เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 75 : การรับสมัครพนักงาน

ตอนที่ 75 : การรับสมัครพนักงาน

ตอนที่ 75 : การรับสมัครพนักงาน


ตอนที่ 75 : การรับสมัครพนักงาน

“คุณลุงคะ ไปที่หวั้นต๋ากว่างฉ่างข้างหน้านะคะ”

ในอีกด้านหนึ่ง หลินหวั่นเอ๋อร์ก็ตั้งใจจะพาน้องสาวและทุกคนไปทานข้าวที่หวั้นต๋ากว่างฉ่าง เพราะที่นั่นมีร้านอาหารให้เลือกค่อนข้างเยอะและหลากหลาย

เมื่อไปถึงจุดหมาย หลินหวั่นเอ๋อร์ก็เอ่ยถามความเห็นของทุกคนก่อน “พวกเราไปทานอาหารเสฉวนกันดีไหมคะ? ทุกคนทานเผ็ดกันได้หรือเปล่าคะ?”

หลินอวี่หานและเพื่อนๆ ต่างก็บอกว่าไม่เป็นไร เพราะพวกเขาต่างก็เป็นอดีตทหารกันทั้งนั้น ขอแค่ทานแล้วอิ่มมันก็พอแล้ว ส่วนเรื่องประเภทของอาหารนั้นพวกเขาไม่เกี่ยงเลยสักนิด

ฉู่หลิงเองก็เอ่ยยิ้มๆ ว่า “แล้วแต่เธอเลย”

หลินหวั่นเอ๋อร์จึงเลือกร้านอาหารเสฉวนที่ดูดีร้านหนึ่ง หลังจากทุกคนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว หลินหวั่นเอ๋อร์ก็ยื่นเมนูส่งให้ทุกคนพลางเอ่ยว่า

“พวกคุณสั่งกันก่อนเลยค่ะ ลองดูนะคะว่ามีอะไรที่ชอบกินกันบ้าง”

“คุณสั่งได้เลยครับ พวกเรากินอะไรก็ได้จริงๆ ครับ”

หลินอวี่หานและคนอื่นๆ ต่างก็พากันปฏิเสธทันที การจะมาทานข้าวโดยให้ผู้หญิงเป็นคนเลี้ยงแบบนี้ พวกเขาก็รู้สึกขัดเขินมากพออยู่แล้ว

หลินหวั่นเอ๋อร์เห็นแบบนั้นเธอก็ไม่ได้ขัดข้อง เธอจัดการสั่งเมนูแนะนำของร้านมาเต็มโต๊ะทันที ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเมนูที่คุ้นหูคุ้นตากันเป็นอย่างดีทั้งนั้น

อาหารก็ทยอยมาเสิร์ฟทีละจาน เนื่องจากทุกคนเริ่มจะหิวกันแล้ว พวกเขาจึงพากันลงมือทานกันอย่างเอร็ดอร่อย

โดยเฉพาะหลินอวี่หานและเพื่อนๆ ของเขา ที่ดูเหมือนจะหิวโซกันมากจริงๆ

ภายในร้านอาหารเสฉวนมีกลิ่นที่ค่อนข้างฉุนและแรงมากอยู่แล้ว ประกอบกับระบบระบายอากาศของร้านที่ดูเหมือนจะมีปัญหา ฉู่หลิงจึงรู้สึกแสบจมูกจนไม่ค่อยสบายตัวนัก

เขาจึงหาข้ออ้างเพื่อเดินออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกร้าน

แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าเพียงแค่แวบเดียว หลินอวี่หานก็เดินตามเขาออกมาด้วย

เขาตรงดิ่งเข้ามาหาฉู่หลิงพลางลอบมองสำรวจไปรอบๆ ด้วยความระแวดระวัง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ แล้ว เขาจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ผู้มีพระคุณครับ คุณมาจากสำนักเร้นลับไหนงั้นเหรอครับ?”

ฉู่หลิง : “.......”

????

มาจากสำนักเร้นลับไหนงั้นเหรอ?

หมายความว่ายังไงกัน?

