เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 134 : ในบรรดานักสู้พลเรือนยังมีคนมากความสามารถ!

Chapter 134 : ในบรรดานักสู้พลเรือนยังมีคนมากความสามารถ!

Chapter 134 : ในบรรดานักสู้พลเรือนยังมีคนมากความสามารถ!


“เฮ้อ...”

หลินเซวียนถอนหายใจเฮือกใหญ่

เมื่อตอนที่เขาแยกสมาธิเมื่อครู่เขาจำเป็นต้องกระหน่ำโยนหอกยักษ์อัสนีใส่พวกวิญญาณขณะเดียวกันก็ยังต้องควบคุมให้ร่างแยกโคลด์โดเมนของเขาใช้สกิลมหาผนึกเหมันต์อีกด้วย สมาธิที่ต้องใช้นั้นสูงมากจนแทบจะตอบสนองไม่ไหว

“ยังไงก็ตามร่างแยกร่างนี้ของเราค่อนข้างทรงพลังทีเดียว ถึงขั้นสามารถควบคุมวิญญาณเสือดำห้าตัวที่กระโนขึ้นมาบนกำแพงเมืองทิศตะวันตกเอาไว้ได้ทั้งหมดในคราวเดียว ไม่อย่างนั้นแล้วก็ไม่รู้เลยว่าจะมีนักสู้ต้องตายเพราะวิญญาณพวกนี้มากมายเท่าไหร่?”

หลินเซวียนรู้สึกพึงพอใจโคลด์โดเมนยิ่งนัก

มหาผนึกเหมันต์เกรดสีทองสามารถแช่แข็งเป้าหมายได้พร้อมกัน6เป้าหมายเป็นเวลา5วินาที

ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากเลื่อนขั้นเป็นเกรดสีทองแล้วระยะเวลาการร่ายเองก็สั้นลงมาก

จุดอ่อนเดียวของมันคือมันกินพลังเวทย์ค่อนข้างมหาศาล

ระยะเวลาคูลดาวน์เองก็สูงถึง10นาที

แถมนี่ยังเป็นสกิลที่อยู่ในขั้นเกรดสีทองแล้วด้วยนะ!

ถ้าสกิลนี้เป็นเพียงเกรดสีขาวก็จะสามารถแช่แข็งเป้าหมายได้เพียงหนึ่งเป้าหมาย พลังเวทย์ที่ต้องใช้เองก็สูงถึง90%และระยะเวลาคูลดาวน์เองก็นานถึง30นาที

เห็นได้ชัดเลยว่าเพราะเหตุนี้เองทำให้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เลือกเรียนรู้สกิลนี้เว้นเสียแต่พวกเขาจะได้หนังสือสกิลมหาผนึกเหมันต์ตั้งแต่เกรดสีม่วงหรือสูงกว่า

ทั้งนี้ก็สืบเนื่องมาจากเหตุผลที่ว่ายังมีสกิลควบคุมอีกมากที่มีค่ายิ่งกว่าสกิลนี้

ดังนั้นหนังสือสกิลมหาผนึกเหมันต์ที่มีขายทั่วทั้งบรรตเสี้ยววิญญาณจึงมีอยู่ไม่น้อยและราคาเองก็ต่ำมาก

หลังจากวิเคราะห์สถานการณ์แล้ว หลินเซวียนก็เลือกมหาผนึกเหมันต์ให้เป็นหนึ่งในเวทย์มนตร์ท่าไม้ตายของโคลด์โดเมน เขาฝากฝังให้เฟิงจวงไปหาซื้อมาเป็นจำนวนมากและก็ได้มามากมายดังหวัง

หลังจากนั้นเขาก็ทำการอัพเกรดมันจนกลายเป็นเกรดสีทอง

นอกจากมหาผนึกเหมันต์แล้ว อุปกรณ์สวมใส่และเซ็ตรูนที่หลินเซวียนเตรียมเอาไว้ให้โคลด์โดเมนเองก็ยังดีที่สุดอีกด้วย

อุปกรณ์นั้นมีชื่อว่า ‘ชุดเซ็ตแดนหิมะ’ ซึ่งดรอปมาจากแดนเหนือของบรรพตเสี้ยววิญญาณ อุปกรณ์แต่ละชิ้นนั้นเป็นเพียงเกรดสีฟ้าเท่านั้นและต่อให้รวมทั้งเซ็ตก็เป็นได้แค่เกรดสีม่วง

ความสามารถเองก็เรียบง่ายและตรงไปตรงมา นอกจากเพิ่มความเร็วในการฟื้นฟูพลังเวทย์อย่างมหาศาลแล้วก็ยังเพิ่มความเสียหายจากธาตุน้ำแข็งให้สูงถึง80%

หลินเซซียนซื้อคทามาเมื่อตอนที่เขากำลังช็อปปิ้งอยู่ในตลาด คทานี้ไม่ได้ดรอปจากบรรพตเสี้ยววิญญาณหากแต่มาจากโบราณสถานคุนหลุน

ตัวคทานั้นเป็นเพียงเกรดสีม่วงเท่านั้น ความสามารถของมันเองก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าดีเด่อะไรมากมายนักเรียกได้ว่าเป็นเพียงระดับทั่วๆไปเท่านั้น

สิ่งเดียวที่ทำให้ดวงตาของหลินเซวียนเปล่งประกายขึ้นมาได้นั่นก็คือการที่สามารถสลักเวทย์ลงไปในตัวคทาได้!

ตราบใดที่เวทย์มนตร์ถูกสลักเอาไว้มันก็พร้อมใช้งานได้ทันที

ในสถานการณ์ชี้เป็นชี้ตายมันก็สามารถปล่อยออกมาได้ในพริบตา นอกจากนี้ยังไม่กินพลังเวทย์และไม่จำเป็นต้องร่ายอีกด้วย สามารถใช้งานได้ทันที

หลังจากปล่อยออกมาแล้วเขาก็จะสามารถสลักเวทย์อื่นลงไปได้อีกเมื่อมีเวลาว่าง

ส่วนเซ็ตรูนที่ใช้นั้นมีชื่อว่า ‘เยือกแข็งพันไมล์’ ซึ่งเป็นเกรดสีทองและเพิ่มค่าความเสียหายธาตุน้ำแข็งให้สูงมากเช่นกัน

แน่นอนว่าหากไม่มีเงินเป็นล้านๆคงไม่อาจซื้อหาเซ็ตรูนนี้มาครอบครองได้

หากแต่หลินเซวียนนั้นใช้จำนวนปริมาณของทรัพยากรที่มีอย่างมหาศาลในการฝืนสร้างจอมเวทย์น้ำแข็งอันทรงพลังซึ่งโดดเด่นด้านการแช่แข็งและควบคุมศัตรูนี้ขึ้นมา

ในเวลาเดียวกัน บนกำแพงทิศตะวันตก

นักสู้ที่ถูกโคลด์โดเมนช่วยเอาไว้ต่างจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาซาบซึ้งใจ

“พี่ชายท่านนี้ต้องขอขอบคุณเวทย์แช่แข็งเมื่อครู่ด้วย!”

“น้องชายสุดยอดมาก! นี่คือเวทย์มหาผนึกเหมันต์สินะ? อย่าบอกนะว่านายได้หนังสือเกรดสีม่วงมา? ไม่คิดเลยว่านายจะสามารถแช่แข็งเป้าหมายได้หลายเป้าหมายขนาดนี้ในคราวเดียว

“น่าประทับใจๆๆ โคโลนี่หมายเลข3ของพวกเรายังมีจอมเวทย์ที่โดดเด่นเช่นนี้อยู่ด้วย! หึๆ ฉันพนันเลยว่าพวกขาใหญ่ในกองพลก่อสร้างเองก็คงตกตะลึงไม่น้อยเลยสินะ? นักสู้พลเรือนที่แข็งแกร่งเองก็มีอยู่เหมือนกัน!”

เหล่านักสู้พากันปลดปล่อยสกิลลงไปด้านล่างกำแพงแต่ปากของพวกเขากลับขยับไม่หยุดเลยแม้แต่น้อย พวกเขาต่างพากันโห่ร้องตะโกนและชื่นชมโคลด์โดเมน

คำกล่าวเหล่านี้แน่นอนว่าหลินเซวียนย่อมรับรู้เช่นกัน

ไม่รู้เลยว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

นักสู้พวกนี้ประจบเก่งจริงๆ

ภายในหอคอยกลางเมือง

หลี่เหว่ยกั๋วและเหล่าอู๋ยังคงให้ความสนใจกับสถานการณ์ของกำแพงทั้งสี่ด้านอยู่เหมือนเดิม คนทั้งสองพลันจับจ้องไปที่กำแพงทิศใต้และทิศเหนือก่อนจะหยุดชะงักไปด้วยความตกตะลึง

จากนั้นพวกเขาทั้งสองก็เอ่ยออกมาพร้อมกัน “เฮ้ มีนักสู้ที่ทรงพลังโผล่ออกมาอีกแล้ว”

กล่าวจบคำคนทั้งสองก็ชะงักไปก่อนจะหัวเราะออกมา

หลี่เหว่ยกั๋วพูดขึ้น “บอกฉันมาก่อนซิว่านายเห็นอะไร?”

เหล่าอู๋ชี้ไปที่กำแพงทิศเหนือ “ดูฮีลเลอร์ในชุดขาวที่กำลังร่ายเวทย์นั่นสิ ด้วยกล้ามเนื้อระดับนั้นเดิมทีฉันคิดว่าเป็นนักสู้สายพละกำลังซะอีก ไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็นฮีลเลอร์!”

หลี่เหว่ยกั๋วมองตามและเห็นชายหนุ่มร่างกำยำดุดัน

กล้ามเนื้อของชายหนุ่มผู้นี้ดูเปี่ยมไปด้วยพละกำลังเหลือล้นเช่นเดียวกับลักษณะของเขา

อย่างไรก็ตามนักสู้ที่ดูดุดันเช่นนี้กลับถือคทาเอาไว้ในมือและคอยสายเวทย์มนตร์สนับสนุนเสียอย่างนั้นตาม็ตา็

เวทย์เดียวที่หลี่เหว่ยกั๋วพอจะมองออกมีเพียงสกิล ‘ฟื้นฟูต่อเนื่อง’ ‘ฟื้นฟู’ และ ‘โล่พลังชีวิต’ เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเวทย์ที่เพิ่มพลังโจมตีกับพลังโจมตีเวทย์มนตร์อีกด้วย

ในบรรดาเวทย์เหล่านี้มีบางเวทย์ที่กระทั่งตัวเขาก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ

ทุกครั้งที่นักสู้หนุ่มร่างกำยำโบกสะบัดคทาจะบังเกิดแสงสว่างมากมายหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเหล่านักสู้และฟื้นฟูพลังชีวิต พลังเวทย์และเพิ่มพลังโจมตีกับพลังป้องกันให้แก่พวกเขา

หลี่เหว่ยกั๋วสังเกตเห็นว่าแขนของนักสู้คนหนึ่งบังเอิญถูกกรัดกร่อนจนแห้งโดยพวกวิญญาณ แขนทั้งข้างของเขาเกือบจะเหี่ยวไปจนถึงรากและพลังชีวิตเองก็ถูกสูบออกไปจนหมด

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้หากไม่ผ่านไปซักสองหรือสามเดือนแขนของเขาคงไม่มีทางฟื้นฟูได้

ยิ่งไปกว่านั้นเขายังต้องได้รับเวทย์ฟื้นฟูทุกๆวันเป็นเวลาสองถึงสามเดือนอีกด้วย

เรียกได้ว่าเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรงของนักสู้ผู้นี้เลยก็ว่าได้

หากแต่ภายใต้เวทย์มนตร์ของชายร่างยักษ์ผู้นั้น แขนที่แห้งเหี่ยวของเขากลับเริ่มฟื้นฟูด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

กล้ามเนื้อของเขาเริ่มปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง หัวใจเองก็สูบฉีดเลือดอย่างร้ายกาจและผิวหนังเองก็เริ่มฟื้นคืนความชุ่มชื้น

นักสู้ผู้นั้นดีใจยิ่งนักและเกือบจะวิ่งเข้ามากอดและจูบฮีลเลอร์ร่างใหญ่แล้ว

“นั่นคือสกิลฟื้นฟูขั้นสูง ระดับของมันอย่างน้อยก็ต้องมีสีม่วงขึ้นไปแน่ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถฟื้นฟูแขนที่ถูกสูบพลังชีวิตออกไปเช่นนั้นได้แน่ๆ” เหล่าอู๋เอ่ยเสียงขรึม

หลี่เหว่ยกั๋วเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ

“น่าประทับใจมาก ก่อนที่ฉันจะมาที่นี่ฉันไม่เคยคิดเลยว่าโคโลนี่หมายเลข3แห่งนี้จะเต็มไปด้วยเสือซ่อนมังกรหมอบ นอกจากคนของกองพลก่อสร้างแล้วก็ยังมีนักสู้ฝั่งพลเรือนที่ทรงพลังเช่นนี้อยู่เหมือนกัน!”

เหล่าอู๋ลูบเคราด้วยท่าทีกระหยิ่มยิ้มย่อง

แม้เขาจะไม่รู้ว่าฮีลเลอร์หน้าโหดผู้นี้ที่จู่ๆก็โผล่มาคือใครแต่เขาก็ยังรู้สึกภูมิใจกับคำชมของหลี่เหว่ยกั๋วอยู่ดี

ยังไงซะตัวเขาก็เป็นผู้นำของโคโลหนี่หมายเลข3!

“แล้วนายล่ะ? เมื่อกี้เห็นอะไร?” เหล่าอู๋ถามด้วยน้ำเสียงมีความสุข

หลี่เหว่ยกั๋วชี้ไปที่ชายในชุดสีเขียวเข้มกระชับร่างที่ยืนอยู่บนกำแพงทิศใต้

“เมื่อครู่ฉันเห็นว่ามีวิญญาณงูเหลือมกระโจนขึ้นมาบนกำแพงทิศใต้ แล้วชายคนนั้นก็กระโจนขึ้นไปตามก่อนจะสังหารวิญญาณตัวนั้นทิ้งในไม่กี่วินาที!”

เหล่าอู๋จ้องไปที่ชายผู้นั้นด้วยสายตาตกตะลึง “จริงรึ?”

“คิดว่าน่าจะใช้สกิลประเภทพิษแค่ไม่คิดว่าพิษของเขาจะส่งผลต่อวิญญาณด้วยก็เท่านั้น” หลี่เหว่ยกั๋วถอนหายใจเบาๆ

พิษส่วนใหญ่นั้นใช้ได้กับเพียงอสูรปิศาจที่มีร่างกายหยาบเท่านั้น

วิญญาณไร้ซึ่งกายหยาบจึงเป็นธรรมดาที่พวกมันได้รับความสามารถในการต้านทานพิษนานาชนิด

เหล่าอู๋ยิ้มและเอ่ยขึ้น “น่าจะเป็นโนโรท็อกซิน(สารพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาท) ยังไงซะพิษก็มีอยู่มากมายหลายชนิด”

หลี่เหว่ยกั๋วขบคิดอยู่แปปนึงก่อนจะเอ่ยออกมา “ถ้าฉันเดาไม่ผิดค่าสถานะหลักของคนผู้นี้น่าจะเน้นไปทางความว่องไวกับพลังจิต นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงสามารถโจมตีได้หลายครั้งในหนึ่งวินาที บางทีเมื่อครู่การโจมตีของเขาอาจจะติดคริติคอลด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่อาจสังหารวิญญาณงูเหลือมนั่นได้ในพริบตาหรอก”

เหล่าอู๋พยักหน้ารับเล็กน้อย “การวิเคราะห์ของนายแม่นยำมาก”

จากนั้นเขาก็ถอนหายใจและพูดต่อ “นักสู้พลเรือนหนนี้มีความสามารถกันไม่น้อยเลย ที่ผ่านมาดูเหมือนฉันจะดูถูกพวกเขาเกินไปหน่อย”

“วิญญาณรูปแบบมนุษย์ทั้งหมดบนกำแพงเมืองทิศตะวันออกตายจนสิ้นแล้ว วิญญาณที่กำลังรุดหน้ามาจากแนวหลังของพวกมันทั้งหมดล้วนเป็นวิญญาณรูปแบบสัตว์ร้ายทั้งนั้น!” สัมผัสอันเฉียบคมของหลี่เหว้ยกั๋วสัมผัสได้ถึงการมาของวิญญาณจำนวนมหาศาล

เหล่าอู๋มองตามและตกตะลึคงยิ่งนักเมื่อเห็นวิญญาณจำนวนมหาศาลกำลังหลั่งไหลเข้ามา

วิญญาณรูปแบบมนุษย์นั้นมีอยู่ไม่มากนัก พวกมันส่วนใหญ่ล้วนเป็นวิญญาณงูเหลือมยักษ์ เต่ายักษ์ เสือดำ สิงโต พยัคฆ์และลิงยักษ์ทั้งสิ้น

ด้วยพลังรบมหาศาลและร่างกายอันใหญ่โตพวกมันย่อมสามารถกระโจนถึงกำแพงเมืองได้ในชั่วพริบตา

