- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 91 : ท่านประธานฉู่
ตอนที่ 91 : ท่านประธานฉู่
ตอนที่ 91 : ท่านประธานฉู่
ตอนที่ 91 : ท่านประธานฉู่
หลี่ลี่คุนไม่ได้เห็นแก่ตัวฉู่หลิงจริงๆ เขาเพียงแต่อยากให้เซิ่นเยียนหรันติดค้างบุญคุณเขาก็เท่านั้น เพื่อที่ในวันข้างหน้าเขาจะได้สานความสัมพันธ์ต่อกับเธอได้ง่ายขึ้น
และสำหรับหลี่ลี่คุนแล้ว การรับสมัครเด็กฝึกงานด้วยเงินเพียง 1,500 หยวน ก็นับว่าเป็นธุรกิจที่ไม่มีทางขาดทุนอยู่แล้ว
หลี่ลี่คุนยิ่งคิดก็ยิ่งลำพองใจ สมแล้วที่เป็นจอมเก๋าในวงการอย่างเขา วิธีการที่ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัวแบบนี้ มีเพียงเขาเท่านั้นแหละที่จะคิดได้!
เซิ่นเยียนหรันได้ยินคำพูดของหลี่ลี่คุน คิ้วเรียวสวยของเธอก็พลันขมวดเข้าหากันแน่นทันทีพลางพูดว่า “ถึงจะเป็นเด็กฝึกงาน แต่เงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนมันไม่น้อยเกินไปหน่อยเหรอคะ?”
ด้วยระดับค่าครองชีพในจินหลิงในตอนนี้ เงินเพียงหนึ่งพันห้าร้อยหยวนจะเอาไปทำอะไรได้?
แถมยังเป็นเด็กฝึกงานอีกต่างหาก งานหนักงานเหนื่อยอะไรก็ย่อมต้องทำหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำงานเหนื่อยยากขนาดนั้นแต่กลับได้เงินเพียงแค่หนึ่งพันห้าร้อยหยวน เทียนฝางกรุ๊ปแห่งนี้มันจะเอาเปรียบคนเกินไปหน่อยมั้ง?
หลี่ลี่คุนเห็นเซิ่นเยียนหรันต่อรองราคากับเขา นอกจากเขาจะไม่โกรธแล้ว เขายังหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีพลางพูดว่า
“นี่เป็นเพียงแค่เงินเดือนในช่วงทดลองงานเท่านั้น วันข้างหน้าถ้าดูจากผลงานของเขาแล้ว ก็ย่อมต้องมีการปรับเงินเดือนให้ขึ้นสูงกว่านี้อยู่แล้ว!”
ถึงปากของเขาจะบอกว่าดูจากผลงานของฉู่หลิง แต่ทว่าสายตาของเขากลับจดจ้องไปที่ร่างกายของเซิ่นเยียนหรันตาไม่กะพริบ
ขอเพียงได้ตัวเซิ่นเยียนหรันมาครอบครอง ต่อให้ต้องให้เงินเดือนฉู่หลิงในระดับปกติ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เซิ่นเยียนหรันยังมีสีหน้าที่ดูเคร่งเครียดและกำลังใช้ความคิดอยู่ ทว่าบรรดาอาจารย์ที่ปรึกษาที่อยู่ข้างๆ กลับทนไม่ไหวและเริ่มเปิดปากพูดจาจิกกัดออกมาทันที
“ฉันว่านะเสี่ยวเซิ่นจ๊ะ ได้เข้าทำงานที่เทียนฝางกรุ๊ปก็นับว่าดีมากแล้วนะ! แถมเขายังรวมค่ากินค่าอยู่และยังให้เงินตั้งหนึ่งพันห้าร้อยหยวนอีก เธอจะเอาอะไรอีกฮะ?”
“ผู้อำนวยการหลี่ก็พูดแล้วนี่ ว่านี่เป็นเพียงแค่มาตรฐานในช่วงฝึกงานเท่านั้น วันข้างหน้าก็ย่อมต้องเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่มีบ้างเลยนะ?”
“การได้เข้าทำงานที่เทียนฝางกรุ๊ปก็เท่ากับเป็นการสั่งสมประสบการณ์ให้ลูกศิษย์ของเธอแล้วนะ! แถมตอนนี้เขายังให้เงินอีกมีอะไรที่ยังไม่ดีอีก? รีบๆ เซ็นสัญญาไปก็จบเรื่องแล้ว!”
สีหน้าของเซิ่นเยียนหรันดูแย่ลงอย่างมาก เธอหันไปมองฉู่หลิงเพราะอย่างไรเสียคนที่ต้องไปทำงานก็คือฉู่หลิง เธอย่อมต้องฟังความคิดเห็นของฉู่หลิงเองเป็นหลักอยู่แล้ว
แต่เธอไม่คิดเลยว่า ฉู่หลิงจะเพียงแค่ยิ้มบางๆ และไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย
การกระทำของฉู่หลิงถูกหลี่ลี่คุนเห็นเข้าเต็มสองตา ภายในใจของเขาก็พลันมีเปลวไฟแห่งความโกรธปะทุขึ้นมาทันที
เป็นแค่เด็กจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาซอมซ่อแท้ๆ การที่เขาตกลงจะรับเข้าทำงาน ก็น่าจะซาบซึ้งใจจนแทบจะร้องไห้กราบกรานแล้วแท้ๆ
แต่ผลปรากฏว่าไอ้เด็กตาต่ำคนนี้ กลับยังจะมาหัวเราะอีก!
มีอะไรน่าขำกันฮะ?
หลี่ลี่คุนสะกดกลั้นความโกรธแค้นในใจไว้พลางแสยะยิ้มเย็นชาแล้วพูดว่า “ดูท่าทาง น้องชายคนนี้คงจะไม่ได้มีความตั้งใจจะมาทำงานที่นี่จริงๆ สินะ ดีๆ ดูเหมือนว่าเทียนฝางกรุ๊ปของพวกเรา คงจะไม่อยู่ในสายตาของน้องชายคนนี้แล้ว”
หลังจากพูดจบ หลี่ลี่คุนก็แสร้งหันหลังกลับไปมองแวบหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ
คำพูดเพียงประโยคเดียวและการกระทำนี้ ทำให้บรรดาผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างก็พากันเข้าใจเจตนาของหลี่ลี่คุนได้ในทันที
ในวินาทีนั้น บรรดาผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลต่างก็พากันเดินออกมาและแสดงท่าทีออกมาตรงๆ ทันที
“ในเมื่อเทียนฝางกรุ๊ปยังไม่อยู่ในสายตา งั้นบริษัทของพวกเราก็คงไม่อยู่ในสายตาของน้องชายคนนี้เหมือนกันแล้วล่ะ”
“เทียนฝางกรุ๊ป ในจินหลิงของพวกเรา ถือว่าเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงอย่างมากเลยนะ บริษัทของพวกเราก็เป็นเพียงแค่บริษัทเล็กๆ คงไม่มีปัญญาต้อนรับเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่หรอก!”
“ผู้บริหารโรงเรียนก็อยู่กันครบ ทุกคนก็ช่วยกันดูสิครับ ไม่ใช่ว่าพวกเราที่เป็นบริษัทไม่ยอมให้โอกาสนักศึกษานะครับ แต่เป็นเพราะคนบางคนน่ะสิครับที่ไม่ยอมรับมันเอง หึหึ!”
ในชั่วพริบตานั้น ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลของทุกบริษัทต่างก็พากันออกมาแสดงท่าที ความหมายมันก็ชัดเจนมากว่าพวกเขาไม่มีทางรับฉู่หลิงเข้าทำงานแน่นอน
อาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาคนอื่นๆ ต่างก็พากันจ้องมองไปที่เซิ่นเยียนหรันและฉู่หลิงด้วยสายตาที่เยาะเย้ยถากถาง
แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้พอใจเพียงแค่การยืนดูเรื่องสนุกเท่านั้น แต่ละคนต่างก็เริ่มเปิดปากพูดจาถากถางออกมาไม่หยุด
“ช่างไม่รู้จักประเมินตัวเองเลยจริงๆ! ตอนแรกก็คิดจะเข้ากลุ่มบริษัทมั่วหลง ตอนนี้แม้แต่เทียนฝางกรุ๊ปก็ยังดูถูกอีก! ฉันยอมใจเลยจริงๆ!”
“เรื่องนี้มันหมายความว่ายังไงล่ะ ก็แสดงว่าเขาเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูงยังไงล่ะ! พวกเราน่ะทำไม่ได้หรอก ต่อให้จะเรียนจบมาจากที่เดียวกัน แต่พวกเราก็ไม่มีความหยิ่งยโสขนาดนี้แน่นอน!”
“ถ้าเป็นฉันนะ ฉันรีบตอบตกลงไปนานแล้ว! ถ้าขืนต้องออกไปสู้รบในงานรับสมัครงานข้างนอกล่ะก็ ด้วยวุฒิการศึกษาอย่างพวกเราน่ะหรอก ฝันไปเถอะ พวกเราไม่มีทางได้เข้าทำงานที่เทียนฝางกรุ๊ปแน่นอน!”
……
ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดจาเหน็บแนมและถากถางกันอยู่นั้นเอง
ในตอนนี้เองที่ประตูใหญ่ของวิทยาลัย จู่ๆ ขบวนรถหรูจำนวนมากก็กำลังต่อแถวเตรียมจะขับเข้ามาข้างในวิทยาลัยอยู่!
ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ ทำเอารปภ.ที่เข้าเวรอยู่ถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียว
สวรรค์ วิทยาลัยซอมซ่อของพวกเขา จะไปเคยมีรถหรูมากมายขนาดนี้มาเยือนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!
ต่อให้ขับรถหลงทางมา ทันทีที่เห็นประตูทางเข้าที่แสนจะทรุดโทรมของพวกเขาก็ย่อมต้องรีบกลับรถหนีไปทันทีแล้ว!
แต่ท่าทางการขับมุ่งตรงเข้ามาข้างในอย่างไร้ความลังเลแบบนี้ เขาเองก็เพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรกนี่แหละ
รปภ. รีบวิ่งออกมาจากห้องพลางทำท่าทางทำความเคารพที่ดูไม่ค่อยเป็นระเบียบเท่าไหร่นัก ก่อนจะเอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “ทุกคนมาทำอะไรกันเหรอครับ? มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”
หลังจากถามจบ รภป. ก็ชะโงกหน้ามองไปทางรถที่อยู่ข้างหลัง
เมื่อเขามองดูรถหรูเหล่านั้น เขาก็จดจำแบรนด์ของรถได้ทันที มันมีทั้งเบนท์ลีย์ โรลส์-รอยซ์ แม้แต่คันที่แย่ที่สุดก็ยังเป็นถึงมายบัค เอสคลาส
รปภ. ก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหายใจไม่ออกและเกือบจะตกใจจนสลบไป
ภายในใจของเขาก็มีความตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก รถหรูระดับนี้น่ะ ต้องเป็นบุคคลระดับผู้ยิ่งใหญ่เดินทางมาเยือนอย่างแน่นอน!
เมื่อคิดได้ดังนั้น รปภ. จึงแอบมองเข้าไปในรถคันแรกตามสัญชาตญาณ
“พวกคุณมาทำอะไรกันเหรอครับ?” ด้วยความตกตะลึง รปภ. จึงเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง
ในตอนนั้นเอง กระจกรถด้านหลังของรถคันแรกก็เลื่อนลงมา ก่อนที่ชายคนหนึ่งจะยื่นนามบัตรส่งให้รปภ.
