- หน้าแรก
- ยอดกวีขยี้บัลลังก์
- บทที่ 1209 - แผนการ
บทที่ 1209 - แผนการ
บทที่ 1209 - แผนการ
บทที่ 1209 - แผนการ
พอนึกถึงคำพูดที่พี่สี่บอกกับเขาในวันนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก ถึงแม้เสด็จแม่จะบอกว่าจะปกป้องเขา แต่เสด็จแม่ก็ไม่สามารถปกป้องเขาได้ตลอดเวลาหรอก!
เขาเป็นลูกของเสด็จแม่ พี่สี่ก็เป็นลูกของเสด็จแม่ เสด็จแม่ต้องให้ความสำคัญอย่างเท่าเทียมกันแน่ และคงไม่ทำอะไรพี่สี่ด้วย
พอคิดมาถึงตรงนี้ หลี่จื้อก็รู้สึกไร้ที่พึ่งเอามากๆ
น่าสงสาร ไร้ที่พึ่งพิง แถมยังอ่อนแอ ใครจะช่วยเขาได้บ้างนะ?
จู่ๆ หลี่จื้อก็นึกถึงพี่สาวและพี่เขยขึ้นมา เขากับพี่สาวมีความผูกพันกันลึกซึ้ง และพี่เขยก็ดีกับเขามากเช่นกัน
เรื่องนี้บางทีอาจจะไปปรึกษาพี่สาวกับพี่เขยได้ โดยเฉพาะพี่เขย พี่เขยเก่งกาจขนาดนั้น จะต้องสามารถช่วยเขาให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างราบรื่นแน่ๆ
พอคิดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ หลี่จื้อก็นึกถึงคำพูดลึกซึ้งแปลกๆ ที่พี่เขยบอกกับเขาตอนกลับจากการล่าสัตว์
ในนั้นมีประโยคหนึ่งบอกว่าฐานะของเขาจะเปลี่ยนไปแล้ว ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าฐานะจะเปลี่ยนไปได้ยังไง?
แต่ตอนนี้เขานึกออกแล้ว หรือว่าพี่เขยจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเขากำลังจะถูกแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท?
ไม่ ไม่ใช่สิ หลายวันมานี้เขาเห็นอารมณ์ของเสด็จพ่อด้วยตาตัวเอง อารมณ์ของเสด็จพ่อเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ก็ตั้งแต่เสด็จพ่อคุยกับพี่เขยเสร็จนั่นแหละ ซึ่งก็หมายความว่า พี่เขยต้องไปพูดอะไรกับเสด็จพ่อแน่ๆ เสด็จพ่อถึงได้ตัดสินพระทัยแต่งตั้งเขาเป็นองค์รัชทายาท!
เข้าใจแล้ว!
เข้าใจทุกอย่างแล้ว หลี่จื้อกระเด้งตัวลุกขึ้นจากตั่งนุ่มทันที!
ที่แท้ก็เป็นเพราะพี่เขยนี่เอง งั้นเขาก็สามารถไปขอความช่วยเหลือจากพี่เขยได้อย่างชอบธรรมแล้วสิ
ในเมื่อเรื่องทั้งหมดมันเกิดจากท่าน ท่านก็ต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุดสิ!
เมื่อคิดตกแล้ว ในใจของหลี่จื้อก็สงบลงไปได้มาก แล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่ง พี่เขยช่างเก่งกาจจริงๆ!
ขุนนางในราชสำนักตั้งมากมายถวายฎีกาขอให้แต่งตั้งพี่สี่เป็นองค์รัชทายาท เสด็จพ่อยังไม่ยอมตกลง แต่สุดท้ายคำพูดเพียงไม่กี่คำของพี่เขยกลับทำให้เสด็จพ่อตัดสินพระทัยแต่งตั้งเขาเป็นองค์รัชทายาทได้!
ในขณะเดียวกัน ในใจของเขาก็อยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก พี่เขยพูดอะไรกันแน่ ถึงทำให้เสด็จพ่อตัดสินพระทัยแต่งตั้งเขาเป็นองค์รัชทายาทได้ในทันที?
สิ่งที่เขาอยากรู้มากที่สุดก็คือ ในตัวเขามีจุดเด่นอะไรกัน ถึงทำให้เสด็จพ่อตัดสินพระทัยแต่งตั้งเขาเป็นองค์รัชทายาทในทันที? แล้วทำไมตัวเขาเองถึงมองไม่เห็นเลยล่ะ?
ในหัวน้อยๆ ของหลี่จื้อเต็มไปด้วยคำถามมากมาย นางกำนัลเดินเข้ามาพูดด้วยความเคารพว่า "เตี้ยนเซี่ย ถึงเวลาเสวยอาหารเย็นแล้วเพคะ"
ณ ตำหนักลี่เจิ้ง หลังจากที่หลี่ซื่อหมินเดินเข้ามาก็ตรัสถามด้วยความประหลาดพระทัยว่า "จื้อหนูล่ะ? ข้าได้ยินมาว่าเขาเอากวางน้อยที่ล่าได้ส่งไปที่กรมห้องเครื่องเพื่อทำเป็นอาหารรสเลิศ แล้วทำไมตัวเขาถึงไม่อยู่ล่ะ?"
ฮองเฮาจางซุนยังไม่ทันได้ตรัสตอบ สื่อจื่อก็ชิงตอบขึ้นก่อน "พี่ชายแอบร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่เพคะ พี่ชายขี้อาย!"
หลี่ซื่อหมินได้ยินก็อดสรวลออกมาไม่ได้ "จื้อหนูโตป่านนี้แล้วทำไมยังร้องไห้ขี้มูกโป่งอีก?"
ฮองเฮาจางซุนถอนพระปัสสาสะเบาๆ "โดนชิงเชวี่ยขู่เอาเพคะ"
เรื่องที่เว่ยอ๋องเข้าวังเขาก็รู้ หลี่ซื่อหมินขมวดพระขนงตรัสถามว่า "ชิงเชวี่ยพูดอะไรไปบ้าง?"
หลังมือหน้ามือล้วนเป็นเนื้อ ฮองเฮาจางซุนจึงไม่ได้ปิดบัง ตรัสเบาๆ "ชิงเชวี่ยเตือนจื้อหนูว่าถ้ากล้ามาแย่งชิงตำแหน่งองค์รัชทายาทก็อย่าหาว่าเขาใจดำ จื้อหนูตกใจกลัวมาก มาบอกกับหม่อมฉันว่าเขาไม่อยากเป็นองค์รัชทายาทและไม่อยากแย่งชิงตำแหน่งองค์รัชทายาทด้วยเพคะ"
นี่เป็นการข่มขู่ธรรมดา หรือตั้งใจจะลงมือทำร้ายจื้อหนูจริงๆ?
หลี่ซื่อหมินเองก็ไม่แน่ใจ แต่อย่างไรก็ตาม เขาไม่อยากเห็นโศกนาฏกรรมพี่น้องฆ่าแกงกันเองเกิดขึ้นอีก
ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นอีก! หลี่ซื่อหมินครุ่นคิด "มะรืนนี้เป็นวันประชุมขุนนางครั้งใหญ่ ถือว่าเป็นฤกษ์งามยามดี ข้าเตรียมจะประกาศแต่งตั้งจื้อหนูเป็นองค์รัชทายาทต่อหน้าขุนนางในวันมะรืน จากนั้น ก็ให้ชิงเชวี่ยเดินทางไปปกครองแคว้นเสียเถอะ!"
แม้ในพระทัยจะอาลัยอาวรณ์ที่ต้องให้โอรสเดินทางออกจากเมืองหลวงไปปกครองแคว้น แต่ฮองเฮาจางซุนก็ทรงเข้าพระทัยดีว่า นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะปกป้องโอรสทั้งสามพระองค์ไว้ได้
ดังนั้นต่อให้จะอาลัยอาวรณ์แค่ไหนก็ต้องตัดใจ ฮองเฮาจางซุนพยักพระพักตร์ "ตกลงเพคะ ให้ชิงเชวี่ยเดินทางไปปกครองแคว้นเถอะ!"
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ หลี่จื้อก็เดินเข้ามาจากตำหนักด้านนอก
"ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อ ถวายบังคมเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่ซื่อหมินตรัสยิ้มๆ "เนื้อกวางวันนี้เจ้าเป็นคนล่ามากับมือเชียวนะ แถมยังเป็นเหยื่อตัวแรกของเจ้าด้วย ต้องกินให้เยอะๆ อีกชามนะลูก!"
หลี่จื้อพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย "พ่ะย่ะค่ะ ลูกจะกินเพิ่มอีกชามแน่นอน!"
สื่อจื่อที่อยู่ข้างๆ ได้ยินก็ร้องเสียงใส "ลูกก็จะกินเพิ่มอีกชามเหมือนกัน!"
ฮองเฮาจางซุนได้ยินก็ตรัสอย่างยินดี "ดีจ้ะ ดี สื่อจื่อของพวกเราก็ต้องกินเยอะๆ จะได้ติดความโชคดีของพี่ชายมาด้วย"
เวลากินไม่พูดจา เวลานอนไม่ส่งเสียง รอจนนางกำนัลเก็บสำรับอาหารเย็นออกไปหมดแล้ว หลี่จื้อถึงได้พูดตะกุกตะกักว่า "เสด็จพ่อ เสด็จแม่ พรุ่งนี้ลูกอยากไปเยี่ยมพี่หญิงที่หมู่บ้านตระกูลซู ได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ?"
เห็นท่าทางน่าสงสารของหลี่จื้อ ก็รู้ได้เลยว่าเขาได้รับผลกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก จำเป็นต้องมีคนช่วยปลอบโยนและชี้แนะอย่างเร่งด่วน
ฮองเฮาจางซุนเองก็รู้ดีว่าฉางเล่อกับจื้อหนูมีความผูกพันฉันพี่น้องลึกซึ้งมาก จึงพยักพระพักตร์ตกลงทันที "ได้สิ พรุ่งนี้เช้าแม่จะให้องครักษ์ไปส่งลูกที่หมู่บ้านตระกูลซูก็แล้วกัน ลูกจะได้ไปเดินเล่นพักผ่อนกับพี่หญิงอวี้จางที่นั่นด้วยเลย"
สื่อจื่อได้ยินก็รีบพูดขึ้นว่า "เสด็จแม่ ลูกก็จะไป ลูกจะไปกับพี่ชายด้วย!"
ฮองเฮาจางซุนลูบหัวสื่อจื่อ แย้มพระสรวล "ถ้าพากันไปหมด แล้วใครจะอยู่เป็นเพื่อนเสด็จแม่ล่ะลูก?"
สื่อจื่อทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วทำปากยื่น "งั้นก็โอเคเพคะ!"
หลี่ซื่อหมินสรวล "เอาล่ะ จื้อหนู พาน้องไปเล่นเถอะ!"
หลี่จื้อพาสื่อจื่อออกไปเล่นแล้ว ฮองเฮาจางซุนถึงได้ส่ายพระพักตร์เบาๆ "จื้อหนูถูกทำให้ตกใจกลัวจริงๆ!"
หลี่ซื่อหมินตรัสยิ้มๆ "อย่างที่ซูเฉิงบอกนั่นแหละ จื้อหนูเป็นเด็กจิตใจกว้างขวางมีเมตตาเหมือนเจ้านั่นแหละ!"
ณ หมู่บ้านตระกูลซู ซูเฉิงเล่าเรื่องการออกไปล่าสัตว์ให้ฟังคร่าวๆ องค์หญิงฉางเล่อตรัสเสียงเบา "ถ้าอย่างนั้น เสด็จพ่อก็ทรงตัดสินพระทัยแน่วแน่แล้วที่จะแต่งตั้งจื้อหนูเป็นองค์รัชทายาทใช่ไหม? ไม่รู้สิ จู่ๆ ข้าก็รู้สึกผิดต่อพี่สี่ขึ้นมา"
แม้ว่านางจะมีความสัมพันธ์อันดีกับจื้อหนูมากกว่า แต่หลี่ไท่ก็เป็นพี่ชายแท้ๆ ของนาง ความผูกพันฉันพี่น้องก็ลึกซึ้งเช่นกัน
และพอนึกถึงว่าซูเฉิงมีส่วนเข้าไปแทรกแซงการตัดสินใจเลือกองค์รัชทายาทของเสด็จพ่อ สำหรับหลี่ไท่แล้วมันก็ดูจะไม่ค่อยยุติธรรมนัก
ซูเฉิงพยักหน้า "ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ ความจริงต่อให้ข้าไม่พูด เสด็จพ่อก็จะค่อยๆ คิดตก แล้วในที่สุดก็จะทรงแต่งตั้งจิ้นอ๋องเป็นองค์รัชทายาทอยู่ดี"
"ที่ข้าพูดออกไป ก็เพียงเพื่อให้ฝ่าบาททรงตัดสินพระทัยแต่งตั้งจิ้นอ๋องเป็นองค์รัชทายาทได้เร็วขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือเป็นผลดีต่อเว่ยอ๋องเหมือนกันนะ การตัดใจได้เร็วขึ้น ความรู้สึกสูญเสียในใจก็จะน้อยลงตามไปด้วย"
"เจ้าอย่าคิดว่าเป็นข้าที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกองค์รัชทายาทของฝ่าบาทเลย ความจริงแล้วข้าไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้นหรอก!"
องค์หญิงฉางเล่อไม่คิดว่าซูเฉิงจะไม่มีความสามารถมากขนาดนั้น แต่นางก็คิดว่าสิ่งที่ซูเฉิงพูดมานั้นมีเหตุผล
ในที่สุดเสด็จพ่อก็จะต้องคิดตกและแต่งตั้งจื้อหนูเป็นองค์รัชทายาทอยู่ดี เพราะการแต่งตั้งจื้อหนูเป็นองค์รัชทายาทคือทางเลือกที่ดีที่สุด ส่งผลดีต่อพี่น้องทั้งสามคน
เรื่องการแต่งตั้งองค์รัชทายาทในที่สุดก็ได้ข้อสรุปเสียที องค์หญิงฉางเล่อถอนหายใจเบาๆ "หวังว่าเสด็จพ่อจะทรงมีราชโองการลงมาโดยเร็ว หวังว่าจะลดความวุ่นวายลงได้บ้าง และหวังว่าพี่สี่จะทำใจยอมรับได้"
ซูเฉิงยิ้มปลอบใจ "วางใจเถอะน่า จะไม่เกิดความวุ่นวายอะไรขึ้นอีกแล้วล่ะ! ว่าแต่อวี้จางล่ะ?"
"อวี้จางเหรอ ป่านนี้คงยังอยู่ที่โรงหมอล่ะมั้ง ข้าส่งคนไปเชิญนางกลับมาแล้วล่ะ" องค์หญิงฉางเล่ออธิบาย
ซูเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย "นางไปโรงหมอทำไม? หรือว่านางหันมาสนใจเรื่องการแพทย์เพราะการจากไปของถังเซี่ยนสือ?"
(จบแล้ว)