- หน้าแรก
- ย้อนเวลายุค 1970 พร้อมห้างพันล้าน ฉันขอรวยเงียบๆ ในชนบท
- บทที่ 6 ถึงเวลาแสดงทักษะการละคร
บทที่ 6 ถึงเวลาแสดงทักษะการละคร
บทที่ 6 ถึงเวลาแสดงทักษะการละคร
บทที่ 6 ถึงเวลาแสดงทักษะการละคร
ซ่งห่าวและหลิวเฉียวอวี่รีบเร่งกลับมาถึงบ้าน ทว่าซ่งฟู่ยวี่กลับไม่ได้อยู่บนเตียงหลังเล็กในห้องครัวเสียแล้ว เหลือเพียงรอยเลือดจางๆ ทิ้งไว้บนหมอนเท่านั้น
"หล่อนหายไปไหนแล้ว! ไหนคุณบอกว่าหล่อนนอนซมอยู่บนเตียงไง!"
เมื่อเห็นว่าลูกสาวไม่ได้อยู่ในบ้าน ซ่งห่าวก็เกิดอาการลนลานและตวาดใส่หลิวเฉียวอวี่ด้วยความโมโห
เขารู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นในวันนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะไม่เป็นไปตามที่เขาหวังระแวงไว้
"ฉัน... ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ ก่อนที่ฉันจะออกไป ฉันกับซิ่วซิ่วก็ช่วยกันอุ้มหล่อนมานอนบนเตียงนี้เห็นๆ"
เมื่อเห็นว่าคนที่ควรจะอยู่กลับไม่อยู่บนเตียง หิวเฉียวอวี่เองก็รู้สึกทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน
"หรือว่าหล่อนจะไปอยู่ที่บ้านของหลี่ชุ่ยผิงที่อยู่ชั้นล่าง วันนี้เป็นวันหยุดของหลี่ชุ่ยผิง หล่อนไม่ได้ไปทำงานนี่นา"
"เด็กคนนั้นบาดเจ็บแถมไม่มีเงินติดตัว นอกจากจะไปหาหลี่ชุ่ยผิงแล้ว หล่อนก็คงไม่มีที่พึ่งอื่นอีกแล้วล่ะ"
ทั้งสองคนจึงรีบพากันวิ่งลงไปชั้นล่าง
พวกเขาทุบประตูบ้านของหลี่ชุ่ยผิงอยู่นาน แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมาจากข้างใน หลิวเฉียวอวี่หวาดกลัวจนมือไม้สั่นไม่ยอมหยุด
"บางทีหลี่ชุ่ยผิงอาจจะพาหล่อนไปโรงพยาบาลแล้วก็ได้นะจ้ะ เมื่อก่อนหลี่ชุ่ยผิงก็ชอบซื้อยามาให้ซ่งฟู่ยวี่เด็กเหลือขอคนนั้นอยู่บ่อยๆ ตอนนี้หัวหล่อนแตกขนาดนั้น หลี่ชุ่ยผิงอาจจะพาหล่อนไปทำแผลที่โรงพยาบาลแล้วก็เป็นได้"
ซ่งห่าวพยายามสะกดกลั้นความโกรธแค้นในใจ และยอมรับความเป็นไปได้นี้ไปก่อน โดยหวังว่าพวกหล่อนจะไปโรงพยาบาลกันจริงๆ... ในอีกด้านหนึ่ง หลังจากที่ซ่งฟู่ยวี่ได้รับการพันแผลที่ศีรษะและรับยาตามที่หมอสั่งเรียบร้อยแล้ว หล่อนก็เดินตามเฉินกั๋วซิงกลับมายังห้องทำงานของเขาในเขตโรงงาน
หลังจากกลับมาถึงห้องทำงาน เฉินกั๋วซิงก็สั่งให้คนรินน้ำอุ่นมาให้หล่อนแก้วหนึ่ง และเฝ้ามองจนกระทั่งหล่อนกลืนยาลงคอไปเรียบร้อย
"เล่าเรื่องที่เธอเจอะเจอมาให้ฉันฟังหน่อยซิ"
ซ่งฟู่ยวี่อยากจะพูดตั้งแต่ตอนที่อยู่บนรถแล้ว แต่เฉินกั๋วซิงได้ห้ามหล่อนไว้ก่อน โดยบอกว่าหล่อนอาจจะเวียนหัวจากแรงสั่นสะเทือนของรถเพราะบาดแผลที่ศีรษะ ตอนนี้หล่อนจึงสามารถระบายความอัดอั้นตันใจออกมาได้เสียที
หล่อนรู้สึกกระวนกระวายใจ และอยากจะจัดการเรื่องนี้ให้จบสิ้นไปโดยเร็ว การต้องอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันกับพวกสารเลวพวกนั้นแม้เพียงอีกคืนเดียวก็ทำให้หล่อนรู้สึกขยะแขยงจนทนไม่ไหวแล้ว
ซ่งฟู่ยวี่เล่ารายละเอียดทุกอย่างให้เฉินกั๋วซิงฟังอย่างถี่ถ้วน ตั้งแต่ประสบการณ์ในวัยเด็กของเจ้าของร่างเดิมไปจนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้
เมื่อฟังถึงตอนท้าย เฉินกั๋วซิงก็ลุกพรวดขึ้นมาด้วยความโมโหและทุบกำปั้นลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น
เสียงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนั้นทำให้ทั้งซ่งฟู่ยวี่และหลี่ชุ่ยผิงที่นั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ สะดุ้งตกใจด้วยความหวาดกลัว
ผู้อำนวยการโรงงานคนนี้ดูจะเดือดดาลยิ่งกว่าหล่อนที่เป็นผู้เสียหายเสียอีก ซ่งฟู่ยวี่ถึงกับทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะว่าควรจะเล่าต่อดีหรือไม่
เมื่อตระหนักได้ว่าความเกรี้ยวกราดของตนทำให้หญิงสาวทั้งสองคนตกใจ เฉินกั๋วซิงจึงรีบกล่าวคำขอโทษทันที "ฉันขอโทษด้วยนะ พวกเธอเล่าต่อเถอะ"
เขาผายมือให้ซ่งฟู่ยวี่เล่าต่อ จากนั้นก็นั่งลงและจิบชา เพื่อพยายามอย่างสุดความสามารถในการระงับอารมณ์ที่พร้อมจะระเบิดออกมา
หล่อนได้เล่าเรื่องราวส่วนใหญ่ที่เจ้าของร่างเดิมเคยประสบพบเจอไปหมดแล้ว เมื่อเห็นว่าเขาควบคุมอารมณ์ได้แล้ว ซ่งฟู่ยวี่จึงเริ่มแจ้งความประสงค์ของตนเอง
"คุณลุงผู้อำนวยการคะ ทางคณะกรรมการชุมชนได้ส่งรายชื่อของฉันไปยังสำนักงานเยาวชนผู้มีการศึกษาแล้วค่ะ อีกสี่วันฉันจะต้องเดินทางออกจากเมืองเหิงเพื่อไปยังเมืองฉินที่อยู่ทางเหนือเพื่อเข้าร่วมการพัฒนาชนบทแห่งใหม่ ดังนั้นฉันจึงอยากจะจัดการเรื่องตำแหน่งงานของแม่ให้เรียบร้อยก่อนที่จะเดินทางค่ะ"
"ถ้าเธอไม่อยากไปชนบท ฉันสามารถหาคนในสำนักงานเยาวชนผู้มีการศึกษาเพื่อขีดฆ่าชื่อของเธอออกให้ได้นะ"
"เธอสามารถสืบทอดตำแหน่งงานของแม่เธอได้ก่อนกำหนด พอมีงานทำแล้ว เธอจะได้ไม่ต้องเดินทางไปไกลขนาดนั้น ส่วนเรื่องการโอนตำแหน่งงานจากหลิวเฉียวอวี่ไปให้ซ่งซิ่วซิ่วนั้น ถือว่าเป็นโมฆะ"
ซ่งฟู่ยวี่ยังเด็กและอาจจะไม่รู้ว่าการไปชนบทต้องเผชิญกับอะไรบ้าง แต่ในฐานะผู้อำนวยการโรงงานเหล็กกล้า เขา ย่อมเคยได้ยินเรื่องราวมามากมาย
เข้าร่วมการพัฒนาชนบทแห่งใหม่อะไรกัน?
การไปชนบทก็คือการไปทำงานไร่ทำงานนา ชาวบ้านทำอะไร เยาวชนผู้มีการศึกษาก็ต้องทำตามอย่างนั้น
คนเมืองไม่เคยทำนาทำไร่มาก่อน คนรุ่นใหม่หลายคนแยกแยะประเภทของเมล็ดพืชไม่ออกด้วยซ้ำ แล้วจะไปช่วยแนะนำการทำงานได้อย่างไร มันเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อจัดสรรคนให้ลงตัวเท่านั้นเอง
เขาสามารถจัดหางานเอกสารเบาๆ ในโรงงานให้หล่อนได้โดยตรง เขาไม่อยากให้ซ่งฟู่ยวี่ต้องไปทนทุกข์ทรมานเช่นนั้น
"คุณลุงผู้อำนวยการคะ คุณลุงก็ทราบสถานการณ์ที่ฉันเพิ่งเล่าไปแล้วนี่คะ ฉันไม่อยากจะเกี่ยวข้องอะไรกับพวกไมตรีพวกนั้นอีกแล้วค่ะ ฉันแค่อยากจะไปให้ไกลจากพวกนั้น และถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากจะเจอหน้ากันอีกเลยตลอดชีวิตนี้ค่ะ"
"ฉันไม่กลัวหรอกค่ะว่างานในชนบทจะหนักหนาหรือเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน ทำงานมากก็ได้กินมาก ต่อให้ต้องอดตายจนตาย มันก็เป็นเส้นทางที่ฉันเลือกเองค่ะ"
"ที่สำคัญคือ ขอเพียงแค่ฉันเดินจากไป ฉันก็ไม่ต้องโดนทุบตีอีกต่อไปแล้ว..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ซ่งฟู่ยวี่ก็สามารถเค้นน้ำตาให้ไหลออกมาจากตาได้สองหยด
หล่อนรู้สึกว่าทักษะการแสดงที่เคยเรียนรู้มาจากละครโทรทัศน์น้ำเน่าในอดีตได้นำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกเวลาแล้ว หล่อนหวังว่าผู้อำนวยการโรงงานจะเกิดความสงสาร อย่างน้อยที่สุด ป้าชุ่ยผิงที่อยู่ข้างๆ ก็ร้องไห้โยนด้วยความเวทนาหล่อนไปเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเห็นหล่อนร้องไห้สะอึกสะอื้น เฉินกั๋วซิงเองก็รู้สึกสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย
ก่อนหน้านี้ที่โรงพยาบาล ทั้งที่บาดเจ็บจนปวดร้าวขนาดนั้น หล่อนยังอดทนไว้ได้โดยไม่ยอมหลั่งน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ตอนนี้หล่อนกลับต้องมาร้องไห้ด้วยความโศกเศร้าเสียใจ แสดงว่าหล่อนคงจะรู้สึกเกลียดชังคนในครอบครัวนั้นและพวกคนพวกนั้นอย่างสุดซึ้งมานานแล้ว
ในเมื่อหล่อนตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไปชนบท สิ่งที่เขาพอจะทำได้มากที่สุดก็คือการส่งข้าวของไปให้หล่อนเพิ่มขึ้นในวันหน้า เพื่อที่เด็กสาวคนนี้จะได้ไม่ต้องทนหนาวทนหิว
"แล้วเรื่องพ่อกับแม่เลี้ยงของเธอ เธอมีวิธีจัดการในใจหรือยังล่ะ"
เฉินกั๋วซิงมีวิธีรับมือกับพวกนั้นเป็นร้อยวิธี แต่จากการได้พูดคุยกับซ่งฟู่ยวี่ในวันนี้ เขารับรู้ได้ว่าแม้เด็กสาวคนนี้จะดูอ่อนแอ แต่กลับมีความคิดที่ชัดเจนและเด็ดเดี่ยวเป็นอย่างยิ่ง
คำพูดคำจาของหล่อนไม่เพียงแต่มีการเรียบเรียงอย่างเป็นระบบระเบียบเท่านั้น แต่หลายสิ่งที่หล่อนพูดออกมาเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญ กลับช่วยจูงใจให้ผู้ฟังคิดตามความต้องการของหล่อนได้อย่างแนบเนียน
คงจะดีไม่น้อยหากหล่อนเป็นลูกสาวของเขา เขาจะตั้งใจอบรมเลี้ยงดูหล่อนอย่างแน่นอน เด็กคนนี้เกิดมาเพื่อทำสิ่งใหญ่โต น่าเสียดาย... เมื่อพิจารณาจากท่าทีที่ไม่แยแสของซ่งห่าวแล้ว อย่าว่าแต่จะส่งเสริมเลี้ยงดูเลย เหตุผลเดียวที่พวกนั้นยอมให้หล่อนเรียนหนังสือก็เพราะโรงงานเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้ และถึงกระนั้น พวกนั้นก็ยอมให้หล่อนเรียนจบแค่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเท่านั้น
สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ หากไม่ใช่เพราะพวกนั้นหวาดกลัวโรงงาน หิวเฉียวอวี่ก็คงจะไม่ยอมให้หล่อนเรียนจบแม้กระทั่งชั้นประถมศึกษาด้วยซ้ำ
การยอมให้หล่อนเรียนจนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นนั้น ในใจของหลิวเฉียวอวี่ ถือเป็นความเมตตาอันใหญ่หลวงที่สุดที่มอบให้แก่ซ่งฟู่ยวี่แล้ว
"บ้านของครอบครัวเรา เดิมทีได้รับการจัดสรรในนามส่วนตัวของแม่ฉันค่ะ ถ้าฉันจำไม่ผิด ในเวลาต่อมาทางโรงงานเป็นฝ่ายดำเนินการโอนมาเป็นชื่อของฉันเอง ฉันไม่ทราบว่าทางโรงงานจะอนุญาตให้ฉันโอนกรรมสิทธิ์ได้หรือไม่คะ"
"โอนกรรมสิทธิ์งั้นรึ? เธออยากจะขายบ้านหลังนั้นอย่างนั้นหรือ? แต่ถ้าเธอขายไปแล้ว วันข้างหน้าหากเธอกลับมา เธอจะไม่มีที่อยู่อาศัยนะ"
"หากเป็นไปได้นั่นคือสิ่งที่ฉันปรารถนาค่ะ อีกอย่าง ถึงแม้ตอนนี้ฉันจะมีบ้าน แต่ฉันก็นอนอยู่ในห้องครัว มันเต็มไปด้วยความทรงจำที่เจ็บปวด ฉันสู้ไม่มีมันเสียยังจะดีกว่าค่ะ"
เฉินกั๋วซิงแอบด่าทอซ่งห่าวอยู่ในใจอีกครั้ง หลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตกลงใจได้
"ทางโรงงานสามารถจัดสรรเงินทุนเพื่อรับซื้อบ้านหลังนั้นคืนได้"
ซ่งฟู่ยวี่รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ยินเช่นนั้น ด้วยวิธีนี้หล่อนจะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาคนซื้อ และเนื่องจากตอนนี้หล่อนยังไม่มีวิธีโอนย้ายทะเบียนบ้าน การที่โรงงานรับซื้อคืนจึงเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุด
"ราคาในการรับซื้อคืนจะเป็นเท่าไหร่นั้นไม่สำคัญหรอกค่ะ ฉันเพียงแต่หวังว่าเรื่องที่ฉันมีส่วนเกี่ยวข้องจะไม่ถูกเปิดเผย และยิ่งจัดการได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีค่ะ"
ด้วยเหตุที่มีสิ่งของมากมายอยู่ในมิติส่วนตัว หล่อนจึงไม่ได้สนใจเงินไม่กี่ร้อยหยวนนั้นเลยแม้แต่น้อย หล่อนเพียงต้องการให้คนพวกนั้นไสหัวออกไปจากบ้านของแม่ของเจ้าของร่างเดิมให้พ้นๆ
สำหรับบ้านหลังนี้ หล่อนไม่มีทางกลับมาอยู่อาศัยอีกอย่างแน่นอน ดังนั้นการขายทิ้งไปจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
"เรื่องนั้นเธอวางใจได้เลย พวกเราไม่มีทางให้พวกนั้นรู้เรื่องอย่างเด็ดขาด"
หลี่ชุ่ยผิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็รีบรับรองทันทีว่าหล่อนจะไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว
หล่อนรู้สึกสงสารซ่งฟู่ยวี่จับใจ และแทบจะรอไม่ไหวที่จะเห็นหลิวเฉียวอวี่และคนอื่นๆ ต้องไปนอนข้างถนน ดังนั้นหล่อนจะเก็บงำความลับนี้ไว้เป็นอย่างดีแน่นอน
ซ่งฟู่ยวี่ยังได้บอกแผนการที่หล่อนคิดจะจัดการกับตำแหน่งงานนั้นให้ผู้อำนวยการโรงงานฟังอีกด้วย
หลังจากฟังจบ เฉินกั๋วซิงก็แอบยกนิ้วโป้งให้ซ่งฟู่ยวี่อยู่ในใจ
เด็กสาวคนนี้มีความสามารถมากกว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก และยังมีความเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดอีกด้วย
เขาไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดที่ไม่เหมาะสมหรือแปลกประหลาดเลย ในทางตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกว่าสิ่งที่หล่อนทำนั้นถูกต้องแล้ว ด้วยนิสัยของคนทีเห็นแก่ผลประโยชน์อย่างซ่งห่าว เขาจะต้องยอมเดินตามเกมของหล่อนอย่างแน่นอน