เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 140 : หลบหนีอย่างไร้เกียรติ

Chapter 140 : หลบหนีอย่างไร้เกียรติ

Chapter 140 : หลบหนีอย่างไร้เกียรติ


กงเล็บและเขี้ยวของสิงโตทองคำไม่อาจทะลวงการป้องกันของเหล่าอู๋ไปได้

อย่างไรก็ตามไม้เท้าตีสุนัขของเหล่าอู๋กลับสร้างความเสียหายให้กับสิงโตทองคำอย่างร้ายกาจ

เพียงไม่ถึงครึ่งนาทีหลังจากที่ครุฑและหลี่เหว่ยกั๋วสู้กัน สิงโตทองคำก็ถูกเหล่าอู๋ทุบตีจบเลือดไหลออกจากทั้งทางปากและจมูกไปแล้ว

ครุฑทั้งตกตะลึงและโมโหในเวลาเดียวกัน

เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

สิงโตทองคำตัวนี้คือราชันย์แดนลับเชียวนะ ค่าสถานะของมันสูงกว่าอสูรในระดับเดียวกันถึง15%ดังนั้นมันย่อมทรงพลังกว่านักสู้ในระดับเดียวกันมากนัก

ตอนนี้มันกลับถูกเหล่าอู๋กดเอาไว้ได้นิ่งๆ

ต้องเป็นเพราะชุดเกราะที่ทำจากโลหะนั่นแน่ๆ!

เหล่าอู๋และหลี่เหว่ยกั๋วสบตามองกันและเผยยิ้ม “ชุดนี้มีประโยชน์สุดๆจริงๆ!”

ในเวลานี้เองเสียงกรีดร้องพลันดังขึ้นมาจากบนกำแพงอีกครั้ง

เหล่านักสู้อินเดียคราแรกคิดว่าจำนวนนักสู้บนกำแพงเมืองนั้นมีเพียงเท่านี้

พวกเขาคาดการณ์ว่าคนของอีกฝ่ายจะเหลือน้อยเนื่องจากประสบกับการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง!

ตราบใดที่พวกเขาสามารถปีนขึ้นไปถึงบนกำแพงเมืองได้พวกเขาก็สามารถเข่นฆ่าศัตรูได้อย่างง่ายดาย!

หากแต่เมื่อพวกเขาขึ้นมาถึงยอดกำแพง คนบนกำแพงกลับกระจายตัวกันยออกไปทันที ก่อนที่พวกเขาจะทันได้ยกมือขึ้นมาเกาหัวด้วยความสงสัยนั้น สกิลจำนวนมากมายก็พลันปกคลุมเหนือหัวของพวกเขาเสียแล้ว!

แม้ว่าระดับของนักสู้ในโคโลนี่จะไม่สูงเท่านักสู้ชาวอินเดียพวกนี้แต่จำนวนนับมากกว่ามากนัก!

ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาคุ้มกันกำแพงเมืองมาพักใหญ่แล้วทำให้ตระเตรียมสกิลอันทรงพลังเอาไว้ได้ล่วงหน้า

พวกเขาแค่รอให้นักสู้อินเดียพวกนี้เดินเข้ามาติดกับก็เท่านั้น

ในการเผชิญหน้ากันครั้งแรกนี้ นักสู้ชาวอินเดียผู้โชคร้าย3คนตกตายอย่างน่าสังเวชภายใต้การกระหน่ำโจมตีจากสกิลทั้งหลาย!

อีกฝ่ายน่าจะบังเอิญไปโดนคริติคอล เลือดออกและสถานะดีบัฟอื่นๆเข้าพร้อมๆกัน

เมื่อเห็นภาพนี้ ครุฑก็ยิ่งตกตะลึงและกราดเกรี้ยวขึ้นไปอีก

เกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่?!

ในโคโลนี่หมายเลข3ยังมีนักสู้มากฝีมืออยู่อีกงั้นรึ?

ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนยังมีไม่น้อยด้วย!

ยังไงก็ตามไม่ใช่ว่าตัวเขาเห็นอย่างชัดเจนหรอกรึว่านักสู้พวกนั้นถูกหามลงไปจากกำแพงเมืองอย่างตื่นตระหนกโดยใช้เปลหาม?

เกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่?!

ความคิดของครุฑในตอนนี้ราวกับหม้อต้มโจ๊กก็ไม่ปาน สับสนและวุ่นวายยิ่งนัก

นักสู้ทั้งบนกำแพงทิศตะวันตก ทิศใต้และทิศเหนือล้วนมายังกำแพงทิศตะวันออกเช่นเดียวกัน

แรงกดดันที่พวกนักสู้ชาวอินเดียต้องแบกรับจึงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี

เดิมทีพวกเขาคิดว่าจะสามารถโจมตีกำแพงทิศตะวันออกได้สำเร็จในเวลาไม่ถึง3นาทีและเข้าไปสู้ต่อในตัวเมืองได้ เช่นนี้แล้วพวกเขาก็สามารถใช้ข้อได้เปรียบด้านความแข็งแกร่งเฉพาะตัวได้อย่างเต็มที่

หากแต่ตอนนี้พวกเขากลับถูกตรึงเอาไว้ที่กำแพงเมืองอย่างแม่นมั่น

ติดอยู่บนกำแพงเมืองเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากเป้ามีชีวิต

นักสู้ที่อยู่ด้านในเมืองด้านล่างกำแพงพากันกระหน่ำโจมตีขึ้นฟ้า

สกิลดีบัฟนานาชนิดเกาะหัวของพวกเขาราวกับปลิงสูบเลือด

เหน็บชา ตาบอด สับสน ลดความเร็ว เจาะเกราะ...

ถ้าเอาสถานะดีบัฟทั้งหมดบนหัวของพวกเขามาวางต่อกันคงยาวร่วมเมตร

“ทุกคนหลบออกไป มหาผนึกเหมันต์ของโคลด์โดเมนจะมาแล้ว!”

เสียงตะโกนเย็นเยียบดังออกมาจากฝูงชน

นักสู้ที่เคยเห็นความแข็งแกร่งของมหาผนึกเหมันต์มาแล้วพากันกระจายตัวหลบหนีในทันที

ตูม!

กลิ่นอายเย็นเยียบกดทับลงมา

นักสู้ชาวอินเดียที่ทรงพลังและดุดันที่สุดกลับถูกแช่แข็งในพริบตา

แน่นอนว่าเนื่องจากความแตกต่างทางด้านเลเวลทำให้ระยะเวลาที่อีกฝ่ายถูกแช่แข็งนั้นไม่นานมากนัก เป็นเวลาสั้นๆเพียง1.2วินาทีเท่านั้น

หากแต่1.2วินาทีนี้ก็มากพอที่จะสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาลแล้ว

“ฉันจะเป็นคนเก็บเกี่ยวเอง!”

ชายหนุ่มในชุดรัดรูปสีเขียวเข้มกล่าวและกระโจนเข้าใส่มวลอากาศเย็นเยียบเบื้องหน้าราวกับวิญญาณ

แสงดาบฟาดฟันอย่างบ้าคลั่ง

ลำแสงสีเขียวเข้มดูอันตรายตัดผ่านลำคอของนักสู้ชาวอินเดียทั้ง5คนที่ถูกแช่แข็ง

หลังจากระยะเวลาแช่แข็ง1.2วินาทีผ่านพ้น นักสู้ชาวอินเดียทั้ง5คนก็ล้มลงบนพื้นพร้อมกับครวญครางเสียงแผ่ว

สี่ในห้านั้นโดนการโจมตีคริติคอล ติดสถานะเลือดออกและติดพิษทำให้เสียชีวิตทันที

มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่โชคดีไม่โดนคริติคอล โชคดีที่นี้คือเขายังเหลือพลังชีวิตอยู่ราวๆ25%

หากแต่ความเสียหายจากสถานะเลือดออกและติดพิษนั้นยังคงกัดกินพลังชีวิตที่เหลือของเขาอย่างบ้าคลั่ง

