เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 65 ร้านท้องถิ่น (ฟรี)

ตอนที่ 65 ร้านท้องถิ่น (ฟรี)

ตอนที่ 65 ร้านท้องถิ่น (ฟรี)


ตอนที่ 65 ร้านท้องถิ่น

‘ร้านโหย่วเจียน’ เปิดกิจการเป็นวันที่สอง

ชื่อเสียงเรื่องราคาถูก และใช้งานได้ดีแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมือง ได้ยินว่าของเมื่อวานขายหมดเกลี้ยง คนจำนวนไม่น้อยจึงมาต่อแถวกันตั้งแต่เช้าตรู่

ถ้าไม่ใช่เพราะในเมืองกำหนดเวลาห้ามออกจากบ้านยามวิกาล เกรงว่าคงมีคนนั่งรอข้ามคืนอยู่หน้าร้านไปแล้ว

ยังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วยามกว่าจะเปิดร้าน แต่ก็มีคนมาต่อแถวกันยี่สิบกว่าคนแล้ว

สิ่งที่ทุกคนกังวลที่สุดก็คือ ยังมีของอยู่หรือไม่?

ถ้าซื้อเสื้อกันหนาวราคาถูกแบบนี้ไม่ได้ ก็มีแต่ต้องไปซื้อเสื้อกันหนาวราคาแพง แต่กลับไม่อุ่นพอ

ก็เพราะเสื้อผ้าจากตะวันตกชุดนี้เอง ทำให้พ่อค้าเศรษฐีหลายรายที่กักตุนของแล้วโก่งราคานั่งไม่ติด จากเดิมเสื้อกันหนาวราคาสามสิบตำลึง วันนี้ก็ต้องลดราคาลงแล้ว

แต่จะลดอย่างไร ก็ไม่มีทางต่ำกว่าห้าตำลึงเป็นแน่

นี่ไม่ ก็ส่งคนแฝงตัวเข้ามาสืบข่าว พวกเขาไม่เชื่อว่าของจากพ่อค้าตะวันตกจะมีเท่าไรก็มีได้!

การตัดเย็บเสื้อผ้ายังต้องใช้เวลาไม่ใช่หรือ!

ใกล้ถึงเวลาเปิดร้าน รถม้าหลายคันลากหีบสินค้ามาถึง เห็นของที่มีมากมายขนาดนี้ ในสายตาของชาวบ้านที่ต่อแถวก็ยิ่งมีความกระตือรือร้นเพิ่มขึ้นหลายส่วน

คนที่สืบข่าวได้ก็รีบกลับไปรายงาน

“สินค้าเป็นของที่ขบวนพ่อค้านำมาจากอวิ๋นโจว คนที่รับผิดชอบล้วนเป็นคนสนิทของพวกเขา ไม่ให้คนนอกแตะต้อง เห็นแค่ว่าในคลังเหลือของไม่มากนัก แต่ได้ยินว่าจะมีการขนของเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ”

คนที่นั่งอยู่ตำแหน่งสูงลูบซี่พัดเบาๆ “เสื้อกันหนาวจากดินแดนตะวันตกสามารถช่วยให้แคว้นต้าฉีผ่านพ้นวิกฤตได้ ถือเป็นความชอบอันยิ่งใหญ่ การค้าก้อนนี้ พวกเขาสมควรต้องส่งมอบออกมา”

เขาได้บันทึกเส้นทางเดินเรือของขบวนพ่อค้าแล้ว และสั่งให้คนไปตรวจสอบขบวนพ่อค้าที่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลหลิว จะต้องกวาดพวกมันให้หมดในคราวเดียว

วันนี้น่าจะได้ผลลัพธ์ กิจการของร้านนี้ก็คงถึงคราวจบสิ้นแล้ว

ขณะที่กิจการของสองร้านกำลังรุ่งเรืองสุดขีด รถม้าคันหนึ่งที่ดูเรียบง่ายก็หยุดลงหน้าหอรื่นรมย์ฝั่งตรงข้าม

ที่นี่สามารถมองเห็นแม่น้ำ และท่าเรือได้จากระยะไกล เป็นตำแหน่งที่เฉิงอ๋องเลือกไว้สำหรับชมละครสนุก

เวลานั้นเอง ที่ท่าเรือซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ท่ามกลางคนงานขนของที่เดินไปมา จู่ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามา

คนที่มาล้วนมีตำแหน่งราชการ อีกทั้งมาด้วยเหตุผลอันชอบธรรม ไม่มีใครบนเรือสินค้ากล้าขวางได้ ทำได้เพียงแอบส่งคนไปแจ้งหลิวเจิ้ง

ในหีบบนเรือมีของอยู่จริง แต่ไม่ได้มีสินค้าจากตะวันตกมากพอ จะตรวจละเอียดไม่ได้

หลิวเจิ้งยังอยู่ระหว่างเร่งรีบมาที่นี่ คิดไว้ว่าจะอย่างไรก็ต้องถ่วงเวลาไว้ก่อน

แต่รถม้าอีกคันที่โอ่อ่าจนเกินบรรยายกลับมาถึงหอรื่นรมย์ก่อน

เมื่อเห็นเครื่องประดับทองสัมฤทธิ์ที่แขวนอยู่ด้านนอกของรถม้า บริเวณโดยรอบก็เงียบกริบราวกับป่าช้า

ทั้งเมืองหลวง ไม่มีใครไม่รู้จักรถม้าที่หรูหราเทียบเท่าราชรถของฮ่องเต้ และก็ไม่มีใครกล้าพูดว่ามันไม่เหมาะสมแม้แต่คำเดียว

ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องรับรอง เฉิงอ๋องที่ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวใดๆ จากท่าเรือก็เริ่มสงสัย

ทันใดนั้นก็ได้ยินคนสนิทรายงานว่า คนที่ไปตรวจสอบท่าเรือยังไม่ทันได้ขึ้นเรือสินค้า ก็ถอนกำลังกลับทั้งหมดแล้ว

เฉิงอ๋องรีบก้าวออกจากห้อง ตั้งใจจะไปดูด้วยตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น

ชายติดตามรูปร่างธรรมดา สวมเสื้อสีเทาเดินเข้ามาตรงหน้าเขา

“เฉิงอ๋อง นายของข้าให้ข้ามาบอกว่า เรื่องบางอย่าง ไม่ตรวจสอบจะดีกว่า”

เขาจ้องไปยังรถม้าหรูเบื้องหน้า ตอนประสานมือคำนับ และก้มตัว สีหน้าก็หม่นลงเล็กน้อย “ท่านราชครูหมายความว่าอย่างไร?”

องค์รัชทายาทให้ผลประโยชน์อะไร ถึงได้ทำให้คนผู้นี้ซึ่งแม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจออกมาช่วยเหลือ

มือเรียวยาวแต่แฝงพลังค่อยๆ เลิกม่านขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ

“เจ้าสืบมาถึงข้า แล้วยังถามว่าหมายความว่าอย่างไรงั้นรึ?”

น้ำเสียงแฝงรอยยิ้ม แต่สายตากลับเย็นเยียบ

“พวกเจ้าจะทำอะไรก็ทำ แต่อย่ามากระทบการค้าระหว่างข้ากับพ่อค้าตะวันตกก็พอ” เวิ่นจื้อกล่าวเรียบๆ

เฉิงอ๋องได้ยินดังนั้นถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่ กว่าจะพูดออกมาได้ว่า “ก่อนหน้านี้ข้าล่วงเกินไป หวังว่าท่านจะโปรดอภัย”

ช่างเหมือนเจอผีเสียจริง ไม่คิดว่าธุรกิจพวกนี้จะเกี่ยวข้องกับเขา

ยิ่งตอนเขาพูดถึงพ่อค้าตะวันตก ก็รู้สึกว่าน้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย

ว่าแล้วเชียว แค่ตระกูลหลิว จะไปหาของที่แคว้นต้าฉีขาดแคลนมากขนาดนี้มาจากที่ไหนได้

หลิวเจิ้งเคยคิดถึงสถานการณ์เลวร้ายมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยคิดเลยว่า ตอนที่ตัวเองมาถึงท่าเรือ ทุกอย่างจะเรียบร้อยดี

ถึงขั้นคิดว่าข่าวที่ได้รับมาเป็นข่าวหลอก ถามคนในขบวนพ่อค้าไปทั่ว ทุกคนก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

รู้เพียงว่าเป็นคนที่ราชครูส่งมา คนที่เตรียมจะขึ้นเรือตรวจค้นพอเห็นสัญลักษณ์ก็พากันหนีหายหมด

หลิวเจิ้งเกาหัวอย่างงุนงง นี่มันหมายความว่าอย่างไร? ปกติอยากเข้าไปผูกสัมพันธ์ยังไม่สนใจ แล้วทำไมถึงมาช่วยเอง?

หลิวเจิ้งให้คนส่งข่าวไปยังตำหนักองค์รัชทายาท ส่วนตัวเองไปที่ร้าน

“เสื้อผ้าขายดีมาก คาดว่าก่อนพรุ่งนี้เที่ยงวันก็น่าจะหมดแล้ว” เถ้าแก่กระซิบเบาๆ

“ข้าจะไปถามเวลาที่ของล็อตถัดไปจะมาถึง พวกเจ้าปล่อยข่าวออกไปก่อน บอกว่าเสื้อผ้าแบบนี้ที่ดินแดนตะวันตกมีมากมาย ของมีเพียงพอ ขอให้เหล่าชาวบ้านสบายใจได้ ของล็อตต่อไปจะมาช้าหน่อย แต่จะไม่ขึ้นราคาอย่างแน่นอน”

“ขอรับ”

หลิวเจิ้งออกจากร้านก็รีบไปยังตรอกชิงสือ มุ่งหน้าไปยังร้านขายของเก่าของเสิ่นโย่ว

ตอนที่เขาไปถึง เสิ่นโย่วกำลังใช้ปืนพ่นไฟหลอมทองแท่ง

หลิวเจิ้งเห็นภาพนี้ก็ถึงกับตะลึง นั่นมันอาวุธวิเศษอะไร แค่กดก็พ่นไฟออกมา ร้ายกาจเกินไปแล้ว

เขากลัวจะโดนลูกหลง จึงแอบขยับตัวถอยไปด้านข้างเล็กน้อย

“เถ้าแก่เสิ่น เสื้อผ้าล็อตก่อนขายไปเกือบหมดแล้ว ล็อตต่อไปจะมาเมื่อไรหรือขอรับ?”

“พรุ่งนี้ก็มาแล้ว ล็อตนี้มีแปดพันชุด คุณสามารถเอาไปขายนอกเมืองหลวงได้”

เสิ่นโย่ววางปืนพ่นไฟลง “มะรืนนี้ฉันมีธุระ เปิดร้านไม่ได้ เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้ตอนกลางคืน คุณต้องจัดการขนของออกไปให้เรียบร้อย”

“ไม่มีปัญหา”

หลิวเจิ้งนึกถึงเรื่องที่ท่าเรือ จึงลังเลก่อนจะพูดออกมา แต่เห็นเสิ่นโย่วไม่ได้แสดงท่าทีอะไร เขาก็ยิ่งจับต้นชนปลายไม่ถูก ว่าคนของราชครูเป็นนางส่งมาหรือไม่

ตกลงเวลาในการส่งมอบสินค้าเรียบร้อย หลิวเจิ้งก็จากไป ที่ร้านยังมีเรื่องรอให้เขาจัดการอีก

ร้านขายผ้า และร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปในเมืองหลวงหลายแห่งต่างมาหาเขาถึงที่ รวมถึงคนจากหอการค้าด้วย

พวกเขาล้วนหวังจะได้แบ่งสินค้าจากร้านของตระกูลหลิวไปขายบ้าง จะได้ร่วมทำเงินด้วยกัน

“พวกเรามีร้านอยู่ทั่วทุกแห่ง และมีขบวนคารวานที่เร็วที่สุด ก็เพื่อให้ชาวบ้านได้มีเสื้อผ้าดีๆ ใส่มากขึ้น”

“เพียงแต่ว่า เสื้อผ้าที่ขนมาจากตะวันตก ถ้าจะกระจายไปยังที่ต่างๆ ต้นทุนมันสูงเกินไป ขายห้าตำลึงขาดทุน ไม่สู้ขึ้นราคาเป็นยี่สิบตำลึงจะดีกว่า?”

เศรษฐีที่เป็นตัวแทนหอการค้าหลายคน ภายนอกดูเคารพ แต่ในใจกลับด่าหลิวเจิ้งจนแทบทะลุฟ้า

มีช่องทาง และสินค้าดีขนาดนี้ แต่กลับตั้งราคาต่ำขนาดนี้ ต่อให้มีเงินก็ยังหาเงินไม่เป็น!

“จะให้พวกเจ้ารับสินค้าไปขายก็ได้ แต่ราคาขายห้ามเปลี่ยนเป็นอันขาด” หลิวเจิ้งจงใจถอนหายใจ

“พวกเจ้าคิดว่าข้าไม่อยากรวยหรือ? ติดต่อพ่อค้าตะวันตก ให้ขนของเข้ามาถึงเมืองหลวงได้อย่างราบรื่น พวกเจ้าคิดว่าจวนหลิวทำได้หรือ?”

“ถ้าฉวยโอกาสขึ้นราคาแล้วถูกจับได้ ถึงตอนนั้นถูกยึดทรัพย์เนรเทศ ก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”

พอพูดแบบนี้ สีหน้าของพวกเศรษฐีก็เปลี่ยนไป ต่างพากันถามว่าคนที่อยู่เบื้องหลังหลิวเจิ้งคือใคร

หลิวเจิ้งตอบแบบคลุมเครือ ให้พวกเขาไปคาดเดาเอาเอง พอเกี่ยวข้องกับวังหลวง ก็ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องขึ้นราคาอีก

“แต่พวกเราต้องขนของออกไปขาย จะให้ขาดทุนไม่ได้ ราคาที่เจ้าให้พวกเราก็ห้าตำลึงแล้ว”

“ขนทางน้ำออกไป อย่างมากขายได้ไม่เกินเจ็ดตำลึง” หลิวเจิ้งหยิบลูกคิดขึ้นมา

“ข้าคำนวณแล้ว ราคานี้ไม่ขาดทุน ส่วนแบบที่ขายยี่สิบตำลึง ข้าจะให้พวกเจ้าถูกลงหน่อย”

อีกหลายคนแทบกลั้นไม่อยู่ อยากจะแทงกลับสักประโยคว่า เจ้านี่คิดคำนวณเก่งจริงๆ

“นี่ก็เป็นความประสงค์จากเบื้องบน หากพวกเจ้าทำเรื่องนี้สำเร็จ ก็ถือว่าเป็นผลงานชิ้นหนึ่ง” หลิวเจิ้งกล่าวเสริม

ผู้ดูแลหอการค้าที่มีจวนจ้าวโหวหนุนหลังเป็นคนแรกที่ตอบตกลง ที่เหลือก็ไม่กล้าปฏิเสธ

เพียงแต่ตอนออกจากร้าน สีหน้าของแต่ละคนฝืนยิ้มอย่างเห็นได้ชัด มีเพียงหลิวเจิ้งคนเดียวที่กดลูกคิดไปพลาง พยักหน้าไปพลาง

ถ้าให้เขาขายสินค้าไปตามทุกเมืองในแคว้นต้าฉีด้วยตัวเอง ความยากมันมากเกินไป จะใช้คนก็ไม่มี จะใช้หน้าร้านก็ไม่มี ต้นทุนก็สูงมหาศาล

สู้ปล่อยให้คนพวกนั้นจัดการแทนยังจะดีซะกว่า

แต่จะขึ้นราคาน่ะ ไม่มีทางเด็ดขาด

เถ้าแก่เสิ่นก็บอกแล้วเหมือนกัน กว่านางจะหาเสื้อกันหนาวมาได้มากขนาดนี้ ต้องลงแรงไปไม่น้อย

เครื่องสำอางอะไรพวกนั้น คนธรรมดาไม่มีก็ยังไม่เป็นไร แต่ถ้าหน้าหนาวไม่มีเสื้อกันหนาว มันหนาวตายได้จริงๆ เพราะอย่างนั้นนางถึงตั้งราคาต่ำ เน้นขายปริมาณมาก

อีกด้านหนึ่ง

หลิ่วเอ้อร์เหนียงเห็นเสื้อกันหนาวที่เพื่อนบ้านซื้อกลับมา ก็จับดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะช่างปัก มุมที่นางสนใจย่อมต่างจากคนอื่นอยู่บ้าง

ลายถักแน่นหนา ยืดออกแล้วก็คืนรูปได้ เสื้อผ้าแบบนี้ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ

ช่วงนี้นางเอาแต่ก้มหน้าทอผ้าอยู่ที่บ้าน จนไม่รู้เลยว่าข้างนอกมีเสื้อผ้าดีๆ แบบนี้ออกมาแล้ว

พอถามย้ำหลายครั้งจนแน่ใจว่าชุดหนึ่งราคาแค่ห้าตำลึงจริง หลิ่วเอ้อร์เหนียงกับสะใภ้เฉินก็มองหน้ากัน ใบหน้าของทั้งคู่มีประกายขึ้นอีกหลายส่วน

“ดีเหลือเกิน! อีกสองวันบ้านข้าก็ซื้อได้สักชุดแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยเอาไปแก้ให้เล็กลงหน่อย ให้ลูกสาวข้าใส่ ร่างกายนางอ่อนแอ หน้าหนาวทนหนาวไม่ได้”

สะใภ้เฉินพูดด้วยความยินดี หลิ่วเอ้อร์เหนียงที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าตาม

“คนที่นำเสื้อผ้าจากตะวันตกมาให้แคว้นเรา ช่างเป็นคนดีจริงๆ!”

ด้วยราคานี้ ต่อให้เป็นครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยแบบพวกนาง ถ้าพยายามอีกหน่อยก็ยังหาซื้อได้

“ข้าขอกลับเข้าห้องไปทำงานก่อน”

สะใภ้เฉินไม่อยากเสียเวลาแม้แต่นิดเดียว รีบทำงานให้เสร็จเร็วหน่อย จะได้รีบเข้าเมืองไปซื้อเสื้อผ้า และเครื่องกันหนาว

ยามนั้นราตรีมาเยือน แสงเทียนที่สว่างขึ้นทั่วเมืองหลวงดูราวกับทางช้างเผือก

เสิ่นโย่วเปลี่ยนเป็นชุดโบราณอยู่ในห้องนอน

ฮั่นฝูที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้เน้นสวยงามเป็นหลัก ขอบเสื้อมีแค่ขนกระต่ายรอบหนึ่ง ไม่ได้หนามากนัก ยังไงก็ต้องใส่ชุดลองจอนด้านในอยู่ดี!

มะรืนนี้สตูดิโอมีนิทรรศการ เธอต้องรีบไปแคว้นต้าฉีสักรอบ ซื้อของที่ต้องใช้ให้เรียบร้อย

ซื้อการ์ดทดลองเองนี่แพงจริงๆ หกหมื่นหยวน ตั้งหกร้อยแต้มแน่ะ

หวังว่าวันนี้จะได้ของดีติดมือกลับมา ไม่อย่างนั้นเธอคงเสียดายจนปวดใจ เงินขนาดนี้กินมื้อหรูได้ตั้งกี่มื้อกัน

ตอนเสิ่นโย่วลงมาชั้นล่าง เวิ่นจื้อที่นอนอยู่บนเก้าอี้เอนแทบจะหลับอยู่แล้ว พอสบตากับเสิ่นโย่วในชั่วขณะนั้น ดวงตาของเขาก็นิ่งค้างไปเล็กน้อย

เวลาที่เธอสวมชุดโบราณ มันชวนให้ตะลึงจริงๆ ครั้งก่อนที่บังเอิญเจอกันในตลาดกลางคืนก็เป็นแบบนี้

ที่แคว้นต้าฉี เขาเคยเห็นคนมามากมาย ส่วนใหญ่ไม่ได้ทิ้งความประทับใจอะไรไว้เป็นพิเศษ แต่ตอนนั้นกลับเห็นเธอตั้งแต่แวบแรก

เวิ่นจื้อก้มตาลง “คุณจะใส่แค่นี้จริงๆ เหรอ? ตอนนี้อุณหภูมิที่แคว้นต้าฉีแค่ห้าถึงหกองศาเองนะ”

เสิ่นโย่วยกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นเสื้อกันหนาวบุขนด้านใน

“งั้นไปกันเถอะ” ยังไงบนรถม้าก็มีเสื้อคลุมอยู่อีก

พอปิดประตู ทั้งสองก็ออกจากตรอกไปด้วยกัน นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นโย่วนั่งรถม้าโบราณ เธอรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย

ทันทีที่นั่งลง เธอก็หยิบไฟฉายออกมาจากช่องเก็บของพกพา ปรับเป็นระดับแสงต่ำสุด แล้วเริ่มสำรวจภายในรถม้าอย่างตั้งใจ ท่ามกลางสายตาที่บรรยายไม่ถูกของเวิ่นจื้อ

หรูหรา หรูหราจริงๆ

บนรถยังมีทั้งชุดน้ำชา และของว่างด้วย

โครงสร้างด้านในของรถม้าน่าดูมาก โครงสร้างเข้าเดือยแบบนี้ ในโลกปัจจุบันแทบไม่เห็นที่ซับซ้อนขนาดนี้แล้ว

ถ้าไม่ติดว่าอธิบายยาก เธอคงอยากถ่ายรูปส่งให้ศาสตราจารย์หลี่ดูด้วยจริงๆ

เวิ่นจื้อที่นั่งอยู่ข้างๆ จนแทบไม่มีโอกาสพูดอะไรเลย

เมื่อมาถึงตลาดกลางคืน ย่านที่คึกคักที่สุด เสิ่นโย่วก็พุ่งตรงไปยังร้านเครื่องประดับ ร้านสินค้าเบ็ดเตล็ด แล้วก็ร้านขายของเก่าของต้าฉี

คราวนี้เธอพกช่องเก็บของติดตัวมาด้วย เอาแท่งเงินมาเยอะพอ ซื้อเยอะแค่ไหนก็ยังเก็บไหว

เธอค่อนข้างอยากรู้ ว่าร้านขายของเก่าในสมัยโบราณจะมีอะไรให้ซื้อบ้าง

ถึงจะยังมีของปลอมมากกว่าของแท้เหมือนกัน แต่ของปลอมที่ผลิตในต้าฉี พอเอาไปอยู่ในยุคปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นงานฝีมือฟื้นฟูที่มีมูลค่าอยู่ดี!

จบบทที่ ตอนที่ 65 ร้านท้องถิ่น (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว