- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 613 เจตจำนงกระบี่อสุรา
ตอนที่ 613 เจตจำนงกระบี่อสุรา
ตอนที่ 613 เจตจำนงกระบี่อสุรา
เสิ่นเยียนถูกกระแทกจนถอยหลังไปสองก้าว ใบหน้าของนางซีดเผือดลงหลายส่วน
ไม่เพียงเพราะการโจมตีของลู่จิ่งเฉิงเท่านั้น แต่นางยังสูญเสียพลังวิญญาณไปมากเกินไป
การอัญเชิญฝูงอสูร ภูตผีนับหมื่น 'จี๋' 'อูอิ่ง' และ 'ฉงหมิง' ออกมา ทำให้พลังวิญญาณในร่างของนางแทบจะเหือดแห้ง
ลู่จิ่งเฉิงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังที่ปั่นป่วนของเสิ่นเยียน ภายในใจก็คิดว่านางคงหมดฤทธิ์แล้ว จึงเอ่ยถามเสียงเย็น
"พวกเจ้าเป็นใครกันแน่?"
เสิ่นเยียนเผยรอยยิ้มมุมปากที่ดูคล้ายไม่ยิ้ม
มือซ้ายของนางหยิบหน้ากากสีเงินครึ่งหน้าออกมา แล้วค่อยๆ สวมลงบนใบหน้า
ริมฝีปากขยับเอื้อนเอ่ยแผ่วเบา
"อสุรา"
ลู่จิ่งเฉิงหรี่ตาลง แผดเสียงหัวเราะหยัน
"อสุรา?"
"ส่งตัวเฮ่อเหลียนหวยออกมา!"
"ท่านผู้นำตระกูลลู่ พวกท่านก่อเรื่องสกปรกโสมมไว้ตั้งมากมาย ไม่กลัวว่าจะสิ้นไร้ทายาทสืบสกุลบ้างเลยหรือ?"
เมื่อเสิ่นเยียนเอ่ยประโยคเหล่านี้จบ สีหน้าของนางก็พลันเย็นเยียบขึ้นมาทันที
ลู่จิ่งเฉิงขมวดคิ้วแน่น
"สามหาว! รนหาที่ตาย!"
เขาคร้านจะเปลืองน้ำลายอีกต่อไป ตั้งใจจะใช้วิชาค้นวิญญาณกับนางเสียให้สิ้นเรื่อง
รอบกายของลู่จิ่งเฉิงเริ่มแผ่กลิ่นอายพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวออกมา นั่นคือแรงกดดันของยอดฝีมือระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นสิบระดับสูงสุด!
ทันทีที่แรงกดดันขุมนี้ปรากฏขึ้น อากาศรอบด้านก็ราวกับจะหยุดนิ่งไปในชั่วพริบตา
สิ่งก่อสร้างโดยรอบเริ่มปริร้าวและระเบิดแตกออก
แม้กระทั่งต้นไม้ใบหญ้าภายในจวนก็ยังถูกพลังถอนรากถอนโคนปลิวว่อน
เสิ่นเยียนคิดจะยกกระบี่ขึ้นต้านรับ ทว่าเพียงชั่วพริบตา ร่างของนางก็ถูกแรงกดดันนั้นกระแทกจนปลิวร่วงลงไปกองกับพื้น
ม่านตาของนางหดเกร็ง รู้สึกราวกับถูกภูเขาลูกใหญ่กดทับ มุมปากมีเลือดไหลซึม ร่างกายไม่อาจขยับเขยื้อน แม้แต่ 'กระบี่เทวะเทียนโจว' ในมือก็ยังหลุดร่วงลงพื้น
แววตาของลู่จิ่งเฉิงแฝงแววเย้ยหยันดูแคลน เขาวูบกายวาบเดียว วินาทีต่อมาก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าเสิ่นเยียน
เพียงเขายกมือขึ้น ร่างของเสิ่นเยียนก็ถูกดูดเข้าไปอยู่ในกำมือของเขา
ใต้ฝ่ามือของลู่จิ่งเฉิง คือกลางกระหม่อมของเสิ่นเยียนพอดี
"ก็ให้ผู้นำตระกูลอย่างข้าดูหน่อยเถิด ว่าพวกเจ้าเป็นใครกันแน่?"
