- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1611 ลุ่มหลงในรูปโฉมงดงามล่มเมือง
ตอนที่ 1611 ลุ่มหลงในรูปโฉมงดงามล่มเมือง
ตอนที่ 1611 ลุ่มหลงในรูปโฉมงดงามล่มเมือง
ย่านการค้ายังคงคึกคักเช่นเคย
ในเวลานี้ บริเวณหน้าร้านขายข้าวสารอาหารแห้งมีผู้คนมารวมตัวกันมากมาย ต่างพากันชะเง้อคอเขย่งปลายเท้าเพื่อมองเข้าไปในร้าน
คนที่เดินผ่านไปมาเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
"หอมจังเลย นี่มันกลิ่นอะไรน่ะ?"
"ไม่รู้สิ ได้ยินคนที่อยู่ข้างในบอกว่า มีข้าวสารชุดใหม่เพิ่งเข้ามาน่ะ"
มีคนตอบกลับมาประโยคหนึ่ง
"ไม่หรอกมั้ง ฉันก็เคยซื้อข้าวสารนะ ไม่เห็นจะหอมขนาดนี้เลย"
"ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เดี๋ยวค่อยเข้าไปดูละกัน"
"..."
ผู้คนที่มามุงดูมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่สามารถเบียดเข้าไปในร้านได้ เพราะข้างในนั้นแออัดเกินไป คนอื่นๆ จึงต้องรอให้คนในร้านออกมาก่อนถึงจะเข้าไปได้
ร้านขายข้าวสารอาหารแห้งนั้นจริงๆ แล้วใหญ่มาก โดยแบ่งออกเป็นสองพื้นหลักๆ พื้นที่แรกคือโกดังเก็บของของร้าน และพื้นที่ที่สองคือพื้นที่ขายสินค้า
พื้นที่ขายสินค้าเองก็ถูกแบ่งสัดส่วนเช่นกัน ฝั่งหนึ่งเป็นพื้นที่ขายพืชพันธุ์ธัญญาหารอย่าง ข้าวสาร ข้าวสาลี และมันเทศ ส่วนอีกฝั่งเป็นพื้นที่ขายน้ำมันและเกลือ
คนที่เข้ามาในร้าน ส่วนใหญ่จะไปรุมล้อมกันอยู่ที่มุมเก็บข้าวสาร
"อย่าเบียดกันสิ ระวังอย่าทำข้าวสาลีรอบๆ สกปรกนะ"
ฮู่เตียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
วันนี้ข้าววิญญาณเพิ่งวางขายเป็นวันแรก เธอจึงต้องมาคอยจับตาดูสถานการณ์ที่หน้างานด้วยตัวเอง
สตรีสูงศักดิ์ผมยาวคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
"ท่านฮู่เตียน ข้าวสารพวกนี้กลิ่นหอมมากเลย เป็นสายพันธุ์ใหม่เหรอคะ?"
เธอมักจะมาที่ถนนการค้าของเมืองเต่าทมิฬบ่อยๆ และเคยไปที่หอสมบัติมาแล้วหลายครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เวทอย่างโทรทัศน์หรือเตาอบ เธอก็เคยซื้อมาหมดแล้ว เธอได้ยินพนักงานในร้านเรียกหญิงสาวที่มีหางจิ้งจอกคนนี้ว่าท่านฮู่เตียน เธอจึงเรียกตามไปด้วย
ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น หลายคนที่มักจะมาเมืองเต่าทมิฬบ่อยๆ ต่างก็เต็มใจที่จะเรียกฮู่เตียนว่าท่าน ไม่ใช่เพียงเพราะเธอสะสวยเท่านั้น แต่เป็นเพราะเธอเก่งกาจเรื่องการทำธุรกิจ และรู้ซึ้งถึงวิถีโลกอีกด้วย
ฮู่เตียนยกหางจิ้งจอกขึ้นมาบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง มิฉะนั้นผู้คนที่อยู่ในงานคงจะไม่มีใครฟังที่เธอพูด และเอาแต่ลุ่มหลงในรูปโฉมงดงามล่มเมืองของเธอ
เธอยกมือขึ้นหยิบข้าววิญญาณขึ้นมาหนึ่งเมล็ด พร้อมกับแนะนำว่า
"นี่คือข้าววิญญาณ ไม่ใช่ข้าวสารธรรมดาทั่วไปหรอกนะ"
สตรีสูงศักดิ์ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ข้าววิญญาณมีความพิเศษยังไงเหรอคะ?"
เธอคือแฟนพันธุ์แท้ของย่านการค้าเมืองเต่าทมิฬ นับตั้งแต่ที่เคยมาเยือนถนนการค้าแห่งนี้ ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน รวมถึงอาหารการกินและเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในชีวิตประจำวัน ล้วนมาจากเมืองเต่าทมิฬทั้งสิ้น
ฮู่เตียนยิ้มบางๆ แล้วกล่าว
"หากทานข้าววิญญาณเป็นประจำ จะช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ทั้งยังช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น มีประโยชน์ต่ออวัยวะภายในทั้งห้าและหก หากได้ทานข้าววิญญาณวันละหนึ่งชาม รับรองได้เลยว่าจะมีชีวิตชีวาไปตลอดทั้งวัน"
"ดีขนาดนั้นเลยเหรอคะ!"
ดวงตาสวยของสตรีสูงศักดิ์เป็นประกาย
"ไม่ใช่แค่นั้นนะ ข้าววิญญาณยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ในระดับหนึ่งด้วย ปกติถ้ามีอาการป่วยเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น ท้องเสีย ปวดท้อง หรือปัสสาวะเหลือง การทานข้าววิญญาณสักสองสามชามก็จะช่วยให้อาการเหล่านี้ดีขึ้นได้"
ฮู่เตียนกล่าวต่อ
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่มู่เหลียงบอกกับเธอ ไม่ใช่การพูดจาเหลวไหลส่งเดช แต่มันมีสรรพคุณเหล่านั้นอยู่จริงๆ
มู่เหลียงยังให้คนนำแกลบมาทำเป็นหมอน ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น สนนราคาใบละหนึ่งพันหยวนเงินทมิฬ
"ฟังดูดีจังเลย"
"คงไม่ได้หลอกกันหรอกนะ?"
"ฉันก็ไม่เคยทานเหมือนกัน มันดีขนาดนั้นจริงๆ เหรอ?"
"..."
หลายคนส่งเสียงตั้งข้อสงสัย
ฮู่เตียนหันไปมองด้านข้างแล้วเอ่ยขึ้น
"ฉันให้คนหุงข้าววิญญาณไว้หม้อหนึ่ง ทุกคนมาลองชิมดูก็ได้นะ"
พนักงานเข้าใจความหมาย จึงยกข้าววิญญาณที่หุงสุกแล้วออกมา
"ข้าววิญญาณที่หุงสุกแล้วยิ่งหอมกว่าเดิมอีก"
สตรีสูงศักดิ์ตาเป็นประกาย อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอ
พนักงานใช้ช้อนคันเล็กตักข้าววิญญาณขึ้นมาหนึ่งก้อน กะพริบตาปริบๆ มองไปที่สตรีสูงศักดิ์ตรงหน้า
"ฉันขอชิมหน่อยนะ"
เมื่อเห็นดังนั้น สตรีสูงศักดิ์ก็ยื่นมือออกไป ให้พนักงานวางข้าววิญญาณก้อนนั้นลงบนฝ่ามือของเธอ
"ฉันขอชิมด้วย"
คนอื่นๆ ต่างก็ยื่นมือออกมาเช่นกัน
พนักงานตักข้าวสวยวิญญาณแจกจ่ายให้กับทุกคนที่ยื่นมือออกมา ไม่นานข้าววิญญาณทั้งหม้อก็หมดเกลี้ยง
สตรีสูงศักดิ์อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
"อร่อยจังเลย รู้สึกได้เลยว่าท้องอุ่นขึ้นมาเลยล่ะ"
ฮู่เตียนยิ้มบางๆ แล้วกล่าว
"แน่นอนอยู่แล้ว ข้าววิญญาณสามารถบำรุงกระเพาะอาหารได้"
"จริงด้วยสิ รู้สึกหิวขึ้นมาเลย"
หลายคนเอ่ยชมเปาะ
ฮู่เตียนกล่าวต่ออย่างสง่างาม
"นอกจากนั้น น้ำซาวข้าวยังสามารถนำมาใช้แช่เท้าได้ด้วย หากแช่เป็นประจำสักหนึ่งถึงสองเดือน ก็จะช่วยให้ผิวพรรณขาวขึ้นได้"
สตรีสูงศักดิ์กล่าวอย่างไม่ลังเล
"ฉันขอซื้อ เอามาสิบกิโลก่อนก่อน ไม่สิ ฉันขอซื้อห้าสิบเลย"
"ข้าววิญญาณมีไม่มากนัก ราคากิโลละสองร้อย ตอนนี้จำกัดให้ซื้อได้คนละไม่เกินห้าสิบ"
ฮู่เตียนยิ้มกล่าว
สองร้อย ก็เท่ากับว่าข้าววิญญาณหนึ่งกิโลกรัมมีราคาเท่ากับผลึกอสูรระดับสามหนึ่งเม็ด
"ห้าสิบชั่ง"
สตรีสูงศักดิ์ยังคงยืนกราน
"จ่ายเงินก่อนนะคะ"
ฮู่เตียนผายมือไปยังทิศทางของเคาน์เตอร์
"ได้เลย"
สตรีสูงศักดิ์ไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอเบียดตัวออกจากฝูงชน แล้วรีบสาวเท้าเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ทันที
พวกขุนนางคนอื่นๆ ที่ได้ชิมข้าววิญญาณต่างก็พากันเดินไปที่เคาน์เตอร์เช่นกัน
ฮู่เตียนมองฝูงชนที่อยู่ด้านนอกร้านขายข้าวสารอาหารแห้ง ก่อนจะหันไปสั่งการว่า
"ไปหุงข้าววิญญาณมาอีกหม้อสิ"
"รับทราบค่ะ"
พนักงานรับคำอย่างนอบน้อม
ฮู่เตียนอยู่ที่ร้านขายข้าวสารอาหารแห้งถึงสี่ชั่วโมง เธอพูดจนปากแห้งผากไปหมด ถึงได้มีคนมาตามเธอไปที่หอสมบัติ เพราะมีคนเปิดซองการ์ดได้การ์ดทองอีกแล้ว
ก่อนจะไป เธอปรายตามองดูคลังของข้าววิญญาณ มันมีมากพอที่จะขายได้อีกสองวัน และหลังจากสองวันนี้ ข้าววิญญาณชุดใหม่ก็จะถูกส่งมา สมทบกับข้าวเปลือกหมายเลขสามที่สุกงอมแล้ว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีสินค้าขาย
เมื่อฮู่เตียนกลับมาถึงหอสมบัติ เว่ยหยูหลันก็มาช่วยงานอยู่ก่อนแล้ว เธอกำลังช่วยหมุนอุปกรณ์เวทสุ่มการ์ดอยู่
เธอถามขึ้นลอยๆ ว่า
"ใครโชคดีขนาดนั้น เปิดได้การ์ดทองอีกแล้วล่ะ?"
"ผมเองครับ"
เดนีร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น
วันนี้เขามาถึงย่านการค้าตั้งแต่เช้าตรู่ เริ่มแรกเขาสุ่มการ์ดไปถึงสองร้อยครั้ง และในช่วงบ่ายก็ซื้อซองการ์ดมาอีกสิบซอง เขาเปิดจนถึงซองสุดท้ายถึงจะได้การ์ดทองมาครอบครอง
"ยินดีด้วยนะ"
ฮู่เตียนยิ้มกว้าง
ดวงตาของเดนีแดงก่ำ เขาพูดด้วยความตื่นเต้นว่า
"หลายวันมานี้ ในที่สุดผมก็เปิดได้การ์ดทองสักที"
ฮู่เตียนกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานใสว่า
"การ์ดทองมีทั้งหมดห้าแบบ นายน่ะเพิ่งจะมีแค่แบบเดียวเองนะ"
เดนีหน้าเจื่อนลงทันที
"คุณอย่าเพิ่งดับฝันผมสิครับ"
เพื่อนสนิทของเขาได้การ์ดทองที่ไม่ซ้ำกันมาถึงสองใบแล้ว แถมยังเอามาอวดต่อหน้าเขาทุกวัน จะไม่ให้คนเขาอิจฉาได้ยังไง
"คุณต้องพยายามเข้านะ รอให้เมืองเต่าทมิฬจัดการแข่งขันการ์ด คูโร เมื่อไหร่ คุณอาจจะได้เป็นแชมป์ก็ได้นะ"
ฮู่เตียนยิ้มกล่าว
"เอ๋ เมืองเต่าทมิฬจะจัดการแข่งขันการ์ด คูโร ด้วยเหรอครับ? เหมือนในหนังแบบนั้นเลยเหรอ?"
เดนีอ้าปากค้าง
ฮู่เตียนพยักหน้าพลางเอ่ย
"ใช่แล้ว การแข่งขันน่ะต้องจัดขึ้นแน่ๆ แค่รอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นเอง"
"ถ้าอย่างนั้น แชมป์จะได้รางวัลเป็นอะไรเหรอครับ?"
เดนีถามด้วยความตื่นเต้น
ฮู่เตียนยกยิ้มมุมปากแล้วกล่าวว่า
"ตอนนี้ฉันรู้แค่ว่าจะมีอุปกรณ์เวทระดับสูง แล้วก็อาจจะมีการ์ดหายากที่ไม่มีวางขายให้คนทั่วไปด้วยนะ"
"อุปกรณ์เวทระดับสูง! การ์ดหายากที่ไม่มีวางขาย!"
ดวงตาของเดนีเปล่งประกายวิบวับ
ฮู่เตียนเตือนสติ
"รางวัลพวกนี้มีไว้สำหรับคนที่เป็นแชมป์เท่านั้นนะ คุณต้องพยายามพัฒนาฝีมือในการเล่นการ์ดของตัวเองให้ดีล่ะ"
"ผมจะสะสมการ์ดทองให้ครบทุกแบบเลยครับ"
เดนีพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
"ขอให้โชคดีนะ"
ฮู่เตียนยิ้มบางๆ
เดนีไม่พูดอะไรต่อ เขาโบกมือแล้วเอ่ย
"ขอซองการ์ดอีกสิบซองครับ"
"ได้เลย"
มุมปากของฮู่เตียนยกสูงขึ้นกว่าเดิม
พนักงานนำซองการ์ดสิบซองมายื่นให้กับเดนี และรับเงินทมิฬไปตามจำนวนที่กำหนด
เธอมองดูเดนีที่กำลังแกะซองการ์ด พลางพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป อีกไม่นานก็คงจะเก็บรวบรวมผลึกสัตว์อสูรได้มากพอที่จะทำให้เต่าทมิฬน้อยวิวัฒนาการแล้วสินะ..."