หลินอวี่หานมองดูท่าทางที่ดูตกตะลึงของฉู่หลิง เขาก็คิดไปเองว่าตัวเองคงจะเดาถูกเข้าให้แล้ว จึงเอ่ยว่า “ผมเข้าใจครับ เรื่องแบบนี้คงไม่สามารถบอกกับคนนอกได้อย่างสุ่มสี่สุมห้า ผมนี่ก็เสียมารยาทจริงๆ”

ฉู่หลิง : “.......”

????

เดี๋ยวๆ สรุปคือนายกำลังพูดเรื่องอะไรกันแน่เนี่ย?

ฉู่หลิงจ้องมองหลินอวี่หานด้วยสายตาที่จริงจัง และเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า “ฉันไม่รู้เรื่องที่นายพูดจริงๆ”

“คุณไม่รู้จริงๆ เหรอครับ?” หลินอวี่หานได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับอึ้งไป “ถ้าอย่างนั้น พละกำลังที่มหาศาลกับทักษะความสามารถขนาดนั้นของคุณ ไม่ได้มาจากสำนักเร้นลับหรอกเหรอครับ?”

ฉู่หลิงส่ายหน้าเบาๆ เรื่องสำนักเร้นลับอะไรนั่นเขาไม่รู้เรื่องจริงๆ

แต่ทว่าเขากลับรู้สึกสนใจในหัวข้อนี้ขึ้นมา จึงหันไปถามหลินอวี่หานว่า “ที่นายพูดถึงสำนักเร้นลับนี่มันคือยังไงเหรอ? ทำไมถึงคิดว่าฉันเป็นคนจากสำนักเร้นลับล่ะ?”

หลินอวี่หานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาจ้องมองฉู่หลิงเขม็ง ในที่สุดก็ดูเหมือนจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ เขาจึงเอ่ยว่า “ช่างเถอะ ยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับหรือเรื่องเสียหายอะไรอยู่แล้ว”

หลินอวี่หานหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งเพื่อเรียบเรียงคำพูด ก่อนจะเริ่มเปิดปากเล่าว่า “ในวันนั้นผมเห็นคุณใช้แรงมหาศาลยกรถบัสขึ้นมาได้ ตั้งแต่ตอนนั้นผมก็เริ่มสงสัยแล้วว่าคุณน่าจะมาจากสำนักเร้นลับไหนสักแห่ง ประกอบกับวันนี้พอได้เห็นทักษะการต่อสู้และพละกำลังที่มหาศาลขนาดนั้นอีก มันก็ยิ่งทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นไปอีก แต่ผมก็ไม่คิดเลยว่าคุณจะไม่รู้จักสำนักเร้นลับจริงๆ”

ฉู่หลิงขมวดคิ้วมุ่น “คำว่าสำนักเร้นลับที่นายพูดถึง มันหมายความว่ายังไงกันแน่”

“คุณเองก็คงรู้อยู่แล้วว่าผมเป็นทหารผ่านศึกใช่ไหมครับ?” หลินอวี่หานเรียบเรียงคำพูดแล้วเล่าต่อว่า “ตอนที่พวกเราอยู่ในกรมทหาร จะมีการแข่งขันการต่อสู้กัน ในตอนนั้นกองร้อยของพวกเรามียอดฝีมืออยู่หลายคน และผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ตอนนั้นผมค่อนข้างจะทะนงในความสามารถของตัวเองและลำพองใจอยู่ไม่น้อย จนกระทั่งผมได้ไปเจอกับคนกลุ่มนั้นเข้า”

เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ในดวงตาของหลินอวี่หานก็ฉายแววของความไม่ยินยอม ความสั่นสะท้านและความหวาดกลัวออกมาอย่างชัดเจน

เมื่อมองดูท่าทางของเขา ฉู่หลิงก็หรี่ตาลงและรอฟังหลินอวี่หานเล่าต่อไปด้วยความตั้งใจ

หลินอวี่หานหยุดนิ่งไปนานมาก จนกระทั่งอารมณ์ของเขาเริ่มสงบลง เขาถึงได้ค่อยๆ เอ่ยปากเล่าต่อว่า “ในการแข่งขันรอบรองชนะเลิศ ผมได้เจอกับคู่ต่อสู้คนหนึ่ง อีกฝ่ายมีน้ำหนักตัวแค่เพียงแค่ 2 ใน 3 ของผมเท่านั้น ในสายตาของผมในตอนนั้นอีกฝ่ายดูอ่อนแอและบอบบางมาก แต่ทว่า มือทั้งสองข้างของเขากลับแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก แค่ถูกเขาบีบแขนไว้เฉยๆ ผมก็รู้สึกเหมือนกระดูกของผมกำลังจะแตกละเอียดเลยครับ!”

ความเจ็บปวดที่บาดลึกถึงกระดูกแบบนั้น รวมไปถึงเสียงกระดูกที่กำลังจะแตกหักที่ดังแว่วอยู่ที่ข้างหูคือฝันร้ายที่ยังคงตามหลอกหลอนหลินอวี่หานมาจนถึงทุกวันนี้

ไม่เพียงเท่านั้น หลินอวี่หานที่อุตส่าห์หาโอกาสโจมตีเข้าที่ร่างกายของอีกฝ่ายได้สำเร็จแล้ว แต่มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนการชกเข้าที่แท่งโลหะจนมือของเขาแทบจะหักแทน

หลินอวี่หานในตอนนี้นึกย้อนกลับไป ก็ยังคงรู้สึกหวาดกลัวไม่หายพลางเอ่ยว่า “ผมรู้สึกว่า พวกเขาเหมือนมีวิชาระฆังทองคุ้มกายเหมือนในนิยายเลยล่ะครับ ร่างกายของพวกเขาถูกฝึกฝนจนแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า การโจมตีธรรมดาๆ ไม่ได้ผลกับพวกเขาเลยแม้แต่น้อยครับ”

ไม่เพียงแต่จะไม่ได้ผลเท่านั้น แต่มันกลับทำให้ตัวของเขาเองต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสด้วย จนไม่กล้าที่จะลงมือหนักๆ อีก

ทว่าคนเหล่านั้นกลับยิ่งสู้ก็ยิ่งดุดัน ราวกับว่าร่างกายของพวกเขามีอาวุธติดตัวมาด้วย การถูกชกเข้าเพียงหมัดเดียว ก็ให้ความรู้สึกเหมือนถูกกระหน่ำตีด้วยกระบองเหล็กอย่างไรอย่างนั้น

เขากัดฟันทนสู้ต่อไปได้ไม่นาน แต่การถูกรุมกระหน่ำตีอยู่ฝ่ายเดียวแบบนั้น ผลลัพธ์ก็ย่อมถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

สุดท้ายหลินอวี่หานก็แพ้การแข่งขัน เขาแบกพาร่างกายที่เจ็บปวดจนชาหนึบของตัวเองเดินเข้าไปถามผู้บังคับกองร้อยด้วยความไม่ยินยอม ว่าคนเหล่านั้นเป็นใครกันแน่

ในตอนแรกผู้บังคับกองร้อยก็ไม่เต็มใจที่จะเล่ารายละเอียดให้ฟังมากนัก เพียงแต่บอกให้เขายอมรับความจริงเรื่องความพ่ายแพ้และรักษาตัวให้ดี

แต่สุดท้ายเพราะความดื้อรั้นของเขาที่เฝ้าถามไม่เลิกรา ผู้บังคับกองร้อยจึงจำยอมบอกข้อมูลออกมาเล็กน้อย

ผู้บังคับกองร้อยบอกกับเขาว่า คนเหล่านั้นมาจากสำนักเร้นลับ

พวกเขาได้รับการฝึกฝนแบบนรกแตกมาตั้งแต่เด็ก มีการเปิดกระดูกสันหลังมังกร และแต่ละคนก็มีพละกำลังมหาศาล ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปอย่างพวกเราจะต่อกรด้วยได้

ส่วนข้อมูลที่ลึกไปกว่านั้น แม้แต่ผู้บังคับกองร้อยเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน

เขารู้เพียงแค่ว่าคนกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่จะมีฝีมือที่เหนือชั้น แต่ยังมีความลึกลับซับซ้อนอย่างยิ่ง การจะรู้ข้อมูลเพียงเท่านี้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากแล้ว

หลินอวี่หานเล่ามาถึงตรงนี้ ก็หลุดขำออกมาอย่างขมขื่นพลางเอ่ยว่า “ภายหลังผู้บังคับกองร้อยยังได้เตือนผมอีกว่า ห้ามแอบไปสืบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสำนักเร้นลับด้วยตัวเองเด็ดขาด คุณลองคิดดูสิครับ ทหารตัวเล็กๆ อย่างผม จะไปมีปัญญาที่ไหนไปสืบเรื่องระดับนั้นได้?”

เรื่องราวนี้ถูกฝังลึกอยู่ในใจของหลินอวี่หานมาโดยตลอด ถ้าหากไม่ใช่เพราะได้เห็นฉู่หลิงมีฝีมือที่น่าเกรงขามจนเหนือกว่าคนทั่วไปแบบนี้ เกรงว่าเขาคงจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับไปตลอดชีวิตแน่นอน

หลังจากฟังคำบอกเล่าของหลินอวี่หานจบ ฉู่หลิงก็ขมวดคิ้วมุ่นพลางครุ่นคิดตามไปด้วย

เพราะอย่างไรเสียแต้มสมรรถภาพร่างกายของหลินอวี่หานก็สูงถึง 500 แต้มซึ่งนับว่าเหนือกว่าคนวัยผู้ใหญ่ปกติไปมากแล้ว

แต่ทว่าคนกลุ่มนั้นกลับทำให้เขาสู้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แล้วแต้มสมรรถภาพร่างกายของคนพวกนั้นจะต้องสูงขนาดไหนกัน?

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉู่หลิงได้ยินเรื่องแบบนี้ เขาจึงรู้สึกสนใจขึ้นมาไม่น้อย

เขาจึงเอ่ยถามซ้ำอีกสองสามประโยค แต่หลินอวี่หานก็ไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมแก่เขาได้อีก เพราะสิ่งที่เขารู้เขาก็ได้เล่าออกมาจนหมดสิ้นแล้ว

ฉู่หลิงพยักหน้าเห็นด้วย และไม่ได้เซ้าซี้ถามอะไรต่อ

“บ่ายนี้พวกนายไม่ต้องกลับไปทำงานกันเหรอ? มายื่นมือเข้าช่วยเหลือคนอื่นแบบนี้ จะไม่ทำให้เสียงานเสียการกันเหรอ?” ฉู่หลิงแสร้งถามขึ้นมาเหมือนไม่ใส่ใจ

หลินอวี่หานที่ได้ยินคำถามของฉู่หลิง ก็มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความขมขื่นพลางเอ่ยว่า “พวกเราจะไปมีงานทำได้ยังไงกันล่ะครับ ที่วันนี้พวกเราออกมาข้างนอก ก็เพื่อตั้งใจจะมาหางานทำกันน่ะครับ เพราะญาติพี่น้องของพวกเราตอนนี้ยังต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งต้องใช้เงินค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก เพียงไม่กี่วันมานี้ เงินตั้งตัวที่ได้มาจากการออกจากกรมก็ถูกใช้ไปเกือบหมดแล้วล่ะครับ”

เมื่อนึกถึงอนาคตที่ยังดูมืดมน หลินอวี่หานก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตอนนี้งานก็ไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ เสียด้วย

พอคิดได้ดังนั้น ภายในใจของหลินอวี่หานก็ยิ่งรู้สึกขมขื่นมากขึ้นไปอีก

ฉู่หลิงอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาจะเป็นประกายขึ้นมา และถามย้ำไปว่า “ปกติแล้วทหารที่ปลดประจำการออกมา ไม่ใช่ว่าจะมีการจัดสรรงานไว้ให้ทำแล้วหรอกเหรอ? ทำไมพวกนายถึงไม่มีงานล่ะ?”

