- หน้าแรก
- กลับมาเกิดใหม่ในวันสิ้นโลก : เริ่มต้นด้วยการสร้างฐานที่แข็งแกร่งที่สุด
- ตอนที่ 785 : ถูกจับตัวไปแล้ว
ตอนที่ 785 : ถูกจับตัวไปแล้ว
ตอนที่ 785 : ถูกจับตัวไปแล้ว
ตอนที่ 785 : ถูกจับตัวไปแล้ว
“พี่คะ! พวกเราควรทำยังไงดี!? ซุนเฮ่าไห่กับลูกสาวของเขาถูกจับตัวไปแล้ว!!”
เสี่ยวอวิ๋นถามพี่ชายของเธอด้วยสีหน้ากังวลสุดขีด
โดยเฉพาะเมื่อเห็นเด็กสาวที่ผอมแห้งบนกระบะหลังรถคนนั้น เธอยิ่งสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี
มีเพียงผู้หญิงด้วยกันเท่านั้นที่จะเข้าใจว่าการเป็นผู้หญิงในวันสิ้นโลกนั้นอันตรายเพียงใด
หากไม่มีเพื่อนร่วมทีมที่ไว้ใจได้ การจะบอกว่าที่นี่คือนรกก็คงไม่เกินไปนัก
ดังนั้นเมื่อเห็นภาพซุนเฮ่าไห่และคนที่ดูเหมือนจะเป็นลูกสาวของเขาถูกจับตัวไป เสี่ยวอวิ๋นจึงกังวลยิ่งกว่าใคร
“พวกเราสู้พวกมันไม่ได้แน่! คนพวกนั้นดูท่าทางไม่ใช่คนที่จะไปแหย่ได้ง่ายๆ และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีปืน! พวกเราอย่าไปหาเรื่องใส่ตัวด้วยการยุ่งเรื่องของชาวบ้านเลยดีกว่า!”
เสี่ยวเฟยในตอนนี้มีสีหน้าที่ดูลังเลและอึดอัดใจ ดูเหมือนเขาจะไม่อยากเข้าไปยุ่งกับเรื่องของเพื่อนบ้านที่เพิ่งจะออกไปเสี่ยงภัยด้วยกันเมื่อวานนี้
นี่คือความคิดของผู้รอดชีวิตปกติทั่วไป
โลกนี้ไม่ได้มีวีรบุรุษที่คอยผดุงความยุติธรรมออกมาช่วยคนอื่นมากมายขนาดนั้น คนส่วนใหญ่ต่างให้ความสำคัญกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่า
เห็นได้ชัดว่าในสายตาของเสี่ยวเฟย การทำเป็นมองไม่เห็นคือวิธีการจัดการที่ดีที่สุดในตอนนี้
“พวกเราเองก็อาจจะมีปัญหาแล้วเหมือนกัน!”
ในตอนนั้นเองพี่ฉินก็พูดประโยคหนึ่งออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทำให้เสี่ยวเฟยและเสี่ยวอวิ๋นหันมามองด้วยความประหลาดใจ
พวกเขายังไม่ถูกพบตัวเลย แล้วจะมีปัญหาได้อย่างไร?
จากนั้นพวกเขาก็ได้ฟังมุมมองของพี่ฉิน
“เมื่อกี้ฉันสังเกตดูของที่อยู่ในรถคันนั้น อาหารทั้งหมดที่พวกเราไปหามาได้พร้อมกับซุนเฮ่าไห่ที่ห้างสรรพสินค้าเมื่อคืน ถูกคนพวกนั้นเอาไปหมดเลย!!”
อะไรนะ!?
เสี่ยวเฟยสีหน้าตื่นตะลึง เขานึกถึงความเป็นไปได้บางอย่างขึ้นมาได้ทันที
เสี่ยวอวิ๋นในตอนแรกยังมึนงงอยู่บ้าง การที่อีกฝ่ายหาเสบียงเหล่านั้นเจอมันไม่ใชเรื่องปกติหรอกเหรอ?
ทว่า ไม่นานเธอก็เริ่มเข้าใจ
ในวันสิ้นโลกไม่มีคนใจดีหรอก หากตัวเองพบว่าในบ้านของใครบางคนมีอาหารมากมายขนาดนี้ และตัวเองก็มีพละกำลังที่เหนือกว่า สำหรับคนที่มีเสบียงเยอะคนเหล่านั้นก็ไม่ต่างอะไรกับคลังเสบียงเคลื่อนที่หรอกหรือ!?
ทั้งสามคนกำลังตกอยู่ในอันตรายแล้ว!
พี่ฉินพยักหน้า เขารู้แล้วว่าอีกสองคนเข้าใจสิ่งที่เขากำลังสื่อแล้ว การที่ซุนเฮ่าไห่ถูกคนพวกนั้นจับตัวไปพร้อมกับเสบียงอาหาร อีกฝ่ายก็อาจจะถูกทรมานเพื่อเค้นความลับว่าไปได้ของมาจากไหนและมีใครเกี่ยวข้องบ้าง!
จุดซ่อนขุมทรัพย์ในห้างสรรพสินค้าคงปิดบังไว้ไม่ได้แน่!
และพวกเขาทั้งสามคนก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะถูกซัดทอดออกมา!
ต่อให้ซุนเฮ่าไห่จะใจแข็งแค่ไหน แต่เขาก็มีจุดอ่อนที่ถูกกุมไว้อยู่ ทุกอย่างย่อมไม่มีทางต้านทานได้นาน!
คนพวกนั้นจะต้องตามมาอย่างแน่นอน!
“พวกเราต้องรีบกลับไปเก็บของเดี๋ยวนี้!! พวกเราต้องย้ายไปที่อื่น!! แต่ฉันจะลองสะกดรอยตามรถคันนั้นไปเพื่อดูจุดหมายปลายทางของพวกมันก่อน ถ้าสืบข่าวอะไรได้ฉันจะรีบกลับมา!”
พี่ฉินพูดสั่งการออกมา ก่อนจะเข็นจักรยานออกมาเพื่อมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่รถยนต์ขับจากไป
เขาเคยเป็นคนในกองทัพมาก่อน เขาจึงมีความสามารถในการสะกดรอยตามอยู่บ้าง
วันสิ้นโลกผ่านไปหนึ่งปีแล้ว ดังนั้นพื้นถนนส่วนใหญ่จึงถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นทราย ร่องรอยของรถยนต์ที่เพิ่งขับผ่านไปจึงยังคงใหม่เอี่ยม พี่ฉินจึงมั่นใจว่าเขาจะสามารถตามรอยไปจนเจอได้ไม่ยาก
เสี่ยวเฟยและเสี่ยวอวิ๋นไม่ได้ดึงดัน พวกเขารู้ถึงความสามารถของพี่ฉินดีและในใจของทุกคนก็ย่อมมีความคิดที่จะช่วยซุนเฮ่าไห่อยู่บ้างไม่มากก็น้อย
“พี่ฉิน ต้องกลับมาอย่างปลอดภัยนะ! พวกเราจะรออยู่ที่จุดนัดพบ!”
เสี่ยวเฟยกำชับหนึ่งประโยคก่อนจะรีบพาสาวน้อยเสี่ยวอวิ๋นกลับไปเก็บข้าวของเพื่อเตรียมย้ายที่พัก
พี่ฉินโบกมือให้ทั้งสองคนก่อนจะเริ่มปั่นจักรยานสะกดรอยตามร่องรอยของรถยนต์ไป
.....
อีกด้านหนึ่ง
เวลาก็ล่วงเลยมาจนเกือบจะถึงช่วงบ่าย
วันนี้เหยาเหล่ยไม่ได้ออกไปหาเสบียง แต่เธอกลับทุ่มเทเวลาทั้งหมดเพื่อดูแลหลี่ปั๋วเหวินอยู่ที่ที่พัก
หลังจากได้รับยาที่จำเป็นไปแล้ว หลี่ปั๋วเหวินก็กลับมาฟื้นตัวด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ!
ราวกับว่าเดิมทีเขาขาดเพียงแค่ตัวกระตุ้นเพียงเล็กน้อย เมื่อยาและสารอาหารเข้าสู่ร่างกายมันจึงไปปลุกระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่รู้จักภายในร่างกายของเขาให้ตื่นขึ้น และเริ่มกระบวนการรักษาบาดแผลตามร่างกายอย่างรวดเร็ว
เมื่อตื่นขึ้นมาในช่วงเช้า เหยาเหล่ยก็ได้เปลี่ยนผ้าพันแผลให้เขาและพบว่าบาดแผลที่เคยมีหนองไหลออกมานั้นได้หยุดสนิทไปแล้ว และเริ่มมีการตกสะเก็ดแผลบางๆ ขึ้นมาปกคลุมแล้ว!
นี่คือความสามารถในการฟื้นตัวระดับไหนกันนะ!
เพียงแต่เหยาเหล่ยเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้
และไม่รู้ว่าทำไมก่อนหน้านี้หัวหน้าทีมถึงไม่สามารถหายเองได้จนตกอยู่ในสภาวะอันตรายขนาดนั้น แต่พอได้กินยาเข้าไปก็กลับฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป
จนกระทั่งถึงตอนเที่ยง หลี่ปั๋วเหวินก็คงสามารถลุกขึ้นนั่งและถือชามข้าวต้มกินเองได้แล้ว!
เมื่อได้รับสารอาหารเข้าไปในร่างกายมากขึ้น ใบหน้าที่เคยซีดเผือดของเขาก็เริ่มกลับมามีเลือดฝาดมากขึ้นเรื่อยๆ
นั่นทำให้เหยาเหล่ยที่ก่อนหน้านี้กังวลว่ายาจะมีไม่พอใช้กับหลี่ปั๋วเหวินเริ่มคลายกังวลลงไปได้จนเกือบหมด
จากความเร็วในการฟื้นตัวของเขา คาดว่าอีกเพียงหนึ่งถึงสองวันก็น่าจะลงจากเตียงเดินเหินได้แล้ว!
“ฉันรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ช่วงนี้ลำบากเธอมากนะ ไม่ต้องออกไปหาเสบียงแล้ว รอให้พรุ่งนี้ฉันฟื้นตัวได้มากกว่านี้อีกหน่อย ฉันก็น่าจะพอตามเธอออกไปหาทางกลับบ้านได้แล้ว!”
หลี่ปั๋วเหวินวางชามที่กินจนเกลี้ยงลง ลมหายใจของเขาดูดีขึ้นมากในขณะที่พูดกับเหยาเหล่ย
เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้ แต่เขาก็ทำได้เพียงยกความดีความชอบให้ยาที่เหยาเหล่ยนำกลับมาและมันอาจเกี่ยวข้องกับการที่เขาเป็นผู้วิวัฒนาการหรือการที่เคยฉีดดี-ซีรั่มจนมีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างที่ยังไม่ถูกค้นพบก็ได้
สรุปก็คือขอแค่รอดชีวิตมาได้ก็พอแล้ว
เพราะมันไม่มีใครอยากตายอยู่แล้ว
เหยาเหล่ยเองก็ย่อมตกลงตามนั้น
เสบียงที่ได้มาเมื่อวานแม้จะมีไม่มากนัก แต่ด้วยความเร็วในการกินของคนสองคนก็น่าจะยังพอประทังชีวิตไปได้อีกหลายวัน
รอให้หัวหน้าทีมฟื้นตัวได้มากกว่านี้ พวกเขาก็จะสามารถเริ่มออกเดินทางเพื่อตามหาเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ และหาทางกลับไปยังฐานลวี่หยวนได้แล้ว
ทันทีที่นึกถึงแม่และเพื่อนๆ ที่บ้าน เธอก็รู้สึกโหยหาจนแทบรอไม่ไหวแล้วเช่นกัน
อากาศข้างนอกเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ เธอเองก็ไม่อยากติดอยู่ในสถานที่แบบนี้เลย
ทั้งสองคนพูดคุยแลกเปลี่ยนสถานการณ์ในเมืองหย่งหัวกันเป็นระยะ หลี่ปั๋วเหวินจึงได้รู้ว่าเหยาเหล่ยได้ทำอะไรไปบ้างในช่วงหลายวันที่ผ่านมาในเมืองนี้
เพื่อช่วยชีวิตเขา เธอทุ่มสุดตัวจริงๆ
ในอนาคตตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ เขาก็จะไม่มีวันทำให้เธอเสียใจเด็ดขาด
เขาตัดสินใจแบบนี้อย่างเงียบๆ ในใจ
นี่คือคนที่เขาควรค่าแก่การฝากฝังชีวิตไว้ด้วย
เวลาก็ค่อยๆ ผ่านไปอย่างเงียบเชียบ
ในตอนที่เหยาเหล่ยคิดว่าวันนี้คงจะผ่านพ้นไปแบบนี้ ช่วงเวลาประมาณบ่ายโมงครึ่งก็ได้เกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น
“แกร๊ง แกร๊ง แกร๊ง...”
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังมาจากข้างนอกเข้าสู่หูของเหยาเหล่ย แม้แต่หลี่ปั๋วเหวินก็ยังมีแววตาที่เคร่งขรึมขึ้นและจ้องมองไปยังทิศทางนั้น!
“หัวหน้าทีมคะ! มันคือสัญญาณติดต่อที่ฉันเคยตกลงไว้กับพวกคนที่ไปสำรวจด้วยกันเมื่อวานค่ะ!”
เหยาเหล่ยจำเสียงนั้นได้ นี่คือเสียงเคาะที่ดังมาจากอาคารที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรซึ่งเธอเป็นคนกำหนดไว้เอง!
เธอเคยบอกพวกเสี่ยวเฟยและพี่ฉินไว้เพียงว่า หากต้องการตามหาเธอให้ไปเคาะประตูเหล็กที่อาคารหลังนั้น แล้วเธอจะออกไปพบเอง
ในฐานะสมาชิกทีมต่อสู้ของฐานลวี่หยวนที่มีความระมัดระวังสูง เธอย่อมไม่มีทางบอกที่พักของตัวเองออกไปเพียงเพราะพวกเขาเคยช่วยเหลือกันเพียงครั้งเดียว เธอจึงให้เพียงพื้นที่คร่าวๆ และวิธีการติดต่อไว้เท่านั้น
“ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นถึงได้มีคนตามมาหา! หัวหน้าคะ ฉันขอออกไปดูหน่อยนะคะ!”
เหยาเหล่ยตัดสินใจจะออกไปดู
การไปเสี่ยงภัยด้วยกันเมื่อวานทำให้เธอมีความประทับใจที่ดีต่อคนกลุ่มนั้น หากอีกฝ่ายมีเรื่องอะไรที่ต้องการความช่วยเหลือจากเธอ ถ้าอยู่ในขอบเขตที่เธอพอจะทำได้เธอก็ยินดีที่จะยื่นมือเข้าช่วย
แน่นอนว่ามันต้องเป็นเรื่องที่ไม่อันตรายร้ายแรงจนเกินไป