รปภ. รับมาดูแวบหนึ่งและเขาก็เห็นตัวอักษรบนนั้นเขียนว่า ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลของกลุ่มบริษัทมั่วหลง สาขาซูโจวหางโจว
ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลของสาขาซูโจวหางโจวจ้องมองรปภ. พลางพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นกันเองและดังฟังชัดว่า “พวกเราตั้งใจจะเข้าไปพบท่านประธานกรรมการของพวกเราน่ะ รบกวนช่วยเปิดทางให้หน่อยนะ”
รปภ. จ้องมองนามบัตรในมือจนตาค้างไปทันที
แต่ถึงอย่างไรเขาก็รีบไปเปิดประตูใหญ่ เพื่อปล่อยให้ขบวนรถหรูเหล่านั้นขับเข้าไปข้างในทันที
เพราะอย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นสถานศึกษา แต่หลังจากสอบถามเสร็จแล้ว เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปปิดกั้นไม่ให้พวกเขาเข้าไป
เมื่อมองดูขบวนรถหรูแล่นผ่านเข้าไปข้างใน รปภ. ก็ได้แต่ยืนอึ้งมองตามไฟท้ายรถไปอย่างเหม่อลอย
รถหรูมากมายขนาดนี้ คนที่นั่งอยู่ข้างในจะต้องมีฐานะยิ่งใหญ่ขนาดไหนกันนะ
รภป. พอคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะหยิบนามบัตรใบนั้นขึ้นมาดูอีกครั้งตามสัญชาตญาณ
กลุ่มบริษัทมั่วหลง?
แถมรถคันแรก คนที่นั่งอยู่ก็ยังเป็นถึงผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลของสาขาซูโจวหางโจว แล้วรถคันต่อๆ ไปที่อยู่ข้างหลังล่ะ……
รภป. พอคิดมาถึงตรงนี้ ปากของเขาก็พลันอ้าปากค้างกว้างจนแทบจะยัดกำปั้นเข้าไปได้ทั้งกำปั้นเลยทีเดียว
กลุ่มบริษัทมั่วหลง นั่นคือกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับแนวหน้าของประเทศเลยนะ ในประเทศจีนพวกเขาถือเป็นขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ติดอันดับต้นๆ!
ทันใดนั้น รปภ. ก็พลันนึกถึงคำพูดของชายคนเมื่อกี้ขึ้นมาได้
พวกเขาบอกว่าจะเข้าไปตามหาใครนะ? ประธานกรรมการ?
นี่.......
ประธานกรรมการของกลุ่มบริษัทมั่วหลง อยู่ภายในวิทยาลัยของพวกเราเนี่ยนะ!!!
นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่!
รปภ. รู้สึกเพียงแต่ว่าขาของเขาเริ่มจะอ่อนแรงลงเรื่อยๆ เขาจึงรีบไปหาเก้าอี้มานั่งพักพลางจ้องมองนามบัตรในมือด้วยความตกตะลึง
……
ทว่าในขณะเดียวกัน ภายในลานจัดงานสัมภาษณ์งาน บรรดาฝ่ายบุคคลของหลายบริษัทที่มาเปิดบูธรับสมัครต่างก็เริ่มพากันหาวหวอดๆ ออกมาด้วยความเบื่อหน่าย
เพราะอย่างไรเสีย นักศึกษาของที่นี่ก็เป็นพวกที่เซ็นสัญญาด้วยง่ายมากๆ ขอเพียงพวกเขาพยักหน้าตอบรับ นักศึกษาก็พร้อมจะกุลีกุจอเข้ามาเซ็นสัญญาทันที
อย่างไรเสียก็แค่เข้าไปทำงานในสายการผลิต ความต้องการของนักศึกษาเหล่านี้จึงไม่ได้สูงมาก ขอแค่พอไปได้ก็สามารถเซ็นสัญญาได้ทันทีแล้ว
บรรดาฝ่ายบุคคลพอคิดมาถึงตรงนี้ พวกเขาต่างก็พากันชายตามองไปทางฉู่หลิงตามสัญชาตญาณ
นักศึกษาคนอื่นๆ ในที่นี้ อยากจะเซ็นเมื่อไหร่ก็เซ็นได้ตามใจชอบ มีเพียงไอ้เด็กคนนี้คนเดียวเท่านั้นที่ทำไม่ได้
ก็แค่ขาดคนงานในสายการผลิตไปคนเดียว จะไปนับเป็นอะไรได้?