เสิ่นหวยที่หลบซ่อนอยู่ภายในมิติพลังพิเศษเห็นภาพนี้เข้า ก็เบิกตากว้างพร้อมตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนก
"ท่านพี่!"
ทว่าในวินาทีที่ลู่จิ่งเฉิงเริ่มทำการค้นวิญญาณ แววตาของเสิ่นเยียนพลันเย็นเยียบ ริมฝีปากขมุบขมิบเอ่ยคำพูดบางอย่าง ทันใดนั้นความเปลี่ยนแปลงก็บังเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน—
เสิ่นเยียนคว้ากระบี่เทวะเทียนโจวขึ้นมาอย่างแรง แล้วตวัดแทงฉึกเข้าที่หน้าท้องของลู่จิ่งเฉิง!
ลู่จิ่งเฉิงไม่ได้ระวังตัว จึงไม่อาจหลบหลีกได้ทัน หน้าท้องของเขาถูกกระบี่เทวะเทียนโจวทะลวงผ่านในชั่วพริบตา!
"อ๊าก..."
ลู่จิ่งเฉิงแค่นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด โทสะพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที เขาซัดฝ่ามือฟาดเข้าที่ศีรษะของเสิ่นเยียนอย่างเกรี้ยวกราด
ปัง!
เสิ่นเยียนพลิกตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด
ส่วนตำแหน่งที่นางเคยอยู่เมื่อครู่ ก็ถูกกระแทกจนกลายเป็นหลุมลึกในพริบตา
เสิ่นเยียนรีบยันตัวลุกขึ้น สะบัดมือเรียวคราหนึ่ง กระบี่เทวะเทียนโจวที่ปักคาอยู่บนหน้าท้องของลู่จิ่งเฉิงก็ตอบรับการอัญเชิญ ถูกดึงกระชากออกจากร่างของเขาอย่างแรง แล้วกลับมาอยู่ในมือของนางอีกครั้ง
ใบหน้าของลู่จิ่งเฉิงซีดเผือด สายตาจ้องมองเสิ่นเยียนอย่างดำทะมึน
ยามนี้ กลิ่นอายพลังของเสิ่นเยียนไม่ปั่นป่วนอีกต่อไป กลับราบเรียบมั่นคงยิ่งนัก ซ้ำพลังวิญญาณยังเปี่ยมล้น
สีหน้าของลู่จิ่งเฉิงย่ำแย่ลง เขาคิดว่าตนถูกภาพลวงตาจากพลังที่ปั่นป่วนของเสิ่นเยียนหลอกตาเข้าเสียแล้ว หารู้ไม่ว่าเสิ่นเยียนได้ร่วมมือกับ 'จี๋' ถ่ายโอนพลังวิญญาณจากอนาคตมาใช้ล่วงหน้า ทว่านี่ก็ถือเป็นหนึ่งในแผนการของเสิ่นเยียนอย่างแท้จริง
จนถึงตอนนี้ เขาเพิ่งจะมองออกว่าระดับฝึกฝนของเสิ่นเยียนบรรลุถึงระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นห้าแล้ว
เสิ่นเยียนกวาดสายตามองลู่จิ่งเฉิงอย่างเย็นชา นางข่มจิตสังหารภายในใจและรักษาสติให้มั่น ร่างวูบไหว พุ่งทะยานไปยังทิศทางของก้อนกลมสีเขียว
เมื่อลู่จิ่งเฉิงเห็นเช่นนั้น สีหน้าก็ยิ่งดูไม่ได้ เขาจี้สกัดจุดบนร่างตัวเองสองสามแห่งเพื่อห้ามเลือดบริเวณหน้าท้องที่ถูกแทงทะลุ จากนั้นจึงพุ่งทะยานไล่ตามเสิ่นเยียนไป
"เจ้าเป็นใคร?!"
