- หน้าแรก
- นกสองหัวอันดับหนึ่งแห่งต้าหมิง
- บทที่ 6 ทะลุฟ้าไปเลย?
บทที่ 6 ทะลุฟ้าไปเลย?
บทที่ 6 ทะลุฟ้าไปเลย?
บทที่ 6 ทะลุฟ้าไปเลย?
จิ่นอีเว่ยเป็นองค์กรที่ใหญ่และซับซ้อนมาก ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดมีกำลังพลหลายหมื่นคน ทว่าภายในก็ยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างคนชั้นสูงและคนชั้นต่ำอยู่ดี
ขุนนางและทหารระดับสั่งการของจิ่นอีเว่ยที่มีอำนาจล้นฟ้าและใครเห็นก็ต้องเกรงกลัวเหมือนในตำนานนั้น เป็นเพียงกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ในหมู่ประชากรจิ่นอีเว่ยเท่านั้น
ประชากรทหารจิ่นอีเว่ยส่วนใหญ่ต่างก็เป็นพวกหาเช้ากินค่ำเหมือนตระกูลไป๋ ได้รับเงินเดือนอันน้อยนิด และไม่ได้แตกต่างไปจากทหารระดับล่างในกองกำลังอื่นๆ เลย
ไป๋อวี๋ก้าวเดินตามหลังท่านขุนนางสารบรรณสื่อเข้าไปในประตูใหญ่ของศูนย์บัญชาการใหญ่จิ่นอีเว่ยด้วยความอยากรู้อยากเห็นเล็กน้อย
เวลานี้ที่ลานด้านหน้ามีกองทหารยืนรวมกันอยู่กลุ่มหนึ่ง และมีชายหนุ่มสวมชุดขุนนางระดับห้าตำแหน่งพันทศกำลังยืนกล่าวโอวาทกับพวกเขาด้วยท่าทางขึงขัง "จงไปที่ฝั่งตะวันตกให้หมด ไปสืบหาร่องรอยของ "ภาพจำลองริมแม่น้ำในเทศกาลเช็งเม้ง" ให้ละเอียด! อย่าหาว่าข้า เหยียนหู ไม่ดูแลพวกเจ้า หากพบเบาะแสรับรางวัลสิบตำลึงเงิน หากนำภาพกลับมาได้รับรางวัลร้อยตำลึงเงิน!"
ไป๋อวี๋ที่ไม่คุ้นเคยกับสถานที่และผู้คนไม่กล้ามองอะไรมากนัก แต่ได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ
สมกับเป็นศูนย์บัญชาการใหญ่จิ่นอีเว่ยจริงๆ งานที่รับผิดชอบนั้นช่างใหญ่โตหรูหรามีระดับ แตกต่างจากบรรยากาศในลานบ้านรวมและโรงช้างอย่างสิ้นเชิง!
ขณะเดียวกันไป๋อวี๋ก็เกิดความรู้สึกทอดถอนใจอีกครั้ง ความแตกต่างระหว่างประชากรจิ่นอีเว่ยด้วยกัน ช่างห่างไกลกันยิ่งกว่าคนกับหมาเสียอีก
หากไป๋เหอเป็นนายกองพันผู้คุมคุกและทรมานแห่งกรมรักษาความสงบฝ่ายเหนือ หรือเป็นนายกองร้อยผู้ดูแลคุก หรือเป็นขุนนางสืบสวนคดี ไป๋อวี๋ก็คงไม่มานั่งคิดหาวิธี "สอบเปลี่ยนชีวิต" หรอก คงเปิดโหมด "หยัดยืนอดทนส่งต่อความมั่งคั่งสู่รุ่นที่สาม" ไปเลย
เมื่อผ่านลานด้านหน้าไป ลานแห่งแรกก็คือกรมสารบรรณ ห้องโถงใหญ่ก็คือห้องพิจารณาคดีของกรมสารบรรณ
มีคนนั่งรออยู่ข้างในก่อนแล้ว เขาทักทายสื่อเฉาปินว่า "ขุนนางสารบรรณสื่อ! ได้ยินมาว่าบทกวีขอพรที่ท่านเขียนเมื่อคราวก่อน ถูกจัดให้อยู่ระดับต่ำสุดอีกแล้ว! ฝีมือวรรณกรรมของท่านนี่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ!"
สื่อเฉาปินหน้าแดงเล็กน้อย เถียงกลับไปว่า "กวีขอพรนับเป็นวรรณกรรมไม่ได้หรอก บทสวดอ้อนวอนขอพร มันจะไปนับเป็นวรรณกรรมได้อย่างไร?"
ไป๋อวี๋ไม่กล้าผลีผลามเข้าไปข้างใน จึงทำได้เพียงยืนอยู่นอกธรณีประตูทำตัวโปร่งใส
เวลานี้เขาอดไม่ได้ที่จะลอบมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น คนที่กล้าหยอกล้อ "เลขาธิการ" ของจิ่นอีเว่ยเช่นนี้ คงไม่ใช่ตัวละครธรรมดาๆ แน่
แต่กลับเห็นคนผู้นั้นสวมชุดเย่ซา (ชุดยาวแบบราชวงศ์หมิง) สีขาวล้วน รูปร่างหน้าตาดูหมดจด ตาคม ปากแดง งดงามจับตา
ไป๋อวี๋แยกไม่ออกชั่วขณะว่านี่ตกลงเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง? ฟังจากน้ำเสียง น่าจะเป็นสตรีที่สวมชุดบุรุษกระมัง?
แน่นอนว่าก็ไม่แน่เสมอไป เพราะในยุคนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าขันทีอยู่ด้วย
เอาเป็นว่าไป๋อวี๋รู้สึกแค่ว่า คนผู้นี้ดูเป็นนามธรรมยิ่งกว่าบุคลิกภาพ "อนุภาคเชิงนามธรรม" ของเขาเสียอีก
แม้ในนิยายจะเห็นคำบรรยายความงามประเภท "ชุดขาวดุจหิมะ" หรือ "ขุนพลน้อยชุดขาว" อยู่บ่อยๆ แต่ตั้งแต่ที่ไป๋อวี๋ทะลุมิติมา เขาไม่เคยเห็นใครสวมชุดเย่ซาสีขาวล้วนเป็นชุดลำลองในชีวิตจริงเลย ยกเว้นในงานศพ
ดังนั้นการที่บุคคลต้องสงสัยว่าเป็นสตรีตรงหน้านี้สวมชุดเย่ซาสีขาวล้วน ซ้ำยังเดินกรีดกรายอยู่ในศูนย์บัญชาการใหญ่จิ่นอีเว่ย ก็เพียงพอที่จะอธิบายถึงระดับความนามธรรมของอีกฝ่ายได้แล้ว
หลังจากบุรุษชุดขาวหยอกล้อสื่อเฉาปินเสร็จ ก็หยิบม้วนเอกสารออกมาแล้วพูดว่า "ท่านมีงานเข้าอีกแล้ว! นี่คือหัวข้อที่ผู้บัญชาการส่งมาจากเขตพระราชฐานชั้นในเมื่อเช้านี้!"
ในฐานะมือใหม่ด้านประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยอ่านแม้กระทั่งเรื่อง "เรื่องราวเหล่านั้นในราชวงศ์หมิง" ไป๋อวี๋ไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในประโยคนี้เท่าไหร่นัก
ขุนนางสารบรรณสื่อรับเอกสารมาอ่านดูแล้วก็ถึงกับพูดไม่ออก จักรพรรดิว่านโส่วยอดนักบวชผู้นั้น เร่งให้ขุนนางเขียนบทความขยะอีกแล้ว แม่งเอ๊ย!
คนที่คุ้นเคยกับสถานการณ์ในราชสำนักต่างก็รู้ดีว่า ฮ่องเต้เจียจิ้งที่ขนานนามตนเองว่าจักรพรรดิว่านโส่วนั้นทรงโปรดปรานงานศิลปะวรรณกรรมเป็นพิเศษ มักจะชอบให้ขุนนางใกล้ชิดเขียนบทความประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกวีขอพร
แถมใครเขียนได้ดี คนนั้นก็จะได้เลื่อนตำแหน่งเร็ว นี่คือระบบนิเวศทางการเมืองในช่วงกลางถึงปลายรัชศกเจียจิ้ง
แม้ว่าลู่ปิ่ง ผู้บัญชาการจิ่นอีเว่ย จะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวรรณกรรมเพื่อเอาชีวิตรอดในราชสำนัก แต่ในฐานะขุนนางผู้รับใช้ใกล้ชิดในพระราชอุทยานตะวันตก เขาก็มีหน้าที่ต้องเขียนบทความส่งเช่นกัน
ทว่าลู่ปิ่งนั้นมีระดับการศึกษาธรรมดาๆ จึงมักจะให้สื่อเฉาปินผู้เป็น "เลขาธิการ" คนนี้เป็นมือปืนรับจ้างเขียนให้
แล้วก็ได้ยินบุรุษชุดขาวพูดกับขุนนางสารบรรณสื่ออีกว่า "ท่านก็ถือว่าเป็นถึงรองแชมป์สอบระดับมณฑลฟูเจี้ยน มณฑลใหญ่แห่งการสอบจอหงวนเชียวนะ เป็นถึงอันดับเจ็ดในการสอบระดับประเทศและการสอบหน้าพระที่นั่ง แล้วทำไมถึงเขียนบทความได้อันดับรั้งท้ายตลอดเลยล่ะ?"
สื่อเฉาปินใกล้จะเป็นโรคซึมเศร้าอีกแล้ว การต้องคอยเขียนตัวอักษรประจบสอพลอแบบนั้นอยู่บ่อยๆ แถมยังมีกวีขอพรเรื่องภูตผีปีศาจอะไรนั่นอีก ช่างน่าสมเพชจริงๆ
ที่น่าสมเพชยิ่งกว่าก็คือ เขียนบทความห่วยแตกแบบนี้ ยังเขียนสู้ยอดฝีมือบทความห่วยแตกพวกนั้นไม่ได้เลย...
ไม่ต้องพูดถึงผู้อาวุโสอย่างสองพ่อลูกตระกูลเหยียนซง หรือสวีเจียหรอก แค่ยอดฝีมือสี่อันดับแรกในรุ่นเดียวกันอย่าง หยวนเหว่ย กัวผู่ เหยียนน่า และหลี่ชุนฟาง แต่ละคนล้วนวิตถารยิ่งกว่ากันทั้งนั้น
แม้ว่าสื่อเฉาปินจะเป็นอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้านมาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อเทียบกับยอดฝีมือสุดวิตถารทั้งสี่คนนั้น เขาสู้ไม่ได้เลยจริงๆ
การทำงานที่ไม่มีความรู้สึกถึงความสำเร็จเลยแม้แต่น้อยนิดแบบนี้ มันช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง!
ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ขุนนางสารบรรณสื่อก็เกิดความคิดอยากจะลาออก ดอกแมกโนเลียขาวที่บ้านเกิดคงบานแล้วกระมัง?
บุรุษชุดขาวลุกขึ้นเตรียมตัวจะลา แต่เหลือบไปเห็นไป๋อวี๋ที่อยู่หน้าประตูก่อน จึงถามสื่อเฉาปินด้วยความสงสัยว่า "นี่คือบ่าวรับใช้คนใหม่ของท่านหรือ? หน้าตาไม่เห็นจะจิ้มลิ้มเลย ท่านถูกใจได้ยังไงกัน?"
ไป๋อวี๋: "......"
เกิดมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้ว่าเป็นหญิงหรือขันทีกันแน่ ไฉนถึงได้มีท่าทางมันเยิ้มและลามกจกเปรตเช่นนี้!
สื่อเฉาปินตอบว่า "อย่าพูดจาเหลวไหล! คนผู้นี้คือลูกหลานในทะเบียนราษฎร์ของโรงช้างจิ่นอีเว่ย เป็นคนใฝ่รู้และรู้จักพัฒนาตนเอง วันนี้เขามาที่กรมสารบรรณเพื่อขอใบรับรอง เตรียมตัวจะไปเข้าสอบ"
บุรุษชุดขาวเบ้ปาก พูดจาถากถางเล็กน้อยว่า "เกรงว่าคงจะแสร้งทำเป็นไปสอบ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองมากกว่ากระมัง? สุดท้ายไม่ว่าจะสอบได้คะแนนเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยก็ได้สร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นคนรักความก้าวหน้าจากการเล่าเรียนแล้ว พูดให้ถึงที่สุดก็เป็นเพียงแค่วิธีการแสวงหาผลประโยชน์ทางลัดวิธีหนึ่ง ข้าเคยเห็นคนแบบนี้มานักต่อนักแล้ว"
การสอบจอหงวนนั้นยากขนาดไหน? ซิ่วไฉคัดเลือกหนึ่งในร้อย จวี่เหรินคัดเลือกหนึ่งในหมื่น จิ้นซื่อคัดเลือกหนึ่งในแสน
จิ่นอีเว่ยมีคนตั้งมากมายขนาดนี้ มีสักกี่คนที่สามารถไปเข้าสอบได้จริงๆ? ส่วนคนที่จะประสบความสำเร็จในการสอบจอหงวนได้นั้น ยิ่งเป็นเหมือนขนฟีนิกซ์เขาหยก (หายากมาก)
จะไปเจอคนเก่งมีความสามารถจริงๆ ได้ง่ายๆ อย่างไร? ส่วนใหญ่ก็แค่พวกชอบเรียกร้องความสนใจเท่านั้นแหละ
วันนี้ไป๋อวี๋มาเพื่อขอใบรับรอง ไม่ได้มาเพื่อทะเลาะกับใคร
เขาไม่ได้สนใจบุรุษชุดขาวที่ดูมีฐานะสูงส่งผู้นี้ เพียงแต่พูดกับสื่อเฉาปินว่า "ขอเรียนเชิญใต้เท้าสารบรรณออกข้อสอบทดสอบข้าน้อย เพื่อมอบโอกาสให้ข้าน้อยได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองด้วยขอรับ"
สื่อเฉาปินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มองไปที่ม้วนเอกสารในมือ แล้วพูดว่า "เช่นนั้นขุนนางอย่างข้าจะตั้งโจทย์เอง! หากความรู้ความสามารถของเจ้ายังไม่ถึงขั้น ก็ไม่ต้องไปขายหน้าในสนามสอบแล้ว"
ไป๋อวี๋ไม่ตื่นตระหนกเลยสักนิด มี AI อยู่ในมือย่อมไม่กลัวสถานการณ์เล็กๆ แค่นี้อยู่แล้ว! ไม่ว่าจะแต่งกลอนคู่ กาพย์กลอน หรือเรียงความแปดส่วน เชิญทดสอบมาได้เลย!
จากนั้นก็ได้ยินสื่อเฉาปินพูดต่อว่า "มีชายชราผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่ง โปรดปรานแมวสิงโตตัวหนึ่งเป็นอย่างมาก บัดนี้แมวสิงโตตัวนั้นตายแล้ว เจ้าจงแต่งบทความคู่เพื่อไว้อาลัยแก่เรื่องนี้! เจ้าน่าจะรู้กระมังว่าบทความคู่คืออะไร?"
ไป๋อวี๋อึ้งไปเล็กน้อย นี่เป็นการทดสอบอย่างจริงจังหรือ? หัวข้อนี้มันจะนามธรรมเกินไปแล้วกระมัง?
ไม่ออกหัวข้อทดสอบความรู้จากคัมภีร์ทั้งสี่และหนังสือทั้งห้า แต่กลับให้เขียนบทความไว้อาลัยแมวตัวหนึ่ง มันไม่ออกจะเหลวไหลไปหน่อยหรือ?
ไป๋อวี๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงถามขึ้นมาว่า "ไม่ทดสอบความรู้เรื่องวิถีแห่งปราชญ์ และหลักการเขียนเรียงความแปดส่วนหรือขอรับ?"
ในฐานะขุนนางรุ่นเก่าที่ทำงานในราชสำนักมาสิบกว่าปี สื่อเฉาปินไม่มีทางรู้สึกกระอักกระอ่วนแน่นอน เขากล่าวสอนอย่างจริงจังว่า "นี่เจ้าไม่รู้หรือว่า เรียงความแปดส่วนก็ถือเป็นรูปแบบย่อยรูปแบบหนึ่งของบทความคู่? หากเจ้าสามารถเขียนบทความคู่ในหัวข้อที่แปลกประหลาดเช่นนี้ออกมาได้เป็นฉากๆ เรียงความแปดส่วนก็ย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรสำหรับเจ้า"
ไป๋อวี๋จะไปพูดอะไรได้อีกล่ะ? ทำได้เพียงแค่แอบเปิดหน้าจอเสมือนจริงของผู้ช่วย AI ขึ้นมาในระยะสายตาอย่างเงียบๆ
พร้อมกับรีบพิมพ์คำถามลงไปอย่างรวดเร็ว: "หารายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์แมวสิงโตในปีเจียจิ้งที่สามสิบเก้า และเขียนบทความคู่เพื่อไว้อาลัยที่ดีที่สุดหนึ่งบท"
ผู้ช่วย AI ตอบกลับ: "ปีเจียจิ้งที่สามสิบเก้า แมวสิงโตในตำหนักหย่งโส่วแห่งพระราชอุทยานตะวันตกตาย ฝ่าบาททรงโศกเศร้าเสียพระทัยอย่างยิ่ง รับสั่งให้สร้างโลงศพทองคำเพื่อฝังไว้ที่เชิงเขาว่านโส่ว และรับสั่งให้ขุนนางที่เข้าเฝ้าแต่งบทความเพื่อส่งดวงวิญญาณให้ไปสู่สุคติ ขุนนางล้วนอับจนปัญญาเนื่องจากหัวข้อที่จำกัด ทำให้ไม่สามารถแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่ มีเพียงบทความของหยวนเหว่ย ขุนนางระดับรองแห่งกรมพิธีการเท่านั้นที่มีประโยคว่า 'กลายร่างจากสิงโตเป็นมังกร' ซึ่งถูกพระทัยองค์ฮ่องเต้ที่สุด..."
เชี่ยเอ๊ย! ไป๋อวี๋ตกใจมาก นี่มันเรื่องทะลุฟ้าเลยนี่หว่า?