- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1617 ภรรยาคุมเข้ม
ตอนที่ 1617 ภรรยาคุมเข้ม
ตอนที่ 1617 ภรรยาคุมเข้ม
นอกเมืองอีหลี รถม้าเทียมสัตว์อสูรที่ลากโดยอสูรเขาเดียวแปดตัวกำลังควบตะบึงไปอย่างรวดเร็ว โดยมีอัศวินคอยคุ้มกันทั้งด้านหน้าและด้านหลังของตัวรถ
ภายในรถม้าสุดหรู สีเท่อและภรรยาของเขานั่งพิงกายแนบชิดกัน ร่างกายของพวกเขาสั่นคลอนไปตามจังหวะการเคลื่อนที่ของรถ
ปี้ฉียกมือขึ้นนวดขมับ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
"สีเท่อ ยังไม่ถึงเมืองอีหลีอีกเหรอ?"
"ทรมานมากเลยเหรอคุณ?"
สีเท่อเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
พวกเขาเดินทางมาจากเมืองเทียนผิง จุดหมายปลายทางคือเมืองเต่าทมิฬ วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อเจรจาธุรกิจและถือโอกาสท่องเที่ยวไปในตัว
"ฉันอยากจะอ้วก"
ปี้ฉีกล่าวด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด
ตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกเสียใจนิดๆ แล้ว เธอไม่น่าเห็นแก่ความโรแมนติก แล้วยอมเดินทางไกลมายังเมืองเต่าทมิฬพร้อมกับสามีเลย
สีเท่อมองด้วยสายตาที่ปวดใจ
"อดทนอีกนิดนะ น่าจะใกล้ถึงเมืองอีหลีแล้วล่ะ"
"อืม..."
ปี้ฉีขมวดคิ้ว
เธอเป็นเพียงคนธรรมดา ร่างกายจึงอ่อนแอกว่าสีเท่อมากนัก
ปัง ปัง ปัง
เสียงเคาะประตูห้องโดยสารดังขึ้น อัศวินที่ทำหน้าที่บังคับรถม้ากล่าวด้วยความเคารพ
"ท่านเจ้าเมือง ด้านหน้าคือเมืองอีหลีแล้วขอรับ"
"เยี่ยมไปเลย เข้าเมืองได้"
ดวงตาของสีเท่อเป็นประกาย
"ขอรับ"
อัศวินรับคำ ก่อนจะชะลอความเร็วของรถม้าลง เพื่อป้องกันไม่ให้ไปชนกับผู้คนในเมืองอีหลี ซึ่งนี่ก็ถือเป็นมารยาทอย่างหนึ่งเช่นกัน
เมื่อพวกเขาเข้าใกล้เมืองอีหลี ก็เป็นไปตามคาด อัศวินเฝ้าประตูเมืองได้เข้ามาขวางพวกเราไว้
"พวกท่านเป็นใคร?"
อัศวินเฝ้าประตูเมืองเอ่ยถามด้วยความระแวดระวัง
หัวหน้าอัศวินแห่งเมืองเทียนผิงยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ ก่อนจะอธิบายว่า
"พวกเรามาจากเมืองเทียนผิง เพียงแค่ขับรถผ่านเมืองอีหลี เพื่อจะมุ่งหน้าไปยังเมืองเต่าทมิฬ"
"ไปเมืองเต่าทมิฬงั้นรึ..."
เหล่าอัศวินเฝ้าประตูเมืองหันมามองหน้ากัน
หนึ่งในนั้นกระซิบเบาๆ
"ปล่อยพวกเขาไปเถอะ ในเมื่อจะไปเมืองเต่าทมิฬ ก็อย่าไปขวางพวกเขาเลย"
"ข้าก็คิดเช่นนั้น อย่าไปหาเรื่องพวกเขาจะดีกว่า"
อัศวินอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย
หลังจากปรึกษาหารือกันครู่หนึ่ง พวกเขาก็ได้ข้อสรุปที่ตรงกัน
อัศวินเฝ้าประตูเมืองเบี่ยงตัวหลบทาง พร้อมกับกล่าวแนะนำ
"หากจะไปเมืองเต่าทมิฬ หลังจากเข้าประตูเมืองไปแล้ว ให้มุ่งหน้าตรงไปเรื่อยๆ พอออกไปทางประตูเมืองอีกฝั่ง พวกท่านก็จะมองเห็นเมืองเต่าทมิฬแล้ว"
" ขอบใจมาก"
หัวหน้าอัศวินยกมือขึ้นทำความเคารพตามธรรมเนียมอัศวิน
รถม้าเคลื่อนตัวอีกครั้ง แล่นเข้าสู่เมืองอีหลีและมุ่งหน้าตรงไปเรื่อยๆ
เอี๊ยด
หน้าต่างของห้องโดยสารถูกผลักออก
ปี้ฉีมองดูถนนหนทางและสิ่งปลูกสร้างด้านนอก ก่อนจะเอ่ยปากพึมพำ
"ที่นี่คือเมืองอีหลีสินะ ดูๆ ไปก็คล้ายกับเมืองเทียนผิงเลย"
สีเท่อหันหน้าไปมอง
"ได้ยินมาว่าเมืองเต่าทมิฬสวยงามมาก น่าจะแตกต่างจากที่นี่นะ"
ปี้ฉีบ่นอุบอิบด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว
"อ่า ฉันแค่หวังว่าทางจะดีกว่านี้หน่อย ฉันจะอ้วกอยู่แล้วเนี่ย"
"อดทนอีกนิดนะ ผ่านเมืองอีหลีไปก็จะถึงเมืองเต่าทมิฬแล้ว"
สีเท่อกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ทั้งสองมีความสัมพันธ์แบบเพื่อนเล่นวัยเด็ก เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก และล้วนเป็นชนชั้นสูง
ปี้ฉีทำปากยื่นอย่างแง่งอน
"เมืองเต่าทมิฬต้องสนุกอย่างที่คุณพูดนะ ไม่งั้นฉันคงเสียสุภาพไปเปล่าๆ แน่"
"ต้องดีแน่นอนสิ"
สีเท่อหัวเราะฝืดๆ
นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขามาเมืองเต่าทมิฬเหมือนกัน สถานการณ์ที่แน่ชัดเป็นอย่างไร เขาก็ไม่ค่อยรู้เท่าไหร่หรอก
จู่ๆ ปี้ฉีก็ถามขึ้น
"เอ๊ะ นั่นคือเมืองชั้นในของเมืองอีหลีเหรอ?"
สีเท่อได้ยินดังนั้นจึงมองออกไปนอกหน้าต่าง บนถนนอีกฝั่งหนึ่ง ตรงนั้นดูคึกคักมาก มีผู้คนสัญจรไปมาขวักไขว่
"น่าจะใช่นะ"
สีเท่อตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจ
"อยากลองไปดูไหมล่ะ?"
ปี้ฉีเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมา
สีเท่อส่ายหน้า พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ไม่ล่ะ มุ่งหน้าไปเมืองเต่าทมิฬเลยดีกว่า เมืองอีหลีไม่มีอะไรน่าสนุกหรอก"
"ก็ได้"
ปี้ฉีเบ้ปาก ความจริงแล้วเธอแค่ลงไปยืดเส้นยืดสายสูดอากาศข้างนอกเท่านั้นเอง
สีเท่อยกมือขึ้นลูบแก้มภรรยาเบาๆ
"อดทนอีกนิดนะ"
"...คำนี้อีกแล้ว"
ปี้ฉีมองสามีด้วยสายตาสงสัยในชีวิต
สีเท่อทั้งฉิวทั้งขำ เขาผายมือรวบรวมสายลมบางเบากลุ่มหนึ่ง เพื่อช่วยให้ภรรยารู้สึกสบายตัวขึ้นบ้าง
กว่ารถม้าจะออกจากเมืองอีหลีได้ ก็เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี ดวงอาทิตย์ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้า
"ท่านเจ้าเมือง ด้านหน้าคือชายฝั่งขอรับ"
อัศวินขับรถม้าเคาะประตูห้องโดยสารอีกครั้ง
สีเท่อขมวดคิ้ว
"ไม่ใช่เมืองเต่าทมิฬเหรอ?"
อัศวินอธิบาย
"ไม่ใช่ขอรับ บนทะเลมีแผ่นดินขนาดใหญ่ผืนหนึ่ง ที่นั่นอาจจะเป็นเมืองเต่าทมิฬขอรับ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีเท่อจึงผลักประตูห้องโดยสาร ก้มตัวเดินออกไป และมองเห็นเต่าเกราะหินที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำทะเล
"จะข้ามไปได้ยังไงเนี่ย?"
ปี้ฉีชะโงกหน้าออกมาถาม
"บินข้ามไปตรงๆ เลยก็แล้วกัน"
สีเท่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว
เขาเงยหน้าขึ้น ธาตุลมรอบกายหมุนวน เข้าห่อหุ้มรถม้าและอัศวินทั้งหมดเอาไว้
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว
กระแสลมพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ยกรถม้าและเหล่าอัศวินลอยขึ้น มุ่งหน้าไปยังเต่าทมิฬ
ปี้ฉีจับประตูห้องโดยสารไว้แน่นด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
เมื่อพวกเขาเข้าใกล้เต่าทมิฬ จึงได้เห็นกำแพงเมืองสูงตระหง่านอยู่บนนั้น ทั้งยังมีหมอกเจ็ดสีผืนใหญ่ปกคลุมช่วงครึ่งบนของกำแพงเมืองเอาไว้
"รีบลงไปเถอะ บินเข้าไปตรงๆ แบบนี้ไม่ได้นะ มันเสียมารยาทเกินไป"
ปี้ฉีตะโกนเตือน
สีเท่อกระตุกมุมปาก นึกย้อนไปถึงภาพเครื่องบินขนส่งสินค้าที่เจอในเมืองเทียนผิง ฝ่ายนั้นก็บินข้ามเหนือน่านฟ้าเมืองเทียนผิงไปตรงๆ เลยนี่นา
แต่ใครใช้ให้เขาเป็นพวกภรรยาคุมเข้มกันล่ะ จึงทำได้เพียงเชื่อฟังและบังคับรถม้าให้ร่อนลงจอดอย่างปลอดภัยบนลานกว้างหน้าป้อมเฉือนคง
หารู้ไม่ว่าการทำเช่นนี้ ช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปะทะกันได้อย่างหวุดหวิด หากพวกเขากล้าบินเข้าไปในเมืองเต่าทมิฬตรงๆ ล่ะก็ พวกเขาจะต้องเผชิญกับการโจมตีจากปืนใหญ่และสัตว์อสูรมังกรทะเลอย่างแน่นอน
การปรากฏตัวของพวกสีเท่อดึงดูดความสนใจของทหารรักษาการเมือง พวกเขายกหน้าไม้ทหารในมือขึ้นมาทันที
เมื่อสีเท่อเห็นดังนั้นจึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขากวาดสายตามองสภาพแวดล้อมโดยรอบ ก่อนจะเอ่ยอย่างเรียบเฉย
"แตกต่างจากเมืองใหญ่อื่นๆ จริงๆ ด้วย"
ปี้ฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานใส
"ไปลองสืบดูสิว่า คนพวกนี้กำลังทำอะไรกันอยู่?"
"ขอรับ"
หัวหน้าอัศวินรับคำด้วยความเคารพ ก่อนจะก้าวเดินไปยังป้อมเฉือนคง
ไม่นานนัก เขาก็กลับมาด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
"รีบพูดมาสิ"
ปี้ฉีเร่งเร้า
หัวหน้าอัศวินกล่าวด้วยความเคารพ
"ด้านหน้าคือป้อมเฉือนคง ซึ่งเป็นด่านตรวจคนเข้าของเมืองเต่าทมิฬขอรับ ผู้ที่จะเข้าเมืองจะต้องไปลงทะเบียนข้อมูลที่นั่น หลังจากได้รับเอกสารผ่านทางแล้ว จะต้องปลดอาวุธจึงจะเข้าเมืองได้ขอรับ"
"ยุ่งยากขนาดนี้เลยเหรอ?"
ปี้ฉีขมวดคิ้ว
สีเท่อกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"นายลองไปอธิบายสถานะและจุดประสงค์การมาเยือนของเราให้พวกเขาฟัง น่าจะช่วยให้ประหยัดเวลาได้บ้างนะ"
"ขอรับ"
หัวหน้าอัศวินเดินไปที่ป้อมเฉือนคงอีกครั้ง
เมื่อซานหยานเห็นดังนั้น จึงเดินเข้าไปสนทนากับหัวหน้าอัศวิน
หลังจากซานหยานรับฟังจุดประสงค์ของพวกเขา เขาก็เงยหน้าขึ้นมองสีเท่อสองสามครั้ง ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปในป้อมเฉือนคง แล้วสั่งให้คนติดต่อไปยังเบื้องบน
หัวหน้าอัศวินรออยู่นานกว่าสิบนาที ซานหยานจึงกลับมา
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"วันนี้ท่านเจ้าเมืองของเรายุ่งมาก พรุ่งนี้ถึงจะว่าง ดังนั้นขอเชิญพวกท่านไปพักที่ภัตตาคารเต่าทมิฬก่อน พรุ่งนี้ค่อยเข้าไปเจรจาธุรกิจที่เมืองชั้นใน"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวหน้าอัศวินก็หันกลับไปมองสีเท่อด้วยสายตาเป็นเชิงสอบถาม
"เข้าเมืองก่อนเถอะ"
สีเท่อขมวดคิ้วและพยักหน้า
ซานหยานกล่าวตามหลักเรื่องงานก็ทำตามเรื่องงาน〔4〕
"ตามกฎหมายและข้อบังคับของเมืองเต่าทมิฬ พวกท่านต้องทิ้งอาวุธไว้ที่นี่ และมารับคืนในตอนที่เดินทางกลับออกไป"
หัวหน้าอัศวินขมวดคิ้ว สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
"ได้สิ"
สีเท่อลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
เขาเคยได้ยินกฎระเบียบที่ พิลึกพิลั่น ของเมืองเต่าทมิฬมาบ้างไม่มากก็น้อย จึงเตรียมใจมาบ้างแล้ว
ดังนั้นเหล่าอัศวินจึงต้องทิ้งหอกยาวในมือไว้ ก่อนจะได้รับอนุญาตให้เดินเข้าไปในป้อมเฉือนคง ผ่านบันไดยาวเหยียดจนมาถึงป้อมซานไห่
"ประตูเมืองใหญ่โตอะไรเช่นนี้"
ปี้ฉีมองดูป้อมซานไห่ที่สูงตระหง่าน อดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้างด้วยริมฝีปากที่ซีดเผือด