- หน้าแรก
- สืบทอดกิจการหนี้สามสิบล้าน สู่แหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของโลก
- ติดหนี้สามสิบล้าน 555 รักษาหุ่นเชิดรับใช้
ติดหนี้สามสิบล้าน 555 รักษาหุ่นเชิดรับใช้
ติดหนี้สามสิบล้าน 555 รักษาหุ่นเชิดรับใช้
ติดหนี้สามสิบล้าน 555 รักษาหุ่นเชิดรับใช้
เมืองวั่งโยวในยามค่ำคืนยังคงคึกคักเช่นเคย
หลังจากที่อสูรผ้าแถบสีขาวเข้ามา มันก็ยืนนิ่งอยู่กับที่หนึ่งนาที จากนั้นก็มุ่งหน้าตรงไปยังเขตศูนย์กลางทันที
องครักษ์อินทรีดำที่อยู่สองฝั่งประตูใหญ่ของเขตศูนย์กลางเพิ่งจะเตรียมเข้าไปขวางเพื่อสอบสวน ก็เห็นอีกฝ่ายยื่นมือออกมา เผยให้เห็นเหรียญตรารูปขนนกสีดำอันหนึ่ง
“!”
ขนนกที่หลังคอของอสูรอินทรีดำตั้งชันขึ้นมาในพริบตา เพิ่งจะคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ก็เห็นอสูรผ้าแถบสีขาวตนนี้ยื่นมือมาแตะที่ริมฝีปากเป็นเชิงบอกให้เงียบ จากนั้นก็รีบจ้ำอ้าวเดินหายลับไป
“...ท่านผู้นั้นคือใครกันน่ะ”
“ให้ตายสิ ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย ทำไมถึงมีเหรียญตราของท่านเจ้าเมืองได้ล่ะ”
“แสดงว่าเป็นแขกคนสำคัญของท่านเจ้าเมืองน่ะสิ! ดูท่าทางท่านผู้นี้จะค่อนข้างเก็บตัวนะ...”
“จำหน้าเขาไว้ให้ดีล่ะ! วันหลังถ้าเจอจะได้ทักทายถูก!”
ทหารยามสองนายสุมหัวคุยกันด้วยความประหลาดใจ ทางด้านสวี่จิ้งก็เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา จนในที่สุดก็มาถึงสถานที่พิเศษแห่งหนึ่งหลังจากผ่านไปสิบนาที
สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ที่มุมใต้สุดของเมืองวั่งโยว—ภูเขาเฮยซาน
และจวนของหุ่นเชิดรับใช้ของเขาก็ถูกสร้างขึ้นบนนี้
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะสัมผัสได้ถึงการมาเยือนของสวี่จิ้งเช่นกัน เขาเดินขึ้นไปตลอดทางอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค จนกระทั่งมาถึงหน้าประตูโถงแห่งหนึ่ง
อสูรอินทรีสาวรูปร่างสูงโปร่งงดงามพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้เขาเข้าไป
“ท่านเจ้าเมืองเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ กำลังรอท่านอยู่ด้านใน”
นี่เพิ่งจะกี่โมงเอง อาบน้ำแล้วเหรอ
สวี่จิ้งเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจกับพิธีรีตองในการใช้ชีวิตของหุ่นเชิดรับใช้ของตัวเอง
ภายในโถงใหญ่อันวิจิตรตระการตา ไอน้ำลอยอวล เสียงดนตรีอันไพเราะดังกังวานไปทั่ว สามารถมองเห็นการตกแต่งและเครื่องประดับอันประณีตงดงามได้ทุกหนทุกแห่ง
ในบรรดาหุ่นเชิดรับใช้กลุ่มนี้ เขาน่าจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตได้สุขสบายที่สุดแล้ว
ไม่เพียงแต่จะมีอสูรคอยปรนนิบัติรับใช้ พื้นที่ทำกิจกรรมก็ยังกว้างขวางขนาดนี้... พอมองแบบนี้แล้ว ตอนนั้นที่เทพปลาคาร์ปต้องทนอุดอู้อยู่ในสระน้ำเล็ก ๆ นั่นตั้งนาน รู้สึกผิดต่อเธอจริง ๆ
ช่วยไม่ได้นี่นา ตอนนั้นความสามารถมีจำกัด อย่างน้อยตอนนี้เธอก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายแล้วล่ะนะ~
สวี่จิ้งเดินเข้าไปด้านในพลางคิดในใจ
จะว่าไป... ดูเหมือนเขาจะไม่ได้เจอเทพปลาคาร์ปมานานแล้วนะ ยัยหนูนั่นวิ่งไปไหนของเขาทุกวันเนี่ย
“นายมาแล้ว”
เสียงทุ้มต่ำลอยมาจากหลังฉากกั้น ผสมผสานกับไอน้ำ แฝงไปด้วยกลิ่นอายชวนฝัน ยิ่งทำให้อีกฝ่ายดูลึกลับมากยิ่งขึ้น
แต่นั่นมันสำหรับคนอื่น สวี่จิ้งไม่มีทางยอมให้หุ่นเชิดรับใช้มาวางมาดต่อหน้าเขาหรอก
เขาก้าวยาว ๆ เดินเข้าไปหา พลางขมวดคิ้วถาม
“พื้นที่แถบนี้นายคือลูกพี่ใหญ่ไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงได้รับบาดเจ็บล่ะ ในบรรดาคนตั้งมากมาย นายเป็นคนแรกเลยนะที่ได้รับบาดเจ็บ... หืม?”
เสียงบ่นพึมพำราวกับคนแก่ของเขาหยุดลงกะทันหัน เขามองไปเบื้องหน้าด้วยสีหน้าซับซ้อน
มีทั้งความกังวล ความขยะแขยง ความพูดไม่ออก และความไม่เข้าใจ...
จี้เย่นั่งหันหลังอยู่ตรงนั้น เสื้อคลุมสีดำสนิทหลุดลุ่ยลงมาครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแผ่นหลังสีทองแดง ลวดลายสีดำราวกับขนนกแผ่ขยายออกไป บนไหล่มีรอยแผลไฟไหม้ปรากฏให้เห็นลาง ๆ ... ชวนให้หลงใหลเป็นอย่างยิ่ง
น่าเสียดาย ที่ด้านบนดันเป็นหัวอีกา
หัวอีกาหันขวับกลับมา แล้วตะโกนเสียงทุ้มต่ำ!
“ยังจะมองอีก?!”
แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ เข้าไปนวดให้นายหรือไง
หัวอีกาชี้ไปที่รอยแผลไฟไหม้บนไหล่ของตัวเอง น้ำเสียงดังกังวานมาก
“ฉันออกไปนอกเมืองมาหนหนึ่ง! ผลคือถูกพลังขุมหนึ่งทำร้ายเข้า!”
“แม้แต่ฉันก็ยังต่อต้านไม่ได้! นายทำอะไรลงไป?!”
จี้เย่เป่าแผลให้ตัวเองอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ดึงเสื้อคลุมขึ้นมาปิด
ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน... ตั้งแต่เขามีความทรงจำมา ก็ไม่เคยเกิดเรื่องที่ได้รับบาดเจ็บแล้วรักษาไม่หายมาก่อนเลย...
แถมยังไม่ใช่การต่อสู้ด้วย แต่เป็นเพราะออกจากเมืองของตัวเองเนี่ยนะ นี่มันเรื่องอะไรกัน
แม้การกระทำนี้จะไม่ค่อยเหมาะสมนัก แต่สวี่จิ้งก็ยังเดินเข้าไปตรวจดูบาดแผล
“จุ๊ จุ๊ จุ๊ จุ๊...”
ใบหน้าของอสูรผ้าแถบสีขาวบิดเบี้ยว ทำเอาเขาปวดใจแทบแย่ นี่มันทรัพย์สินของเขานะ!
รางวัลที่เขาได้มาอย่างยากลำบาก! กลับถูกระบบบ้าบอนี่... อะแฮ่ม ถูกกฎระเบียบบ้าบอนี่ทำร้ายเอาซะได้
พลังแห่งกฎระเบียบ! ช่างน่ากลัวอะไรเช่นนี้!
เขาร้องเรียกระบบในใจ
‘พี่ระบบ ทำไมเขาถึงฟื้นฟูตัวเองไม่ได้ล่ะ’
เสียงอิเล็กทรอนิกส์ของระบบไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ มันซ่อนตัวอยู่ในหัวแล้วพูดจาถากถาง
[ก็แค่หุ่นเชิดรับใช้ตัวหนึ่ง พูดง่าย ๆ ก็คืออุปกรณ์นั่นแหละ... กล้าวิ่งออกไปข้างนอก ถ้าไม่ใช่เพราะแหล่งท่องเที่ยวของนายทำออกมาได้ดีพอ กฎระเบียบก็คงเผามันเป็นจุลไปแล้ว~]
[สิ่งที่บาดเจ็บไม่ใช่หัวไหล่หรอกนะ แต่เป็นตุ๊กตาตัวนั้นต่างหาก]
เวรเอ๊ย!
ตาเฒ่าอสูรนี่ดื้อรั้นเกินไปแล้ว!
แววตาของสวี่จิ้งเต็มไปด้วยความปวดใจ เมื่อตกอยู่ในสายตาของจี้เย่ กลับทำให้เขารู้สึกเขินอายจนต้องถอยหลังไป จู่ ๆ ก็รู้สึกผิดกับพฤติกรรมวิ่งพล่านไปทั่วของตัวเองขึ้นมา
ทั้งที่เคยเตือนเขาไว้แล้วแท้ ๆ ...
ทว่า...
เขาช้อนตาขึ้นมองอสูรผ้าแถบที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ปวดใจขนาดนั้นเลยเหรอ... เขาคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าตัวเองจะสำคัญขนาดนี้!
“นายอย่าออกไปข้างนอกสุ่มสี่สุ่มห้าอีกนะ! ฉันให้กระจกนายไปแล้วไม่ใช่หรือไง ถ้านายอยากออกไปก็ใช้อันนั้นสิ พอออกไปแล้วก็จะได้โทรศัพท์มือถือมา...”
สวี่จิ้งรู้สึกผิดหวังที่อีกฝ่ายไม่ได้ดั่งใจ จึงอธิบายให้เขาฟังอย่างจริงจังอีกครั้ง จากนั้นก็ถอนหายใจในใจ
‘พี่ระบบ มีวิธีซ่อมแซมเขาไหม’
[จะซ่อมแซมไปทำไม ก็ไม่ได้ทำให้มันเสียงานเสียการสักหน่อย... ก็แค่แผลเล็ก ๆ เท่านั้นเอง]
‘ดูเขาไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ ถ้าเป็นไปได้ก็รักษาให้หน่อยเถอะ มาทำงานทั้งที่ป่วยมันน่าสงสารเกินไปแล้ว’
น่าสงสารเหรอ
ระบบขยายการรับรู้ กวาดสายตาสำรวจเมืองวั่งโยวอย่างรวดเร็วรอบหนึ่ง
นายแน่ใจนะว่าด้วยสถานะของมัน จะรู้สึกว่าน่าสงสารน่ะ
[หึ... ถ้านายอยากจะเสียเงิน ฉันก็ไม่ห้ามหรอก ใช้พลังศรัทธา 1 แต้มก็ซ่อมแซมได้แล้ว]
‘ตกลง ใช้เลย!’
สิ้นเสียง สวี่จิ้งก็ยื่นมือไปอังเหนือบาดแผล ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของหัวอีกา แสงสีน้ำเงินเงินขุมหนึ่งแผ่กระจายออกไปบางเบา ปกคลุมทั่วบาดแผล
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าพลังศรัทธาจะมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ ถึงขั้นซ่อมแซมหุ่นเชิดรับใช้ได้ด้วยเหรอเนี่ย
ดูท่าจะต้องหาทางกอบโกยมาให้ได้มากกว่านี้ซะแล้ว!
“นายทำได้แน่เหรอ อย่าทำมั่วซั่วล่ะ... อ๊ะ... อา~”
น้ำเสียงของหัวอีกาเปลี่ยนจากความสงสัยเป็นความประหลาดใจ และเปลี่ยนเป็นความรู้สึกสบายในที่สุด
ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าเมืองจี้เย่ก็ลุกขึ้นยืนด้วยความกระปรี้กระเปร่าเต็มเปี่ยม กลับมามีท่าทางน่าเกรงขามและหนักแน่นอีกครั้ง
“ไม่เลว! ไม่เลวเลยจริง ๆ!”
เขาพิจารณาสวี่จิ้งอย่างละเอียด
แม้อสูรตนนี้จะอยู่ในระดับต่ำมาก แต่เขากลับมีความรู้สึกผิดปกติว่าอยากจะยอมศิโรราบให้อีกฝ่ายอย่างหมดหัวใจ เดิมทียังคิดอยู่ว่าตัวเองบ้าไปแล้วหรือเปล่า แต่... หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ไป เขาก็รู้สึกว่าอสูรตนนี้ต้องมีความพิเศษบางอย่างแน่นอน
เฮ้อ...
เดิมทีเพื่อความสมจริง สวี่จิ้งจึงไม่ได้ปลูกฝังแนวคิดเรื่อง [แหล่งท่องเที่ยว] [NPC] หรือ [หุ่นเชิดรับใช้] ให้กับอีกฝ่าย แต่เขาก็ถูกความสะเพร่าของคนผู้นี้ทำให้ตกใจจนสะดุ้งเหมือนกัน
“เอาล่ะ ฉันต้องอธิบายเรื่องบางอย่างให้นายฟังแล้วล่ะ...”
...
กว่าจะออกจากเมืองวั่งโยว ก็เป็นเวลาดึกดื่นแล้ว ภูเขาว่านหยวนเงียบสงัด นอกจากไฟประดับภูเขาบางดวงแล้ว ทุกหนทุกแห่งล้วนมืดมิดไปหมด
อากาศหนาวเย็นมาก อุณหภูมิต่ำสุดใกล้จะถึง 0 องศาแล้ว ดึกดื่นป่านนี้จะให้พายเรือกลับไปก็ลำบากเกินไปจริง ๆ
สวี่จิ้งมองซ้ายมองขวา จากนั้นก็หามุมอับสายตาของกล้องวงจรปิด แล้วควักเอาอาวุธเทพชิ้นใหม่ของเขาออกมา—รองเท้าอ่อนเหินเวหา!
ทันทีที่สวมรองเท้าพื้นดำลายทอง มันก็ย่อขยายขนาดให้พอดีกับเท้าโดยอัตโนมัติ
ฟู่ว...
สายลมบางเบาพัดโชยมา พันเกี่ยววนเวียนอยู่ข้างหู ข้างกาย และใต้ฝ่าเท้า
สวี่จิ้งจับโขดหินด้านข้างไว้ เขาสัมผัสได้ว่าเพียงแค่คิด ก็สามารถลอยตัวขึ้นไปในอากาศได้แล้ว
แต่เขาก็ไม่เคยใช้มาก่อน ตอนนี้จึงรู้สึกตื่นตระหนกอยู่บ้าง
“ช้าหน่อยนะ! ช้าหน่อย!”
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ จับโขดหินไว้แล้วค่อย ๆ ลอยตัวขึ้น หัวใจเต้นรัวแรง ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังพูดอยู่กับใคร
ระบบเงียบงันอยู่ในหัวของเขา เฝ้ามองด้วยความเจ้าเล่ห์ จากนั้นเมื่อเขาลอยห่างจากพื้นได้เมตรกว่า ๆ จู่ ๆ มันก็ตะโกนเสียงดังลั่นในห้วงสมุทรแห่งปัญญา
[แฮ่!]
ฟิ้ว!
สวี่จิ้งตกใจจนกรีดร้องออกมาเสียงหลง จากนั้นก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในพริบตา!
บนทางเดินไม้กระดานรอบทะเลสาบเซียนร่วงหล่น พนักงานเข้ากะคนหนึ่งจู่ ๆ ก็หันขวับไปมองท้องฟ้าด้านหลัง จากนั้นก็ดึงแขนเสื้อเพื่อนร่วมงานพลางเอ่ยด้วยความตื่นเต้น
“นายเห็นอะไรหรือเปล่า”
“อะไรนะ มีคนเหรอ”
ทั้งทีมตื่นตัวขึ้นมาทันที หัวหน้าทีมถึงขั้นควักวิทยุสื่อสารออกมาแล้ว
“ฉัน... เมื่อกี้ฉันเหมือนจะเห็นทางฝั่งถ้ำสีน้ำเงิน...” คนผู้นั้นเอียงคอ พูดอย่างยากลำบาก “มีตัวอะไรบินขึ้นไปบนฟ้าก็ไม่รู้...”