- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 949 อาจารย์ลุงจะได้ไปอเมริกาหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับนายแล้ว
บทที่ 949 อาจารย์ลุงจะได้ไปอเมริกาหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับนายแล้ว
บทที่ 949 อาจารย์ลุงจะได้ไปอเมริกาหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับนายแล้ว
พอออกมาจากภัตตาคารเฉิงตู ฟางอี้เฟยก็ขี่มอเตอร์ไซค์โดยมีเซี่ยวเหล่ยซ้อนท้ายนำหน้าไปก่อน ส่วนโจวเยี่ยนก็ปั่นจักรยานยี่สิบแปดนิ้วตามหลังไปติด ๆ ถนนในเมืองใหญ่นี่มันเรียบดีจริง ๆ จักรยานปั่นได้เร็วถึงสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว
ส่วนเหตุผลที่ต้องปั่นเร็วถึงสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงน่ะเหรอ ก็ต้องไปถามตาลุงสองคนที่ขี่อยู่ข้างหน้านั่นแหละ
บิดมอเตอร์ไซค์ไม่เหนื่อยอยู่แล้วล่ะ นี่ก็ไม่คิดสนความเป็นความตายของเขาเลยจริง ๆ
ช่วยไม่ได้ โจวเยี่ยนเป็นเด็กหนุ่มอายุยี่สิบเอ็ด จะให้ไปบังคับอาจารย์ลุงฟางปั่นจักรยานตามหลังได้ยังไงล่ะ ดังนั้นพอถึงลานจอดรถ ฟางอี้เฟยบอกว่าขี่มอเตอร์ไซค์เป็น โจวเยี่ยนก็เลยต้องลดระดับมาปั่นจักรยานแทน
โชคดีที่เฉิงตูในยุคนี้ยังไม่ได้ขยายตัวออกไปมากนัก เขตเมืองหลักยังอยู่ในวงแหวนรอบที่หนึ่ง แม้แต่แถบถนนสุ่ยเหนี่ยนเหอก็ยังถูกเรียกว่าเขตตะวันออกแล้ว ปั่นตามถนนตงเฟิงไปสวนสาธารณะประชาชนระยะทางไม่ถึงห้ากิโลเมตร สำหรับโจวเยี่ยนแล้วสบายมาก
เดิมทีโจวเยี่ยนยังกังวลว่าจะหาทางไม่เจอ แต่พอปั่นมาตลอดทาง ก็พบว่าทิวทัศน์รอบ ๆ ยังพอมีจุดที่คุ้นเคยอยู่บ้าง ก็เลยค่อย ๆ ลดความเร็วลง จะได้ไม่เหงื่อท่วมตัวตอนไปถึงให้รู้สึกไม่สบายตัว
ระหว่างทางยังปั่นผ่านจัตุรัสเทียนฝู่ ผู้คนพลุกพล่าน เสียงดังจอแจ คึกคักสุด ๆ ไปเลย
พอโจวเยี่ยนปั่นจักรยานมาถึงสวนสาธารณะประชาชน ฟางอี้เฟยกับเซี่ยวเหล่ยก็ไปรออยู่ที่หน้าประตูสวนสาธารณะแล้ว
ฟางอี้เฟยนั่งคร่อมอยู่บนมอเตอร์ไซค์ บนสันจมูกสวมแว่นตากันแดดทรงนักบิน มีหญิงสาววัยรุ่นสองสามคนยืนล้อมรอบรถอยู่ กำลังคุยกับเขาอย่างสนุกสนาน ส่วนเซี่ยวเหล่ยยืนมือตกอยู่ข้าง ๆ เหมือนลูกกระจ๊อกไม่มีผิด
ภาพตรงหน้าทำเอาโจวเยี่ยนอดขำไม่ได้ ต้องยอมรับเลยว่าอาจารย์ลุงฟางคนนี้มีของจริง ๆ แฮะ
“อาจารย์ อาจารย์ลุง” โจวเยี่ยนจอดจักรยานไว้ข้างมอเตอร์ไซค์ แล้วเอ่ยทักทายทั้งสองคน
บรรดาสาว ๆ ได้ยินเสียงก็หันมามอง พอเห็นหน้าตาของโจวเยี่ยน ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
“มาแล้วเหรอ จอดรถเสร็จก็เข้าไปข้างในกันเถอะ” ฟางอี้เฟยลงจากรถ สีหน้ามีความจนปัญญาแฝงอยู่เล็กน้อย ประสบการณ์และความสุขุมเยือกเย็น พอมาอยู่ต่อหน้าความหนุ่มความหล่อ ก็กลายเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไปเลย
ไอ้เด็กคนนี้ พาออกไปข้างนอกด้วยไม่ได้เด็ดขาด!
สวนสาธารณะประชาชนในยุคนี้ยังมีกำแพงล้อมรอบอยู่ จะเข้าไปต้องซื้อตั๋วด้วย ประตูใหญ่เป็นซุ้มประตูแบบจีน อิฐสีเทาเสาสีแดง ป้ายชื่อเขียนไว้ว่า ‘สวนสาธารณะประชาชน’ หน้าประตูมีแผงลอยตั้งอยู่เต็มไปหมด มีทั้งขายสายไหม น้ำตาลปั้นเสี่ยงทาย แล้วก็มีคนแบกไม้ที่เสียบถังหูลู่เต็มไปหมดเดินเร่ขายด้วย
โรงเรียนยังไม่เปิดเทอม เด็ก ๆ วิ่งเล่นกันเต็มไปหมด คึกคักมากทีเดียว
โจวเยี่ยนเอาจักรยานไปจอดที่ลานจอดรถ จ่ายเงินไปหนึ่งเหมา ได้รับตั๋วใบเล็กมาสองใบ
ใครบอกว่าจอดจักรยานไม่ต้องเสียค่าจอด? ยุค 80 ก็เก็บค่าจอดแล้วนะ!
ค่าเข้าสวนสาธารณะคนละหนึ่งเหมา
“พี่ชาย ตั๋วเข้าสวนสาธารณะนี่ขึ้นราคาด้วยเหรอ?” ฟางอี้เฟยจ่ายเงิน พูดยิ้ม ๆ ว่า “เมื่อปีก่อนยังแค่ห้าเฟินเอง หนึ่งเหมานี่ไปจิบชาซานฮวาที่ร้านเฮ่อหมิงได้แก้วนึงเลยนะ”
“ปีนี้หนึ่งเหมาจิบชาซานฮวาไม่ได้แล้วล่ะ ต้องสองเหมาแล้ว” ลุงยามเฝ้าประตูหัวเราะ
ฟางอี้เฟยหัวเราะ เดินนำเข้าไปในสวนสาธารณะ
สวนสาธารณะประชาชน หรือที่ชาวเฉิงตูรุ่นเก่าเรียกว่า สวนสาธารณะเซ่าเฉิง สร้างขึ้นในปี 1911 เป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของมณฑลเสฉวนในยุคใกล้ จนถึงตอนนี้ก็ยังเหลือเวลาอีกยี่สิบกว่าปีกว่าจะครบหนึ่งร้อยปี แต่โจวเยี่ยนเคยเห็นสภาพของมันในอีกหนึ่งร้อยปีให้หลังมาแล้ว
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในจุดเช็กอินสำคัญของเขตเมืองหลัก ทุกครั้งที่มีเพื่อนมาเที่ยวเฉิงตู โจวเยี่ยนก็มักจะพาไปเช็กอินที่ศูนย์วิจัยแพนด้า กระท่อมตู้ฝู่ สวนสาธารณะประชาชน ซอยกวนจ๋าย ก้นแพนด้าที่ถนนชุนซี แล้วก็กำแพงเมืองเฉิงตูที่ความทรงจำแห่งเขตตะวันออก
เมื่อเทียบกับสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ แล้ว สวนสาธารณะประชาชนยังมีความเป็นพุทธพาณิชย์ไม่ค่อยสูงนัก ในร้านน้ำชาเฮ่อหมิงก็ยังพอจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเฉิงตูในอดีตได้อยู่บ้าง
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลอดผ่านกิ่งก้านใบที่บางตาของต้นรวงผึ้งเก่าแก่ในสวนสาธารณะประชาชน ทอดเงากิ่งไม้หลากหลายรูปทรงลงบนถนนอิฐสีเทา
พอเดินเข้าประตูสวนสาธารณะ ก็ได้ยินเสียงเก้าอี้ไม้ไผ่กระทบกันดังเอี๊ยดอ๊าดผสมกับเสียงฝาถ้วยชากระทบกันเบา ๆ ดังแว่วมาตามสายลม ใต้เสาสีแดงของร้านน้ำชาเฮ่อหมิง มีเก้าอี้เอนหลังไม้ไผ่วางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ลูกค้าที่มาจิบชาบ้างก็นั่งไขว่ห้าง บ้างก็นั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ
“ศิษย์พี่ ฉันจะบอกให้นะ เวลาออกไปข้างนอก จะพูดจะทำอะไรกับพวกสาว ๆ ก็ระวังหน่อยล่ะ ที่นี่ไม่ใช่เมืองนอกนะ อย่าทำอะไรส่งเดชเชียว เผลอแป๊บเดียวเดี๋ยวก็โดนจับเข้าตารางหรอก” เซี่ยวเหล่ยพร่ำบ่นเตือนสติฟางอี้เฟย
“ฉันรู้หรอกน่า ฉันก็แค่ชอบคุยกับสาว ๆ ให้พอชุ่มชื่นหัวใจเท่านั้นแหละ แต่ฉันเป็นคนมีหลักการนะ อายุน้อยไม่ยุ่ง มีผัวแล้วไม่ยุ่ง ไม่รู้ที่มาที่ไปก็ไม่นอนด้วย” ฟางอี้เฟยหัวเราะ “เขาเป็นฝ่ายเข้ามาทักทายก่อน จะไม่ให้ฉันคุยด้วยได้ยังไงล่ะ แบบนั้นก็ดูไร้มารยาทแย่สิ ถ้าฉันสนใจจริง ๆ ฉันคงให้เลขห้องพักพวกเธอไปแล้วล่ะ คนอย่างฉันน่ะ เจ้าชู้แต่ไม่มักมากนะ เลือกกินเหมือนกันแหละ”
เซี่ยวเหล่ยขมวดคิ้วมุ่น กึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ
“ช่างเถอะ พูดกับคนกลัวเมียอย่างนายไปก็คงไม่เข้าใจหรอก” ฟางอี้เฟยส่ายหน้า เอ่ยถามยิ้ม ๆ “เจ้าหิน นายจะคุยกับสาวอื่นสักคำต้องไปรายงานตงเหมยก่อนหรือเปล่าเนี่ย?”
เซี่ยวเหล่ยทำสีหน้าจริงจัง “พูดจาเหลวไหล! อยู่บ้านฉันก็เป็นใหญ่เหมือนกันนะโว้ย ปกติเรื่องใหญ่ ๆ ในบ้านฉันเป็นคนจัดการทั้งนั้นแหละ”
ฟางอี้เฟยพยักหน้า “ตงเหมยสั่งซ้ายนายก็ไม่กล้าไปขวาสินะ? ฉันรู้หรอกน่า ผ่านมาตั้งหลายปี บ้านนายก็ไม่เคยมีเรื่องใหญ่โตอะไรเกิดขึ้นเลยนี่นา”
เซี่ยวเหล่ย: “…”
“ฉันจะพูดอีกครั้งนะ ตอนเย็นพวกเราจะไปเต้นรำกันที่ฟลอร์เต้นรำ จะไม่พาอาจารย์โจวไปเด็ดขาด นายดูพวกสาว ๆ เมื่อกี้สิ ตอนแรกก็คุยกับฉันดี ๆ อยู่หรอก พอเห็นอาจารย์โจวเข้าหน่อย วิญญาณก็แทบจะหลุดลอยตามไปแล้ว ไอ้หนุ่มนี่หน้าตาหล่อไม่พอนะ ยังตัวสูงอีกต่างหาก เหมือนฉันตอนหนุ่ม ๆ ไม่มีผิดเลย” ฟางอี้เฟยกอดคอเซี่ยวเหล่ยแล้วบอก
เซี่ยวเหล่ยเหลือบมองเขา เบ้ปาก “ฉันเคยเห็นหน้านายตอนหนุ่ม ๆ มาแล้วนะ นอกจากปากหวานกว่าอาจารย์โจวแล้ว หน้าตานายเทียบกับอาจารย์โจวเนี่ย ยังห่างชั้นกันตั้งเยอะ”
“พูดจาเหลวไหล! ถ้าพูดถึงหน้าตา ฉันคือหน้าตาของพ่อครัวสายตระกูลข่งรุ่นที่สามเชียวนะ!” ฟางอี้เฟยหัวเราะ “เดี๋ยวเราพาอวิ้นเหลียงไปด้วยก็แล้วกัน สองปีมานี้เขาชักจะหัวล้านแล้ว แบบนี้พวกเราสองคนจะได้ดูหนุ่มขึ้นไง”
“มีเหตุผล” เซี่ยวเหล่ยพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
อนุสาวรีย์วีรชนขบวนการพิทักษ์ทางรถไฟฐานหินสีเทายังคงตั้งตระหง่านอยู่กลางจัตุรัส สายตาของโจวเยี่ยนกวาดมองไปที่มุมหนึ่งของสวนสาธารณะ ที่ตรงนั้นมีคุณลุงสองสามคนกำลังนั่งสีซอเอ้อหูประชันฝีมือกันอยู่ มุมหาคู่ในความทรงจำยังไม่โผล่มาให้เห็น
ก็เหมือนกับมุมหาคู่ตามสวนสาธารณะในเมืองใหญ่ ๆ ทั่วไปนั่นแหละ มุมหาคู่ที่สวนสาธารณะประชาชนนอกจากจะใช้สำหรับหาคู่แล้ว ก็ยังเป็นจุดเช็กอินท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกด้วย
ก็พวกคนโสดน่ะ ล้วนแต่อยากจะมาดูเกณฑ์การหาคู่ของเพื่อนร่วมชะตากรรมกันทั้งนั้นแหละ จะได้รู้ว่าเรตติ้งของตัวเองเป็นยังไงบ้าง
จะว่าไปแล้ว เมื่อเทียบกับข้อกำหนดที่เข้มงวดของมุมหาคู่ในปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ มุมหาคู่ของสวนสาธารณะประชาชนมักจะมีคนประหลาด ๆ โผล่มาให้เห็นอยู่บ่อย ๆ คำแนะนำตัวกับเกณฑ์ที่เขียนเอาไว้ ทำเอาโจวเยี่ยนหัวเราะได้เป็นครึ่งค่อนวันเลย
คราวก่อนเขาเห็นคำแนะนำตัวของคนหนึ่งเขียนไว้ข้อหนึ่งว่า: ผักบุ้งหนึ่งกำแบ่งกินสองมื้อ
แถมยังมีคุณตากระดูกเหล็กวัย 77 ปี บุกเดี่ยวมาหาคู่ที่มุมหาคู่นี่ด้วย
เด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลาอย่างโจวเยี่ยน พอโผล่หน้ามาปุ๊บก็โดนบรรดาคุณป้าคุณน้ารุมล้อมปั๊บ ได้รับการปฏิบัติราวกับดาราดังเลยทีเดียว แถมยังมีบางคนถึงกับดึงตัวเขาไว้แล้ววิดีโอคอลหาลูกสาวตัวเองตรงนั้นเลยด้วยซ้ำ จนตอนหลังเวลาโจวเยี่ยนพาเพื่อนมาจิบชาที่นี่ก็ต้องคอยเดินหลบ ๆ ซ่อน ๆ เอา
ส่วนพวกประวัติที่ระบุว่าเพศชาย สเปกคือผู้ชายตามที่เขาลือกันในอินเทอร์เน็ตน่ะ เขาไม่เคยเห็นหรอกนะ คงจะเป็นแค่ความเชื่อผิด ๆ ซะมากกว่า
“ไปกันเถอะ ไปจิบชาที่ร้านน้ำชาเฮ่อหมิงกัน” เห็นได้ชัดว่าฟางอี้เฟยคุ้นเคยกับสวนสาธารณะประชาชนเป็นอย่างดี เดินนำทุกคนตรงไปที่ร้านน้ำชาเฮ่อหมิง แล้วก็เลือกที่นั่งรับแดดให้ตัวเอง
วันนี้อากาศดี แดดออก ลานกว้างกลางแจ้งมีลูกค้ามานั่งจิบชากันเต็มไปหมด
โต๊ะไม้สี่เหลี่ยม เก้าอี้ไม้ไผ่ตัวเล็ก ถ้วยชาแบบมีฝาปิดเหมือนกันหมด ตรงมุมกำแพงมีกระติกน้ำร้อนวางเรียงรายอยู่ กลิ่นอายที่คุ้นเคยยังคงอยู่ครบถ้วน
“ทั้งสามท่านจะรับชาอะไรดีคะ?” ทั้งสามคนเพิ่งจะนั่งลง ก็มีคุณป้าคนหนึ่งเดินเข้ามาถาม
ฟางอี้เฟยตอบ “ขอชาซานฮวาสามแก้ว แล้วก็เอาถั่วลิสงกับเมล็ดทานตะวันมาให้อย่างละจานด้วยนะ”
“ได้เลยค่ะ” คุณป้ารับคำ รีบสาวเท้าเดินจากไป
ไม่นานก็มีพนักงานถือกระติกน้ำทองแดง ยกถ้วยชาแบบมีฝาปิดสามใบเดินเข้ามา วางลงบนโต๊ะตัวเล็ก เปิดฝาถ้วยออก ด้านในมีใบชามะลิใส่เตรียมไว้แล้ว ตวัดข้อมือเบา ๆ น้ำเดือดก็ถูกเทลงในถ้วยชาอย่างแม่นยำ ไม่กระเด็นออกมาแม้แต่หยดเดียว ใบชาค่อย ๆ บานออกที่ก้นถ้วยลายคราม กลิ่นหอมของดอกมะลิผสมผสานกับไอน้ำลอยคละคลุ้งไปทั่ว
“โอ้โฮ ยอดไปเลย!” เด็กผู้หญิงโต๊ะข้าง ๆ ปรบมือเกรียวกราว
“อืม มีฝีมือพอตัวเลยนะเนี่ย” ฟางอี้เฟยก็หัวเราะเหมือนกัน
พนักงานยิ้มกว้าง ร้องบอกเสียงดัง “เชิญตามสบายครับ” แล้วก็หันไปโต๊ะตัวต่อไป
โจวเยี่ยนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้ไผ่ แสงแดดอุ่น ๆ ในฤดูหนาวสาดส่องลอดผ่านกิ่งไม้มากระทบใบหน้า รู้สึกอบอุ่นสบายตัว เสียงชาวเฉิงตูรุ่นเก่านั่งคุยกันอย่างออกรสออกชาติดังแว่วเข้าหูมาตลอด พูดสามประโยคก็ต้องมีคำว่า ‘ไอ้ลูกหมา’ ‘บ้าบอ’ ‘ข้า’ โผล่มาให้ได้ยินเต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของเฉิงตู
ใต้ต้นหลิวริมทะเลสาบ มีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งยอง ๆ ดูเรือพายอยู่ เรือลำเล็กโคลงเคลงไปมาบนผิวน้ำเบา ๆ มีทั้งครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกกำลังใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกัน แล้วก็มีคู่รักกำลังนั่งจิบชาคุยกันกระหนุงกระหนิง พอเอนหลังพิงเก้าอี้ ก็รู้สึกเหมือนว่าโลกหมุนช้าลงไปในพริบตา
ฟางอี้เฟยหยิบเมล็ดทานตะวันขึ้นมาแทะ นั่งไขว่ห้าง หัวเราะร่วน “เดินทางไปมาทั่วโลก เมืองหลวง ฮ่องกงก็ไปมาแล้ว เมืองใหญ่พวกนี้น่ะ ถ้าจะพูดถึงความสบายแล้วล่ะก็ ยังไงเฉิงตูก็สบายที่สุด นายดูสิ ชาซานฮวาแก้วละสองเหมา กับเมล็ดทานตะวันจานนึง ก็สามารถนั่งคุยเล่นอยู่ที่นี่ได้ทั้งบ่ายแล้ว”
เรื่องนี้โจวเยี่ยนก็เห็นด้วยนะ ที่เขาเลือกจะอยู่เฉิงตูต่อหลังจากเรียนจบ นอกจากจะเป็นเพราะเขาทำช่องทำอาหารเสฉวนจนโด่งดังแล้ว เหตุผลรองลงมาก็คือเมืองเฉิงตูแห่งนี้ให้ความรู้สึกสบายและผ่อนคลายมากกว่า จังหวะชีวิตที่เชื่องช้าและกลิ่นอายแห่งชีวิตของที่นี่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มักจะทำให้สัมผัสได้ถึงความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตได้เสมอ ขอแค่ไม่ไปตามสถานที่ท่องเที่ยว การกินข้าวก็ยังถือว่าราคาถูกมาก พวกสตรีทฟู้ดตามชุมชน หรือหม้อไฟแบบดั้งเดิม มักจะสร้างความประหลาดใจให้คุณได้เสมอ
เซี่ยวเหล่ยกับฟางอี้เฟยสองศิษย์พี่ศิษย์น้องนั่งคุยกันอย่างออกรสออกชาติ ส่วนใหญ่ฟางอี้เฟยจะเป็นคนเล่าประสบการณ์ที่ไปอยู่เมืองนอกมาตลอดสองปีนี้ให้ฟัง สอดแทรกเรื่องราววิถีชีวิตและวัฒนธรรมพื้นบ้าน รวมถึงรีวิวสาวงามจากที่ต่าง ๆ เข้าไปด้วย ช่างแตกต่างจากภาพในจินตนาการที่ว่าเวลาพ่อครัวมาเจอกันจะต้องมาประชันฝีมือกัน เอะอะก็ต้องสอนบทเรียนให้อีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิง
อาจารย์ลุงฟางนี่ช่างคุยเก่งจริง ๆ พูดจาตลกขบขัน คารมคมคายสุด ๆ อย่าว่าแต่ผู้หญิงเลย แม้แต่โจวเยี่ยนก็ยังรู้สึกว่าการได้เป็นเพื่อนกับเขาน่าจะสนุกมากแน่ ๆ ก็แค่ยุคนี้ยังไม่มีช่องทางให้ทำสื่อของตัวเองเท่านั้นแหละ ไม่งั้นโจวเยี่ยนไม่สงสัยเลยว่าเขาจะสามารถเทียบชั้นกับยูทูบเบอร์ชื่อดังได้อย่างแน่นอน
โจวเยี่ยนลองคำนวณดู อาจารย์ลุงฟางปีนี้อายุสี่สิบห้าแล้ว กว่าจะถึงยุคของสื่อโซเชียล... ก็คงทำได้แค่ทำคลิปสอนทำอาหารแบบคนแก่เท่านั้นแหละ
เรื่องเจ้าชู้นี่คงจะไม่ไหวแล้วมั้ง
ต่อให้เป็นน้ำมันวิเศษจากอินเดียก็คงช่วยเขาไม่ได้หรอก
ฟางอี้เฟยจิบชาไปอึกหนึ่ง มองโจวเยี่ยนแล้วบอก “อาจารย์โจว ประกาศจากบริษัทบริการอาหารและเครื่องดื่มของมณฑลลงมาแล้ว การแข่งขันคัดเลือกในวันพรุ่งนี้ พ่อครัวที่เข้าร่วมการแข่งขันแต่ละคนสามารถพาผู้ช่วยหั่นผักอายุต่ำกว่ายี่สิบห้าปีมาเป็นลูกมือได้หนึ่งคน เจ้าหินอายุเกินเกณฑ์ไปแล้ว พรุ่งนี้คงต้องรบกวนนายแล้วนะ”
“อาจารย์ลุงฟาง พรุ่งนี้อาจารย์ลุงสั่งให้ผมทำอะไรผมก็ทำหมดแหละครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า ก่อนจะบอกต่อ “แต่ว่าผมเรียนทำอาหารมาได้ไม่นาน มีบางอย่างถ้าผมทำไม่ได้ ผมก็จะบอกตรง ๆ เลยนะครับ จะได้ไม่ทำให้เสียเรื่อง”
“ได้เลย พวกเราเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องสำนักเดียวกัน มีอะไรก็พูดกันตรง ๆ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” ฟางอี้เฟยพยักหน้ายิ้ม ๆ “เมนูพรุ่งนี้จะเป็นการจับฉลากหน้างาน ถ้าเกิดมีเมนูไหนที่ฉันทำไม่ได้ แล้วเผอิญว่าอาจารย์โจวทำเป็นล่ะก็ ถึงตอนนั้นก็คงต้องพึ่งฝีมือของอาจารย์โจวแล้วล่ะ”
“ผมเหรอครับ?” โจวเยี่ยนชี้ตัวเอง
“ไม่ผิดหรอก อาจารย์โจวนั่นแหละ” ฟางอี้เฟยพยักหน้ายิ้ม ๆ “นายสอบปฏิบัติได้ตั้ง 99.8 คะแนน แสดงว่าต้องมีความมั่นใจในเมนูบางอย่างสูงมากแน่ ๆ ถ้าเกิดบังเอิญจับได้ขึ้นมา นายก็ต้องออกโรงแทนแล้วนะ อาจารย์ลุงจะได้ไปอเมริกาเพื่อปราบปรามพวกผู้หญิงในจักรวรรดินิยมชนชั้นนายทุนได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับนายแล้วล่ะ”
[ติ๊ง! ภารกิจรองถูกกระตุ้น: การแข่งขันคัดเลือกพ่อครัวไปร้านหรงเล่อหยวนสาขาอเมริกาของฟางอี้เฟย ช่วยฟางอี้เฟยให้ผ่านการคัดเลือก เพื่อเดินทางไปรับตำแหน่งที่นิวยอร์ก ทำความฝันในการพิชิตตึกแฝดแห่งประเทศอเมริกาอันยิ่งใหญ่ให้สำเร็จ! รางวัลภารกิจ: ตำราอาหารจานถนัดของฟางอี้เฟย 1 ชุด]
ตอนนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นที่ข้างหู
โจวเยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นมา ไม่คิดเลยว่าจะไปกระตุ้นภารกิจเข้าให้แล้ว
รางวัลนี่ก็น่าดึงดูดใจไม่เบาเลยแฮะ