แต่ถ้าหากไปล่วงเกินผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลของเทียนฝางกรุ๊ปเข้าล่ะก็ เรื่องราวมันคงจะใหญ่โตแน่นอน
แต่ทว่าฉู่หลิงก็ไม่ได้มีความคิดที่จะเข้าไปสัมภาษณ์งานอยู่แล้ว ถ้าหากไม่ใช่เพราะเซิ่นเยียนหรันดึงดันลากเขามาที่นี่ เขาก็ไม่มีวันมาเข้าร่วมเรื่องสนุกในสถานที่แบบนี้แน่นอน
เซิ่นเยียนหรันหันมองฉู่หลิง ภายในใจของเธอก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เธอไม่คิดเลยจริงๆ ว่าการที่เธอพาเขามาสัมภาษณ์งานในครั้งนี้ สุดท้ายกลับทำเรื่องไม่สำเร็จเลยสักอย่าง
ฉู่หลิงในตอนนี้ก็หันมามองเซิ่นเยียนหรันพอดี เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกขอโทษและความผิดหวังของเธอ เขาจึงเอ่ยยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีว่า “ไม่เป็นไรหรอกครับ ไปกันเถอะ แบบนี้ก็ช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะเลยล่ะ”
คนอื่นๆ เมื่อได้ยินคำพูดของฉู่หลิง ต่างก็พากันปรายตามองเขาแวบหนึ่ง
ต้องยอมรับเลยว่า ไอ้เด็กคนนี้มันก็รู้จักมารยาทไม่เบาเลยนะ
งานสัมภาษณ์งานโดยพื้นฐานก็นับว่าเสร็จสิ้นลงที่ตรงนี้แล้ว เพราะอย่างไรเสีย นักศึกษาที่พอจะเซ็นสัญญาได้ ต่างก็พากันเซ็นสัญญากันไปเกือบหมดแล้ว
ผู้คนเกือบทั้งหมดในที่นั้น ต่างก็พากันจ้องมองฉู่หลิงด้วยสายตาที่เยาะเย้ยถากถางและดูถูก
ไม่ใช่แค่บรรดาพนักงานของบริษัทที่มาจัดบูธรับสมัครงานเท่านั้น แม้แต่อาจารย์และนักศึกษาของวิทยาลัยเองก็ยังมีสีหน้าท่าทางแบบเดียวกันทั้งหมด
และพาลทำให้สายตาที่พวกเขามองไปทางเซิ่นเยียนหรัน เริ่มแฝงไปด้วยความรู้สึกดูถูกไปด้วย
สามารถสั่งสอนลูกศิษย์ให้ออกมาเป็นแบบนี้ได้ อาจารย์ที่ปรึกษาคนนี้ก็คงไม่ได้รุ่งโรจน์ไปกว่ากันเท่าไหร่หรอก
เมื่อมองดูบรรดาพนักงานบริษัทที่กำลังเก็บข้าวของ ท่ามกลางฝูงชนจู่ๆ ก็พลันมีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังลั่นขึ้นมาทันที
“ไอ้เด็กคนนี้ ดูท่าทางคงต้องกลับไปเกาะพ่อแม่กินอยู่ที่บ้านจริงๆ แล้วล่ะ”
“พวกนายดูสิ ขนาดงานสมัครงานในวิทยาลัยยังไม่ถูกเลือกเลย คนประเภทนี้ถ้าก้าวเข้าสู่สังคมเมื่อไหร่ ก็คงจะถูกกำจัดทิ้งในไม่กี่นาทีเลยล่ะมั้ง?”
“แถมไม่รู้ว่าคนประเภทนี้น่ะ จะทำท่าทางโอหังขนาดนั้นไปเพื่ออะไรกัน? คราวนี้ไปล่วงเกินผู้ยิ่งใหญ่เข้าให้โดยไม่รู้ตัว ป่านนี้จะรู้ตัวหรือยังนะว่าจะต้องอดตายน่ะ!”
ทุกคนพูดคุยกันไปพลางเดินตามหลังกลุ่มพนักงานบริษัทที่มาเปิดบูธออกไป
ส่วนหลี่ลี่คุนก็ถูกกลุ่มคนรุมล้อมอยู่ตรงกลางและเดินมุ่งหน้าออกไปข้างนอกอย่างโดดเด่นท่ามกลางฝูงชน
ทว่าทันทีที่ทุกคนก้าวพ้นประตูหอประชุมขนาดเล็กออกมา พวกเขาก็เห็นขบวนรถหรูจำนวนมากกำลังจอดเรียงรายกันอยู่ข้างนอก
ทั้งเบนท์ลีย์ โรลส์-รอยซ์ มายบัค เอสคลาส……
ทุกคนมองดูขบวนรถหรูตรงหน้า แล้วต่างก็พากันตกตะลึงจนต้องหยุดฝีเท้าลงทันที
ต่อให้จะเป็นอาจารย์ใหญ่เอง ก็ยังมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อปรากฏขึ้น
วิทยาลัยของพวกเขาน่ะ ในยามปกติแค่จะเห็นคนขับรถเบนซ์สักคันยังเป็นเรื่องที่หาได้ยากเลย แต่ปรากฏว่าวันนี้กลับมีรถหรูจำนวนมากโผล่มาเยือนถึงที่นี่พร้อมกันเยอะขนาดนี้!
คนอื่นๆ เองก็มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง พวกเขาต่างจ้องมองขบวนรถหรูเหล่านั้นพลางสงสัยในใจว่าคนพวกนี้มาทำอะไรกันแน่
ทุกคนต่างพากันมองตามสัญชาตญาณและพร้อมใจกันส่งสายตาไปทางหลี่ลี่คุนทันที
มีเพียงเทียนฝางกรุ๊ปเท่านั้นแหละที่จะมีฐานะทางการเงินที่มั่งคั่งขนาดนี้ใช่ไหมล่ะ?
อาจารย์ใหญ่ในตอนนี้ก็กู้คืนสีหน้าท่าทางกลับมาได้แล้ว เขาส่งยิ้มหวานพลางจ้องมองหลี่ลี่คุนและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเคารพว่า “ผู้อำนวยการหลี่ครับ รถพวกนี้มารับคุณใช่ไหมครับ?”
หลี่ลี่คุนจ้องมองขบวนรถหรูเหล่านั้น ในใจของเขาก็เต็มไปด้วยความมึนงงเช่นกัน
นี่... มันไม่มีทางมารับเขาแน่นอนอยู่แล้ว!
เทียนฝางกรุ๊ปน่ะรวยก็จริง แต่ทว่ารวยยังไงก็คงไม่รวยถึงขนาดที่จะมีของแบบนี้หรอก!
ต่อให้รถเหล่านี้จะเป็นของเทียนฝางกรุ๊ปจริงๆ แต่เขาเป็นเพียงแค่ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลคนหนึ่ง มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการขับรถมากมายขนาดนี้มาเพื่อมารับเขากลับ
ต่อให้เป็นประธานกรรมการของเทียนฝางกรุ๊ปเอง ก็เกรงว่าคงไม่มีทางได้รับเกียรติขนาดนี้ด้วยซ้ำ!
หลี่ลี่คุนไม่ได้พูดอะไร เขาเอาแต่จ้องมองรถเหล่านั้น และพบว่านี่มันคือรถยนต์ส่วนกลางของกลุ่มบริษัทมั่วหลงสาขาซูโจวหางโจวไม่ใช่เหรอไงกันนะ
“อาจารย์ใหญ่ครับ คุณเข้าใจผิดแล้วครับ! รถพวกนี้คือรถยนต์ส่วนกลางของกลุ่มบริษัทมั่วหลง สาขาซูโจวหางโจวครับ ไม่ใช่ของเทียนฝางกรุ๊ปของพวกเราหรอกครับ”
หลี่ลี่คุนรีบอธิบายให้อาจารย์ใหญ่และผู้คนรอบข้างฟัง แต่คำพูดของเขานั้นกลับแฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม นอกจากเขาจะแสดงให้เห็นแล้วว่าเขานั้นรอบรู้เรื่องข้อมูลข่าวสารมากแค่ไหน แต่เขายังแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกับสาขาย่อยของกลุ่มบริษัทมั่วหลงด้วย ซึ่งมันเป็นการสร้างหน้าตาให้เขาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ทุกคนเมื่อได้ยินเช่นนั้น ในชั่วพริบตาพวกเขาต่างก็พากันส่งสายตาที่แสนจะเลื่อมใสชื่นชมไปทางหลี่ลี่คุนทันที
ดูท่าทาง แผนการร่วมมือกันระหว่างเทียนฝางกรุ๊ปและกลุ่มบริษัทมั่วหลงคงจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างแน่นอน ขนาดรถของอีกฝ่ายเขาก็ยังสามารถจดจำได้ในปราดเดียวเลย เรื่องนี้มันจะเป็นเรื่องโกหกไปได้ยังไงกัน
ในชั่วพริบตานั้น สายตาที่ทุกคนมองไปทางหลี่ลี่คุนก็ยิ่งดูร้อนแรงมากขึ้นไปอีก
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ประตูของรถหรูหลายคันก็พลันถูกผลักเปิดออก ก่อนที่ชายหนุ่มในชุดสูทท่าทางมาดมั่นหลายคนจะก้าวเดินลงมาจากรถ
หลี่ลี่คุนเห็นเข้า ดวงตาของเขาก็พลันเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา ใบหน้าก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีซีดขาวราวกับกระดาษด้วยความตกตะลึงอย่างยิ่ง
อาจารย์ใหญ่บังเอิญหันกลับมาเห็นสีหน้าของหลี่ลี่คุนก็รู้สึกตกใจอย่างมาก เขาจึงรีบเอ่ยถามขึ้นมาทันทีว่า “คุณเป็นอะไรไปครับ?”
หลี่ลี่คุนรู้สึกเพียงแค่ลำคอของเขาเริ่มจะแห้งผาก เขาพยายามลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่หลายต่อหลายครั้ง ก่อนจะยอมเปิดปากพูดออกมาว่า “สอง ท่านนั้น... คือผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลของกลุ่มบริษัทมั่วหลง สาขาซูโจวหางโจว และผู้จัดการใหญ่ของสาขาย่อยครับ”
ผู้จัดการใหญ่และผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลของสาขาซูโจวหางโจวงั้นเหรอ?
ทุกคนที่ได้ยินต่างก็พากันตกตะลึงอย่างหนัก สำหรับพวกเขานั่นน่ะคือบุคคลระดับผู้ยิ่งใหญ่ระดับเทพเจ้าเลยนะ!
สายตาของทุกคนพากันจ้องมองไปทางนั้นและเห็นบรรดาผู้บริหารระดับสูงของบริษัทสาขาย่อยเหล่านั้นที่กำลังเดินมุ่งหน้าตรงไปยังรถคันที่อยู่ตรงกลางอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางสายตาของทุกคน ผู้จัดการใหญ่ของสาขาย่อยเป็นคนเดินไปเปิดประตูรถคันตรงกลางด้วยตัวเอง เพื่อต้อนรับคนที่อยู่ข้างในให้ก้าวลงมาจากรถ
ทุกคน : “......” !!!!
นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่!!!
คนคนนี้คือใครกัน!
ใบหน้าของหลี่ลี่คุนพลันซีดเผือดขาวราวกับคนตาย คนที่สามารถทำให้ผู้จัดการใหญ่ของสาขาย่อยยอมเดินไปเปิดประตูรถต้อนรับได้ด้วยตัวเอง จะเป็นใครไปได้อีกล่ะ?