เขาหมายจะหยิบยาแก้พิษออกมาดื่มด้วยสีหน้าหวาดผวา

หากแต่ในตอนที่ยาแก้พิษกำลังจ่อริมฝีปากแล้วนั้นกลับมีแสงดาบสายหนึ่งวูบผ่าน

แสงดาบนี้กวาดเอาโอสถเหลวกระจัดกระจายหายไปจนไม่เหลือ

นักสู้ชาวอินเดียคำรามออกมาด้วยความโกรธ เขายกดาบในมือขึ้นและฟันไปข้างๆหมายจะสังหารชายหนุ่มด้วยดาบเดียว

นักสู้รอบๆพากันล่าถอยและใช้เพียงสกิลโจมตีระยะไกลในการโจมตีอีกฝ่ายเท่านั้น

นี่คือนักสู้เลเวล9ขอบเขตที่7เชียวนะ ต่อให้อีกฝ่ายจะได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ยังสามารถทำให้พวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสหรืออาจจะกระทั่งสังหารพวกเขาได้อยู่ดี

อย่างไรก็ตามพวกเขาทั้งหมดกลับต้องพบว่าทุกครั้งที่นักสู้ชาวอินเดียผู้นี้เหวี่ยงดาบนั้นกลับเป็นการกระทำอันสูญเปล่า

เงาร่างของชายหนุ่มราวกับผสานเป็นหนึ่งกับเงามืดอย่างสมบูรณ์จนดูคล้ายกับวิญญาณร้าย

ทุกครั้งดาบอันทรงพลังนั้นของอีกฝ่ายจะตัดผ่านร่างของเขาไปราวกับเรื่องบังเอิญ

ชายหนุ่มสามารถปั่นหัวนักสู้ชาวอินเดียผู้นี้ได้ทุกคราไป

หลังจากผ่านไปราวเจ็ดถึงแปดวินาทีที่จะว่าสั้นก็สั้นจะว่ายาวก็ยาว นักสู้ชาวอินเดียก็เลือดออกจนแห้ง ท้ายที่สุดเลือดที่ไหลออกมากระทั่งว่าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวเพราะติดพิษ นักสู้ชาวอินเดียผู้นี้จึงทนไม่ไหวอีกต่อไปและล้มลงบนพื้นอย่างแรง

ตูม! ตูม! ตูม!

นักสู้ชาวอินเดียอีกคนหยิบระเบิดออกมาจากช่องเก็บของและปาไปข้างหน้า

ระเบิดประเภทนี้อัดแน่นไปด้วยพิษร้ายและขอบเขตการระเบิดเองก็กว้างถึงแปดเมตร

นักสู้คนใดก็ตามที่ได้รับผลจากระเบิดจะติดพิษในทันที

พลังชีวิตของพวกเขาจะลดลงอย่างบ้าคลั่งราวกับน้ำหลาก

ในช่วงเวลาสั้นๆก็มีนักสู้กว่า30ชีวิตแล้วที่ล้มลงบนพื้น

เพื่อคุ้มกันคนบาดเจ็บ คนของกองพลก่อสร้างจำนวนไม่น้อยจึงติดพิษและทำให้ชีวิตของพวกเขาตกอยู่ในอันตราย

นักสู้ชาวอินเดียคนนั้นยังคงกระหน่ำโยนระเบิดออกมาเรื่อยๆพร้อมกับยิ้มอย่างโหดเหี้ยม

ในเวลานี้เองเงาร่างอันสูงส่งพลันกระโจนออกมาจากฝูงชนพร้อมกระชับโล่ปราการขนาดใหญ่ที่มีหัวสิงโตสลักเอาไว้วางขวางเบื้องหน้า เขาใช้โล่นี้ขวางกั้นระเบิดทุกลูกและปกปักษ์เหล่านักสู้ที่ต้องพิษ

นักสู้ชาวอินเดียแค่นเสียงเยาะและไม่สนใจจะเขวี้ยงระเบิดใส่คนอื่นอีก เขาหยิบระเบิดพิษลูกแล้วลูกเล่าออกมาด้วยมือทั้งสองข้างหมายจะระเบิดนักสู้ผู้ใช้โล่ปราการผู้นี้จนตาย

เขาก่นด่าอาละวาดออกมาด้วยภาษาของตัวเอง

“มาดูกันว่าแกจะรับได้ซักแค่ไหน!”

ในเวลานี้เองชายหนุ่มร่างยักษ์อีกคนหนึ่งก็พลันชูคทาเล็กๆในมือขึ้นฟ้า

แสงศักดิ์สิทธิ์สีขาวนวลสาดส่องลงมาจากฟากฟ้าและเข้าปกคลุมร่างของเหล่านักสู้ที่ต้องพิษเอาไว้

พริบตาหลังจากนั้น แสงสีเขียวมรกตที่ดูเหมือนจะอัดแน่นไปด้วยพลังชีวิตก็สาดส่องตามมา

ชำระล้าง!

ฟื้นฟูขั้นสูง!

หลังจากร่ายเวทย์สนับสนุนทั้งสองชนิดไป สถานะติดพิษของนักสู้ที่ต้องพิษก็พลันถูกลบล้างอย่างสมบูรณ์และพลังชีวิตเองก็เพิ่มขึ้นมาอย่างมาก

นักสู้ชาวอินเดียที่กำลังโยนระเบิดอย่างมันส์มือพลันชะงักค้าง

สกิลชำระล้างนี่มันอะไรกัน?

ถึงขั้นลบล้างพิษของเขาได้เลยรึ?

“ในฐานะของนักสู้ระยะไกลไม่รู้รึไงว่าไม่ควรเข้าใกล้ศัตรู?”

ฮีลเลอร์ร่างกำยำพลันกระโจนเข้าใส่อีกฝ่าย

คทาเล็กๆในมือของเขาถูกเหวี่ยงจากล่างขึ้นบนราวกับไม้กอล์ฟและฟาดเข้าใส่หัวของนักสู้ชาวอินเดียผู้นั้นเข้าอย่างจัง

ปัง!

อีกฝ่ายถูกพลังทำลายล้างมหาศาลนี้ส่งร่างปลิวกระเด็นออกไปในพริบตา

เลือดสาดกระจายไปทั่วพร้อมๆกับฟันหลายซี่ที่หลุดกระเด็น

นี่มันฮีลเลอร์จริงๆเรอะ?

ทันทีที่นักสู้ชาวอินเดียผู้นี้หล่นลงบนพื้น นักสู้กลุ่มใหญ่ก็พลันเข้ามาล้อมกรอบเขาเอาไว้

“แกสินะที่ปาระเบิด?”

“ฆ่าแม่ง!”

นักสู้พากันรุมทึ้งอีกฝ่ายโดยไม่แม้แต่จะใช้สกิล พวกเขาทุกคนล้วนใช้หมัดเท้าเข่าศอกในการอัดอีกฝ่าย

“พี่นมทำได้ดีมาก!” ดาบพิษยกนิ้วโป้งให้

นักสู้ที่อยู่รอบๆเองก็อุทานออกมา

“ไม่คิดเลยนะเนี่ยพี่นม ท่าเมื่อกี้มีชื่อไหม? ฮีลเลอร์กลับมีสกิลแบบนี้ด้วยเรอะ?”

ฮีลเลอร์หนุ่มกล้ามโตพยักหน้ารับคำด้วยท่าทีอับอาย “ฉันสร้างมันขึ้นมาเอง ตั้งชื่อว่า ‘คทาสู่สุขคติ’”

ภายในคุกของโคโลนี่หมายเลข3

ที่แห่งนี้มักจะถูกใช้เพื่อขังพวกนักสู้ที่ไม่ฟังคำสั่งและไม่รักษาคำพูด

มู่หยางเองก็ถูกโยนมาขังเอาไว้ในหนึ่งในบรรดาคุกทั้งหลายเช่นกัน

เขาพิงซี่ลูกกรงด้วยท่าทีเกียจคร้าน

ในเวลานี้เองจู่ๆเขาก็พลันได้ยินเสียงโห่ร้องของการต่อสู้ดังขึ้นมา

ในบรรดาเสียงเหล่านั้นมีเสียงแตรอันเป็นเอกลักษณ์ของอินเดียแฝงมาด้วย

มู่หยางลุกพรวดขึ้นทันที เขามีความสุขยิ่งนัก

เขาทราบดีว่านายท่านของเขามาแล้ว!

“เฮอะๆๆ ฟังดูจากเสียงแล้วดูเหมือนว่าอินเดียของพวกเรากำลังจะชนะแล้วสินะ!”

สีหน้าของมู่หยางดูมีความสุขยิ่งนัก

ใต้กำแพงทิศตะวันออก ด้านนอกเมือง

สีหน้าของครุฑเปลี่ยนไปจากมั่นใจในชัยชนะกลายเป็นมืดครึ้มและเคร่งขรึม

หลี่เหว่ยกั๋วและเหล่าอู๋ที่สวมใส่ชุดรบโลหะนี้ยังไม่เท่าไหร่ ยังไงซะการที่อีกฝ่ายจะมีไพ่ตายที่ไม่เคยใช้มาก่อนเช่นนี้ซ่อนเอาไว้ก็ไม่นับว่าไร้เหตุผล

หากแต่การปรากฏตัวอย่างฉับพลันของนักสู้จำนวนมากในโคโลนี่ต่างหากที่อยู่เหนือความคาดหมาย!

“พวกแก...รู้อยู่แล้วสินะ!”

กระทั่งคนโง่ก็ยังรู้ดังนั้นก็ไม่ต้องกล่าวถึงครุฑเลย ยิ่งไปกว่านั้นครุฑยังไม่ได้โง่อีกด้วย

หลี่เหว่ยกั๋วหยอกเย้า “แน่นอนสินี่เอ็งพึ่งจะรู้ตัวรึไง?”

ครุฑสูดลมหายใจเข้าลึก แววตาของเขาตอนนี้แดงก่ำราวกับโลหิต

เขารู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้พ่ายแพ้แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อโคโลนี่หมายเลข3เตรียมการรับมือเอาไว้เช่นนี้ถ้างั้นหมายเลข2กับหมายเลข1เองก็ย่อมเตรียมการรับมือเอาไว้ด้วยเช่นกัน

ในเมื่อเขาไม่อาจสังหารหลี่เหว่ยกั๋วกับเหล่าอู๋ลงได้ นั่นก็หมายความว่าเขาไม่อาจทำลายโคโลนี่หมายเลข3ลงได้

สิ่งเดียวที่เขาทำได้ตอนนี้ก็คือ...

หนี!

ครุฑละทิ้งทุกอย่างยอมแม้กระทั่งทิ้งสิงโตทองคำและหันกายหลบหนีไปทันที

เทียบกับนักสู้ขอบเขตที่8สองคนที่เข้าโจมตีโคโลนี่หมายเลข2กับหมายเลข1แล้ว ตัวเขานั้นมาจากฝ่ายของพวกชนชั้นสูงและเป็นหนึ่งในผู้ปกครองของอินเดีย

ครุฑรู้ดีว่าเหตุผลที่เขาจำเป็นต้องเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ก็เพียงเพราะว่าเพื่อให้เขาได้สั่งสมความสำเร็จเท่านั้น

ตราบใดที่สามารถสร้างชื่อครั้งใหญ่ได้จากการยึดครองบรรพตเสี้ยววิญญาณ การที่เข้าจะได้กลายเป็นรองหัวหน้าหรือกระทั่งแข่งขันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าในอนาคตก็ย่อมไม่ใช่ปัญหา

หัวหน้าเองก็เคยบอกเขาเอาไว้ว่าถ้าเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นให้เอาชีวิตตัวเองให้รอดเป็นลำดับแรก

ดังนั้นเขาจึงหันกายและหลบหนีไปทันทีโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

ในอุปกรณ์เก็บของของเขายังมีกุญแจสุริยันอยู่

ตราบใดที่เขาหนีไปจนถึงระยะปลอดภัยและเปิดประตูผันผวนขึ้นมาได้เขาก็สามารถหลบหนีกลับไปยังเมืองแสงสุริยันได้!

“เวรเอ๊ย เจ้าหมอนี่มันไร้ศักดิ์ศรีชิบเป๋ง”

เหล่าอู๋ตกตะลึง

ไม่ใช่เขากล่าวกันว่าครุฑผู้นี้คือคนที่มีโอกาสได้เป็นหัวหน้าของอินเดียในอนาคตรึไง?

ไม่ใช่ว่าว่าที่หัวหน้าองค์กรควรจะรักษาหน้าของตัวเองรึไงวะ?

“นายยังไม่ได้รับบาดเจ็บเลยนะ ถ้าสู้ต่ออาจจะจัดการกับพวกเราได้ก็ได้” เหล่าอู๋ตะโกนขณะไล่ตามอีกฝ่าย

“ใช่แล้วพวกเราอ่อนแอมากนะ ถ้านายคิดว่าสู้ไม่ไหวเดี๋ยวพวกเรายอมถอดชุดรบโลหะออกแล้วค่อยสู้กันก็ได้!” หลี่เหว่ยกั๋วใช้สกิลของเขาไล่ตามอีกฝ่ายไป

ครุฑโกรธายิ่งจนแทบจะกระอักเลือดออกมา

เชื่อก็หมาแล้ว!

เจ้าสองเฒ่านี่น่ารังเกียจยิ่งนัก!

“ไม่ดีแน่ เจ้าหมอนี่เร็วเกินไปเราตามไม่ทัน” เหล่าอู๋กระซิบกระซาบ

ถ้าสามารถสังหารครุฑลงได้ย่อมสร้างความเสียหายให้กับพวกระดับสูงของอินเดียอย่างร้ายแรง

อย่างไรก็ตามพวกเขาทำได้เพียงมองดูครุฑวิ่งหนีจากไป พวกเขาจึงรู้สึกไม่ค่อยดีกับเรื่องนี้นัก

“จงเปิด!”

เมื่อเห็นว่าตัวเองหนีออกมานอกระยะโจมตีของอีกฝ่ายแล้ว ต่อให้เป็นเวลาสั้นๆเพียงเสี้ยววิแต่แค่นี้ก็มากพอแล้ว

ครุฑกระวีกระวาดนำกุญแจสุริยันออกมาและสอดมันเข้าไปในอากาศเบื้องหน้า

จากนั้นประตูแสงที่ส่องแสงแวววาวก็พลันเปิดออก

ครุฑดีใจยิ่งนักและกระทั่งก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในประตูแสงแล้ว

หากแต่ในเสี้ยววินาทีนี้เองเวลากลับดูเหมือนจะเชื่องช้าลง

ประกายดาบวูบหนึ่งพุ่งออกมาจากประตูแดนลับของบรรพตเสี้ยววิญญาณ

ประกายดาบนี้ตัดผ่านท้องฟ้ามาราวกับสวรรค์และปฐพีเชื่อมถึงกันแลดูราวกับมวลแสงทั้งหมดในบรรพตเสี้ยววิญญาณเลือนหายไปสิ้น

แกร๊ก

ประตูแสงพลันพังทลายลง!

ตูม!

ขาขวาของครุฑถูกส่งกลับไปผ่านประตูแสง

หากแต่ร่างกายส่วนที่เหลือของเขานั้นยังอยู่ในบรรพตเสี้ยววิญญาณ

ครุฑเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

“ฉันอนุญาตให้ไปได้แล้วหรอ?”

น้ำเสียงใสกระจ่างหากแต่ดังสนั่นดังกึกก้อง

พริบตาต่อมาชายวัยกลางคนท่าทางสุภาพเรียบร้อยก็พลันปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าของครุฑ

ครุฑกล้ำกลืนฝืนทนความเจ็บปวดและเงยหน้ามอง พริบตานั้นแววตาของเขาก็พลันหรี่ลง

เหล่าอู๋และหลี่เหว่ยกั๋วเองก็ทั้งประหลาดใจและดีใจไปพร้อมๆกัน “หัวหล้าลู่”

จบบทที่ Chapter 140 : หลบหนีอย่างไร้เกียรติ

คัดลอกลิงก์แล้ว