- หน้าแรก
- ร้านของฉันเชื่อมหมื่นมิติพันพิภพ
- ตอนที่ 72 ลงทุน (ฟรี)
ตอนที่ 72 ลงทุน (ฟรี)
ตอนที่ 72 ลงทุน (ฟรี)
ตอนที่ 72 ลงทุน
เฮ่อไห่โจวกลับไปที่ศาลาพักม้าพร้อมข้าวของ แต่ในใจก็ยังคิดไม่ตกว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้
เวลานี้ยังมีคนจ้องมองอยู่ เขาจึงยังไม่นำยาออกมาให้คนในบ้านกิน เพียงยื่นถุงน้ำไปก่อน
คนแก่และเด็กที่ติดลมหนาวดื่มน้ำที่ผสมยาไว้แล้ว ส่วนน้ำขิงน้ำตาลแดงนั้นให้คนที่เหลือดื่มเพื่อขับไล่ความหนาว
แบบนี้แยกกันดื่มก็ไม่ติดกันง่ายด้วย
เดิมทีคนหลายคนในครอบครัวที่อยู่ในโรงนอนรวมอันซอมซ่อจนมือเท้าเย็นเฉียบ พอได้ดื่มน้ำร้อนที่หวานปนเผ็ดเล็กน้อยเข้าไปคำหนึ่ง ก็รู้สึกว่าร่างกายอุ่นขึ้นทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความดีใจ
แต่ในสายตาคนอื่น พวกเขาเพียงแค่กำลังดื่มน้ำบ่อที่เพิ่งตักกลับมาเท่านั้น
“เป็นอย่างไรบ้าง? พี่สะใภ้” ฮูหยินเฮ่อลูบหลังสตรีผู้นั้นเบาๆ แล้วถามเสียงแผ่วเบา
“ร่างกายสบายขึ้นมาก” สะใภ้ใหญ่ของตระกูลเฮ่อถอนหายใจยาว “พวกเจ้าก็ดื่มกันบ้าง”
เห็นว่านางดื่มยานั้นไปสองอึกแล้วพูดมีแรงขึ้นมาก เฮ่อไห่โจวกับภรรยาจึงค่อยวางใจ
อารองตระกูลเฮ่อเดินเส้นทางแม่ทัพเหมือนบิดา เข้ากองทัพตั้งแต่วัยหนุ่ม ในตอนนั้นฮ่องเต้เองก็ยังไว้วางใจตระกูลเฮ่อ
แต่เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เฮ่อไห่โจวยังเด็ก อารองกลับเสียชีวิตอยู่ที่ชายแดน คนทั้งตระกูลเฮ่อจึงให้ความเคารพพี่สะใภ้ผู้นี้อย่างมาก
ไม่มีใครถามเลยว่าน้ำร้อนกับยามาจากไหน ทุกคนรอจนดึกสงัด และไม่มีสายตาคนอื่นจับจ้องแล้ว
เฮ่อไห่โจวจึงค่อยๆ หยิบเสื้อกันหนาวออกมา ให้คนในบ้านที่เดิมยังไม่มีได้คลำหาทางใส่ท่ามกลางความมืด แล้วแบ่งยารักษาลมหนาวออกไป
ก็ในเวลานั้นเอง จึงมีคนถามขึ้นว่า “ของที่เจ้าหอบกลับมาพวกนี้...สุดท้ายแล้วใครเป็นคนส่งมาให้กันแน่?”
ในสถานที่แบบนี้ ยังมียา น้ำขิงไล่หนาว แล้วก็อาหารที่ไม่เคยเห็นมาก่อนพวกนั้นได้อย่างไร
โดยเฉพาะก้อนแข็งคล้ายอิฐที่เพิ่งแจกกันไปนั่น เขาเรียกว่าอะไรนะ บิสกิตอัดแท่ง อร่อยและอิ่มท้องมากจริงๆ
ต่อให้เป็นผู้ดูแลศาลาพักม้าเองก็ยังหาของพวกนี้ไม่ได้ คิดอย่างไรก็รู้ว่าต้องมีคนช่วยเหลือพวกเขาอยู่เบื้องหลังแน่
แต่ในเมืองหลวงทุกคนต่างรู้กันดีว่า เฮ่อไห่โจวทำให้ฮ่องเต้กริ้ว ตระกูลเฮ่อจึงตกเป็นที่รังเกียจ
ผู้คนมากมายต่างหลบเลี่ยงพวกเขาราวกับเป็นตัวนำโชคร้าย แล้วใครกันยังจะกล้าส่งของมากมายเช่นนี้มาให้
ฝั่งองค์รัชทายาทเอง ทุกความเคลื่อนไหวล้วนถูกจับตามอง เขาจึงได้แต่ช่วยพวกเขาในตอนเพิ่งออกจากเมืองหลวงอย่างลับๆ เท่านั้น
เฮ่อไห่โจวถอนหายใจ “คนที่มาหาไม่ได้พูดชัด แต่ในใจข้ารับรู้แล้ว”
เขาไม่ได้เล่าเรื่องร้านแห่งนั้นออกไป ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจคนในครอบครัว แต่เพราะร้านแห่งนั้นแปลกประหลาดเกินไป
พอออกมาครั้งที่สอง ก็หาประตูไม่เจอจริงๆ แล้ว
เรื่องนี้ยิ่งมีคนน้อยรู้ยิ่งดี
เฮ่อไห่โจวมองไปทางเมืองหลวง สภาพจิตใจของเขาเมื่อเทียบกับตอนเพิ่งเข้าร้านมาใหม่ๆ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
กลางคืนที่ศาลาพักม้าลมหนาวพัดกรู ความเย็นแทรกเข้ามาตามรูโหว่
พวกนักโทษในขบวนเนรเทศไม่เหมือนเจ้าหน้าที่คุมตัว ที่มีน้ำร้อน อาหารร้อนจากศาลาพักม้าให้ แถมยังมีซุปเนื้อหนึ่งชามอีกต่างหาก
พวกเขาทำได้เพียงเอาเสื้อผ้าทั้งหมด แม้กระทั่งฟาง มาคลุมตัวไว้ หวังแค่ให้หลับเร็วหน่อย จะได้ไม่รู้สึกถึงความทุกข์ทรมานของร่างกาย
แต่คนตระกูลเฮ่อมีทั้งน้ำแกงร้อนและอาหาร เมื่อเทียบกับก่อนหน้าแล้ว นับว่าดีขึ้นมาก
แผ่นให้ความร้อนที่แปะแล้วร้อนขึ้นเองมีอยู่เพียงหกแผ่น เฮ่อไห่โจวครุ่นคิดถึงความยากลำบากบนเส้นทางข้างหน้า จึงตั้งใจจะเก็บไว้ใช้ในช่วงที่ลำบากที่สุด ให้พวกสตรีในบ้านใช้ก่อน
ของพวกนี้ ล้วนช่วยชีวิตได้ทั้งนั้น!
แสงฟ้าเริ่มสาง พื้นดินจับตัวเป็นเกล็ดน้ำค้างแข็ง ขบวนเนรเทศของศาลาพักม้ากำลังจะออกเดินทางกันต่อ
ลมหนาวคมกริบราวใบมีดพัดผ่านแก้ม ทุกคนต่างหดตัวด้วยความหนาว หากเดินช้าสักหน่อยก็หนีไม่พ้นถูกหวดแส้สักทีสองที
ด้านหลังคือเมืองหลวงที่ยิ่งห่างออกไปทุกที ส่วนเบื้องหน้ากลับยิ่งรกร้าง และหนาวเหน็บกว่าเดิม
คนตระกูลเฮ่อซ่อนของที่ได้มาเมื่อวานไว้แน่น พยายามลดการมีตัวตนลงในฝูงชนให้มากที่สุด
เพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นว่าพวกเขาสวมเสื้อกันหนาวกันอยู่ อีกทั้งยังได้แบ่งเนื้อวัวอบแห้งกันคนละนิด เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้ว สภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาดีกว่ามาก
อีกด้านหนึ่ง
ทุกคนต่างรีบเข้าเมืองไปขายสินค้า ก่อนที่อากาศจะหนาวลงกว่านี้ แล้วบนถนนจะเหลือคนน้อยลงเรื่อยๆ
ย่านที่คึกคักที่สุดของเมืองหลวง ร้านขายเกี๊ยวน้ำกับน้ำแกงร้อนริมถนนกำลังแน่นขนัด ควันไฟและเสียงเรียกลูกค้าปะปนอยู่กับลมหนาวต้นฤดูหนาว
แต่หลิ่วเอ้อร์เหนียงกลับอุ้มของไว้แนบอก แล้วเดินไปยังถนนอีกเส้นที่เงียบสงบกว่า
ร้านของชำในตรอกชิงสือยังเปิดอยู่ เถ้าแก่ในร้านเห็นนางยืนอยู่ข้างนอก ก็เหลือบมองนางตั้งแต่หัวจดเท้าครั้งหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่แสดงพิรุธ
“แม่นางมาหาใครหรือ?”
หลิ่วเอ้อร์เหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง พลางนึกถึงร้านของชำที่แม่นางเสิ่นเคยพูดถึงไว้ น่าจะเป็นที่นี่ จึงไตร่ตรองคำพูดก่อนตอบว่า
“ข้ามาส่งของให้แม่นางเสิ่นเจ้าค่ะ”
ในใจของเถ้าแก่ร้านของชำคลายความระแวงลงหลายส่วน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรขึ้น
“ร้านของแม่นางเสิ่นอยู่ด้านหลัง ถ้ายังไม่เปิด เจ้าจะวางของไว้ที่ข้าก่อนได้ ข้าจะจ่ายเงินให้เจ้าก่อน”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
หลิ่วเอ้อร์เหนียงยิ้มแล้วพยักหน้า อุ้มของเดินเข้าไปด้านใน
พอเห็นประตูไม้บานคุ้นตา หินก้อนใหญ่ที่กดทับอยู่ในใจก็ค่อยๆ วางลงในที่สุด
เช้านี้ก่อนออกจากบ้าน นางตั้งใจเปลี่ยนเป็นชุดที่ดูดีที่สุดของตัวเอง แม้ยังเป็นผ้าหยาบเหมือนเดิม แต่เป็นชุดที่นางค่อยๆ เย็บด้วยมือตามแบบที่ใช้ผ้าอย่างเต็มที่ที่สุด จึงไม่คับแคบหรือน่าอาย
ปกตินางเสียดายจนไม่กล้าใส่ คิดว่าวันนี้จะมาส่งผ้าให้แม่นางเสิ่น อยากฝากความประทับใจดีๆ ไว้ให้อีกฝ่าย จึงค่อยหยิบออกมา
ตลอดทางที่มา นางกังวลเรื่องส่งของมาตลอด เพราะรู้ดีว่าร้านขายของเก่าแห่งนี้ไม่ธรรมดา
ประตูไม้ตรงหน้าไม่ได้เปิดอยู่ ด้านบนแขวนป้ายไว้ว่า ‘กรุณากดกระดิ่งตรงนี้’
หลิ่วเอ้อร์เหนียงไม่เคยเห็นของแบบนี้มาก่อน จึงลองยื่นมือไปกดอย่างครึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อ
เหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นางลังเลอยู่พักหนึ่ง กำลังจะยกมือขึ้นกดใหม่ ไม่คาดคิดว่าประตูกลับเปิดออกเอง ความเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้ทำเอานางสะดุ้งเกือบตกใจ
เสิ่นโย่วเพิ่งตื่น สวมชุดกระโปรงลายดอกอยู่บ้านแล้วรีบลงมาชั้นล่างพอดี ก็เห็นหลิ่วเอ้อร์เหนียงอุ้มผ้าแพรสองพับ ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ในลานบ้าน
“เข้ามาสิ” เธอร้องเรียก
“เจ้าค่ะ” หลิ่วเอ้อร์เหนียงมองผมที่ปล่อยสยายของเสิ่นโย่วอย่างงุนงงอยู่บ้าง แล้วก็รองเท้าแตะที่เท้าอีกฝ่าย
รองเท้าเกี๊ยะนางรู้จัก คนมีฐานะมักใส่
แต่รองเท้าแบบนุ่มฟู ข้างบนยังมีหูกระต่ายสองข้างเช่นนี้ นางไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
ดูนุ่มมาก อุ่นมากด้วย อีกทั้งพื้นรองเท้าก็ไม่ได้แข็งเหมือนเกี๊ยะไม้ พวกคนใหญ่คนโตในเมืองหลวงน่าจะชอบกันมากแน่
“แม่นางเสิ่น นี่คือผ้าที่ท่านสั่งไว้ เชิญตรวจดูเจ้าค่ะ” หลิ่วเอ้อร์เหนียงดึงสายตากลับมา แล้วประคองผ้าส่งให้ด้วยสองมือ
“วางไว้บนเก้าอี้ก็พอ” เสิ่นโย่วยิ้ม “คุณนั่งพักก่อนสิ”
หลิ่วเอ้อร์เหนียงเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตกใจ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงตอบรับเบาๆ
แต่ก่อนนางก็เคยไปส่งผ้าเช็ดหน้าให้บ้านเศรษฐีในตัวเมือง บ่าวรับใช้ของบ้านนั้นยังวางท่าสูงกว่าคนธรรมดา เวลายืนอยู่ในจวนก็ห้ามมองซ้ายมองขวา ถ้าทำอะไรผิดไป ครั้งหน้าก็ไม่มีทางได้งานอีก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเชิญให้นั่ง นั่นเป็นการต้อนรับที่มีไว้สำหรับแขกของเจ้าบ้านเท่านั้น
แต่ที่นี่กับแม่นางเสิ่น นางกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายปฏิบัติกับตนอย่างเท่าเทียม
ความเคารพเช่นนี้ จะไม่ทำให้นางซาบซึ้งใจได้อย่างไร
เสิ่นโย่วหยิบปิ่นไม้ทรงหางปลาจากหลังเคาน์เตอร์มาปักผมอย่างลวกๆ จากนั้นก็เริ่มตรวจดูผ้าที่หลิ่วเอ้อร์เหนียงนำมาส่ง
เธอไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่เคยผ่านตาผ้าดีๆ มามาก ความต่างของเนื้อสัมผัสยังพอแยกออก
ผ้าสองพับ หนึ่งในนั้นปักลายผีเสื้อไว้ด้วย ดูมีชีวิตชีวามาก
หลิ่วเอ้อร์เหนียงกลั้นหายใจ สังเกตสีหน้าของเสิ่นโย่วอย่างตึงเครียด กลัวว่าผ้าที่ตัวเองทอจะไม่ผ่านเกณฑ์
จนกระทั่งได้ยินเสิ่นโย่วพูดว่า ‘ของดีนะ’ ถึงค่อยถอนหายใจโล่งอก
“นี่อีกยี่สิบตำลึงเป็นเงินส่วนที่เหลือ” เสิ่นโย่วหยิบเงินออกมาสองก้อน “ส่วนอีกร้อยตำลึงนี้ ถือเป็นเงินมัดจำสำหรับของล็อตถัดไป กับค่าแรงที่จ่ายล่วงหน้าให้คุณ”
ตอนนี้เธอมีช่องทางขายแล้ว จะสั่งเพิ่มอีกหลายพับก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
ยิ่งผ้าดีมากเท่าไร ความยากในการทอก็ยิ่งมาก อย่างผ้าหยุนจิ่นจำเป็นต้องใช้คนสองคนช่วยกันเดินกี่ เพราะเหตุนี้เสิ่นโย่วจึงจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้ในครั้งนี้
ส่วนต่างกำไรจากการขายผ้าเทียบกับของเก่าย่อมแทบไม่คุ้มกล่าวถึง แต่สามารถช่วยให้ลูกค้าเปิดตลาดได้ พร้อมทั้งให้แต้ม และมูลค่าธุรกิจแก่เธอ
มีแต้มแล้ว ครั้งหน้าจะไปเรียนงานฝีมือที่ต้าฉีก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อเวลาอีก
หลิ่วเอ้อร์เหนียงมองเงินหนึ่งร้อยตำลึงที่แวววาววางอยู่ตรงหน้า ก็ตกตะลึงไปแล้ว
เงินมากขนาดนี้ แม้แต่แม่สามีในอดีตของนางเอง ก็ใช่ว่าจะหยิบออกมาได้ง่ายๆ
“ขอแค่ของที่คุณส่งมาดี งานในอนาคตกับเงินส่วนที่เหลือก็จะมีมาไม่ขาด” เสิ่นโย่วยิ้ม
“แม่นางเสิ่นวางใจได้ งานของท่าน ข้าจะทำให้ดีที่สุดแน่นอน!” หลิ่วเอ้อร์เหนียงตอบอย่างหนักแน่น
ถ้าทำงานของแม่นางเสิ่นให้ดี ต่อไปน้องชายกับน้องสาวก็จะไม่ต้องลำบาก ไม่ต้องถูกคนอื่นดูถูกอีกแล้ว
“ข้าอยากจ้างคนเพิ่มอีกหน่อย แล้วก็ซื้อกี่ทอผ้าเพิ่มอีกสองเครื่อง พอเข้าหน้าหนาว ข้างนอกทั้งหนาวทั้งเย็น ถ้าได้ทำงานอยู่ในบ้านก็ดีเหมือนกัน”
หลิ่วเอ้อร์เหนียงเล่าความคิดของตนเองออกมา ดวงตาเปล่งประกายไปด้วยชีวิตชีวา
“ดีนี่” เสิ่นโย่วตอบ “ฉันจะให้อีกหนึ่งร้อยตำลึง น่าจะพอเปิดเป็นโรงทอเล็กๆ ได้แล้ว ถือว่าเป็นการลงทุน”
โปรเจกต์นี้ไม่เลว ถึงขาดทุนก็คงขาดไม่มาก เธอนี่แหละจะลงทุนเอง!
หลิ่วเอ้อร์เหนียงนิ่งงันอีกครั้ง
นางไม่เข้าใจคำว่า ‘ลงทุน’ แต่ฟังออกว่าเสิ่นโย่วหมายความว่าอย่างไร ในชั่วขณะนั้นก็ตื่นเต้นจนพูดไม่ออก
ผ่านไปหลายวินาที อารมณ์ค่อยสงบลงเล็กน้อย กำลังจะถามว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ก็เห็นเสิ่นโย่วหยิบเงินออกมาวางไว้แล้ว
หลิ่วเอ้อร์เหนียงจึงเป็นฝ่ายเสนอให้ทำหนังสือสัญญากัน นั่นก็คือสัญญาในความหมายแบบปัจจุบัน
แบบนี้ต่อไปหากตั้งโรงทอขึ้นมาแล้ว เสิ่นโย่วก็ไม่ต้องกังวลว่านางจะผิดคำพูด
สัญญานั้นทำได้แน่นอน แต่เสิ่นโย่วไม่รู้ว่าเอกสารของต้าฉีหน้าตาเป็นอย่างไร และเธอก็เขียนไม่เป็น
ดังนั้นจึงให้นางไปที่ร้านของชำ ให้เถ้าแก่ช่วยเขียนให้เรียบร้อย ประทับลายนิ้วมือแล้วค่อยเอากลับมา
หลิ่วเอ้อร์เหนียงทำตามโดยไม่ลังเล พอได้สัญญามา เสิ่นโย่วก็อ่านเนื้อหาก่อนหนึ่งรอบ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีปัญหา จึงเก็บเข้าไปในลิ้นชักรับเงินของระบบ
ก่อนจากไป หลิ่วเอ้อร์เหนียงมองรองเท้าแตะของเธออยู่พักใหญ่ แอบจดจำแบบไว้เงียบๆ แล้วถามขึ้นว่า
“แม่นางเสิ่น รองเท้าแตะที่ท่านใส่นี่ทำจากขนกระต่ายหรือเจ้าคะ?”
“ไม่ใช่ๆๆ” เสิ่นโย่วรีบโบกมือ
มาตรฐานของเธอสำหรับรองเท้าแตะใส่ในบ้านมีแค่อย่างเดียว ขอแค่ใส่ได้ และราคาถูก
ของราคายี่สิบกว่าหยวนแถมส่งฟรี จะไปใช้วัสดุดีแบบนั้นได้อย่างไร ก็แค่เส้นใยสังเคราะห์เท่านั้น
“วัสดุคล้ายๆ กับขนด้านในของเสื้อกันหนาวนั่นแหละ ไม่ใช่หนังสัตว์จริงๆ หรอก”
พอนึกถึงเสื้อกันหนาว ดวงตาของหลิ่วเอ้อร์เหนียงก็สว่างขึ้นทันที “ข้าเข้าใจแล้ว”
อุ้มเงินกว่าสองร้อยตำลึงออกจากร้านไป นางก็แวะไปที่ห้างเงินตราก่อนหนึ่งรอบเพื่อนำเงินไปฝาก จากนั้นจึงมุ่งตรงไปยังร้านรองเท้ากับร้านเสื้อผ้าที่ดีที่สุดหลายแห่งในเมือง
เดินวนดูอยู่หนึ่งชั่วยาม กลับเห็นเพียงรองเท้าเกี๊ยะ รองเท้าแตะหนัง ส่วนที่ราคาถูกหน่อยก็คือรองเท้าสานจากหญ้าหรือผ้า
มองอย่างไรก็ไม่นุ่มสบายเท่าที่แม่นางเสิ่นใส่เลยสักนิด
ถ้าใช้ผ้าแบบในเสื้อกันหนาว หรือไม่ก็หาขนกระต่ายจริงมาทำเป็นรองเท้าแตะแบบนั้น พอดีกับเป็นฤดูหนาวอยู่แล้ว คิดมาแล้วก็คงขายออกได้ไม่ยาก
ในใจของหลิ่วเอ้อร์เหนียงเริ่มมีความคิดขึ้นมา นางจึงรีบไปที่ ‘ร้านโหย่วเจียน’ ซื้อเสื้อกันหนาวราคาถูกที่สุดมาสี่ชุด แล้วไปเลือกพื้นรองเท้ามาอีกหลายคู่
จากนั้นก็ไปดูสถานที่สำหรับตั้งโรงทอ จะหาที่ที่ค่าเช่าถูก และทำเลดีพร้อมกันนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