- หน้าแรก
- จอมบงการหลังม่านสะท้านภพ
- บทที่ 10 : เจ้ากำลังเรียกข้าอยู่รึ?
บทที่ 10 : เจ้ากำลังเรียกข้าอยู่รึ?
บทที่ 10 : เจ้ากำลังเรียกข้าอยู่รึ?
"คิดไม่ถึงเลยว่าการได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าชุด จะได้รับรางวัลเป็นหีบสมบัติระดับเหล็กดำเพิ่มอีกกล่อง นับว่าไม่เลวเลยจริงๆ!"
ซูเฉินลอบยินดีในใจ
ทว่าภายนอกเขากลับไม่ได้แสดงท่าทีแปลกแยก รีบก้าวเท้าเข้าไปตรงหน้าหลวนเสวี่ยในทันที
"ผู้น้อยซูเฉิน ขอบพระคุณท่านมือปราบที่เมตตาชุบเลี้ยง วันหน้าหากมีสิ่งใดให้รับใช้ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ผู้น้อยก็จะไม่ปฏิเสธเด็ดขาด!"
ยามนี้ซูเฉินรีบแสดงความจงรักภักดีในทันที แววตาของเขาเต็มไปด้วยความจริงใจและเทิดทูน!
เรื่องทำนองนี้ในโลกใบเก่าซูเฉินยามเป็นหัวหน้างานย่อมเคยผ่านมาไม่น้อย เมื่อผู้บังคับบัญชาเลื่อนขั้นให้ หากเจ้าไม่แสดงท่าทีอันใดเลยย่อมถือว่าไร้ซึ่งมนุษยสัมพันธ์ โดยทั่วไปหลังจากแสดงความจงรักภักดีแล้ว ก็มักจะต้องพานายเหนือหัวไปปรนนิบัติพักผ่อนหย่อนใจสักครา ทว่ากับผู้บังคับบัญชาที่เป็นสตรีเช่นนี้ย่อมต้องยกเว้นไว้ ยามนี้หลวนเสวี่ยเลื่อนขั้นให้เขา เขาเพียงแค่เอ่ยคำพูดประจบเอาใจและแสดงความภักดีเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งนี่ก็สามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่หลวนเสวี่ยได้เป็นอย่างดี
ยิ่งไปกว่านั้น หลวนเสวี่ยผู้นี้สามารถก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ามือปราบได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ฐานะความเป็นมาของนางย่อมต้องไม่ธรรมดาแน่ ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวลือหนาหูในที่ว่าการมือปราบหกห้องว่า หลวนเสวี่ยผู้นี้... แท้จริงแล้วเดินทางมาจากเมืองชั้นใน!
อำเภอเทียนหนานถูกแบ่งออกเป็นสี่เขตใหญ่ คือ ตะวันออก ตก เหนือ ใต้ และใจกลางของทั้งสี่เขตนั้น ถูกผู้คนขนานนามว่าเมืองชั้นใน!
"อืม"
เมื่อมองดูซูเฉิน แววตาของนางพลันไหววูบไปเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ผู้ใต้บังคับบัญชาคนนี้ของนางดูเป็นคนทื่อๆ และค่อนข้างขลาดเขลาเบาปัญญา แม้ตัวนางจะไม่ถึงกับรังเกียจ แต่ก็ไม่ได้ชื่นชอบอันใด ทว่าในวันนี้ เขากลับลงมือทุบตีจ้าวเก้าอย่างบ้าคลั่งเพื่อปกป้องเกียรติของภรรยา หลวนเสวี่ยจึงเริ่มมีความรู้สึกที่ดีต่อเขาขึ้นมาบ้่าง ประกอบกับเห็นว่าเขาเสาะแสวงจนสามารถก้าวเข้าสู่ระดับหลอมเอ็นได้สำเร็จ นางจึงได้ตัดสินใจแต่งตั้งซูเฉินให้เป็นหัวหน้าชุดโดยตรง!
คิดไม่ถึงเลยว่าเพียงเท่านี้ อีกฝ่ายก็รีบแสดงความจงรักภักดีในทันที แถมแววตาคู่นั้นยังดูจริงใจและซื่อสัตย์ถึงเพียงนี้ นับว่าเป็นคนที่หาได้ยากยิ่งนัก
"ตั้งใจทำงานให้ดี บริหารจัดการห้องพักเวรที่สี่ให้เรียบร้อย! หากมีสิ่งใดที่ไม่เข้าใจ สามารถไปพบข้าที่ห้องทำงานได้โดยตรง!"
หลวนเสวี่ยพยักหน้ารับคำของซูเฉินเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างเร่งรีบ
ยามนี้นางก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้ามือปราบแล้ว คดีความที่หัวหน้ามือปราบหวังคนเก่ารวมถึงเหล่ามือปราบถูกสังหารยังคงค้างคาอยู่ นางยังมีภารกิจอีกมากมายที่ต้องจัดแจง
"ยินดีด้วยหัวหน้าชุดซู!"
"ยินดีด้วยหัวหน้าชุดซู วันหน้าพวกเราคงต้องพึ่งพาพี่ซูแล้ว!"
หลังจากหลวนเสวี่ยจากไป มือปราบจำนวนมากก็พากันก้าวเข้ามาแสดงความยินดีกับซูเฉิน
"วันนี้ ที่เหลาจุ้ยเซียง ข้าจะเป็นเจ้ามือเอง พวกเราไม่เมาไม่กลับ!"
เมื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ สิ่งแรกที่ต้องทำย่อมเป็นการซื้อใจผู้ใต้บังคับบัญชา ก้าวแรกคือการทำตัวใจกว้าง เลี้ยงปากเลี้ยงท้องพวกรุ่นน้อง ซึ่งนี่ถือเป็นหลักการสากลในการทำงาน!
ในเวลานั้น บรรยากาศในเรือนพลันคึกคักขึ้นมาทันที!
เหลาจุ้ยเซียง นับว่าเป็นเหลาอาหารชั้นเลิศที่มีชื่อเสียงไม่น้อยในเขตเมืองใต้ของพวกเขา
ทว่าท่ามกลางฝูงชนที่กำลังรื่นเริงอยู่นั้น จ้าวเก้าผู้นั้นกลับไม่ได้ก้าวเข้ามาสมทบ มันอาศัยช่วงชุลมุนลอบเร้นกายจากไปอย่างเงียบเชียบ
...
ราตรีมืดมิดดุจน้ำหมึก สรรพสิ่งตกอยู่ในความสงบสงัด แสงไฟรอบๆ คฤหาสน์และเรือนชานดูเบาบางและหรอมแหรอมยิ่งนัก
ร่างของบุรุษสามคนในชุดพรางกายสีดำสนิท ยามนี้กำลังยืนนิ่งสงบอยู่ในตรอกเล็กๆ สายหนึ่ง ร่างกายของพวกมันกลมกลืนไปกับกำแพงอิฐและราตรีกาลอันมืดมิดอย่างสมบูรณ์ หากไม่สังเกตให้ดี ย่อมไม่มีทางตรวจพบร่องรอยใดๆ ได้เลย
"วันนี้ต้องเด็ดหัวซูเฉินผู้นั้นให้ได้! มันบังอาจทำให้ข้าต้องบาดเจ็บสาหัส แถมยามนี้มันยังได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าชุดของห้องพักเวรอีก!"
"ขอเพียงสังหารมันได้สำเร็จ หลังจากเรื่องนี้เสร็จสิ้น ข้าจะมอบเงินรางวัลให้พวกเจ้าเพิ่มอีกหนึ่งร้อยตำลึงเงิน!"
หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ผู้นั้นก็คือจ้าวเก้าที่เพิ่งถูกซูเฉินรุมทุบตีจนน่วมเมื่อตอนกลางวันนั่นเอง ส่วนอีกสองคนที่เหลือ คนหนึ่งคิ้วเรียวบางแฝงแววเย็นชา อีกคนใบหน้าดุร้ายเหี้ยมเกรียม พวกมันทั้งสองคนคือหัวหน้าตึกแห่งพรรคเสือดำเจ้าถิ่นในอำเภอเทียนหนาน คนหนึ่งมีนามว่าลู่เจิน ส่วนอีกคนมีนามว่าหร่วนสิง
"น้องจ้าว เจ้าแน่ใจหรือว่าซูเฉินผู้นั้นจะเดินผ่านตรอกสายนี้ในค่ำคืนนี้? พวกเราสองคนพี่น้องโลดแล่นในยุทธภพมานานตามความเห็นของข้า เหตุใดพวกเราจึงไม่บุกเข้าไปที่บ้านของมันโดยตรงเลยเล่า? สังหารมันคาเตียงไม่ใช่ง่ายดายกว่ารึ?"
"ฮี่ๆ ข้าได้ยินพวกสมุนด้านล่างเล่าลือกันมาว่า ซูเฉินผู้นั้นมีภรรยาที่งดงามหยาดเยิ้มหาตัวจับยากอยู่คนหนึ่งมิใช่หรือ..."
ลู่เจินผู้มีใบหน้าเย็นชาเอ่ยพลางหัวรุดเสียงต่ำ
ยามที่มันเอ่ยคำ แววตาที่เปล่งประกายเยือกเย็นท่ามกลางความมืดมิด กลับแฝงไปด้วยความอำมหิตและตัณหาราคะอันน่ารังเกียจ
"เจ้าจะไปรู้อันใด! สตรีผู้นั้นคล้ายกับถูกยอดฝีมือจากเมืองชั้นในบางคนหมายตาไว้แล้ว หากพวกเจ้าสองคนอยากหาที่ตาย ก็อย่าได้ลากข้าไปลงหลุมด้วยเด็ดขาด!"
"วันนี้ที่ข้าถูกซูเฉินทุบตีที่ที่ว่าการ ก็เพราะสาเหตุนี้เช่นกัน! เรื่องนี้ข้าเคยได้ยินหัวหน้ามือปราบหวังเอ่ยถึงมาก่อนหน้านี้! อีกอย่าง... วันนี้หัวหน้ามือปราบหวังของพวกเราหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย มีชีวิตก็ไม่เห็นตัว ตายก็ไม่เห็นศพ พวกเจ้าลองตรองดูเถอะว่าน้ำในเรื่องนี้มันลึกเพียงใด!" จ้าวเก้าเอ่ยเสียงเข้ม
"อะไรนะ?!"
"หากเป็นเช่นที่เจ้าว่า... การที่พวกเราลงมือสังหารซูเฉินในวันนี้ จะเป็นการดึงดูดหายนะมาสู่ตัว และทำให้พวกรวมถึงยอดฝีมือเบื้องหลังเหล่านั้นไม่พอใจหรือไม่?" หร่วนสิงที่ยืนอยู่ด้านข้างชะงักไปเล็กน้อย แววตาฉายประกายลังเลและหวาดหวั่นออกมา
"จะเปนเช่นนั้นได้อย่างไร? ซูเฉินตายไป ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่ยอดฝีมือเหล่านั้นปรารถนาหรอกรึ? เพราะอย่างไรเสียแม่นางผู้นั้นก็จะกลายเป็นม่าย" จ้าวเก้าเอ่ยด้วยแววตาเจ้าเล่ห์และเย็นชา
แท้จริงแล้ว คำพูดเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องที่มันกุขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ เพื่อข่มขู่และหลอกลวงคนทั้งสองเท่านั้น!
มันกลัวว่าหัวหน้าตึกพรรคนักเลงทั้งสองคนนี้จะเกิดกิเลสตัณหา หากบุกเข้าไปฆ่าคนในบ้านของซูเฉิน แล้วเกิดยั้งใจไม่อยู่ล่วงเกินภรรยาของซูเฉินเข้า เรื่องราวจะบานปลายจนเผยร่องรอยออกมาในที่สุด
และหากเรื่องราวโอละพ่อเผยร่องรอยขึ้นมา ด้วยนิสัยอันเฉียบขาดของหัวหน้ามือปราบคนใหม่อย่างหลวนเสวี่ย ย่อมต้องพลิกแผ่นดินสืบหาความจริงแน่ ถึงยามนั้น... ตัวมันเองย่อมไม่มีทางรอดชีวิตไปได้
แต่หากดักสังหารซูเฉินกลางทางในตรอกเปลี่ยวแห่งนี้ แล้วทำการทำลายศพไร้ร่องรอย ต่อให้หลวนเสวี่ยจะมีความสามารถล้นฟ้า ก็ไม่มีวันสืบพบร่องรอยอันใดได้ อีกอย่าง... ช่วงนี้เมืองเทียนหนานสถานการณ์ปั่นป่วน มีคนตายรายวันเป็นเรื่องปกติ ทางราชการไม่มีวันเจียดเวลาและกำลังพลมาสืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตายของหัวหน้าชุดเล็กๆ คนหนึ่งนานนักหรอก!
ส่วนภรรยาสุดสวยที่อยู่ในบ้านของซูเฉิน รอให้เรื่องราวเงียบหายไปก่อน วันหน้ามันย่อมมีเวลาอีกถมเถที่จะแอบไปจัดการและเชยชมนางตามใจชอบ!
"เป็นเช่นนี้เองรึ?"
"ฮ่าๆ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลแล้ว!"
"น้องจ้าววางใจเถอะ วันนี้พวกเราสองคนพี่น้องจะช่วยชำระหนี้แค้นฝังหืดนี้ให้เจ้าเอง!" ลู่เจินเอ่ยพลางเลียริมฝีปากที่แห้งผาก แววตาสาดประกายสังหาร
"พวกเจ้าสองคนห้ามประมาทเด็ดขาด ยามนี้ซูเฉินผู้นั้นก้าวเข้าสู่ระดับหลอมเอ็นขั้นต้นแล้ว ยามลงมือต้องใช้กระบวนท่าอันเด็ดขาดรวดเร็วปานสายฟ้าสยบมันให้ได้ พยายามอย่าให้เกิดเสียงดังจนไปรบกวนชาวบ้านละแวกนี้ ยามนี้ที่ว่าการมือปราบหกห้องของพวกเราส่งกำลังออกลาดตระเวนอย่างเข้มงวด"
เนื่องจากวันนี้ที่ว่าการมือปราบเขตเมืองใต้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งคดีหัวหน้ามือปราบหวังหายตัวไปและการทะเลาะวิวาทในห้องพักเวร หลวนเสวี่ยที่เพิ่งรับตำแหน่งจึงได้สั่งเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ออกตรวจตราในมุมมืดเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด!
หร่วนสิงพยักหน้ารับคำ มันเป็นคนในยุทธภพย่อมรู้ถึงความหนักเบาของเรื่องนี้ดี: "น้องจ้าววางใจเถอะ พวกเราจะลงมืออย่างระมัดระวังที่สุด!"
"ดีมาก"
บนใบหน้าของจ้าวเก้าปรากฏรอยยิ้มอันบิดเบี้ยวและน่าเกลียดออกมา คนทั้งสองนี้เป็นยอดฝีมือที่มันยอมควักเงินก้อนโตที่สะสมมานานไปจ้างมา และพลังฝีมือของพวกมันทั้งคู่ต่างก็สถิตอยู่ในระดับหลอมเอ็นมานานแล้ว!
"ซูเฉิน... ไอ้เดรัจฉานน้อย ค่ำคืนนี้ตกมาอยู่ในมือของบิดา ดูซิว่าข้าจะถลกหนังหัวของเจ้าอย่างไร!"
คนทั้งสามต่างคนต่างมีความคิดในใจ ยามนี้ยังคงซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดเพื่อรอคอยอย่างสงบนิ่ง
และในเวลานี้เอง!
ซูเฉินก้าวเดินออกมาจากเหลาจุ้ยเซียง มุ่งหน้าตรงกลับไปยังทิศทางที่เป็นบ้านของตน
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ตรอกเล็กๆ สายนั้น คิ้วของซูเฉินพลันขยับไหวเล็กน้อย ในความรับรู้ของเขาสามารถตรวจพบสิ่งผิดปกติบางอย่างได้ เนื่องจากการหลอมรวมของดวงจิตทั้งสองดวง ส่งผลให้พลังจิตและความสามารถในการรับรู้ของเขายามนี้เหนือล้ำกว่าคนธรรมดาทั่วไปอย่างมหาศาล!
'คิดไม่ถึงเลยว่า... จะมีคนมาดักลอบทำร้ายข้าอยู่ที่นี่จริงๆ'
'ข้าอยากจะรู้นักว่า วันนี้เป็นสุนัขตัวใดที่บังอาจมารนหาที่ตาย!'
ซูเฉินลอบหัวร่อเย็นชาในใจ ทว่าร่างกายภายนอกกลับแสร้งทำเป็นโอนเอนไปมา คล้ายคนเมามายไม่ได้สติ ปากก็ยังพร่ำบ่นคำพูดคนเมาออกมาไม่ขาดสาย
"ไอ้เด็กนี่ วันนี้ได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าชุด ดีใจจนเนื้อเต้นถึงกับดื่มเหล้าจนเมามายไร้สติปานนี้ ดูท่าเงินที่หมดไปกับเหลาจุ้ยเซียงในวันนี้คงจะทำมันกระเป๋าฉีกไม่น้อยเลยสินะ ช่างรนหาที่ตายแท้ๆ!"
จ้าวเก้าที่หลบซ่อนอยู่ในมุมมืดเห็นท่าทางเมามายไม่ได้สติของซูเฉิน แม้ปากจะก่นด่า ทว่าพอคิดถึงเงินทองที่อีกฝ่ายกวาดไปได้ในวันนี้ ในใจของมันก็ยังรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาด้วยความเสียดาย
"มันมาแล้ว เมาจนเดินไม่ตรงทางอาวุธข้างกายก็ไม่ได้ชักออกมา น้องจ้าว... คนประเภทนี้ ข้าใช้เพียงมือเดียวก็สามารถสยบและจับตัวมันมาให้เจ้าได้แล้ว!"
ลู่เจินบุรุษร่างกำยำเห็นท่าทางไร้การป้องกันและโอนเอนไปมาของซูเฉิน แววตาของมันพลันสาดประกายอันโหดเหี้ยมและโหดร้ายออกมาวูบหนึ่ง ร่างกายขยับไหว พุ่งทะยานออกจากเงามืด ตรงดิ่งเข้าหาซูเฉินในทันที!
ในสายตาของมัน คนเมามายไม่ได้สติคนหนึ่ง ต่อให้มีพลังฝีมือเท่ากัน ก็ไม่ต่างอันใดจากหมูที่รอวันเชือดในโรงฆ่าสัตว์เลยแม้แต่น้อย
อีกอย่าง ระดับหลอมเอ็นในสายตาของผู้ฝึกยุทธที่แท้จริงก็เป็นเพียงขอบเขตชั้นต่ำเท่านั้น ในระดับพลังที่เท่ากัน สิ่งที่จะตัดสินผลแพ้ชนะย่อมขึ้นอยู่กับโอกาสในการลงมือก่อนและสมรรถภาพของร่างกาย แน่นอนว่าหากผู้ใดมีวิชายุทธขั้นสูงติดตัว ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง!
และลู่เจินผู้นี้เกิดมาพร้อมกับโครงสร้างร่างกายที่ใหญ่โตกำยำราวกับหมีป่า เส้นทางยุทธที่มันฝึกปรือจึงเน้นไปที่พละกำลังอันหนักหน่วงดุดันสายแข็งภายนอก ซูเฉินในสายตาของมัน จึงเป็นเพียงเด็กหนุ่มร่างผอมบางแขนขาเล็กลีบคนหนึ่ง ในระดับพลังที่เท่ากัน มันย่อมมีความมั่นใจเต็มสิบส่วนที่จะบดขยี้ซูเฉินได้ตามใจชอบ
ท่วงท่าการพุ่งตัวของมันแม้จะไม่รวดเร็วนัก ทว่ากลับหนักแน่นและทรงพลังยิ่ง
ทว่าซูเฉินกลับทำราวกับไม่ได้ใส่ใจประกายสังหารอันดุดันที่พุ่งเข้ามาจากด้านหน้าเลยแม้แต่น้อย เขายังคงก้าวเดินต่อไปตามปกติ ท่าทางการเดินยังคงโอนเอนไปมา คล้ายกับว่าในเสี้ยววินาทีถัดไป ร่างทั้งร่างจะล้มตึงลงไปกองกับพื้นถนนได้ทุกเมื่อ!
เมื่อเห็นภาพนั้น รอยยิ้มอันโหดเหี้ยมบนใบหน้าของลู่เจินพลันแผ่ขยายกว้างขึ้น ในใจลอบยินดีว่าเงินทองของจ้าวเก้าช่างหาได้ง่ายดายเหลือเกิน
เพียงพริบตาเดียว ฝ่ามืออันใหญ่โตของมันก็รุกคืบเข้ามาถึงเบื้องหน้าของซูเฉินแล้ว!
"ซูเฉิน!"
มันคำรามลั่นเสียงดังสนั่นราวกับอัสนีบาต นิ้วทั้งห้ากางออกกว้างตะปบเข้าหาหัวไหล่และลำคอของซูเฉินอย่างโหดเหี้ยมดุจพญาอินทรีตะปบเหยื่อ!
ปัง!
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่คนทั้งสองกำลังจะปะทะกันนั้น เหตุการณ์กลับแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน!
ท่อนแขนอันหนาใหญ่ที่ดูราวกับหล่อขึ้นจากเหล็กกล้าข้างหนึ่ง พุ่งทะยานออกมาจากความว่างเปล่าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย กรีดผ่านชั้นบรรยากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวแหลมสูง ก่อนจะพุ่งเข้าคว้าหมับเข้าที่ลำคอและลูกกระเดือกของลู่เจินอย่างแม่นยำและดุดัน!
ยังไม่ทันที่ลู่เจินจะได้มองเห็นที่มาของท่อนแขนข้างนั้น นิ้วทั้งห้าที่แข็งแกร่งดุจคีมเหล็กก็บีบรัดเข้าที่คอของมันจนแน่นสนิท!
ในเสี้ยววินาทีนั้น กระแสอากาศและกาลเวลารอบๆ กายของพวกมัน คล้ายกับถูกพละกำลังอันมหาศาลและบ้าคลั่งนี้แช่แข็งจนหยุดนิ่งลงไปในพริบตา
จากนั้น ที่ข้างใบหูของลู่เจินพลันมีสุ้มเสียงอันเย็นเยียบไร้ซึ่งความอบอุ่น แฝงไปด้วยไออัมหิตอันโหดเหี้ยมดุดันดังแทรกขึ้นมาเบาๆ:
"เจ้ากำลังเรียกข้าอยู่รึ? ดึกดื่นค่ำคืนไม่ยอมหลับยอมนอนในบ้าน บังอาจวิ่งแจ้นออกมาตะโกนเรียกนามของข้าถึงที่นี่... เจ้าตั้งใจมาหาที่ตายใช่หรือไม่?"
ตูม—!
ในพริบตานั้น บรรยากาศพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!
ดวงตาทั้งสองข้างของลู่เจินถลนเบิกกว้างเนื่องจากความหวาดกลัวและอาการขาดอากาศหายใจอย่างรุนแรง ในใจลอบอุทานด้วยความตื่นตระหนกตกใจอย่างถึงที่สุด ทว่ายังไม่ทันที่มันจะได้ร่ายรำกระบวนท่าต้านรับหรือขัดขืนอันใด ท่อนแขนของซูเฉินที่แข็งแกร่งดุจดั่งเหล็กกล้าก็ออกแรงเบาๆ ยกร่างอันใหญ่โตและหนักอึ้งของมันลอยขึ้นเหนือพื้นดินในพริบตา!
จากนั้น ซูเฉินใช้มือข้างเดียวบีบคอของมันไว้แน่น ราวกับกำลังคว้าจับตุ๊กตาผ้าที่ไร้น้ำหนักตัวหนึ่ง ขว้างร่างอันใหญ่โตกำยำของลู่เจินกระแทกเข้าหาพื้นถนนอันแข็งแกร่งอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตที่สุด!
ตึงตูม!
เศษอิฐและหินบนพื้นถนนแตกกระจายปลิวว่อน แผ่นอิฐสีเขียวบนพื้นทนรับแรงกระแทกอันมหาศาลนี้ไม่ไหว พลันแตกปริพังทลายลงในพริบตา ที่ใต้ศีรษะของลู่เจิน ปรากฏรอยร้าวระแหงคล้ายใยแมงมุมแผ่ขยายวงกว้างออกไปอย่างน่ากลัว
แรงกระแทกในครานี้ ช่างรุนแรงและน่าตื่นตระหนกตกใจจนผู้คนต้องหลั่งเหงื่อเย็นเฉียบ!