- หน้าแรก
- เกมผจญภัยผ่านตัวอักษรโลกพิศวง
- ตอนที่ 150 คำสาปเวทมนตร์ดำ
ตอนที่ 150 คำสาปเวทมนตร์ดำ
ตอนที่ 150 คำสาปเวทมนตร์ดำ
​อาจารย์วิเวียน?
​คำสรรพนามนี้ทำให้มู่โหยวตระหนักได้ว่า ทั้งสองคนดูเหมือนจะไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานในสมาคมศาสตร์เร้นลับธรรมดาๆ เสียแล้ว
​เมื่อมองดูหญิงชราที่น้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย ราวกับเด็กหญิงตัวน้อยที่ถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังมานานแสนนาน แล้วจู่ๆ ก็ได้พบกับผู้ปกครอง
​มู่โหยวถอยออกจากห้องอย่างเงียบๆ และปิดประตูห้องลง
​ไม่ว่าพวกเธอจะมีความสัมพันธ์กันอย่างไร การพบกันของเพื่อนเก่าสองคน ย่อมต้องมีเรื่องส่วนตัวมากมายที่อยากจะพูดคุยกัน การที่เขาอยู่ต่ออาจจะทำให้พวกเธอพูดคุยกันไม่สะดวกนัก
​"มู่โหยว คุณย่าล่ะ?"
​ที่หน้าประตู กลุ่มคนยังคงรออยู่ด้านนอก เมื่อเห็นเขาเดินออกมาต่างก็รีบเข้ามาล้อมรอบทันที หลินเสวี่ยถามขึ้นด้วยความร้อนใจ
​"ยังอยู่ข้างใน"
​มู่โหยวส่ายหน้าให้เธอ แล้วหันไปมองคนอื่นๆ "อย่าเพิ่งเข้าไปเลย ให้คนแก่อยู่พักผ่อนตามลำพังซักพักเถอะ"
​คนอื่นๆ ไม่มีใครคัดค้านเรื่องนี้ เมื่อครู่พวกเขาก็ได้ยินเสียงสะอื้นไห้แว่วมาจากในห้องอยู่บ้าง การเข้าไปตอนนี้คงไม่เหมาะนัก อีกอย่างหากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจริงๆ สัญญาณเตือนภัยในห้องก็ต้องดังขึ้นอยู่แล้ว
​"น้องชาย เมื่อกี้เธอใช้ยาอะไรน่ะ?" ชายวัยกลางคนที่พูดก่อนหน้านี้ขยับเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยถามเสียงเบา
​เมื่อคำนี้หลุดออกมา บรรยากาศรอบข้างก็เงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มตก ทุกคนต่างกำลังรอคอยคำตอบจากมู่โหยว
​"ตามฉันมา!"
​หลินเสวี่ยดึงแขนเสื้อของมู่โหยวทันที แล้วพาเขาเดินลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว จนพ้นจากตัววิลล่า
​มู่โหยวพบว่าหลินเสวี่ยมีสถานะที่ค่อนข้างพิเศษในบ้านหลังนี้ เพราะพวกผู้ใหญ่คนอื่นๆ ของตระกูลหลินในเวลานี้กลับไม่มีใครเอ่ยปากห้ามเลยสักคน ได้แต่มองดูทั้งสองคนเดินออกจากวิลล่าไปตาปริบๆ
​หลินเสวี่ยลากมู่โหยวมาที่สวนหย่อมข้างวิลล่า หาทำเลใต้ร่มไม้ที่ปลอดโปร่ง จากนั้นถึงได้มีโอกาสถามเขา "นายมีวิธีช่วยคุณย่าของฉันจริงๆ ใช่ไหม?"
​ต่อเรื่องนี้ มู่โหยวได้แต่ถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง แล้วส่ายหน้า
​เขาอยากจะบอกหลินเสวี่ยว่าช่วยได้มาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาช่วยไม่ได้
​เดิมทีมู่โหยวคิดว่าราศีมีนจะเป็นนักเวทที่แข็งแกร่ง และที่ล้มป่วยหนักปางตายเป็นเพราะถูกคำสาปบางอย่างหรือได้รับผลกระทบจากสิ่งอื่น
​จนกระทั่งได้พบกับหญิงชรา เขาถึงได้เข้าใจว่า นี่เป็นเพียงคนชราธรรมดาๆ คนหนึ่ง ทั่วทั้งร่างไม่มีความผันผวนของพลังเวทเลยแม้แต่น้อย และในผลึกสรรพรู้ก็ไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับโลกวิญญาณดาราเลย และสิ่งที่เธอพวพบเจออยู่ในตอนนี้ก็ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บทั่วไป แต่เป็นการหมดสิ้นอายุขัย
​ในฐานะชาวโลกวิญญาณดารา ราศีมีนไม่สามารถเข้าสู่เกมคนโง่ได้ จึงไม่สามารถรับอายุขัยผ่านทางเกมได้ เมื่ออายุขัยหมดลง นั่นก็คือหมดสิ้นลงจริงๆ
​ส่วนยาเวทมนตร์เมื่อครู่นี้ ก็แค่ช่วยขจัดความเจ็บปวดบนร่างกายของหญิงชราไปชั่วคราว เพื่อให้เธอได้สบายตัวขึ้นสักระยะ แต่ไม่ได้มีผลในการยืดอายุขัยเลย
​ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเป็นแค่เรื่องของอายุขัยก็ยังพอว่า รอบตัวมู่โหยวยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยยืดอายุขัยอย่างยูนิคอร์น และยังมีจอมเวทปรุงยาอย่างวิเวียน การปรุงยาเวทมนตร์ที่ช่วยยืดอายุขัยบางตัวออกมาจึงไม่ใช่เรื่องยากเลย
​ทว่า เมื่อครู่วิเวียนกลับไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย สิ่งนี้ทำให้มู่โหยวตระหนักได้ว่า ปัญหาของหญิงชราอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องอายุขัยเพียงอย่างเดียว
​เมื่อคิดได้ดังนี้ มู่โหยวจึงหันไปมองหลินเสวี่ย "ช่วงนี้คุณย่าของเธอได้ให้อะไรกับเธอไว้บ้างไหม?"
​หลินเสวี่ยได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป เธอพยักหน้าแล้วหยิบแหวนวงหนึ่งออกมาจากตัว "นี่คือแหวนที่คุณย่าให้ฉันเมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนที่ฉันกลายเป็นผู้เล่น..."
​มู่โหยวปรายตามอง แหวนวงนี้มีรูปแบบเหมือนกับแหวนราศีเมษทุกประการ สิ่งเดียวที่ต่างออกไปคือรูปสลักที่ส่วนยอดเปลี่ยนเป็นปลาสองตัวที่กำลังว่ายวน
​เป็นไปตามคาด หญิงชราได้ส่งต่อแหวนราศีมีนให้กับหลินเสวี่ยแล้วจริงๆ...
​"เธอยังไม่ได้เปิดใช้งานมันงั้นเหรอ?" มู่โหยวถาม
​หลินเสวี่ยส่ายหน้า มองดูแหวนในมือพลางถอนหายใจ "คุณย่าบอกให้ฉันรีบสวมมันไว้ แต่ฉันมักจะรู้สึกเสมอว่า เมื่อไหร่ที่ฉันสวมมัน มันจะเป็นช่วงเวลาที่คุณย่าจากฉันไป..."
​มู่โหยวย่อมรู้ดีว่าความรู้สึกของเธอนั้นไม่ผิด การสืบทอดผลึกศาสตร์เร้นลับที่สมบูรณ์ จะสามารถส่งต่อให้กับผู้สืบทอดคนต่อไปได้อย่างเป็นทางการ ก็ต่อเมื่อผู้ใช้ศาสตร์เร้นลับรุ่นก่อนหน้าได้เสียชีวิตลงแล้วเท่านั้น
​และการที่คุณย่าของเธอมอบแหวนให้กับหลินเสวี่ย ย่อมหมายความว่าเธอได้เตรียมใจเผชิญหน้ากับความตายไว้ตั้งนานแล้ว
​"อันที่จริงบางครั้ง ความตายสำหรับบางคนก็ไม่ใช่เรื่องที่เจ็บปวดอะไร การมีชีวิตอยู่ต่อไปต่างหากที่ทำให้พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมาน ความตายกลับถือเป็นการปลดปล่อยรูปแบบหนึ่ง" มู่โหยวหันไปมองหลินเสวี่ยแล้วกล่าวอย่างจริงจัง
​มู่โหยวดูออกว่า ตอนที่หญิงชราได้พบกับวิเวียนเมื่อครู่นี้ แววตาของเธอไม่ได้เผยให้เห็นแค่ความดีใจของการพบกันใหม่ของเพื่อนเก่าเท่านั้น แต่ยังมีความรู้สึกปลดเปลื้องราวกับยกภูเขาออกจากอก ซึ่งจุดนี้เหมือนกับตอนที่เขาได้พบกับวิเวียนเป็นครั้งแรกไม่มีผิด ตอนนั้นวิเวียนก็แสดงออกถึงความปลอดโปร่งที่ได้ละทิ้งภาระทุกอย่างไปเช่นกัน
​สำหรับคนที่ใช้ชีวิตมาอย่างยาวนานเช่นพวกเธอ เป้าหมายเดียวของการมีชีวิตอยู่ก็เหลือเพียงแค่การส่งต่อการสืบทอด เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้ว พวกเธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความตายได้อย่างสงบทุกเมื่อ
​หลินเสวี่ยจ้องมองมู่โหยวอย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาทันทีว่า "คุณย่าเคยบอกว่า เธอเอาแต่รอคอยคนคนหนึ่งปรากฏตัว ตอนนี้ดูเหมือนว่า คนที่เธอรอก็คือนายนี่เอง"
​"ไม่ ไม่ใช่ฉัน..."
​มู่โหยวส่ายหน้าอย่างนึกขำ "คนที่คุณย่าของเธอรอก็คือ แอนโธนี วิเวียน ต่างหาก"
​"แอน... โธนี?"
​"อืม เป็นอาจารย์ของฉัน และก็น่าจะเป็นทั้งอาจารย์และเพื่อนของคุณย่าเธอด้วย"
​"ช่วยเล่าเรื่องของคนคนนี้ให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม?" หลินเสวี่ยคิดทบทวนแล้วถามขึ้น
​"ได้สิ"
​มู่โหยวไม่ได้ปิดบังอะไร เขาอธิบายเรื่องราวของวิเวียน สมาคมศาสตร์เร้นลับ และความลับของผู้ใช้ศาสตร์เร้นลับทั้งสิบสองคนให้เธอฟังอย่างละเอียด ถือโอกาสเล่าเหตุการณ์ในสมาคมศาสตร์เร้นลับสองสามครั้งก่อนหน้านี้ให้ฟังคร่าวๆ ด้วย
​หลินเสวี่ยกำลังจะกลายเป็นผู้สืบทอดของราศีมีนในไม่ช้า เรื่องราวเหล่านี้เธอจึงมีสิทธิ์ที่จะได้รับรู้
​"ที่แท้... เป็นแบบนี้เองเหรอ..."
​หลังจากหลินเสวี่ยฟังจบ ดวงตาก็เริ่มแดงระเรื่อ
​ด้วยความฉลาดของเธอ หลังจากฟังความลับเหล่านี้จบ ย่อมคาดเดาผลลัพธ์ที่น่าจะเกิดขึ้นมากที่สุดต่อจากนี้ได้ การจากไปของคุณย่าดูเหมือนจะเป็นความจริงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกแล้ว
​แน่นอนว่าเธอไม่ได้แสดงความโศกเศร้าจนเกินไป เพราะจากคำบอกเล่าของมู่โหยว เธอเข้าใจได้อย่างเลือนลางแล้วว่า นี่คือทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับคุณย่า
​ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของหลินเสวี่ยก็ดังขึ้นมาหนึ่งครั้ง
​เธอหยิบออกมาดู แล้วหันไปมองมู่โหยว "คุณย่าเรียกพวกเรากลับไป"
​"อืม"
​ทั้งสองคนจึงเดินกลับไปที่วิลล่าอีกครั้ง ภายใต้สายตาของคนอื่นๆ พวกเขาเดินตรงเข้าไปในห้องผู้ป่วยบนชั้นสองแล้วปิดประตูลง
​บนเตียงผู้ป่วย ในเวลานี้อารมณ์ของคุณย่าของหลินเสวี่ยได้สงบลงแล้ว และสภาพร่างกายก็ดูดีขึ้นมาก เธอกำลังมองดูทั้งสองคนที่เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มอันเมตตา
​วิเวียนยังคงยืนอยู่หน้าตู้ข้างเตียง มู่โหยวสังเกตเห็นว่า พลังเวทในร่างกายของเธอเพิ่งจะถูกใช้ไปบ้าง ดูท่าทางเธอคงจะใช้กลวิธีบางอย่างเพื่อช่วยให้ความเจ็บป่วยของหญิงชราคงที่ลง
​เมื่อทั้งสองคนเดินมาหยุดที่ข้างเตียงผู้ป่วย หญิงชราก็มองดูมู่โหยวอย่างอ่อนโยนแล้วพูดว่า "เด็กน้อย เธอมีคำถามอะไรที่อยากจะถามก็ถามมาเถอะ ฉันจะพยายามตอบให้เต็มที่"
​มู่โหยวพยักหน้า เขามีข้อสงสัยมากมายที่ติดค้างอยู่เป็นเวลานานจริงๆ ในเวลานี้เขาไตร่ตรองเล็กน้อยก่อนจะเปิดปาก "ผมอยากรู้ว่า ทำไมผู้ใช้ศาสตร์เร้นลับทั้งสิบสองคน ถึงต้องตามหาคนโง่มาเป็นผู้สืบทอด?"
​คำถามนี้อันที่จริงยังรวมถึงคำถามแฝงอีกข้อหนึ่งด้วยว่า: ทำไมผู้ใช้ศาสตร์เร้นลับที่แข็งแกร่งขนาดนั้นทั้งสิบสองคน สุดท้ายแล้วถึงต้องเดินไปสู่จุดจบแห่งความตายกันหมด...
​"หึๆ เรื่องนี้จะว่าไปก็เข้าใจได้ไม่ยากหรอก อันที่จริงแล้วมันเป็นเพราะคำสาปของเวทมนตร์ดำน่ะ" หญิงชรายิ้มแล้วกล่าว
​"คำสาป?"
​มู่โหยวฟังแล้วกลับรู้สึกสับสนเล็กน้อย "คำสาปจากการสูญเสียการควบคุม ไม่ใช่ว่าถูกแก้ไขไปได้ด้วยการคิดค้นผลึกศาสตร์เร้นลับแล้วไม่ใช่เหรอ?"
​คำสาปของเวทมนตร์ดำจะเจาะจงไปที่ 'การสูญเสียการควบคุม' ซึ่งหลังจากสูญเสียการควบคุมแล้ว ผู้ร่ายคาถาก็จะกลายร่างเป็นมอนสเตอร์บางชนิดไปตลอดกาล
​ทว่าการมีอยู่ของผลึกศาสตร์เร้นลับ ตัวมันเองก็ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียการควบคุมอยู่แล้ว มันช่วยให้ทุกคนสามารถใช้เวทมนตร์ดำได้อย่างปลอดภัยและมั่นคงโดยไม่มีผลข้างเคียง มู่โหยวจึงยังไม่ค่อยเข้าใจว่าคำสาปที่หญิงชราพูดถึงหมายถึงอะไร
​"การสูญเสียการควบคุมเป็นเพียงคำสาปภายนอกเท่านั้น การใช้เวทมนตร์ดำ ยังมีคำสาปอีกรูปแบบหนึ่งที่ซ่อนอยู่ลึกยิ่งกว่า" ในตอนนั้นเอง วิเวียนที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยขึ้น
​"อะไรเหรอ?"
​"ความเป็นมนุษย์"
​หญิงชราถอนหายใจแล้วพูดว่า "เวทมนตร์ดำคือวิถีทางในการควบคุมพลังอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ทุกครั้งที่ใช้เวทมนตร์ดำ ผู้ร่ายคาถาจะถูกกฎเกณฑ์ของธรรมชาติกัดเซาะ ส่งผลให้สูญเสีย 'ความเป็นมนุษย์' ไปส่วนหนึ่ง แม้ว่าปริมาณที่สูญเสียไปในแต่ละครั้งจะน้อยมากจนยากจะตรวจพบ แต่เมื่อใช้มันมากขึ้น ความเป็นมนุษย์ที่สูญเสียไปก็สะสมจนถึงระดับหนึ่ง มนุษย์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในเวลาอันสั้น กลายเป็นคนเย็นชา สูญเสียเหตุผลและความรู้สึกที่ปกติไป ในขณะเดียวกันก็จะเริ่มลุ่มหลงในความนองเลือดและการเข่นฆ่าอย่างถึงที่สุด"
​"และซ้ำร้ายการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ เพราะภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มนุษย์จะยิ่งพึ่งพาเวทมนตร์ดำมากขึ้น ระดับการสูญเสียความเป็นมนุษย์มีแต่จะยิ่งฝังลึกขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันที่ความเป็นมนุษย์ดับสูญไปอย่างสิ้นเชิง แล้วกลายไปเป็นทาสของกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เป็นเครื่องจักรสังหารที่แท้จริง..."
​"ยังมีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?"
​มู่โหยวฟังแล้วถึงกับอึ้งไป
​จู่ๆ เขาก็นึกถึงตอนที่ตัวเองสังหารพ่อมดอ้วนคนนั้นที่ริมทะเล นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาฆ่าคนอย่างเห็นได้ชัด แต่เขากลับไม่มีความผันผวนทางจิตใจเลยแม้แต่น้อย ความสงบนิ่งนั้นทำให้ตัวเขาเองยังรู้สึกไม่ปกติ
​เมื่อมาลองคิดดูในตอนนี้ หรือว่าในตอนนั้น ตัวเขาเองก็ได้รับผลกระทบจากเวทมนตร์ดำ และสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปบางส่วนแล้วเช่นกัน?
​"ใช่แล้ว"
​วิเวียนเอ่ยรับคำ "แรกเริ่มเดิมที พวกเราเองก็ไม่รู้ว่าเวทมนตร์ดำยังมีผลกระทบที่ซ่อนอยู่แบบนี้ และกว่าพวกเราจะพบความผิดปกติ ทุกอย่างมันก็สายเกินไปแล้ว ในตอนนั้นพวกเราทั้งสิบสองคนต่างก็ถูกเวทมนตร์ดำกลืนกินความเป็นมนุษย์ไปมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว แม้ว่านับตั้งแต่นั้นมา พวกเราจะจงใจลดปริมาณการใช้เวทมนตร์ดำลง แต่นั่นก็ทำได้เพียงแค่ช่วยยืดเวลาความตายของพวกเราออกไปได้เล็กน้อยเท่านั้น"
​"ถ้าอย่างนั้นพวกเรา..."
​มู่หโยวอองดูทั้งสองคนด้วยความแปลกใจ หากเวทมนตร์ดำมีผลกระทบแบบเดียวกันนี้ต่อตัวเขาและหลินเสวี่ย วิเวียนก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่บอกเขา และคุณย่าของหลินเสวี่ยก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะทำร้ายหลานสาวแท้ๆ ของตัวเอง ด้วยการเป็นฝ่ายส่งต่อการสืบทอดให้เธอ
​"วางใจเถอะ คำสาปของเวทมนตร์ดำ ไม่มีผลกับพวกเจ้าหรอก"
​วิเวียนส่ายหน้าแล้วพูดว่า "หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ ความเป็นมนุษย์ที่พวกเจ้าคนโง่สูญเสียไป สามารถเติมเต็มกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็วในชีวิตประจำวัน ดูเหมือนว่านี่จะเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของสายเลือดคนโง่ของพวกเจ้า และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงต้องดั้นด้นตามหาคนโง่มาเป็นผู้สืบทอด เวทมนตร์ดำจะมีผลเป็นเวทมนตร์ที่ไร้พิษภัยอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่ออยู่กับพวกเจ้าคนโง่เท่านั้น" วิเวียนกล่าว
​"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง..."
​ในที่สุดมู่โหยูก็ตระหนักถึงข้อสงสัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้ได้เสียที
​หญิงชราเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมาในเวลานี้ "หลังจากค้นพบคำสาปนี้ พวกเราทั้งสิบสองคนได้ตกลงสัญญากันไว้ว่า ก่อนที่แต่ละคนจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ส่วนสุดท้ายไป จะต้องทิ้งการสืบทอดไว้ให้คนรุ่นหลัง จากนั้นก็จบชีวิตตัวเอง"
​"อาจารย์วิเวียนและผู้ใช้ศาสตร์เร้นลับคนอื่นๆ อีกสิบเอ็ดคน ต่างก็ได้ทิ้งการสืบทอดไว้ในโลกวิญญาณดาราก่อนตาย มีเพียงฉันคนเดียวที่โชคดีหนีมายังดินแดนที่ถูกลืม ฉันลืมเลือนเวทมนตร์ทั้งหมด ผนึกผลึกศาสตร์เร้นลับ ละทิ้งสถานะในอดีต และพยายามกลมกลืนไปกับชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่ หลังจากปรับตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่หลายปี ในที่สุดถึงได้หยุดยั้งการสูญเสียความเป็นมนุษย์เอาไว้ได้"
​"ต่อมาฉันได้สร้างครอบครัวขึ้นที่นี่ และคิดจะทิ้งการสืบทอดไว้ให้คนรุ่นหลัง แต่เมื่อเด็กๆ ลืมตาดูโลก ฉันถึงได้พบว่า พวกเขายังคงมีสายเลือดครึ่งหนึ่งของโลกวิญญาณดารา และยังคงได้รับผลกระทบจากคำสาปของเวทมนตร์ดำอยู่ดี เมื่อไม่มีทางเลือก ฉันทำได้เพียงตั้งหน้าตั้งตารอคอยการถือกำเนิดของรุ่นต่อไป... โชคดีที่ในบรรดาเด็กๆ รุ่นต่อมา ในที่สุดก็มีคนโง่ที่มีเงื่อนไขตรงตามการเป็นผู้สืบทอดปรากฏขึ้น"
​"คนคนนั้น... ก็คือหนูงั้นเหรอ?" หลินเสวี่ยตะลึงไป