ท่านผู้นี้น่ะ จะต้องเป็นผู้อำนวยการใหญ่ของสำนักงานใหญ่กลุ่มบริษัทมั่วหลงอย่างแน่นอน!
ในการประชุมครั้งก่อนหน้านี้เขาเคยพบอีกฝ่ายครั้งหนึ่ง แต่ทว่าตอนนั้นเขาทำได้เพียงยืนเบียดเสียดอยู่ข้างหลังสุดเพื่อมองดูการประชุมเท่านั้นเอง
หลี่ลี่คุนเห็นพวกดันเซินเดินตรงเข้ามา ดวงตาของเขาก็พลันเป็นประกายสว่างวาบขึ้นมาทันที เขารีบก้าวเท้าตรงเข้าไปหาทุกคนทันที พร้อมกับเอ่ยรายงานตัวด้วยความนอบน้อมว่า “ผู้อำนวยการใหญ่ดันครับ ผมคือหลี่ลี่คุนจากเทียนฝากรุ๊ปครับ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งจริงๆ ครับที่ได้พบคุณที่นี่”
หลังจากพูดจบ หลี่ลี่คุนก็แอบลอบเอาฝ่ามือไปถูกับกางเกงสูทของเขาเบาๆ อย่างแนบเนียน ก่อนจะยื่นมือที่สะอาดเอี่ยมออกไปอย่างนอบน้อม เพื่อหวังจะจับมือทักทายกับอีกฝ่าย
แต่ผลปรากฏว่า กลุ่มคนเหล่านั้นไม่ได้แม้แต่จะชายตามองหลี่ลี่คุนเลยสักนิดและพากันเดินผ่านร่างของเขาไปหน้าตาเฉย
ทิ้งไว้เพียงหลี่ลี่คุนที่ยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าทางค้อมตัวนอบน้อมด้วยความกระอักกระอ่วนใจอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง
แต่ทว่าอย่างไรเสียเขาก็เป็นจอมเก๋าในวงการ เขาจึงหันไปมองทุกคนพลางพูดเสียงเบาว่า “รู้ไหมครับว่าท่านผู้นี้คือใคร ท่านผู้นี้น่ะคือผู้อำนวยการใหญ่ของกลุ่มบริษัทมั่วหลงเชียวนะ!”
ทุกคนเมื่อได้ยินฐานะที่แท้จริงของดันเซิน ในพริบตานั้นพวกเขาต่างก็พากันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความตกตะลึงอย่างหนัก ภายในใจก็สั่นสะเทือนไปหมด
มิน่าล่ะอีกฝ่ายถึงได้ดูโอหังขนาดนี้ ฐานะและอิทธิพลวางอยู่ตรงนั้นนี่เอง!
แต่ทว่าทุกคนต่างก็พากันสงสัยขึ้นมาทันที ผู้อำนวยการใหญ่ของกลุ่มบริษัทมั่วหลง เดินทางมาที่นี่ทำไมกันนะ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น ทุกคนจึงพร้อมใจกันหมุนตัวกลับไปมองตามหลังกลุ่มคนเหล่านั้นไป
เมื่อหันหลังกลับไปมอง ทุกคนกลับเห็นภาพที่ดันเซินและพวกพ้อง เดินมุ่งตรงไปหาฉู่หลิงที่ยังคงยืนอยู่ตรงกลางลานจัดงานสัมภาษณ์งาน
ขบวนคนเหล่านั้นเดินตรงไปหยุดอยู่ตรงหน้าของฉู่หลิง ทันใดนั้นภายใต้การนำทีมของดันเซิน ทุกคนก็พร้อมใจกันค้อมตัวลงต่ำคำนับฉู่หลิงอย่างพร้อมเพรียง ท่าทางของแต่ละคนเต็มไปด้วยความนอบน้อมอย่างถึงที่สุดจริงๆ
วินาทีต่อมา เสียงแผดร้องอย่างพร้อมเพรียงกันก็พลันดังลั่นขึ้นมาทันที
“ท่านประธานฉู่!”