- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 619 พลังมิติเวลา
ตอนที่ 619 พลังมิติเวลา
ตอนที่ 619 พลังมิติเวลา
หลังจากฟังข้อความส่งกระแสจิตจากท่านอาจารย์จบแล้ว คนทั้งแปดแห่งกลุ่มอสุราต่างตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าประหลาด
ท้ายที่สุดเป็น จูเก๋อโย่วหลิน ที่ทำลายความเงียบสงัดลง เขาเอ่ยด้วยความตกตะลึง
"ไม่จริงน่า พวกเราถูกจับได้แล้วหรือ?"
เสิ่นเยียนค่อยๆ เอ่ยปาก
"การจะจับได้นั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ตระกูลลู่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดที่จะมาพิสูจน์ได้ว่าพวกเราคือคนที่ไปอาละวาดที่นั่น"
เวินอวี้ชูหัวเราะเบาๆ
"เพียงแค่พวกเรายืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าไม่ใช่ ก็สิ้นเรื่องแล้ว"
"มันจะง่ายดายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?" เผยซู่ขมวดคิ้วแน่น "กระบวนท่าของพวกเรา รวมถึงฉายาอสุรา ผู้อื่นแค่ตรวจสอบดูก็รู้แล้ว"
อวี่ฉางอิงมองไปยังเสิ่นเยียนด้วยสายตาที่แฝงความนัยบางอย่าง
"ดังนั้น คงต้องพึ่งพาน้องเยียนเยียนแล้วล่ะ"
เมื่อเหล่าสหายได้ยินเช่นนั้น สายตาก็พากันจับจ้องไปที่เสิ่นเยียน ทว่านางกลับแย้มยิ้มออกมาอย่างสงบเยือกเย็น
นางกล่าวว่า "อีกสองเดือนกว่าก็จะถึงงานชุมนุมฉางหมิง ถึงเวลานั้นแผนการของข้าก็จะถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ก่อนหน้านั้น ข้าจะใช้ฐานะของเสิ่นเคอไปเจรจาข้อตกลงกับท่านเจ้าสำนักแห่งสำนักเฉียนคุนเสียก่อน"
เซียวเจ๋อชวนเข้าใจความหมายที่นางต้องการจะสื่อได้อย่างรวดเร็ว
"เจ้าหมายความว่าจะให้สำนักเฉียนคุนคุ้มครองพวกเราไปสักระยะหนึ่งก่อนงั้นหรือ?"
เสิ่นเยียนพยักหน้า
เวินอวี้ชูถอนหายใจเบาๆ
"ที่แท้หัวหน้าอย่างเจ้าก็มีแผนรับมือเตรียมไว้แต่แรกแล้ว"
จูเก๋อโย่วหลินขยับเข้าไปใกล้ กะพริบตาปริบๆ พลางเอ่ยถามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ตกลงแล้วมันคือแผนการอะไรกันแน่? บอกข้าหน่อยได้หรือไม่?"
"ไว้ค่อยบอกพวกเจ้าทีหลังก็แล้วกัน" เสิ่นเยียนเอ่ย
จูเก๋อโย่วหลินถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวัง
"ก็ได้"
เจียงเสียนเยวี่ยเอ่ยว่า "แล้วตอนนี้พวกเราจะตอบกลับท่านอาจารย์อย่างไรดี? ข้าดูแล้วเขาคงจะร้อนใจแย่แล้วล่ะ"
เสิ่นเยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบว่า "ย่อมต้องบอกความจริงแก่เขา เพียงแต่เรื่องฐานะเสิ่นเคอของข้า คงต้องปิดบังเอาไว้ก่อน"
ในเวลานี้ จูเก๋อโย่วหลินยกมือขึ้นกุมตำแหน่งหัวใจ ถอนหายใจออกมาติดๆ กัน แววตาฉายแววอ้างว้างโดดเดี่ยว พลางทอดถอนใจ
"จู่ๆ ก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา ท่านอาจารย์จะเสียใจภายหลังหรือไม่ที่รับพวกเราทั้งแปดคนเป็นศิษย์?"
เซียวเจ๋อชวนได้ยินดังนั้น ก็ปรายตามองเขาแวบหนึ่งแล้วเอ่ยว่า "เสแสร้ง"
เมื่อจูเก๋อโย่วหลินได้ยิน ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาในทันที เขาพุ่งตรงไปยังทิศทางของเซียวเจ๋อชวน ปากก็ยังก่นด่าไปว่า
"เซียวเจ้าหมาชวน! เจ้าว่าผู้ใดกัน?"
กลับเห็นเซียวเจ๋อชวนเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างอย่างสบายๆ จูเก๋อโย่วหลินจึงพุ่งวืด ร่างล้มกระแทกพื้นอย่างจัง กลายเป็นท่าสุนัขกินดินไปเสียอย่างนั้น
ปัง!