ในช่วงเวลาสั้นๆนี้ทำให้นักสู้หลายคนบนกำแพงทิศตะวันออกถูกวิญญาณเหล่านี้ดึงร่วงลงไป

นักสู้ที่ถูกดึงลงจากกำแพงเมืองจะถูกฝูงวิญญาณด้านล่างกลืนหายในชั่วพริบตาจนเหลือเพียงซากศพแห้งเหี่ยวเท่านั้น

นักสู้คนอื่นๆไม่มีเวลาให้เสียใจหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด สิ่งเดียวที่พกวเขาสามารถทำได้คือโจมตีแล้วก็โจมตีต่อไปเท่านั้น

หลังจากวิญญาณรูปแบบสัตว์ร้ายจำนวนมากปรากฏตัวขึ้นทางทิศตะวันออก วิญญาณรูปแบบสัตว์ร้ายจากทั้งสามทิศที่เหลือเองก็ตามมาติดๆ

บนกำแพงเมืองทั้งสี่ทิศมีผู้เสียชีวิตคนแล้วคนเล่าและความถี่ของคนที่เสียชีวิตเองก็เริ่มสูงมากกว่าแต่ก่อน

“อัตราการเผาผลาญพลังงานของหอคอยสายฟ้าบนกำแพงทิศตะวันออกรวดเร็วมาก เดิมทีพวกเราคาดว่าชั่วโมงหนึ่งอย่างมากก็คงกินพลังงานเพียง10%แต่มาตอนนี้ดูจากค่าเฉลี่ยแล้วพลังงานถูกเผาผลาญไปแล้วกว่า16% พลังงานของหอคอยสายฟ้าตรงกลางของกำแพงทิศตะวันออกยิ่งสูงจนน่าตะหนก หลังจากผ่านไปเพียงสองชั่วโมงแต่พลังงานของมันกลับลดลงไปถึง42%แล้ว!”

สีหน้าของเหล่าอู๋เคร่งขรึมจริงจัง

“ได้ไขกระดูกศิลาสายฟ้ามาเท่าไหร่?” หลี่เหว่ยกั๋วถาม

เหล่าอู๋ยิ้มขมขื่นและเอ่ยตอบ “30”

หลี่เหว่ยกั๋วอ้าปากค้าง “แค่30?”

เหล่าอู๋ตอบ “พวกเรายังต้องแบ่งไขกระดูกศิลาทั้ง30ก้อนนี้ให้เท่าๆกันทั้งสี่กำแพงด้วยนะ แต่ละฝั่งยังไงก็ได้ไปเพียงไม่ถึง8ก้อนเท่านั้น! ไขกระดูกศิลาหนึ่งชิ้นเองก็แปลงเป็นพลังงานได้เพียงแค่10%เอง!”

“นายไม่รู้หรอกว่าอัตราการดรอปของมันต่ำขนาดไหน! นักสู้ที่พวกเราส่งไปยังภูเขาอัสนีร่วงเองก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน วันๆหนึ่งบางทีไม่ได้แม้แต่ก้อนเดียวด้วยซ้ำ!”

หลี่เหว่ยกั๋วถอนหายใจ

หอคอยสายฟ้าเพียงหอเดียวเทียบได้กับนักสู้ขอบเขตที่7ถึง100คน

ตอนนี้ที่เหล่านักสู้สามารถยันพวกวิญญาณเอาไว้ได้ก็เพราะพลังจากหอคอยสายฟ้ายังคงอยู่

เมื่อใดที่หอคอยสายฟ้าหมดสิ้นพลังและไขกระดูกศิลาสายฟ้าถูกใช้จนหมดเกลี้ยงพวกเขาก็จะเริ่มพ่ายแพ้

“มารอดูก่อนเถอะ ถ้าสถานการณ์ไม่ดีจริงๆพวกเราค่อยรวบรวมวัตถุดิบที่มีพลังธาตุสายฟ้าจากเหล่านักสู้โดยแลกเปลี่ยนกับแต้มบุญเอา” เหล่าอู๋เอ่ยเสียงเข้ม

หลี่เหว่ยกั๋วพยักหน้ารับ “นั่นคงเป็นวิธีเดียวแล้ว”

บนกำแพงทิศตะวันอก

หลินเซวียนเองก็ประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ

ตอนนี้เป็นเวลา5โมงเย็นแล้ว ตั้งแต่คลื่นอสูรเข้าโจมตีโคโลนี่เวลาพึ่งจะผ่านไปได้เพียงสองชั่วโมงเท่านั้น!

ถ้าอิงว่า6โมงเช้าคือเวลารุ่งอรุณถ้างั้นก็ยังเหลืออีก13ชั่วโมง!

เหล่านักสู้ตอนนี้เริ่มเสียเปรียบแล้วและเริ่มมีผู้เสียชีวิตปรากฏขึ้นไม่น้อย

ถ้าพลังงานของหอคอยสายฟ้าหมดลงย่อมเกิดปัญหาใหญ่แน่

ใต้กำแพงทิศตะวันออก อสูรวิญญาณผสมจับจ้องมองดูหอกสายฟ้าขนาดมหึมาที่ถูกโยนลงมาด้วยสีหน้าอึมครึม

มันชี้ไปที่หลินเซวียนบนกำแพงเมืองก่อนจะกรีดร้องออกมา

พริบตาต่อมาวิญญาณที่กำลังโจมตีอยู่ตรงกลางของกำแพงทิศตะวันออกพลันเปลี่ยนเป้าหมาย พวกมันไม่สนใจหอคอยสายฟ้าอีกต่อไปหากแต่กลับพุ่งตรงเข้าหาหลินเซวียนแทน

วิญญาณที่อยู่ใกล้ที่สุดกระทั่งใช้วิธีการระเบิดตัวเองเลยด้วยซ้ำ!

ตูม!

เหล่านักสู้ที่อยู่เบื้องหน้าไม่ทันได้ตั้งตัวจึงถูกส่งปลิวออกไป หน้าอกของเขายุบเป็นโพลงและพลังชีวิตเองก็ลดฮวบในชั่วพริบตา

หลังจากปลิวออกไปทำให้แนวป้องกันเกิดช่องโหว่ขึ้นอีกครั้งและทำให้มีวิญญาณจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามา!

พวกมันจับจ้องเขม็งมาที่หลินเซซียนราวกับต้องการดื่มเลือดกินเนื้อของเขา

ดวงตาของไป๋ชิงเหอหรี่แคบลงและหมายจะพุ่งตรงเข้าหาหลินเซวียนตามสัญชาตญาณ

หากแต่เขาอยู่ห่างจากอีกฝ่ายเกินไป กระทั่งตัวเขาที่ลงแต้มค่าสถานะทั้งหมดไปกับค่าความว่องไวก็ยังไม่อาจเข้าถึงตัวอีกฝ่ายได้ในช่วงสั้นๆ

ไม่ต้องกล่าวถึงหมาป่าเงิน แบล็คและคนอื่นๆเลย

ถ้าพวกเขาพุ่งเข้าไปตอนนี้ก็คงไม่ต่างอะไรจากการส่งตัวเองไปตายพร้อมกับหลินเซวียน

นักสู้บางคนที่รู้สึกซาบซึ้งใจหลินเซวียนหมายจะกระโจนเข้าไปช่วย

หากแต่เย่อู่ชิวกลับหยุดพวกเขาเอาไว้

“ไม่จำเป็นต้องเข้าไปหรอก คนที่อยู่ข้างหน้าเขาจะคอยขวางวิญญาณพวกนั้นเอาไว้เอง”

ในฐานะของสหายร่วมรบ เย่อู่ชิวเชื่อใจโล่วิญญาณยิ่งนัก

ก่อนหน้านี้ที่ภูเขาอัสนีร่วงโล่วิญญาณสามารถคุ้มกันระเบิดเพลิงและไล่สังหารไปตลอดทางจนสามารถช่วยพวกไป๋ชิงเหอเอาไว้ได้ ดังนั้นเขาย่อมสามารถป้อมกันหลินเซวียนจากการระเบิดตัวเองของวิญญาณพวกนี้ได้เช่นกัน!

ถ้าโล่วิญญาณยังหยุดวิญญาณพวกนี้ไม่ได้ถ้างั้นต่อให้นักสู้คนอื่นๆเข้าไปก็ไร้ความหมาย

“ไม่มีใครสามารถผ่านฉันไปได้!”

โล่วิญญาณกระชับโล่ปราการใจสิงฆ์เอาไว้แน่นและยืนขวางอยู่เบื้องหน้าของหลินเซซียนราวกับปราการอันเกรียงไกร!

จบบทที่ Chapter 134 : ในบรรดานักสู้พลเรือนยังมีคนมากความสามารถ!

คัดลอกลิงก์แล้ว