- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1585 ที่นี่ไม่ใช่ที่ของแก
ตอนที่ 1585 ที่นี่ไม่ใช่ที่ของแก
ตอนที่ 1585 ที่นี่ไม่ใช่ที่ของแก
ตึก ตึก ตึก
ณ พระราชวังภายในเมืองอีหลี
ซูหลินอีซือนั่งอยู่หน้ากระจก ปล่อยให้สาวใช้ช่วยแต่งหน้าและจัดแต่งทรงผม
สาวใช้หยิบหวีขึ้นมาสางผมให้ซูหลินอีซืออย่างแผ่วเบา รวบผมไปด้านหลังอย่างชำนาญแล้วใช้ปิ่นปักผมยึดเอาไว้ ก่อนจะประดับด้วยปิ่นมุกอีกสองสามอัน
ตึก ตึก ตึก
"ฝ่าบาท เสร็จหรือยังพ่ะย่ะค่ะ?"
ลุงจางยืนรออยู่ที่หน้าประตู
"ยังเลย"
ซูหลินอีซือหันหลังตอบกลับไป
ลุงจางเอ่ยเตือน
"เหล่าเจ้าเมืองและพวกขุนนางมากันหมดแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ"
"งั้นก็ปล่อยให้พวกเขารอไปก่อน"
ซูหลินอีซือกล่าวอย่างไม่รีบร้อน
"พ่ะย่ะค่ะ"
ลุงจางรับคำ
ซูหลินอีซือหยิบลิปสติกขึ้นมาบรรจงวาดเส้นริมฝีปากอย่างแผ่วเบา แต่งแต้มเรียวปากสีแดงสดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เธอวางลิปสติกลง แล้วเอ่ยถามอีกครั้ง
"มู่เหลียงมาหรือยัง?"
"ยังเลยพ่ะย่ะค่ะ"
ลุงจางตอบเสียงเบา
"ทำไมถึงยังไม่มาอีก..."
ซูหลินอีซือชะงักไป ภายในใจเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจ
เธอลุกขึ้นยืนและเดินไปหลังฉากกั้นไม้บานใหญ่ กางแขนออกเพื่อให้สาวใช้ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า
ผ่านไปกว่าสิบนาที ซูหลินอีซือก็แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เธอก้าวเดินออกจากตำหนักรอง และมุ่งหน้าไปยังตำหนักหลักซึ่งใช้เป็นสถานที่ว่าราชการพร้อมกับลุงจาง
"มู่เหลียงยังไม่มาอีกเหรอ?"
ซูหลินอีซืออดไม่ได้ที่จะถามซ้ำอีกครั้ง
"ยังเลยพ่ะย่ะค่ะ"
ลุงจางยังคงส่ายหน้า ภายในใจเขาก็ร้อนรนเช่นกัน
เหล่าเจ้าเมืองและขุนนางที่มาในวันนี้ ส่วนใหญ่ล้วนไม่ใช่ผู้คนธรรมดาสามัญในจำนวนนั้นมีถึงหกคนที่เป็นผู้แข็งแกร่งระดับแปด
ตึก ตึก ตึก
ทั้งสองคนรอจนแล้วจนรอดมู่เหลียงก็ยังไม่มา จึงทำได้เพียงแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือเดินเข้าไปในตำหนักหลัก ก่อนจะนั่งลงบนบัลลังก์ท่ามกลางสายตานับสิบสิบคู่ที่จ้องมองมาอยู่เบื้องล่าง
ทันทีที่ซูหลินอีซือปรากฏตัว เธอก็ดึงดูดความสนใจของทุกคน ผู้คนไม่น้อยต่างตื่นตะลึงไปกับใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างประณีตและเครื่องแต่งกายที่ดูสง่างามของเธอ
"ให้ทุกท่านรอนานแล้ว"
หลังจากซูหลินอีซือนั่งลง เธอก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาและทรงอำนาจ
ไม่มีใครตอบกลับ เหล่าขุนนางและเจ้าเมืองที่อยู่ในลานแห่งนี้ ต่างก็ยังไม่ยอมรับสถานะราชินีของซูหลินอีซือ
ใจของซูหลินอีซือหล่นวูบ แต่สีหน้ายังคงเป็นปกติ เธอกล่าวเปิดประเด็น
"ที่เรียกพวกท่านมาในครั้งนี้ ก็เพื่ออยากจะทำความคุ้นเคยกับทุกคน จะได้ช่วยกันบริหารจัดการอาณาจักรหลานหลูโปให้ดี"
"ข้าไม่คิดว่าท่านจะสามารถนำพาพวกเราไปทำให้อาณาจักรหลานหลูโปดีขึ้นได้ เผลอๆ อาจจะนำไปสู่ความพินาศด้วยซ้ำ"
ชายชราหนวดเคราขาวโพลนคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
เขาชื่อเกลู เป็นมาร์ควิส และเป็นหนึ่งในหกยอดฝีมือระดับแปดที่อยู่ในที่นี้
"ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน"
ยอดฝีมือระดับแปดอีกคนยกมือขึ้นเห็นด้วย
"ไม่ได้มาเมืองอีหลีตั้งนาน ไม่คิดเลยว่าบัลลังก์จะเปลี่ยนคนนั่งไปซะแล้ว"
มีคนแค่นเสียงหัวเราะเยาะ
"เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจจริงๆ"
บางคนตั้งคำถามขึ้นมา
"ข้าสงสัยมาก ด้วยความแข็งแกร่งของท่าน ท่านขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ และทำให้พวกขุนนางในเมืองอีหลียอมรับท่านได้อย่างไร?"
"เกรงว่าจะใช้วิธีการที่ไม่ชอบมาพากลล่ะสิ"
ยอดฝีมือระดับแปดคนที่สามเอ่ยปาก
ซูหลินอีซือมองดูคนตรงหน้าด้วยสายตาเย็นเยียบ เธอไม่ได้พูดอะไรออกไป ทว่าภายในใจกลับลอบด่าทอ พร้อมกันนั้นก็ภาวนาให้มู่เหลียงปรากฏตัว
"บังอาจ นี่หรือคือน้ำเสียงที่พวกเจ้าสมควรใช้พูดกับฝ่าบาท?"
ลุงจางตวาดถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เกลูหัวเราะเสียงเย็น
"หึ พวกเราไม่เคยยอมรับว่านางคือราชินีแห่งอาณาจักรหลานหลูโปเสียหน่อย"
"ถูกต้อง บัลลังก์จะปล่อยให้ผู้หญิงมานั่งไม่ได้"
ยอดฝีมือระดับแปดอีกคนสนับสนุน
"แล้วท่านคิดว่า สมควรให้ใครมานั่งล่ะ?"
ซูหลินอีซือถามเสียงเย็น
ชายชราหลุบตาลงพลางกล่าว
"สามารถให้ทุกท่านที่อยู่ในที่นี้ลงคะแนนเลือกตั้งขึ้นมาได้"
"อืม เอาตามนี้แหละ เลือกตั้งเอา"
เกลูพยักหน้าช้าๆ
ซูหลินอีซือหน้าดำคร่ำเครียด เหล่าขุนนางและเจ้าเมืองตรงหน้านี้กำลังปรึกษาหารือกันแล้วว่าจะเลือกกษัตริย์องค์ใหม่อย่างไร
"แค่มาสายไปก้าวเดียว ทำไมบัลลังก์ของเธอถึงกำลังจะถูกคนอื่นปลดซะแล้วล่ะ?"
น้ำเสียงราบเรียบดังก้องขึ้นภายในตำหนัก
ดวงตาทั้งสองข้างของซูหลินอีซือเป็นประกาย เส้นประสาทที่ตึงเครียดผ่อนคลายลง เธออดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่นออกมา
"ใครน่ะ?"
สีหน้าของทุกคนในลานต่างก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที
มู่เหลียงปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้าบัลลังก์ อาภรณ์สีทองทั้งชุดของเขาดึงดูดสายตาผู้คนเป็นอย่างมาก
เขามองดูทุกคนในลานด้วยสายตาสงบนิ่ง และเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ซูหลินอีซือคือราชินีที่ฉันยอมรับ พวกนายมีปัญหาอะไรไหม?"
"แกเป็นใคร?"
เกลูถามเสียงเย็น
"เจ้าเมืองเต่าทมิฬ มู่เหลียง"
มู่เหลียงแนะนำตัวเองสั้นๆ
"เจ้าเมืองเต่าทมิฬ!"
ทุกคนอุทานออกมาด้วยความตกใจ พวกเขาต่างก็มีความเข้าใจเกี่ยวกับเมืองเต่าทมิฬอยู่บ้าง
มู่เหลียงเอามือไพล่หลัง และเอ่ยถามอีกครั้ง
"ฉันถามพวกนาย ว่ามีปัญหาอะไรไหม?"
ซูหลินอีซือใจเต้นรัว เธอมองแผ่นหลังของมู่เหลียงแล้วรู้สึกอุ่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"แน่นอนว่าต้องมีปัญหา แกเป็นแค่คนนอก มีสิทธิ์อะไรมาตัดสินว่าซูหลินอีซือจะสามารถเป็นราชินีได้?"
มีคนอดใจไม่ไหวตวาดถามออกไป
"ถูกต้อง นี่มันเรื่องของอาณาจักรหลานหลูโปของพวกเรา คนนอกอย่างแกจะมาสอดมือยุ่งอะไรด้วย?"
"รีบไสหัวไปซะ ที่นี่ไม่ใช่ที่ของแก"
"ถ้ายังไม่ไปอีก ก็ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ซะ"
"..."
ตำหนักหลักเริ่มมีเสียงอึกทึกครึกโครม เหล่าขุนนางและเจ้าเมืองต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
"จะเอาชีวิตฉันเหรอ?"
มู่เหลียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เขาแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ก่อนจะยกมือขึ้นมาดีดนิ้วเบาๆ
ปัง
วินาทีต่อมา ร่างของขุนนางที่พ่นวาจาสามหาวคนนั้นก็ระเบิดกลายเป็นละอองเลือด ไม่เหลือแม้แต่ซากศพที่สมบูรณ์
ฮือ
เพียงชั่วพริบตาเดียว ภายในตำหนักหลักก็กลับมาเงียบกริบ ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว
"ใครยังมีปัญหาอะไรอีก?"
ทันทีที่มู่เหลียงพูดจบ กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวก็แผ่ซ่านออกไป ปกคลุมร่างของเหล่าขุนนางและเจ้าเมืองทั้งหมด
นี่คือแรงกดดันที่สามารถทำให้คนหายใจไม่ออกได้ในชั่วพริบตา ทำให้คนไม่เกิดความคิดที่จะต่อต้าน กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นเป๊าะแป๊ะ คนที่มีความแข็งแกร่งอ่อนด้อยต่างก็เจ็บปวดจนสลบเหมือดไปแล้ว
ยอดฝีมือระดับแปดทั้งหกคนนั้น ในเวลานี้ต่างก็ทรุดตัวลงไปกองกับพื้นอย่างไร้ข้อยกเว้น สีหน้าของพวกเขาหวาดกลัวสุดขีด สายตาที่มองไปยังมู่เหลียงราวกับกำลังมองสัตว์ร้ายจากยุคบรรพกาล
การที่พวกเขาเผชิญหน้ากับมู่เหลียงในตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวกที่กำลังเผชิญหน้ากับภูเขาสูงตระหง่านที่ไม่อาจปีนป่ายข้ามไปได้ ภายในใจเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
มู่เหลียงยังคงเอามือไพล่หลัง ก่อนจะกล่าวราวกับวาดลวดลายอย่างแผ่วเบาว่า
"ใครมีปัญหาอะไร ก็ลุกขึ้นมาพูดสิ"
"..."
ทั่วทั้งลานเงียบกริบ ไม่มีใครสามารถยืนอยู่ได้ คนที่หมอบก็หมอบ คนที่สลบก็สลบ แค่การประคองสติตัวเองให้ตื่นอยู่ได้ก็ถือเป็นเรื่องยากมากแล้ว
ซูหลินอีซือรีบเอ่ยปากขึ้นมาทันที
"ท่านมู่เหลียง..."
"พวกเขายังไม่ยอมจำนน ก็ยีงมีปัญหาอยู่ รออีกหน่อยแล้วกัน"
มู่เหลียงกล่าวเสียงเรียบ
ร่างของเกลูสั่นสะท้าน เขาพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อเค้นคำพูดออกมาจากมุมปากได้คำหนึ่ง
"ยอม..."
เขาแทบจะทนไม่ไหวแล้ว บนร่างของเขาราวกับมีภูเขาลูกใหญ่กดทับเอาไว้ ทำให้เขาแทบจะขาดใจตาย
มู่เหลียงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง เพียงแค่ขยับความคิด แรงกดดันที่ปกคลุมอยู่บนร่างของพวกเขาก็อันตรธานหายไป
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
"เอาล่ะ จะให้โอกาสพวกนายอีกครั้ง ใครที่ไม่ยอมรับ ตอนนี้ก็พูดออกมาได้เลย"
เหล่าขุนนางและเจ้าเมืองที่ยังมีสติอยู่ต่างก็มองหน้ากันไปมา ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือดราวกับกระดาษ ร่างกายยังคงสั่นสะท้าน ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คนเดียว
"ในเมื่อพวกนายทุกคนไม่มีปัญหาอะไร งั้นต่อไปก็จงให้ความร่วมมือกับซูหลินอีซือ บริหารจัดการอาณาจักรหลานหลูโปให้ดีซะ"
มู่เหลียงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ถ้ามีความคิดเห็นอย่างอื่น ก็ไปหาฉันได้ที่เมืองเต่าทมิฬ ตกลงไหม?"
"ตกลง!"
ทุกคนตอบรับอย่างพร้อมเพรียงกัน
ภายในใจของพวกเขาต่างก็มีความสงสัย ว่าเจ้าเมืองเต่าทมิฬที่อยู่ตรงหน้านี้แข็งแกร่งมากแค่ไหนกันแน่
ระดับราชันงั้นหรือ? หรือว่าจะเป็นระดับจอมราชันกันนะ?
มู่เหลียงกล่าวเสียงเรียบ
"ดีมาก ภายในสิบปีต่อจากนี้ ถ้าซูหลินอีซือเป็นอะไรไป ฉันจะไปเยือนถึงบ้านของพวกนายด้วยตัวเอง"
"สิบปี!"
ซูหลินอีซือเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย มู่เหลียงจะคุ้มครองฉันแค่สิบปีงั้นเหรอ...
"ครับ/ค่ะ!"
ทุกคนขานรับอย่างพร้อมเพรียงกันอีกครั้ง
มู่เหลียงไม่ได้พูดอะไรอีก ร่างของเขากะพริบวูบก่อนจะหายตัวไป ทำให้เหล่าเจ้าเมืองและขุนนางต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก