เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 87 : ตัวซวย

ตอนที่ 87 : ตัวซวย

ตอนที่ 87 : ตัวซวย


ตอนที่ 87 : ตัวซวย

“นี่ รอฉันก่อน!”

ซุนอิ๋งเสวี่ยเห็นฉู่หลิงกำลังจะไป เธอจึงรีบวิ่งตามมาทันที

ฉู่หลิงหันกลับไปมองซุนอิ๋งเสวี่ยแวบหนึ่งพลางถามด้วยความสงสัยว่า “เธอ... คงไม่ได้เรียกฉันใช่ไหม?”

ซุนอิ๋งเสวี่ยแทบจะกระอักเลือดออกมาคำโต เธอเรียกเขานั่นแหละ!

ไม่อย่างนั้นเธอจะอุตส่าห์วิ่งตามออกมาตั้งไกล เพื่อจะมานัดเขาสู้กันใหม่วันหลังหรือยังไง?

แต่เพื่อจุดประสงค์ของเธอ ซุนอิ๋งเสวี่ยจึงฝืนข่มอารมณ์โกรธในใจไว้แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “คือเรื่องมันเป็นแบบนี้ค่ะ ฉันอยากจะเชิญคุณไปเข้าร่วมกับโรงพยาบาลจินหลิงน่ะค่ะ”

ผลงานของฉู่หลิงในวันที่เกิดอุบัติเหตุนั้นยอดเยี่ยมเกินไป ซุนอิ๋งเสวี่ยจึงอยากจะแนะนำเขาให้รู้จักกับคุณลุงของเธอมาโดยตลอด

แต่ตอนนั้นฉู่หลิงไม่ได้พูดอะไรเลยและเดินจากไปทันที ซุนอิ๋งเสวี่ยจึงไม่มีช่องทางติดต่อเขาเลย

ดังนั้นการที่พวกเขามาเจอกันในร้านอาหารแบบนี้ เธอจึงเชื่อว่ามันจะต้องเป็นวาสนาอย่างแน่นอน

ซุนอิ๋งเสวี่ยจึงอยากลองมาเชิญเขาดู เผื่อว่ามันจะสำเร็จขึ้นมา?

“ทำไมกันล่ะ?” ฉู่หลิงมีเส้นสีดำปรากฏขึ้นบนหน้าผากและอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วมุ่น

แม่สาวคนนี้ก็ดูสวยดีหรอกนะ แต่ทำไมถึงพูดจาไม่รู้เรื่องแบบนี้?

ถึงเขาจะพอมีความรู้ด้านวิชาการแพทย์อยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ใช่หมอมืออาชีพ จะให้ไปทำอะไรที่โรงพยาบาลกัน?

ฉู่หลิงหยุดฝีเท้าและหันมามองซุนอิ๋งเสวี่ยพลางพยายามพูดอย่างมีความอดทนว่า “ฉันก็บอกเธอไปแล้วไงว่าฉันเป็นแค่พวกมือสมัครเล่น โรงพยาบาลจินหลิงมีหมอที่มีฝีมือดีเยอะแยะ คงไม่มีอะไรที่ฉันช่วยได้หรอก”

คำพูดของฉู่หลิงทำเอาซุนอิ๋งเสวี่ยโกรธจนแทบคลั่ง

นายนี่ยังจะกล้ามาบอกว่าตัวเองเป็นแค่มือสมัครเล่นอีกเหรอ นายยังจะกล้าพูดอีกเหรอ!!!

ซุนอิ๋งเสวี่ยเห็นสีหน้าของฉู่หลิง เธอก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่มีความคิดที่จะไปทำงานที่โรงพยาบาลจริงๆ

เมื่อเห็นว่าตัวเองเชิญฉู่หลิงไม่สำเร็จ เธอจึงยกข้อมือขึ้นมองเวลาและเตรียมตัวที่จะไปเข้าเวรที่โรงพยาบาลต่อทันที

ในขณะที่กำลังจะไปเอารถ ซุนอิ๋งเสวี่ยก็พบว่ารถซูเปอร์คาร์แมคลาเรนของเธอถูกจอดเบียดติดอยู่ด้านในสุด

และรถคันหน้าตอนจอดก็ดูเหมือนจะคำนึงถึงทางออกของรถเธออยู่บ้าง อีกฝ่ายจึงได้เว้นช่องว่างไว้ให้นิดหนึ่ง

แต่ซุนอิ๋งเสวี่ยลองกะดูด้วยสายตาแล้ว ดูเหมือนว่ามันจะแคบเกินไปหน่อย

เธอจึงลองเข้าไปสตาร์ทรถและพยายามขับออกมา แต่ก็ทำไม่ได้ และมันก็ขาดไปเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น

เมื่อมองดูเวลาที่ใกล้จะถึงเวลาเข้าเวรแล้ว ซุนอิ๋งเสวี่ยจึงเริ่มรู้สึกร้อนใจ

ทันใดนั้นเอง ซุนอิ๋งเสวี่ยก็หันไปมองฉู่หลิง พอนึกถึงตอนที่เขาเข้าไปช่วยยกรถบัสขึ้นมาได้ ดวงตาของเธอก็พลันมีประกายสว่างวาบขึ้นมาทันที

เธอจึงรีบเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าฉู่หลิงและเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม?”

ฉู่หลิงเพิ่งจะเตรียมตัวขึ้นรถจากไป พอได้ยินซุนอิ๋งเสวี่ยพูดเขาก็หยุดเดิน “ช่วยอะไรงั้นเหรอ?”

ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยสนิทกับซุนอิ๋งเสวี่ยนัก แต่ทว่าอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นผู้หญิง หากมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่พอจะช่วยได้ ฉู่หลิงก็คงไม่ปฏิเสธ เพราะอย่างไรเสียผู้หญิงคนนี้ก็ดูท่าทางจะเซ่อซ่าไม่เบา

ซุนอิ๋งเสวี่ยยื่นมือออกมา แล้วใช้นิ้วเรียวยาวขาวผ่องชี้ไปที่รถซูเปอร์คาร์แมคลาเรนพลางพูดว่า “นายช่วยยกมันออกมาให้ฉันหน่อยได้ไหม?”

ฉู่หลิง : “.......”

ฉู่เหมิงเหมิงและเพื่อนๆ : “.......”

โจวรั่ว : “.......” ???

เสี่ยวเสวี่ยจ๊ะ รถของเธอน่ะ น้ำหนักมันไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ น่าจะหนักเป็นตันเลยไม่ใช่หรือไง!!!

เธอยังจะกล้าเรียกให้คนอื่นไปช่วยยกออกมาให้อีกเหรอ?

ฉู่หลิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และประสานมือคารวะซุนอิ๋งเสวี่ยหนึ่งที “เสียมารยาทแล้ว ขอตัวก่อนนะ!”

แม่สาวคนนี้ สมองต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน!

หลังจากพูดจบ ฉู่หลิงก็เรียกฉู่เหมิงเหมิงและคนอื่นๆ เตรียมตัวจากไปทันที

ซุนอิ๋งเสวี่ยเห็นฉู่หลิงกำลังจะเดินหนีไป เธอจึงรีบตะโกนไล่หลังเสียงดังว่า “อย่าเพิ่งไปสิ ช่วยฉันหน่อยเถอะนะ”

คุณปู่เคยบอกเธอมาแล้วว่า คนแบบฉู่หลิงน่ะมีพละกำลังมหาศาลปานเทพเจ้า สามารถยกของหนักนับพันจินได้!

แค่รถแมคลาเรนคันเดียวจะไปนับเป็นอะไรได้!

ฉู่หลิงถูกซุนอิ๋งเสวี่ยทำให้ขำจนได้แต่ส่ายหน้าพลางพูดอย่างอารมณ์เสียว่า “แขนขาของฉันทั้งเล็กทั้งบางแบบนี้ ถ้าเธอให้ฉันยกของหนัก 180 จินก็ยังพอว่าไปอย่าง แต่ไอ้นี่น่ะ ขอตัวเลยนะ!”

ฉู่เหมิงเหมิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เริ่มจะทนดูต่อไปไม่ไหว ทำไมพี่สาวคนนี้ถึงได้ชอบเรียกร้องอะไรแปลกๆ อยู่เรื่อยเลย เธอจึงเอ่ยแทรกขึ้นมาว่า “พี่สาวคะ พี่ถูกพี่ชายของหนูทำให้สติหลุดไปแล้วเหรอคะ รถคันใหญ่ขนาดนั้นใครจะไปยกไหวล่ะคะ อย่าล้อเล่นกันแบบนี้เลยค่ะ พวกหนูขอตัวก่อนนะคะ ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้นะคะพี่สาวทั้งสองคน”

ถ้ารถถูกจอดขวาง ก็แค่ไปตามเจ้าของรถให้มาเลื่อนรถสิ!

จะมาสั่งให้พี่ชายของฉันไปยกรถให้เนี่ยนะ? คิดได้ยังไงกันเนี่ย!

ไม่ใช่แค่ฉู่เหมิงเหมิงเท่านั้น แต่เด็กสาวคนอื่นๆ ต่างก็มองซุนอิ๋งเสวี่ยด้วยสายตาเหมือนมองคนโง่

แถมพวกเธอยังรู้สึกสงสารอีกฝ่ายขึ้นมานิดๆ ด้วย สงสัยการเดินหมากจะทำให้สมองเบลอได้จริงๆ

เมื่อซุนอิ๋งเสวี่ยเห็นสายตาที่พวกเขามองมา เธอก็ถึงกับอึ้งไปทันที “.......”

ก็ฉันเห็นกับตาว่าพี่ชายของพวกเธอเป็นคนยกรถบัสทั้งคันขึ้นมาแท้ๆ ยังจะมาบอกว่าแขนขาทั้งเล็กทั้งบางอีกเหรอ???

เขายกได้แม้กระทั่งรถบัสเลยนะ!

ในจังหวะนั้นเอง มือเล็กๆ มือหนึ่งก็แปะลงบนหน้าผากของซุนอิ๋งเสวี่ย โจวรั่วยืนบ่นพึมพำอยู่ข้างๆ ว่า “ก็ไม่มีไข้นี่นา ทำไมอยู่ดีๆ ถึงได้กลายเป็นคนโง่ไปได้ล่ะเนี่ย ยังจะเรียกให้เขามายกรถให้อีก นี่เธอจะทำอะไรของเธอกันแน่?”

ซุนอิ๋งเสวี่ยหันมามองเพื่อนสนิทพลางพูดฮึดฮัดว่า “เธอไม่เข้าใจหรอก เขาทำได้จริงๆ นะ”

ทำไมทุกคนไม่เข้าใจอะไรเลยนะ!

โจวรั่วมองซุนอิ๋งเสวี่ยด้วยความห่วงใย เธอจูงมือเพื่อนสาวพลางพูดว่า “บ่ายนี้เธอไม่ต้องไปทำงานแล้วล่ะ เดี๋ยวฉันพาเธอไปหาหมอที่โรงพยาบาลแทนดีกว่า”

ทำไมถึงได้พูดจาเพ้อเจ้อแบบนี้กันนะ?

หรือว่าเป็นเพราะเธอแพ้การเดินหมากจนทำให้สภาพจิตใจพังทลาย สมองก็เลยเริ่มมีปัญหาไปด้วย?

โจวรั่วยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นไปได้

ซุนอิ๋งเสวี่ย “เชื่อฉันสิ เชื่อฉันหน่อยเถอะนะ โธ่ อีกอย่างฉันก็เป็นหมออยู่แล้วนะ เธอจะพาฉันไปหาหมอทำไมกัน”

โจวรั่วจ้องหน้าเธอ “หมอที่เสียสติเนี่ย น่ากลัวกว่าคนปกติอีกนะ”

ซุนอิ๋งเสวี่ย : “.......”

ในตอนนี้ฉู่หลิงก็ได้หิ้วอาหารที่ตั้งใจจะเอาไปฝากฉวี่เสี่ยวปิงเดินตรงไปยังที่จอดรถเรียบร้อยแล้ว

ก่อนจะจากไป ฉู่หลิงยังไม่วายหันกลับไปมองทางซุนอิ๋งเสวี่ย แล้วพูดกับกลุ่มเด็กสาวว่า “ผู้หญิงคนเมื่อกี้ ท่าทางจะเซ่อซ่าไม่เบาเลยนะ”

ฉู่เหมิงเหมิงและคนอื่นๆ ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

ฉู่เหมิงเหมิงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่แสนจะเสียดายว่า “อาจจะเป็นเพราะสวรรค์เปิดประตูบานหนึ่งให้ แต่กลับปิดหน้าต่างอีกบานไว้ล่ะมั้งคะ ยังไงซะเธอก็เดินหมากเก่งซะขนาดนั้น การที่จุดอื่นจะมีข้อบกพร่องบ้างก็นับว่าเข้าใจได้ค่ะ”

ฉู่หลิงขับรถพากลุ่มน้องสาวไปส่งที่มหาวิทยาลัยจินหลิง หลังจากสั่งให้คนขับรถไปหาที่จอดแล้ว เขาก็เดินไปส่งฉู่เหมิงเหมิงและคนอื่นๆ จนถึงที่ ก่อนที่เขาจะไปลองเดินเล่นในมหาวิทยาลัยจินหลิงสักหน่อย

สมกับเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงจริงๆ ที่นี่มีนักศึกษาอยู่เยอะมาก เพียงครู่เดียวฉู่หลิงก็เห็นหญิงสาวที่สวมชุดนักศึกษาเดินผ่านเขาไปหลายคน

ถึงแม้จะไม่ใช่สาวสวยระดับนางฟ้า แต่แต่ละคนก็ล้วนเปี่ยมไปด้วยพลังของคนวัยหนุ่มสาว และมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป

ในขณะที่ฉู่หลิงกำลังเดินเล่นไปอย่างไม่มีจุดหมาย ทันใดนั้นด้านหลังของเขาก็มีเสียงเรียกที่แสนจะยินดีดังขึ้น “พี่ฉู่ เป็นพี่จริงๆ ด้วยเหรอครับ? พี่มาเที่ยวเล่นที่มหาวิทยาลัยจินหลิงเหมือนกันเหรอครับ?”

ฉู่หลิงหันกลับไปมองตามต้นเสียง แล้วเขาก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังส่งยิ้มกว้างทักทายเขาอยู่

ชายหนุ่มคนนี้ตัวไม่สูงนัก ประมาณ 170 เซนติเมตรนิดๆ รูปร่างดูจะออกไปทางอวบนิดหน่อย ดูแล้วท่าทางซื่อบื้อไม่น้อย จนมองแวบแรกก็เหมือนกับได้เห็นกังฟูแพนด้าเลย

ถึงแม้อีกฝ่ายจะดูเป็นคนซื่อแต่ชุดแบรนด์จีวองชี่ที่เขาสวมใส่อยู่กลับแสดงให้เห็นถึงฐานะทางการเงินที่ไม่ธรรมดาของเขาได้อย่างชัดเจน

ฉู่หลิงเห็นอีกฝ่ายแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา ไอ้หมอนี่ก็คือเพื่อนร่วมห้องสมัยเรียนปีหนึ่งของเขาสวี่ปินนั่นเอง

ได้ยินมาว่าที่บ้านของสวี่ปินทำธุรกิจ เห็นว่ารวยไม่น้อยเลยทีเดียว แถมเจ้าตัวก็ยังเป็นคนที่มีน้ำใจมากอีกด้วย

ช่วงสองปีมานี้เขาก็ไม่ค่อยได้เห็นหน้าของอีกฝ่ายเลย ได้ยินมาว่าอีกฝ่ายนั้นถูกพ่อบังคับให้กลับไปช่วยงานที่บ้าน

แต่ก็ไม่คิดเลยว่าวันนี้พวกเขาจะกลับมาเจอกันที่นี่

ฉู่หลิงจ้องมองอีกฝ่าย พอนึกถึงเรื่องราวในอดีตขึ้นมาได้ เขาก็แสร้งหัวเราะเย็นชาพลางพูดว่า “ว่าไง กลับมาซักถุงเท้าให้ฉันงั้นเหรอ? ยังเหลือถุงเท้าอีกตั้งหนึ่งเดือนที่นายยังไม่ได้ซักให้ฉันนะ เรื่องนี้จะเคลียร์ยังไงดีล่ะ?”

สวี่ปินได้ยินคำถามนั้น ใบหน้าของเขาก็พลันปรากฏรอยยิ้มที่แสนจะขัดเขินขึ้น เขารีบพูดประจบสอพลอทันทีว่า “พี่หลิงครับ พี่อย่าพูดแบบนั้นสิครับ เรื่องในตอนนั้นพี่ก็ไม่ได้ขาดทุนอะไรนี่นา แถมยังกลายเป็นคนดังของวิทยาลัยด้วย อีกอย่างตอนนั้นผมก็ซักถุงเท้าให้พี่ไปตั้งสองเดือนแล้วไม่ใช่เหรอ เอาเป็นว่าเรื่องนี้ให้มันจบๆ กันไปได้ไหม?”

สวี่ปินพูดไปพลางแอบลอบสังเกตสีหน้าของฉู่หลิงไปพลางอย่างระมัดระวัง

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังมีสีหน้าที่ดูไม่ค่อยพอใจ เขาก็ทำหน้าเศร้าพลางพูดว่า “เอาอย่างนี้ไหมพี่หลิง พี่เรียกราคามาเลย จะให้ผมทำยังไงพี่ถึงจะหายโกรธ? ถ้ายังไม่พอ เดี๋ยวผมจะพาพี่ไปเปิดหูเปิดตาด้วยบริการ นวดสปาแบบพิเศษ แบบถึงพริกถึงขิงเลย เผื่อมันจะช่วยระบายความโกรธของพี่ได้ ตกลงไหม?”

ฉู่หลิงชายตามองสวี่ปินด้วยความรำคาญใจพลางเอ่ยดุเบาๆ ว่า “ไปให้พ้นเลยแก ระวังจะไปติดโรคน่ารังเกียจกลับมานะ”

หลังจากฉู่หลิงพูดจบ เขาก็ชายตามองสวี่ปินอีกรอบ ภายในใจเริ่มมีอารมณ์โกรธปะทุขึ้นมา

เรื่องราวในตอนนั้น เขายังจำได้แม่นยำจนถึงตอนนี้ และไม่มีวันลืมเลือนเลย!!

เขาจำได้ว่าตอนนั้นเป็นช่วงปีสองพอดี ในห้องเรียนมีอาจารย์ที่ปรึกษาคนใหม่ที่เพิ่งจะเรียนจบและเข้ามาทำงานพอดี

อาจารย์ที่ปรึกษาคนนั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับพวกเขา หน้าตาของเธอนั้นก็สวยงามและโดดเด่นมากจริงๆ

ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือรูปร่างก็ล้วนติดอันดับต้นๆ เรียกได้ว่าเป็นนางฟ้าในหมู่หนุ่มโสดของคณะของพวกเขาเลย

ในตอนนั้นหนุ่มๆ ในห้อง ใครบ้างจะไม่มีความคิดอยากจะจีบนางฟ้าคนนี้ล่ะ?

สวี่ปินเองก็ตกหลุมรักเธอเข้าอย่างจัง และเอาแต่เพ้อฝันถึงเธออยู่ในหอพักทุกวี่ทุกวัน จนทำให้ฉู่หลิงรู้สึกรำคาญจนทนไม่ไหว

ในตอนนั้นฉู่หลิงจึงช่วยออกไอเดียให้ โดยบอกให้สวี่ปินไปสารภาพรักกับเธอ

ไม่ต้องไปสนใจว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง แต่สวี่ปินจะต้องเป็นคนแรกที่กล้าทำเรื่องนี้อย่างแน่นอน ซึ่งมันก็จะทำให้อาจารย์ที่ปรึกษาคนนั้นจำเขาได้ไปอีกนาน

สวี่ปินได้ยินแบบนั้นดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที การสารภาพรักเป็นความคิดที่ดีมาก!

แต่ทว่าไอ้ซื่อบื้อสวี่ปินคนนี้ กลับไม่กล้าไปเสียอย่างนั้น!

“เฮ้อ! ตัวฉันนี่ก็มีแต่หัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรักแท้เท่านั้น แต่กลับไม่กล้าเอ่ยปากแสดงออกไป หรือว่าฉันจะเกิดมาเพื่ออยู่คนเดียวไปตลอดชีวิตกันนะ?” สวี่ปินบ่นพึมพำพลางถอนหายใจอยู่ในหอพักและแอบชำเลืองมองมาที่ฉู่หลิงเป็นระยะๆ

ความหมายในสายตานั้นมันชัดเจนมาก ต่อให้ฉู่หลิงจะโง่แค่ไหนเขาก็มองออก

นี่จะให้เขาเป็นคนช่วยเตรียมคำพูดสารภาพรักให้ด้วยสินะ

ฉู่หลิงในตอนนั้นด้วยวัยที่กำลังคึกคะนอง เขาจึงกระโดดลงมาจากเตียงนอนและจ้องหน้าสวี่ปินพลางถามว่า “ถ้าฉันช่วยนายสารภาพรักจนจบ ไม่ว่าผลจะสำเร็จหรือไม่ นายจะหยุดวุ่นวายเรื่องนี้ใช่ไหม?”

สวี่ปินพยักหน้าอย่างแรง พร้อมกับชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้วและให้คำสัตย์สาบานว่า “ขอแค่ให้ฉันได้เป็นคนสารภาพรักด้วยตัวเองสักครั้ง ไม่ว่าผลจะออกมายังไง ฉันก็จะยอมรับชะตากรรม”

“ตกลง!”

ในคืนนั้นเอง ภายในหอพัก ฉู่หลิงก็ได้เปิดคอร์สสอนการสารภาพรักที่แสนจะตื่นเต้นให้แก่สวี่ปินหนึ่งบทเรียนใหญ่

ไม่เพียงเท่านั้น ฉู่หลิงยังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่ดีโดยการช่วยสวี่ปินออกไอเดีย สอนวิธีจัดเตรียมสถานที่ และสอนว่าถึงตอนนั้นเขาต้องพูดคำหวานอะไรออกมาบ้าง

สวี่ปินเองก็ตั้งใจศึกษาข้อมูลเหล่านั้นอย่างเต็มที่ราวกับกำลังแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรแห่งความรู้

แต่น่าเสียดายที่สมองของเขาขยับได้ไม่ไวพอ แค่บทพูดสารภาพรักบทเดียว เขายังต้องใช้เวลาท่องจำตั้งหลายวัน

แต่ในระหว่างไม่กี่วันนี้ ฉู่หลิงก็ได้ช่วยสวี่ปินสั่งจองดอกไม้สดและจัดเตรียมของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไว้อย่างครบถ้วน

ที่บ้านสวี่ปินมีเงิน เงินจึงไม่ใช่ปัญหาของเขา ดังนั้นอะไรที่สามารถใช้เงินแก้ปัญหาได้เขาก็จัดการมันไว้พร้อมสรรพแล้ว

และแล้วในวันที่ทุกอย่างเตรียมพร้อมเรียบร้อย ฉู่หลิงก็พาสวี่ปินเดินทางมาถึงหน้าอาคารเรียน

ฉู่หลิงช่วยสวี่ปินจัดวางดอกไม้เป็นรูปหัวใจดวงใหญ่ และของขวัญชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่างๆ ก็ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

ทั้งสองคนวางแผนขั้นตอนต่างๆ ไว้ดิบดี แถมยังแอบซ้อมใหญ่กันมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

ตอนแรกพวกเขาตกลงกันไว้ว่า สวี่ปินจะไปยืนอยู่กลางวงล้อมของดอกไม้ ส่วนฉู่หลิงก็จะทำหน้าที่ส่งช่อดอกไม้ให้ และให้สวี่ปินเป็นคนสารภาพรักกับอาจารย์ที่ปรึกษาด้วยตัวเอง

แต่ผลปรากฏว่าพอถึงเวลาที่อาจารย์ที่ปรึกษาใกล้จะเลิกคลาส สวี่ปินกลับตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ เขารีบยัดช่อดอกไม้ใส่อ้อมกอดของฉู่หลิง แล้ววิ่งหนีจากไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า

ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เลิกเรียนพอดี อาจารย์ที่ปรึกษาและเหล่านักศึกษาพากันเดินออกมา ภาพที่ทุกคนได้เห็นก็คือฉู่หลิงที่ยืนถือช่อดอกไม้อยู่ตรงนั้นเพียงคนเดียว แล้วในพริบตานั้นเหล่านักศึกษาต่างก็พากันฮือฮาขึ้นมาทันที

ทุกคนต่างก็พากันสนใจใคร่รู้ และเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ฉู่หลิงกันยกใหญ่

นักศึกษาหลายคนต่างก็ดูแคลนฉู่หลิงในใจ พวกเขาคิดว่าต่อให้อีกฝ่ายจะใจกล้าแค่ไหน แต่เขาจะกล้าสารภาพรักต่อหน้าอาจารย์ที่ปรึกษาจริงๆ เหรอ?

ฉู่หลิงในตอนนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ถ้าหากในจังหวะที่มีสายตานับร้อยคู่กำลังจ้องมองแบบนี้ แล้วเขาหิ้วดอกไม้เดินหนีไปล่ะก็ เกรงว่าเขาคงจะเสียหน้าอย่างรุนแรงแน่

และผลที่ตามมาก็คือ ฉู่หลิงก็ไม่ใช่คนขี้ขลาด

ในนาทีนั้น ฉู่หลิงจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาถือช่อดอกไม้เดินตรงดิ่งเข้าไปหาอาจารย์ที่ปรึกษา และเริ่มเปิดฉากสารภาพรักกับเธอทันที

ภาพเหตุการณ์ในตอนนั้น สีหน้าของเหล่านักศึกษาแต่ละคนช่างดูตื่นเต้นและประทับใจมาก!

แน่นอนว่า ผลลัพธ์ที่ฉู่หลิงได้รับนั้นไม่ต้องเดาให้เสียเวลา วิทยาลัยจัดการมอบหนังสือตักเตือนและตำหนิความประพฤติให้เขาทันที

และหลังจากนั้นฉู่หลิงก็ได้กลายเป็นคนดังของวิทยาลัยไปโดยปริยาย.......

ไม่สิ ควรจะเรียกว่าเป็น คนจริง! มากกว่า

คนที่กล้าตามจีบอาจารย์ที่ปรึกษาของตัวเอง แถมยังกล้าสารภาพรักต่อหน้าอาจารย์และนักศึกษาทั้งวิทยาลัยแบบนั้น ช่างเป็นคนจริงที่หาได้ยากยิ่งจริงๆ

ส่วนสวี่ปิน เพราะเรื่องนี้ในวันนั้นเขาจึงเกือบจะถูกฉู่หลิงถล่มจนเละคาที่!

ตอนนั้นฉู่หลิงสงสัยมากว่า สวี่ปินนั้นตั้งใจจะมากลั่นแกล้งเขาหริอเปล่า!

และทุกการกระทำก็ย่อมมีผลตามมาและเวรกรรมของฉู่หลิง ก็คือสวี่ปินนี่แหละ!

สุดท้ายเพราะจนปัญญาจริงๆ สวี่ปินจึงต้องยอมลงนามในสัญญาขายตัว โดยตกลงที่จะซักถุงเท้าให้ฉู่หลิงเป็นเวลาสามเดือน ฉู่หลิงถึงได้ยอมรามือ

ฉู่หลิงพยายามพร่ำบอกตัวเองให้ลืมเรื่องในอดีตไปซะ ไม่อย่างนั้นเขาก็กลัวว่าตัวเองจะห้ามใจไม่ไหวจนต้องลงมือสังหารไอ้สวี่ปินตัวซวยคนนี้ทิ้งเสีย

ช่วงวัยหนุ่มที่คึกคะนองที่หาได้ยากแบบนั้น กลับต้องมาถูกไอ้คนๆ นี้ทำลายซะจนพังพินาศป่นปี้ขนาดนั้น!

ถ้าใครได้เจอกับตัว จะมีใครบ้างที่ยังอารมณ์ดีได้อยู่?

จบบทที่ ตอนที่ 87 : ตัวซวย

คัดลอกลิงก์แล้ว