"นางสวมหน้ากาก ไม่ใช่คนของตระกูลลู่เรา!"
"จับตัวนางไว้!"
บรรดาศิษย์ตระกูลลู่ที่คอยคุ้มกันก้อนกลมสีเขียวอยู่ เมื่อเห็นเสิ่นเยียนบุกเข้ามาก็ตื่นตัวระแวดระวังทันที พวกเขารีบพุ่งเข้าจู่โจมนางอย่างรวดเร็ว
ทว่าเวลาเหลือน้อยเต็มที เสิ่นเยียนไม่มีเวลามาสนใจพวกมัน!
ต้องเผด็จศึกให้เร็วที่สุด!
เสิ่นเยียนตวัดกระบี่ฟันออกไป ศิษย์หลายคนถูกคลื่นกระบี่ซัดกระเด็น กระอักเลือดล้มลงกับพื้น บาดเจ็บสาหัสจนลุกไม่ขึ้น นางกวัดแกว่งกระบี่ในมืออย่างรวดเร็ว สังหารศิษย์ตระกูลลู่รอบกายไปทีละคน
ศิษย์เหล่านี้ล้วนมีฝีมือไม่ธรรมดา แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเสิ่นเยียน กลับไร้เรี่ยวแรงจะต่อกร
เพียงชั่วพริบตา ศิษย์นับสิบก็ร่วงลงไปกองกับพื้น
กระบี่เทวะเทียนโจวถูกชโลมไปด้วยเลือดในเวลาอันรวดเร็ว!
ศิษย์ตระกูลลู่ที่เหลือรอดต่างจ้องมองเสิ่นเยียนด้วยความหวาดกลัว ภายในใจเต็มไปด้วยความหวาดผวา ไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปใกล้
เสิ่นเยียนสลัดพวกศิษย์ตระกูลลู่ทิ้งอย่างรวดเร็ว แล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้าก้อนกลมสีเขียว นางยกกระบี่ขึ้น ทันใดนั้นปราณกระบี่อันแข็งแกร่งและบ้าคลั่งก็ก่อตัวขึ้น แผ่ซ่านเจตจำนงกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวออกมาในชั่วพริบตา
นางเอ่ยกับก้อนกลมสีเขียว
"ถอยไป!"
เมื่อก้อนกลมสีเขียวได้ยิน ก็ขยับถอยไปอยู่ด้านหลังอย่างว่าง่าย เอาแต่จ้องมองเสิ่นเยียนตาแป๋ว
เสิ่นเยียนใช้สองมือกุมด้ามกระบี่แน่น แล้วตวัดฟันลงมาอย่างแรง
แกรก—
ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่น ค่ายกลแตกสลายลงทันตาเห็น อากาศรอบด้านถูกเจตจำนงกระบี่อันทรงพลังม้วนกวาด ก่อเกิดเป็นพายุคลื่นโหมกระหน่ำ กระจายตัวออกไปทั่วทุกทิศทุกทางราวกับคลื่นยักษ์ซัดสาด
บรรดาศิษย์ตระกูลลู่ถูกแรงกระแทกมหาศาลซัดจนปลิวกระเด็น ร่วงกระแทกพื้นอย่างแรง
ก้อนกลมสีเขียวฉวยโอกาสกระโดดหลุดพ้นจากวงล้อมพายุ มันร่วงลงมาเกาะบนไหล่เสิ่นเยียนอย่างคล่องแคล่ว กะพริบตากลมโตปริบๆ คล้ายกำลังตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้อย่างมาก
ในตอนนั้นเอง ลู่จิ่งเฉิงก็ตามมาถึง
เมื่อเห็นซากศพลูกศิษย์นอนเกลื่อนกลาดเต็มพื้น โทสะในใจเขาก็พุ่งทะยานถึงขีดสุด ดวงตาแดงก่ำ สองมือกำกระบี่ยาวแน่น พุ่งเข้าหาเสิ่นเยียนอย่างไม่คิดชีวิต แล้วตวัดฟันออกไป
เสิ่นเยียนไหวตัวทัน นางกวาดกระบี่สวนกลับไปอย่างรวดเร็ว!
