่ะจะไม่อยากฟัง
"หึๆพวกคุณอย่าเห็นว่าสภาพของหวังฮ่าวตอนนี้ดูไม่จืดเชียวนะครับ ความจริงแล้วเขาเป็นถึงผู้ใช้อาคมระดับสี่ขั้นต้นที่อยู่แค่ปีสองเท่านั้น ผลการเรียนของเขาก็จัดอยู่ในระดับหัวกะทิของชั้นปีเลยล่ะ"
"หวังฮ่าวคนนี้พยายามท้าทายชั้นที่ห้ามาตั้งแต่ตอนอยู่ปีหนึ่งแล้ว จนตอนนี้กำลังจะขึ้นปีสาม ลองผิดลองถูกมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ยังติดแหง็กอยู่ที่ชั้นห้าเหมือนเดิม ผมว่าชาตินี้เขาก็คงไม่ผ่านแล้วล่ะ!"
"ไม่จริงมั้งครับ ตั้งสามปีแล้วยังไม่ผ่านอีกเหรอ?" หลี่เหวินป๋อสูดปากเบาๆ
"ก็แหงสิครับ" มู่หยุนเฟยหัวเราะเบาๆ
"การท้าทายหอคอยแห่งนี้ สิ่งที่ทดสอบคือ 'พรสวรรค์' ด้านพลังจิต ไม่ใช่ 'ความแข็งแกร่ง' ของพลังจิต!
"เรื่องของพรสวรรค์มันเป็นสิ่งที่ฟ้าลิขิตมาตั้งแต่เกิด เว้นแต่จะได้รับวาสนาพิเศษอะไรบางอย่าง ไม่อย่างนั้นก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมายกระดับกันทีหลัง"
"เพราะงั้น ใครจะไปได้ถึงชั้นไหน มันก็ถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะครับ แต่ก็มักจะมีพวกที่ไม่ยอมแพ้โชคชะตาอยู่เสมอ ซึ่งหวังฮ่าวก็คือหนึ่งในนั้น"
พูดถึงตรงนี้ มู่หยุนเฟยก็จงใจลดเสียงลงกระซิบกระซาบ
"ผมได้ยินมาว่า แฟนเก่าของหวังฮ่าวหนีไปคบกับคนที่ท้าทายผ่านชั้นหกได้น่ะครับ เขาถึงได้หมกมุ่นอยากจะผ่านมันให้ได้ขนาดนี้..."
ปัดโธ่เอ๊ย! การท้าทายหอคอยมันใช้แย่งแฟนชาวบ้านได้ด้วยเหรอเนี่ย?
แต่คิดดูอีกทีก็ไม่แปลกหรอก คนที่สามารถทะลวงไปถึงชั้นหกได้ ย่อมหมายความว่าในอนาคตเขามีโอกาสที่จะก้าวขึ้นสู่ระดับราชันย์ได้ การจะไปตกแฟนคนอื่นมาครองก็มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว
แถวที่อยู่ด้านหน้าของพวกเขาก็ค่อยๆหดสั้นลงเรื่อยๆ ทว่าคนที่เข้าไปท้าทายก่อนหน้านี้ แทบทุกคนล้วนไปหยุดชะงักอยู่ที่ชั้นห้ากันทั้งสิ้น
คนเหล่านี้มาจากต่างคณะกัน มีทั้งปีหนึ่งและปีสี่ พรสวรรค์ด้านพลังจิตของพวกเขาไม่ได้ด้อยไปกว่kระดับที่กู่เยว่ซีเพิ่งจะแสดงให้เห็นเมื่อครู่นี้เลย แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม
ชั้นที่ห้า…เปรียบเสมือนกำแพงมารที่ขวางกั้นเหล่าผู้ที่ถูกเรียกว่า 'อัจฉริยะ' เอาไว้มากมายนับไม่ถ้วน!
เรื่องนี้ทำเอาหลี่เหวินป๋อและพรรคพวกเริ่มกลับมาตื่นเต้นปนหวาดหวั่นอีกครั้ง
"ไอ้ชั้นห้านี่มันคือบ้าอะไรกันเนี่ย ทำไมมันถึงได้ยากเย็นแสนเข็ญขนาดนั้น?"
เมื่อได้ยินคำถามนั้น มู่หยุนเฟยก็หวนนึกถึงความหวาดกลัวที่ตนเองเคยถูกชั้นที่ห้าเล่นงานในอดีตขึ้นมาทันที
เขายิ้มขื่นพลางอธิบายว่า
"ลวดลายเต๋าในชั้นที่ห้าซับซ้อนกว่าชั้นที่สี่ถึงสิบเท่าเลยล่ะครับ แถมภายในนั้นยังแฝงไปด้วยสัมผัสเทวะระดับจักรพรรดิที่แท้จริงเอาไว้อีกสายหนึ่งด้วย"
"หากพรสวรรค์ด้อยไปเพียงนิด อย่าว่าแต่วาดเลียนแบบเลยครับ แค่ปรายตามองจิตวิญญาณก็จะถูกสัมผัสเทวะสายนั้นกระแทกจนบาดเจ็บแล้ว!"
"มหาวิทยาลัยเกาะฮ่องกงของเราก่อตั้งมานานหลายปี มีนักศึกษาผ่านเข้ามาเป็นแสนๆคน แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนที่สามารถฝ่าด่านชั้นห้าไปได้ รวมๆกันแล้วเกรงว่าจะมีไม่ถึงหนึ่งพันคนด้วยซ้ำ!
"และแต่ละคนที่ผ่านไปได้ ล้วนแล้วแต่เป็นอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะที่แท้จริง อนาคตของพวกเขาไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน!"
เมื่อหลี่เหวินป๋อและพวกได้ฟังดังนั้นก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง
คนตั้งหลายแสนคน แต่มีคนผ่านไม่ถึงพันคนเนี่ยนะ?
อัตราส่วนมันจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินเกินไปแล้ว!
ไม่นานนัก คนที่อยู่คิวก่อนหน้าก็ทำการทดสอบจนเสร็จสิ้น
ในที่สุดก็ถึงตาของพวกหลี่เหวินป๋อเสียที
โอวหยางอวิ๋นเฮ่อเป็นคนแรกที่กลั้นใจเดินเข้าไป ผลปรากฏว่า...แค่ชั้นที่สองเขาก็ยังไม่ผ่านด้วยซ้ำต้องเดินคอตกกลับออกมาท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของคนรอบข้าง ทำเอาเขาอับอายจนแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนี
ส่วนหลี่เหวินป๋อและคนอื่นๆทำผลงานได้ดีกว่านิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ไปพ่ายแพ้หมดรูปอยู่ที่ชั้นสามอยู่ดี
แต่ละคนเดินออกมาด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนสุดๆ
จนถึงตอนนี้ พวกเขาก็เพิ่งจะตระหนักได้ว่า กลุ่มคุณชายลูกผู้ดีจากเมืองหลวงอย่างพวกตนนั้น มีช่องว่างความห่างชั้นกับเหล่าอัจฉริยะตัวจริงของ ม.เกาะฮ่องกงมากมายมหาศาลเพียงใด
"เฮ้อ ดูท่าฝั่งเราคงไม่มีใครผ่านชั้นสามไปได้แล้วล่ะมั้ง..." โอวหยางอวิ๋นเฮ่อหน้าเสียสุดๆ
ทว่าสายตาของเขากลับอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปทางกู่เยว่ซี
แน่นอนว่า…ยกเว้นเธอไว้คนนึง
แต่ทว่า…ดูจากระดับความยากของหอคอยแห่งนี้แล้ว คาดว่าเธอก็คงทะลวงไปได้ไม่สูงนักหรอก อย่างมากที่สุดก็คงไปหยุดอยู่ที่ชั้นสี่หรือชั้นห้าเท่านั้นแหละ
หลี่เหวินป๋อและคนอื่นๆต่างก็ลอบมองกู่เยว่ซีด้วยสายตาที่ซับซ้อน ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย
เมื่อตอนที่อยู่หน้าประตูโรงเรียนเมื่อครู่นี้ พวกเขายังตกตะลึงกับพรสวรรค์ด้านพลังจิตที่สาวบ้านนอกคนนี้แสดงออกมาจนแทบช็อกอยู่เลย
แต่พอได้ก้าวเข้ามาใน ม.เกาะฮ่องกง ถึงได้รู้ว่า...อัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ระดับเดียวกับเธอนั้น
มีเดินกันเกลื่อนกลาดไปหมดที่นี่! กลายเป็นแค่คนธรรมดาเดินดินไปเลยทีเดียว!
นี่สินะคือแรงกดดันของสถาบันการศึกษาระดับท็อป?
ตอนนี้…ภายในใจของพวกหลี่เหวินป๋อมีแต่ความขมขื่น
บ้าเอ๊ย รู้อย่างนี้ไม่น่ามาทำตัวขายหน้าเลยให้ตายสิ!
……………..