หลินอวี่หานที่ได้ยินแบบนั้นก็ทำสีหน้าเคร่งขรึมพลางพูดว่า “ก่อนที่พวกเราจะปลดประจำการ พวกเราก็มีสิทธิ์เลือกได้อย่างอิสระครับ ถ้าหากเลือกรับงานที่จัดสรรให้ เงินตั้งตัวที่จะได้รับก็จะลดน้อยลงไปหน่อย แต่ถ้าหากไม่เลือกรับงานที่จัดสรรไว้ให้ เงินตั้งตัวที่จะได้รับก็จะเพิ่มขึ้นอีกนิดครับ”

ตอนนั้นเขาและกลุ่มพี่น้องได้ปรึกษากันและเห็นว่าพ่อแม่ที่บ้านยังอายุน้อยและแข็งแรงกันอยู่ สู้รับเงินก้อนมาไว้ในมือน่าจะดีกว่า จะได้เอาไปทำธุรกิจส่วนตัวอะไรได้บ้าง

หรือไม่ก็เอาไปซื้อบ้านเพื่อเตรียมแต่งงาน จะได้ลงหลักปักฐานให้มั่นคงเสียที

แต่น่าเสียดายที่เรื่องราวมันไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ ในวันที่พวกเขาปลดประจำการกลับมา พวกเขาดันไปประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่แสนจะโหดร้ายขนาดนั้นเข้า การที่สามารถรักษาชีวิตของคนในครอบครัวไว้ได้ก็นับว่าโชคดีมหาศาลแล้ว

“เรื่องความรับผิดชอบของอุบัติเหตุในวันนั้นล่ะ สรุปออกมายังไงบ้าง? มีการตัดสินยังไงไปแล้วบ้าง?” ฉู่หลิงถามต่อ

หลินอวี่หานส่ายหน้าเบาๆ พลางพูดว่า “คนขับรถบรรทุกดินเสียชีวิตในที่เกิดเหตุครับ ประกันภัยของรถก็ได้จ่ายชดเชยมาส่วนหนึ่งแล้วครับ แต่มันก็ยังเป็นเหมือนหยดน้ำในกองเพลิงเมื่อเทียบกับค่ารักษาพยาบาล ในเมื่อครอบครัวยังต้องนอนอยู่ที่โรงพยาบาล และตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการรักษา พวกเราจะมัวมานั่งรอกันเฉยๆ ไม่ได้หรอกครับ พวกเราเลยต้องควักเงินตัวเองออกมาจ่ายไปก่อนเพื่อให้การรักษาดำเนินต่อไป”

ไม่ว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะสามารถเบิกเงินคืนได้หรือไม่ หรือจะมีใครเป็นคนรับผิดชอบหรือไม่ แต่พวกเขาก็ทิ้งคนในครอบครัวไว้เฉยๆ ไม่ได้หรอกจริงไหม?

เมื่อได้ยินหลินอวี่หานพูดเช่นนั้น ฉู่หลิงก็พยักหน้าเบาๆ และความประทับใจในตัวตนของหลินอวี่หานก็เพิ่มมากขึ้นอีกส่วนหนึ่ง

คนกตัญญูขนาดนี้ หาได้ยากจริงๆ

ฉู่หลิงจ้องมองหลินอวี่หานแล้วพูดว่า “เอาอย่างนี้ไหม ฉันจะให้เงินพวกนายเดือนละ 50,000 หยวน พวกนายแค่มาช่วยฉันทำงานก็พอ”

50,000 หยวน?!!!

หลินอวี่หานตกใจจนแทบจะทนไม่ไหว และแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลย

เขารีบโบกมือปฏิเสธพัลวันพลางพูดว่า “นี่... ผู้มีพระคุณครับ ห้าหมื่นมันเยอะเกินไปแล้วนะครับ อีกอย่างคุณก็เป็นผู้มีพระคุณของพวกเราด้วย การที่พวกเราจะไปช่วยคุณทำงาน มันก็เป็นสิ่งที่พวกเราควรจะทำอยู่แล้วครับ ตอนนี้ยังจะมาให้เงินอีก...”

หลินอวี่หานยังคงตั้งใจจะพูดปฏิเสธต่อ แต่ฉู่หลิงกลับโบกมือห้ามไว้เสียก่อน “มีที่ไหนกัน ที่ลูกน้องมาช่วยงานแล้วเจ้านายมากดราคาค่าจ้างแบบนี้?”

ฉู่หลิงเอ่ยหยอกล้อออกมาประโยคหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นว่า “เอาล่ะ เลิกเรียกฉันว่าเจ้านายเถอะ ฉันว่าอายุของฉันก็น่าจะไล่เลี่ยกันกับพวกนายนั่นแหละ หรืออาจจะแก่กว่าพวกนายแค่นิตหน่อยเท่านั้น พวกนายก็เรียกฉันว่าพี่หลิงก็น่าจะพอแล้ว ส่วนเรื่องเงินไม่ต้องพูดถึงอีกแล้วนะ ตอนบ่ายพวกนายมาช่วยฉันหน่อยก็แล้วกัน แล้วก็ช่วยเอาข่าวนี้ไปบอกกับเพื่อนของนายด้วย ใครที่เต็มใจจะมาฉันก็ยินดีต้อนรับ ส่วนใครที่ไม่เต็มใจจะมาฉันก็เข้าใจ”

เมื่อได้ยินฉู่หลิงพูดเช่นนั้น หลินอวี่หานก็มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจทันที “พี่หลิงครับ พี่พูดอะไรแบบนั้นกันล่ะครับ! การที่พี่ให้เกียรติพวกเราขนาดนี้ พวกเราย่อมต้องน้อมรับไว้ด้วยความเต็มใจอยู่แล้วครับ ตกลงครับ ตอนบ่ายผมจะรีบไปจัดการรวบรวมคนให้พี่เองครับ”

สำหรับทุกคนแล้ว นี่ถือว่าเป็นข่าวดีที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ

หากสามารถมาทำงานกับฉู่หลิงได้ ไม่เพียงแต่อนาคตของพวกเขาจะมั่นคงขึ้นมากเท่านั้น แม้แต่เรื่องค่ารักษาพยาบาลของคนในครอบครัว ก็จะไม่ต้องมานั่งกังวลอีกต่อไปแล้ว

ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าคนในครอบครัวจะเสียโอกาสในการรักษาเพราะไม่มีเงินจ่ายหรือไม่ แต่พวกเขายังจะได้รับการรักษาจนกว่าจะหายดีเลยด้วยซ้ำ!

หลินอวี่หานยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น เขาจึงรีบขอตัวไปหากลุ่มเพื่อนร่วมรบคนอื่นๆ เพื่อบอกข่าวนี้ทันที

ในตอนนั้นหลินหวั่นเอ๋อร์ก็จัดการจ่ายเงินค่าอาหารเสร็จเรียบร้อยและเดินออกมาจากร้านพอดี ทันทีที่เธอเห็นฉู่หลิงใบหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยความยินดีและเอ่ยว่า “พี่หลิงคะ ถ้าพี่พอจะมีเวลาว่างล่ะก็ แวะไปทานน้ำที่บ้านฉันสักแก้วไหมคะ?”

ฉู่หลิงยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากพูด หลินชินเอ๋อร์ก็มุดเข้าสู่อ้อมกอดที่แสนจะอบอุ่นของฉู่หลิงเรียบร้อยแล้ว

ฉู่หลิงสัมผัสได้ว่า ร่างกายของเด็กหญิงตัวน้อยยังคงสั่นเทาอยู่เล็กน้อย ราวกับว่าความหวาดกลัวที่ได้รับเมื่อครู่ยังไม่จางหายไป

เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ ทำให้ฉู่หลิงรู้สึกสงสารจับใจ ตัวแค่นี้แต่กลับต้องมาเจอเรื่องที่น่าตกใจขนาดนี้ น่าสงสารจริงๆ

หลินชินเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมาจ้องมองใบหน้าที่แสนจะหล่อเหลาของฉู่หลิงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ใสซื่อน่ารักว่า “พี่ชายฉู่หลิงคะ พี่ไปส่งพวกหนูที่บ้านด้วยกันได้ไหมคะ? กอดของพี่ชายอุ่นมากเลยค่ะ พี่อยู่เป็นเพื่อนชินเอ๋อร์ด้วยนะคะ ได้ไหมคะ!”

เสียงที่แสนจะออดอ้อนนี้ ทำให้หัวใจของฉู่หลิงแทบจะละลายไปหมดแล้ว

เขาเอื้อมมือไปบีบแก้มของหลินชินเอ๋อร์เบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า “ได้ๆๆ ตัวแค่นี้ก็รู้จักออดอ้อนกันขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย แล้วโตขึ้นจะเป็นยังไงกันล่ะเนี่ย?”

จบบทที่ ตอนที่ 75 : การรับสมัครพนักงาน

คัดลอกลิงก์แล้ว