จูเก๋อโย่วหลินร้องโอดครวญออกมาด้วยความเจ็บปวด เพราะบาดแผลบนร่างปริแตกออกอีกครั้ง เลือดสดๆ ไหลซึมออกมา เจ็บจนหนังศีรษะชาหนึบ
เขายื่นมือไปยังทิศทางของเจียงเสียนเยวี่ยอย่างยากลำบาก
"เยวี่ยเยวี่ย! ช่วยข้าด้วย!"
เจียงเสียนเยวี่ยเอ่ยเสียงเย็น
"สมน้ำหน้า!"
"เยวี่ยเยวี่ย..."
"เลิกเรียกได้แล้ว ร้องเรียกราวกับกำลังเรียกวิญญาณอย่างนั้นแหละ"
เจียงเสียนเยวี่ยมีสีหน้าเย็นชา แม้ปากจะไม่ปรานี แต่ก็ยังเดินไปข้างกายจูเก๋อโย่วหลิน พยุงเขาให้ลุกขึ้น ใส่ยาและทำแผลให้เขาใหม่อีกครั้ง
"จริงสิ มีเรื่องหนึ่งที่ข้าลืมถามเจ้าไปเลย" จู่ๆ เผยซู่ก็เอ่ยขึ้น เขามองไปยังเสิ่นเยียนด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย
"เหตุใดเจ้าจึงสามารถทำลายค่ายกลพิทักษ์ตระกูลของตระกูลลู่ รวมถึงค่ายกลพิทักษ์เมืองของนครหลวงเหิงโจวได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนั้น?"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหล่าสหายต่างก็หันไปมองเสิ่นเยียน เห็นได้ชัดว่าภายในใจของพวกเขาก็อยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมากเช่นกัน
เสิ่นเยียนค่อยๆ อธิบาย
"เพราะสายเลือดสกุลเสิ่นมีพลังมิติเวลาอยู่ในตัว ก่อนหน้านี้ข้าได้ปลุกสายเลือดให้ตื่นขึ้น และยังจำความทรงจำส่วนหนึ่งในอดีตชาติได้ ดังนั้นในตอนที่อยู่แดนมืด ข้าจึงได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาที่เกี่ยวกับพลังมิติเวลา คำว่ามิติเวลาสามารถสรุปง่ายๆ ได้ว่าคือเวลาและมิติ (อวกาศ) และค่ายกลอาคมเหล่านี้ ก็จัดอยู่ในประเภทของมิติอย่างหนึ่ง"
หลังจากที่เหล่าสหายได้ฟังก็กระจ่างแจ้งในทันที
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง มิน่าเล่าเสิ่นเยียนถึงสามารถทำลายค่ายกลขนาดใหญ่เหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย
เวินอวี้ชูปรายตามองเสิ่นเยียนด้วยสายตาที่มืดหม่นลง ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ เขาเม้มริมฝีปาก ในที่สุดก็เอ่ยปากว่า
"เยียนเยียน เจ้าต้องการจะฝึกฝนเคล็ดวิชามิติเวลาจริงๆ งั้นหรือ?"
พวกอวี่ฉางอิงฟังออกถึงความจริงจังในน้ำเสียงของเวินอวี้ชู
"เคล็ดวิชามิติเวลามีข้อเสียอันใดหรือ?"
เวินอวี้ชูส่ายหน้า
"ข้าก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่ามีข้อเสียที่แน่ชัดอย่างไร แต่ข้ามักจะรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เยียนเยียน ข้าหวังว่าเจ้าจะนำไปพิจารณาดูให้ดี"
เสิ่นเยียนช้อนตาขึ้นมองเวินอวี้ชูนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ภายในใจเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงตนเอง
แต่นางได้ตัดสินใจไว้แต่แรกแล้ว
พลังมิติเวลาเกี่ยวพันกับความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสายเลือดสกุลเสิ่น
"ขอบใจเจ้านะ อวี้ชู" เสิ่นเยียนสูดหายใจเข้าลึกๆ
เมื่อเวินอวี้ชูได้ยินคำกล่าวนี้ ก็เข้าใจในตัวเลือกของอีกฝ่ายทันที
จากนั้นเขาก็เอ่ยประโยคหนึ่งที่ทำให้หลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างงุนงงไปตามๆ กัน
"หากมองในแง่มุมหนึ่ง พวกเราล้วนเหมือนกันทั้งสิ้น"
เสิ่นเยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย
เซียวเจ๋อชวนกล่าวตรงๆ
"อวี้ชู พวกข้าไม่เข้าใจหรอก"
"ใช่แล้ว อวี้ชู นี่เจ้ากำลังเล่นปริศนาคำทายอันใดอยู่?" จูเก๋อโย่วหลินขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยถามด้วยความสงสัย
ทว่าเวินอวี้ชูกลับเอาแต่ยิ้มไม่พูดอะไร
ต้องมีสักวันที่พวกเขาจะได้รับรู้
แต่เขาหวังว่าวันนั้นจะมาถึงช้าลงอีกสักหน่อย สักหน่อยก็ยังดี
อวี่ฉางอิงเดินไปเบื้องหน้าเวินอวี้ชู ยื่นนิ้วออกไปจิ้มที่ตำแหน่งหัวใจของเขา พลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าอ่อนโยนและยั่วยวนว่า
"ท่านพี่อวี้ชู ภายในใจของท่านซุกซ่อนความลับอันใดเอาไว้หรือ?"
เวินอวี้ชูสัมผัสได้ถึงความรู้สึกจั๊กจี้ที่ส่งมาจากตำแหน่งหัวใจ
เขาหลุบตามองนางอย่างจริงจังซึ่งหาได้ยากนัก เอ่ยเสียงเบาว่า
"ความลับที่ไม่ควรมีผู้ใดล่วงรู้"
เมื่ออวี่ฉางอิงสบเข้ากับแววตาอันลึกล้ำของเวินอวี้ชู กลับเกิดความรู้สึกลุกลี้ลุกลนขึ้นมาสายหนึ่ง เพราะสายตาของเขาในตอนนี้ช่างดูดุดันและคุกคามมากเหลือเกิน
อวี่ฉางอิงชักนิ้วกลับ รอยยิ้มดูไม่เป็นธรรมชาติอยู่บ้าง
นางรีบสงบสติอารมณ์ลง แย้มยิ้มหวานหยาดเยิ้มอีกครั้ง เอียงคอถามเล็กน้อย
"ท่านพี่อวี้ชู วันหน้าท่านจะบอกข้าหรือไม่?"
เวินอวี้ชูยิ้มบางๆ เอ่ยว่า
"วันหน้า หากจะให้บอก อาจจะต้อง... เก็บค่าธรรมเนียม หากน้องฉางอิงอยากรู้ล่ะก็ ข้าจะลดราคาให้ก็แล้วกัน"
ยังไม่ทันที่อวี่ฉางอิงจะตอบ เสียงของจูเก๋อโย่วหลินก็ดังลอยมา
"นี่ พวกเจ้าสองคนพอได้แล้ว! ช่างหวานเลี่ยนกันเสียจริง! ทำเอาข้าขนลุกเกรียวไปหมดแล้วเนี่ย!"
จูเก๋อโย่วหลินเอ่ยพลางลูบแขนตัวเองอย่างโอเวอร์ ราวกับมีอะไรบางอย่างทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัวจริงๆ
อวี่ฉางอิงค่อยๆ หันหน้าไป ถามด้วยรอยยิ้มที่คล้ายจะไม่ยิ้ม
"เจ้าน้ำเสียงแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?"
พอจูเก๋อโย่วหลินเห็นท่าทางของนางที่จวนจะระเบิดอารมณ์ออกมา ก็รีบโค้งคำนับไปทางนางอย่างไม่ลังเล
"ขออภัยด้วย"
เหล่าสหาย "..."
เก่งจริง เจ้าก็แข็งข้อให้มากกว่านี้สิ
…
ยังมีเวลาอีกสองวันกว่าจะเดินทางไปถึงเขตไท่ซุ่ย และในช่วงเวลานี้เอง ข่าวที่ว่ามีกลุ่มที่ชื่อว่า อสุรา ไปอาละวาดที่ตระกูลลู่แห่งเมืองเหิงโจว ก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วแดนฉางหมิง ดึงดูดให้ผู้คนพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา
ชั่วเวลาหนึ่ง ชื่อเสียงของกลุ่มอสุราก็โด่งดังเป็นพลุแตก
จุดที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดก็คือ ตระกูลลู่แห่งเมืองเหิงโจวถึงกับไม่สามารถจับกุมกลุ่มอสุรากลุ่มนั้นได้
ก่อนที่กลุ่มอสุราจะกลับไปถึงสำนักเฉียนคุน คนของตระกูลลู่ก็ไปเยือนสำนักเฉียนคุนแล้ว เพื่อบีบให้สำนักเฉียนคุนส่งมอบตัวกลุ่มอสุราออกมา!
ณ โถงใหญ่แห่งสำนักเฉียนคุน
ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลลู่เอ่ยเสียงขรึม
"กลุ่มอสุราทั้งแปดคนก็คือศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสฉี สำนักเฉียนคุนของพวกเจ้าจะต้องให้คำอธิบายแก่ตระกูลลู่ของพวกเรา!"
ผู้อาวุโสฉีหัวเราะ เอ่ยอย่างไม่รีบร้อนว่า
"ศิษย์สายตรงของชายชราผู้นี้เดินทางไปช่วยเหลือคนที่แดนมืดตั้งนานแล้ว จะไปอาละวาดที่ตระกูลลู่ได้อย่างไร?! พวกเจ้ามีหลักฐานพิสูจน์หรือไม่ว่าศิษย์สายตรงของข้าคือผู้ก่อเรื่องเหล่านั้น? หากไม่มี ก็อย่ามาตั้งคำถามเอาผิดผู้อื่นมั่วซั่ว! งานชุมนุมฉางหมิงใกล้จะมาถึงแล้ว ตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เรื่องราววุ่นวายมากมาย สำนักเฉียนคุนของพวกเราก็ยุ่งมากเช่นกัน"
ความนัยที่แฝงอยู่ก็คือ ไม่ต้อนรับคนของตระกูลลู่อีกต่อไป