คมกระบี่ทั้งสองปะทะกันอย่างจัง!
ก่อให้เกิดพายุลมแรงพัดกระหน่ำ
ในระหว่างที่เสิ่นเยียนประมือกับลู่จิ่งเฉิง นางก็ส่งเสียงเรียกเบาๆ
"จี๋! ฉงหมิง!"
ส่วนทางด้านจี๋และฉงหมิงที่กำลังพัวพันอยู่กับผู้อาวุโสเก้าและผู้อาวุโสสิบ เมื่อได้ยินเสียงเรียก พวกมันก็หายตัวไปจากจุดเดิมในพริบตา!
สีหน้าของผู้อาวุโสเก้าและผู้อาวุโสสิบเปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกเขามองหน้ากัน ก่อนจะหันไปมองทิศทางที่เกิดเสียงกึกก้องที่สุดในยามนี้ ภาพที่เห็นคือผู้นำตระกูลของตนกำลังปะทะกับเด็กสาวสวมหน้ากากสีเงินครึ่งหน้า!
ส่วนวิญญาณภูต 'จี๋' และปักษา 'ฉงหมิง' ก็ไปปรากฏตัวอยู่ข้างกายเด็กสาวในชั่วพริบตา พวกมันซัดกระบวนท่าเข้าใส่ลู่จิ่งเฉิงจนเขากระเด็นถอยไปหลายก้าว
จากนั้น พวกมันก็อันตรธานหายไป
เสิ่นเยียนอาศัยช่องว่างนี้ พุ่งทะยานหลบหนีออกไปนอกค่ายกลคุ้มกันตระกูล
ลู่จิ่งเฉิงกำกระบี่ยาวในมือ แค่นเสียงหัวเราะเยาะ
"ค่ายกลคุ้มกันตระกูล ใช่สิ่งที่เจ้าจะทำลายได้ง่ายๆ หรือ?"
ทว่าภาพต่อมา กลับทำให้รอยยิ้มของเขาแข็งค้างไปในทันที
เมื่อเห็นเสิ่นเยียนทะลุผ่านค่ายกลคุ้มกันตระกูลออกไปดื้อๆ
ลู่จิ่งเฉิงตื่นตระหนกอย่างรุนแรง นี่มันเป็นไปได้อย่างไร?!
ไม่ใช่คนของตระกูลลู่ แล้วเหตุใดถึงสามารถเดินออกไปจากค่ายกลคุ้มกันตระกูลได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน?
เรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!
หรือว่าจะมีหนอนบ่อนไส้?!
ในขณะนั้นเอง ผู้อาวุโสเก้าและผู้อาวุโสสิบก็ตามมาถึงด้านหลังของลู่จิ่งเฉิง
เมื่อผู้อาวุโสทั้งสองเห็นว่าลู่จิ่งเฉิงได้รับบาดเจ็บ ก็เผยสีหน้าตกตะลึงออกมา
"ท่านผู้นำตระกูล ท่านบาดเจ็บ..."
น้ำเสียงของลู่จิ่งเฉิงแฝงความเดือดดาล
"ตามไป! ห้ามปล่อยให้พวกมันหนีรอดไปได้เด็ดขาด!"
"ขอรับ ท่านผู้นำตระกูล!"
ครั้งนี้ ลู่จิ่งเฉิงไม่คิดจะยืนดูเฉยๆ อีกต่อไป เป้าหมายของเขาคือเด็กสาวที่กล้าทำร้ายเขา!
เขากำกระบี่ยาวแน่น ทะลุผ่านค่ายกลคุ้มกันตระกูลออกไปพร้อมกับผู้อาวุโสเก้าและผู้อาวุโสสิบ สายตาจับจ้องไปยังเด็กสาวที่อยู่ไม่ไกลนัก ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะพุ่งเข้าไปหานาง—
จู่ๆ ก็มีคนเจ็ดคนปรากฏกายขึ้นข้างกายนางแทบจะพร้อมกัน
ทุกคนล้วนสวมหน้ากากสีเงินเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน