- หน้าแรก
- ตำราชะตาพลิกดวง อ่านแล้วคุณจะโชคดี
- บทที่ 291 สามารถชื่นชมได้แต่อย่าลุ่มหลง
บทที่ 291 สามารถชื่นชมได้แต่อย่าลุ่มหลง
บทที่ 291 สามารถชื่นชมได้แต่อย่าลุ่มหลง
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่เว่ยจื่อจินก็ซึมไปหลายวัน กว่าจะเรียกความมั่นใจกลับมาและทุ่มเทให้กับการทำงานได้อีกครั้ง
หวังเสี่ยวเลี่ยงรู้ดีว่า เธอมีแผลในใจ ยอดผู้ติดตามหลักล้านนี่ไม่ได้มาจากความพยายามของเธอเอง มันก็เลยไม่มีความสุขจากความสำเร็จไงล่ะ!
ยอดผู้ติดตามหลักล้านพวกนี้ ท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่ใช่ยอดผู้ติดตามที่เธอต้องการ
เรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ สำหรับเธอแล้ว มันคือการบาดเจ็บภายในอย่างแท้จริง หวังเสี่ยวเลี่ยงเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา แต่ก็ไม่ได้พูดปลอบใจอะไรมาก บางเรื่องก็ต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้ด้วยตัวเอง คนนอกพูดไปก็เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก
ก็ดีเหมือนกัน ไม่ผ่านพายุฝน แล้วจะไปหาเงินพิเศษอย่างเปิดเผยได้ยังไงล่ะ
หลายวันมานี้ เว่ยจื่อจินรับงานนอกมางานหนึ่ง เป็นงานแรกที่ทำร่วมกับตากล้อง
เธอตั้งใจทำงานมาก มีแขกรับเชิญอยู่ในมือหนึ่งคน และก็ไปคุยงานมาหลายรอบแล้ว
หวังเสี่ยวเลี่ยงเห็นว่าเธอเริ่มกลับมาเป็นคนเดิมแล้ว
ถึงแม้จะบอกไม่ได้ว่าก้าวออกจากความเศร้าหมองได้แล้ว แต่ก็ถือว่าเริ่มขยับตัวทำอะไรบ้างแล้ว
ส่วนหวังเสี่ยวเลี่ยงก็กำลังวางแผนอีกเรื่องหนึ่ง สัญญาเช่าห้องพักใกล้จะหมดแล้ว
เขาตัดสินใจจะหาเวลาว่างตอนเที่ยง กลับไปเก็บกวาดห้อง นัดคุณป้าเจ้าของบ้านมาคืนห้องก่อนกำหนด
หลังมื้อเที่ยง หวังเสี่ยวเลี่ยงก็ขับรถมาจอดใต้ตึกแถวเก่าๆ ที่คุ้นเคย
เสียบกุญแจเข้าที่แม่กุญแจ บิด แล้วผลักประตูเข้าไป
กลิ่นอายที่ผสมผสานระหว่างฝุ่นและวันวานพัดมาปะทะหน้า เขาไม่ได้รีบร้อนลงมือเก็บของ แต่เดินดูรอบๆ ห้องก่อน
ของมีไม่เยอะ แต่ละชิ้นราวกับว่ามันกำลังเล่าเรื่องราว
เขาเริ่มลงมือเก็บกวาด เช็ดถู และเก็บลงกล่อง ท่าทางทะมัดทะแมง ไม่นานของกระจุกกระจิกก็ถูกเก็บลงกล่องไปหลายใบ
ยกเว้นชุดเครื่องนอนที่ยังไม่ได้เก็บ ของอย่างอื่นก็เก็บเสร็จเรียบร้อยแล้ว
มองดูห้องที่ว่างเปล่า หวังเสี่ยวเลี่ยงก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงเก่าๆ นั่นเลย
บนเพดาน ยังคงมีรอยด่างดำที่คุ้นเคย
แต่ที่นี่แหละ ที่ชีวิตของเขาเกิดการพลิกผันครั้งใหญ่
เขาถ่ายคลิปวิดีโอที่นี่ ไลฟ์สดที่นี่ หาเงินได้เป็นกอบเป็นกำในแบบที่เมื่อก่อนไม่เคยกล้าฝันถึง และก็ที่นี่อีกนั่นแหละ ที่เขาเอาแต่นั่งครุ่นคิดถึงตำราชะตาเล่มนั้น เคล็ดวิชาลี้ลับเหล่านั้น เปลี่ยนแปลงความคิดของเขาไปอย่างสิ้นเชิง
อ้อ และก็เตียงนี้ด้วย
เขากับจื่อจิน ใช้เวลาในค่ำคืนอันแสนหวานบนเตียงนี้มาตั้งกี่คืน ในอากาศ ราวกับยังมีกลิ่นหอมจากเส้นผมของเธอลอยอยู่เลย
แม้แต่หลี่ไหลฟู่ที่เคยหักหลังเขา พอคิดถึงช่วงเวลาที่แสนจะหดหู่ตอนนั้น ตอนนี้กลับรู้สึกคิดถึงขึ้นมานิดๆ ซะงั้น
ผีหลอกชัดๆ
หวังเสี่ยวเลี่ยงล้วงมือเข้าไปใต้หมอน สัมผัสได้ถึงปกแข็งที่คุ้นเคย เขาหยิบตำราชะตาออกมา เปิดไปหน้าใหม่
ตัวอักษรสีดำ ปรากฏแก่สายตา
[วิชาพลิกชะตาขั้นที่ยี่สิบเก้า การพิจารณาสิ่งของก็เหมือนการพิจารณาคน ต้องแยกแยะแก่นแท้ของมัน สามารถชื่นชมได้แต่อย่าลุ่มหลง หากลุ่มหลง จิตวิญญาณและพลังชีวิตก็จะถูกมันช่วงชิงไป]
หวังเสี่ยวเลี่ยงท่องตามในใจรอบหนึ่ง แล้วเลิกคิ้วขึ้น
ความหมายนี้... ตรงตัวเลยนี่หว่า!
มองสิ่งของ ก็เหมือนมองคน ต้องมองให้ทะลุถึงแก่นแท้ของมัน ชื่นชมได้ แต่อย่าไปหลงใหลมันมาก พอหลงใหล จิตวิญญาณ พลังชีวิต หรือแม้แต่วาสนาของตัวเองก็จะถูกของพวกนี้สูบเอาไปหมด
เขาไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่นัก
สรุปแล้วก็แค่บอกให้เขาอย่าลุ่มหลงสิ่งของจนเสียงานเสียการใช่ไหม
แต่เขาเองก็ไม่มีนิสัยชอบสะสมของอะไรอยู่แล้ว ถ้าจะพูดถึงความลุ่มหลง อาการบ้าสะสมรองเท้าของหลี่จื่อคุนผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องนั่นต่างหากที่เรียกว่าลุ่มหลง กล่องรองเท้าที่ตั้งเรียงรายเต็มผนังห้องนั่นน่ะ ถึงจะเรียกว่า "ลุ่มหลง" ของจริง
เขาเป็นแค่คนธรรมดาๆ สนใจแค่เงินกับผู้หญิงสวยๆ ส่วนเรื่องสิ่งของ เขาไม่ได้ยึดติดอะไรขนาดนั้นหรอก
เหลือบดูเวลาในโทรศัพท์ ใกล้จะถึงเวลานัดกับคุณป้าเจ้าของบ้านแล้ว
หวังเสี่ยวเลี่ยงลุกขึ้นนั่ง ดึงปลอกหมอนมาห่อตำราชะตาอย่างทะนุถนอม แล้วยัดใส่กระเป๋าเป้
เขาเริ่มขนของลงไปข้างล่าง
ของมีไม่เยอะ ขนแค่สามรอบก็เต็มรถแล้ว สุดท้าย เขาก็ม้วนชุดเครื่องนอนที่ยังมีกลิ่นอายของเขากับเว่ยจื่อจินหลงเหลืออยู่ แล้วอุ้มไปวางขวางไว้ที่เบาะหลัง
บ้านชั่วคราวหลังนี้ ถือว่าขนของออกหมดเกลี้ยงแล้ว
คุณป้าเจ้าของบ้านมาตรงเวลาเป๊ะ เป็นผู้หญิงวัยกลางคนท่าทางใจดี เธอเดินดูรอบๆ ห้อง เปิดตู้เย็นดู แล้วก็เข้าไปในห้องน้ำเปิดฝักบัวลองเปิดน้ำดู
"เยี่ยมไปเลย เสี่ยวหวัง!" คุณป้าเจ้าของบ้านมีสีหน้าชื่นชม "ห้องของเธอนี่ สะอาดกว่าตอนที่ฉันส่งมอบให้เธอซะอีกนะเนี่ย! ผู้เช่าแบบเธอนี่หาไม่ได้ง่ายๆ เลยนะ วันหลังถ้าจะเช่าห้องอีก โทรหาป้าได้ตลอดเลยนะ!"
เธอไม่พูดพร่ำทำเพลง คืนเงินมัดจำให้หวังเสี่ยวเลี่ยงทันทีตรงนั้นเลย ไม่มียึกยักอิดออด
หวังเสี่ยวเลี่ยงขับรถกลับไปที่ลานจอดรถของรุ่ยจิ้งเฟสหนึ่ง แล้วเดินเท้าไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ต
แดดตอนบ่ายแรงจนแสบตา แต่ในหัวของเขากลับเหมือนเครื่องเล่นเทปที่เทปยาน เอาแต่ฉายประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมา
"การพิจารณาสิ่งของก็เหมือนการพิจารณาคน..."
แปลกๆ แฮะ
เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น
ถ้าแค่จะสอนคนไม่ให้ลุ่มหลงสิ่งของ เรื่องง่ายๆ แค่นี้ ญาติผู้ใหญ่คนไหนก็สั่งสอนได้เป็นชั่วโมงๆ ถึงขั้นต้องเขียนลงในตำราชะตาอันลี้ลับอย่างจริงจังขนาดนี้เลยเหรอ
ต้องมีอะไรที่เขาคิดไม่ถึงแน่ๆ
หวังเสี่ยวเลี่ยงเดินไปพลาง ก็ทบทวนคำไม่กี่คำนี้ซ้ำไปซ้ำมาในหัว
จู่ๆ ก็มีประกายความคิดสว่างวาบขึ้นมา!
เขามองข้ามจุดที่สำคัญที่สุดไป!
ประเด็นสำคัญไม่ใช่ "อย่าลุ่มหลง" ในประโยคหลัง แต่เป็นประโยคแรกต่างหาก!
การพิจารณาสิ่งของก็เหมือนการพิจารณาคน!
การประเมินสิ่งของ ก็เท่ากับการประเมินคน!
แล้ววิธีดูคนล่ะ... ในตำราชะตาก็เคยสอนเขาไว้แล้วไม่ใช่เหรอ!
[วิชาพลิกชะตาขั้นที่สิบสาม การจะมองคนให้ทะลุปรุโปร่ง ต้องชะล้างความฉาบฉวยภายนอกออกให้หมด โยนยศฐาบรรดาศักดิ์ทิ้งไป มองข้ามรูปร่างหน้าตา และปิดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่น จงเฝ้าสังเกตเพียงคำพูดและการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเขา จับตาดูพฤติกรรมในรายละเอียดของเขา แล้วเขาจะเปรียบเสมือนกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง ที่จะเผยให้เห็นถึงความเมตตาปรานีหรือความต่ำช้า ความซื่อสัตย์หรือความคดโกง ความตรงไปตรงมาหรือความปลิ้นปล้อน ให้เจ้าได้เห็นอย่างชัดเจน]
ประโยคนี้เขาเอามาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เขามองคนทะลุปรุโปร่งมานักต่อนักแล้ว
แก่นแท้มันมีอยู่อย่างเดียว คือการฉีกป้ายชื่อและเปลือกนอกที่มนุษย์สร้างขึ้นบนตัวคนคนนั้นออกให้หมด!
ลอกคราบการเสแสร้งของเขาออก ผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน
ชะล้างความฉาบฉวยภายนอก ก็คือลอกคราบแสงออร่าของเขาออก โยนยศฐาบรรดาศักดิ์ทิ้งไป ก็คือไม่ต้องไปสนใจว่าเขาจะเป็นประธาน เป็นกรรมการ หรือเป็นหัวหน้าอะไร มองข้ามรูปร่างหน้าตา ก็คือไม่ต้องไปสนใจว่าเขาจะหน้าตาหล่อหรือขี้เหร่ ปิดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่น ก็คือไม่ต้องไปฟังคำเยินยอหรือคำด่าทอจากคนอื่น
พอเอาของนอกกายพวกนี้ออกไปให้หมด แล้วมองแค่คำพูดและการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเขา ธาตุแท้ของคนคนนี้คือสีอะไร เป็นคนดีหรือคนเลว เป็นคนตรงหรือคนคด ก็จะเห็นได้ชัดเจนแจ่มแจ้งราวกับกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง!
ตอนนี้ตำราชะตาบอกแล้ว ว่าวิธีดูคนกับดูของมันเหมือนกัน
ถ้างั้น... ลองเอาวิธีนี้ มาใช้กับ "การดูของ" ล่ะ
หวังเสี่ยวเลี่ยงรู้สึกกระจ่างแจ้งขึ้นมาในทันที
ทะลุปรุโปร่งแล้ว!
แม่งเอ๊ย ทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้ว!
ลองยกตัวอย่างรองเท้าคู่โปรดที่ถูกปั่นราคาจนสูงลิ่วของหลี่จื่อคุนลูกพี่ลูกน้องดูสิ
อะไรคือรุ่นคอลแลปส์ อะไรคือรุ่นตราสัญลักษณ์กลับหัว
ตอนนี้ ลองใช้ "เคล็ดวิชาดูคน" มา "พิจารณา" รองเท้าคู่นี้ดูสิ!
ชะล้างความฉาบฉวยภายนอก ลอกคราบแสงออร่าของคำว่า รุ่นคอลแลปส์ รุ่นลิมิเต็ด รุ่นดาราใส่ออกให้หมด!
โยนยศฐาบรรดาศักดิ์ทิ้งไป หัวโขนคำว่า รุ่นลิมิเต็ด หายาก ทิ้งมันไป!
มองข้ามรูปร่างหน้าตา ไอ้การออกแบบที่อ้างว่า "ถูกหลักสรีรศาสตร์อย่างชาญฉลาด" ก็ลบมันทิ้งไปด้วย!
ปิดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่น ไม่ต้องไปสนว่าพวกพ่อค้าคนกลางในเน็ตจะปั่นราคายังไง ไม่ต้องสนว่าในกระทู้จะอวยกันขนาดไหน! ต่อให้คนที่ปั่นกระแสจะเป็นจอร์แดน โคบี้ เลอบรอน หรือเคอร์รี่ก็ช่าง...
เมื่อลอกคราบมูลค่า เรื่องราว และป้ายชื่อที่มนุษย์ตั้งขึ้นพวกนี้ออกไปทีละชั้นๆ แล้วมันจะเหลืออะไร
จิตใจของหวังเสี่ยวเลี่ยงสว่างวาบขึ้นมา
นั่นมันก็แค่เศษยาง หนัง และผ้าที่เอามาประกอบกัน เพื่อใช้ปกป้องเท้า...
รองเท้าเน่าๆ คู่หนึ่งไม่ใช่เหรอ!
ไม่สิ! ต้องตัดคำว่าเน่าออกไปด้วย
คำว่าเน่า ก็ถือเป็นความฉาบฉวยภายนอกเหมือนกัน
นั่นมันก็แค่รองเท้าคู่หนึ่งเท่านั้นเอง