- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 937 คุณตำรวจครับ! พวกเราขอมอบตัว! ขอมอบตัวครับ!
บทที่ 937 คุณตำรวจครับ! พวกเราขอมอบตัว! ขอมอบตัวครับ!
บทที่ 937 คุณตำรวจครับ! พวกเราขอมอบตัว! ขอมอบตัวครับ!
โจวเยี่ยนเดินขึ้นไปดูบนชั้นสอง พบว่าประตูถูกติดตั้งเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว ประตูไม้ที่โจวเยี่ยนเลือก เป็นประตูบานที่แข็งแรงที่สุดในโกดังของหลิวหัวเฉียง แม่กุญแจก็มีลูกกุญแจให้พร้อม ด้านในยังมีกลอนประตูที่สามารถล็อกจากข้างในได้อีกชั้นหนึ่งด้วย
จ้าวชิงเหอเป็นเด็กสาว ย่อมต้องอยากมีพื้นที่ส่วนตัวเป็นของตัวเองอยู่แล้ว โจวเยี่ยนก็เลยค่อนข้างจะคิดเผื่อเธอไว้อย่างรอบคอบทีเดียว
ห้องไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก พื้นที่ประมาณสิบตารางเมตร ริมผนังมีเตียงใยมะพร้าววางอยู่หนึ่งเตียง เป็นเตียงที่ขนมาจากบ้านของพี่เมิ่งเมื่อตอนเช้า เตียงเล็กขนาดประมาณหนึ่งเมตรสามสิบ แต่สำหรับชิงเหอนอนคนเดียวก็ถือว่าเหลือเฟือแล้วล่ะ
ในยุคนี้ เตียงของทุกบ้านก็มักจะค่อนข้างเล็กกันทั้งนั้น แบบนี้ผ้าห่มกับปลอกผ้านวมก็ไม่ต้องทำผืนใหญ่จนเกินไปด้วย
ครอบครัวสี่คนเบียดกันอยู่บนเตียงขนาดเมตรครึ่งก็ยังไม่รู้สึกว่าอึดอัดเลย ไม่เหมือนกับยุคหลังที่เตียงขนาดเมตรแปดสิบยังไม่พอนอนสำหรับสองคนด้วยซ้ำ
ริมหน้าต่างยังมีโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเล็ก ๆ วางคู่กับม้านั่งเดี่ยวอีกหนึ่งตัว บนโต๊ะมีทั้งรอยขีดข่วนแล้วก็รอยขีดเขียนเต็มไปหมด มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผลงานของหลินจิ่งสิงกับหลินปิ่งเหวินสองหัวไชเท้าตัวน้อยนั่นแน่ ๆ
หลอดไฟที่ติดเป็นแบบสามสิบห้าวัตต์ ความสว่างก็ถือว่าใช้ได้ พอใช้งานได้ระดับหนึ่ง
จ้าวเถี่ยอิงดึงลูกกุญแจสองดอกที่เสียบคาอยู่ที่ประตูออกมา ยื่นให้จ้าวชิงเหอตรง ๆ “ชิงเหอ ต่อไปห้องนี้ก็เป็นของหนูแล้วนะ เอากุญแจไปสิ เก็บไว้ให้ดี ๆ ล่ะ เดี๋ยวเปิดประตูไม่ได้แล้วจะต้องไปตามช่างกุญแจมาเปิดให้เอา”
จ้าวชิงเหอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปรับกุญแจมา ขอบตาเริ่มแดงก่ำ เอ่ยเสียงเบาว่า “ขอบคุณค่ะป้า”
“ขอบคุณอะไรกันล่ะ โตเป็นสาวป่านนี้แล้ว ก็ต้องมีห้องเป็นของตัวเองอยู่แล้วสิ” จ้าวเถี่ยอิงหอบผ้าห่มที่เพิ่งให้ช่างทำมาเมื่อสองวันก่อนมาให้ชิงเหอ เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ชอบไหมลูก? เวลามันกระชั้นชิดไปหน่อย เดี๋ยววันหลังป้าจะทาสีผนังห้องให้ขาวจั๊วะไปเลยนะ”
“ไม่ต้องทาหรอกค่ะป้า แบบนี้ก็ดีแล้วค่ะ หนูชอบมากเลย นี่เป็นครั้งแรกที่หนูมีห้องเป็นของตัวเองด้วย ถ้าทาสีผนังห้องให้ขาว เวลามันเปื้อนเสื้อผ้าขึ้นมาจะยุ่งเอาเปล่า ๆ นะคะ” จ้าวชิงเหอรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
“จ้ะ ๆ ตามใจหนูก็แล้วกัน” จ้าวเถี่ยอิงพยักหน้ายิ้ม ๆ หอบผ้าห่มไปวางบนเตียงแล้วเริ่มลงมือปู
จ้าวชิงเหอวางกระเป๋านักเรียนลงบนโต๊ะตัวเล็ก แล้วเข้าไปช่วยปู
โจวเยี่ยนเดินไปนั่งลองทดสอบที่โต๊ะดู ขยับเปลี่ยนทิศทางของโต๊ะ เพื่อให้แน่ใจว่าเวลาอ่านหนังสือจะมีแสงสว่างเพียงพอ
ดูจากความตั้งใจเรียนของจ้าวชิงเหอแล้ว การอ่านหนังสือโต้รุ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน
โจวเยี่ยนกำชับกับจ้าวชิงเหอ “ชิงเหอ ตอนอ่านหนังสืออยู่ในห้องต้องเปิดไฟด้วยนะ อย่ามัวแต่เสียดายค่าไฟล่ะ ถ้าสายตาสั้นขึ้นมาจะแย่เอา”
“ได้ค่ะพี่เยี่ยน” จ้าวชิงเหอพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
โจวเยี่ยนถือเสื้อผ้าเดินลงไปชั้นล่าง เขียนป้ายชื่อเมนูแผ่นปอดสามีภรรยา แล้วเอาไปแขวนไว้ที่โซนอาหารจานเย็น
จากนั้นก็เขียนประกาศแจ้งเมนูใหม่ เอาอาหารจานใหม่และเมนูจัดโต๊ะจีนชุดใหม่เขียนลงบนกระดาษแผ่นใหญ่ แล้วนำไปติดที่ป้ายประกาศ แถมยังวงเล็บวันที่งดรับสั่งจองอาหารเอาไว้ด้วย
พวกอาเหว่ยก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำนอนแล้ว พรุ่งนี้เช้ายังต้องตื่นมาทำซาลาเปาอีก เป้าหมายคือหนึ่งพันสองร้อยลูก
จ้าวเถี่ยอิงปูเตียงเสร็จก็เดินลงมา มองโจวเยี่ยนที่กำลังเขียนประกาศแล้วพูดว่า “หรือว่าพรุ่งนี้แม่จะต้มข้าวต้มมันเทศสักหม้อใหญ่ดีล่ะ ลูกต้มข้าวต้มอร่อย ช่วงนี้เวลาลูกค้ามากินซาลาเปา ก็มักจะมีคนถามหาข้าวต้มอยู่บ่อย ๆ หั่นมันเทศให้ชิ้นเล็กหน่อย ต้มข้าวต้มไม่ต้องให้ข้นมาก แม่ว่ามันก็คงไม่น่าจะกระทบยอดขายซาลาเปาเท่าไหร่หรอก แถมลูกค้ากินแล้วก็น่าจะพอใจกว่าด้วย”
“จะเอาข้าวต้มมันเทศใส่ลงในเมนูเหรอครับ? แล้วจะตั้งราคาสักเท่าไหร่ดีล่ะ?” โจวเยี่ยนครุ่นคิด ข้าวต้มมันเข้าคู่กันดีจริง ๆ นั่นแหละ แต่เพราะปัญหาเรื่องราคา โจวเยี่ยนก็เลยพับโครงการนี้เก็บไว้ตลอด
จ้าวเถี่ยอิงบอก “ซาลาเปาไส้เนื้อเราตั้งราคาไว้ลูกละเหมาครึ่ง ถ้างั้นข้าวต้มชามนึงก็ตั้งราคาไว้สักหนึ่งเหมาก็แล้วกัน แถมหัวไชเท้าดองเปรี้ยวให้ด้วยจานนึง”
โจวเยี่ยนคิดดูแล้ว ก็พยักหน้า “ก็ดีเหมือนกันครับ ถ้างั้นพรุ่งนี้เช้าลองต้มข้าวต้มมันเทศสักหม้อดูแล้วกันครับ”
เขาเขียนเพิ่มลงไปในประกาศอีกหนึ่งบรรทัด: เพิ่มเมนูอาหารเช้า: ข้าวต้มมันเทศ——ชามละ 1 เจี่ยว (แถมหัวไชเท้าดองเปรี้ยว)
โจวเยี่ยนเดินไปที่ห้องครัว รื้อหามันเทศหัวสวย ๆ ออกมาจากมุมห้องสักสองสามหัว เตรียมเอาไว้ใช้สำหรับวันพรุ่งนี้
อาบน้ำเสร็จ โจวเยี่ยนก็ลงกลอนประตูห้อง ล้มตัวลงนอนบนเตียง เดิมทียังกะว่าจะวางแผนเรื่องเปิดร้านในวันพรุ่งนี้สักหน่อย แต่ผลปรากฏว่าพอหัวถึงหมอนก็หลับสนิทไปเลย ถือเป็นการสิ้นสุดวันที่ทั้งยาวนานและแสนเหน็ดเหนื่อยนี้ลง
“ปัง!”
เสียงระเบิดดังสนั่นดึงโจวเยี่ยนให้สะดุ้งตื่นจากห้วงนิทรา ราวกับมีประทัดมาจุดระเบิดอยู่ข้างหู ตามมาด้วยเสียงกระจกแตกกระจายลงบนพื้นดังก้องกังวาน
โจวเยี่ยนลุกพรวดขึ้นมานั่ง สติยังเบลอ ๆ อยู่เลย นึกว่าลูกบ้านไหนมาแอบจุดประทัดลูกบอลตอนกลางดึก จนทำกระจกบ้านเขาแตกกระจุยเนี่ย?
จากนั้นก็เริ่มเป็นห่วงว่าโจวโม่โม่กับจ้าวชิงเหอจะตกใจหรือเปล่า
เขาเปิดไฟเตรียมจะออกไปดู ก็ได้ยินเสียงตะคอกอันเยือกเย็นของแม่ตัวเองดังมาจากห้องนั่งเล่นข้างนอก “เอามือกุมหัวไว้! นั่งยอง ๆ ลงไป! ไม่งั้นฉันยิงแกไส้แตกแน่!”
“แล้วก็แกด้วย ค่อย ๆ วางทีวีสีลงบนพื้นนะ ถ้าทำทีวีสีของฉันพัง ฉันก็จะยิงแกให้ตายเหมือนกัน!”
“ตาบอดหรือไง ถึงได้กล้ามาขโมยของบ้านฉันเนี่ย ส่องไฟฉายในส้วมมาหาขี้ชัด ๆ (รนหาที่ตาย)! วันนี้ฉันจะสั่งสอนพวกแกให้หลาบจำเอง!”
จากนั้นไม่นาน ก็มีเสียงผู้ชายสองคนดังตามมา
“อย่ายิงนะครับ... น้าอย่ายิงนะครับ!”
“ไม่กล้าขยับแล้วครับ... ไม่กล้าขยับแล้วจริง ๆ ครับ...”
โจวเยี่ยนตาสว่างขึ้นมาทันที ไอ้บ้าเอ๊ย นี่มันไม่ใช่เสียงประทัดลูกบอลสักหน่อย แต่เป็นเสียงน้าจ้าวเปิดฉากยิงต่างหาก!
แถมยังมีขโมยแอบเข้าบ้านอีกต่างหาก!
แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว น้าจ้าวน่าจะควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้แล้วล่ะ
โจวเยี่ยนคว้าไม้กระบองยาวตรงแหน่วที่พิงอยู่ตรงมุมห้องขึ้นมา เปิดประตูเดินออกไป พลางตะโกนบอกเสียงดัง “แม่ นี่ผมเองนะ ผมออกมาจากห้องแล้ว”
“ลูกออกมาเลย ลงไปเปิดประตู แล้วเรียกพวกเจ้าหน้าที่แผนกรักษาความปลอดภัยมาจับขโมยหน่อย” จ้าวเถี่ยอิงบอก
โจวเยี่ยนถึงได้เบาใจยอมเดินออกมาจากห้อง ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ปืนมันไม่มีตา ชีวิตอันสดใสเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น เขาไม่อยากจะมาโดนลูกหลงหรอกนะ
ในห้องนั่งเล่นเละเทะไปหมด ข้าวของถูกรื้อค้นจนกระจัดกระจาย สายทีวีถูกดึงขาด ทีวีสีที่เดิมทีเคยวางอยู่บนโต๊ะตัวเล็กริมผนัง ตอนนี้ถูกย้ายมาวางอยู่กลางห้องนั่งเล่น ข้าง ๆ ทีวีสีมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังเอามือกุมหัวนั่งยอง ๆ อยู่ สหายเหล่าโจวกำลังเอาเชือกมัดมือไพล่หลังเขาอยู่
หน้าต่างบานข้าง ๆ แตกเป็นรูเบ้อเริ่ม ริมหน้าต่างยังมีชายหนุ่มอีกคนกำลังเอามือกุมหัวนั่งยอง ๆ อยู่ มือถูกมัดไพล่หลังไปเรียบร้อยแล้ว กระจกที่แตกบาดมือเขาจนเป็นแผล ใต้เท้ามีของเหลวไม่ทราบชนิดไหลนองเป็นทาง เห็นได้ชัดว่าคงจะโดนเสียงปืนเมื่อกี้ทำเอาตกใจจนฉี่ราดเป็นแน่
สถานการณ์ในที่เกิดเหตุถูกควบคุมเอาไว้ได้ทั้งหมดแล้ว
จ้าวเถี่ยอิงบอกกับเขา “กะว่าข้างล่างน่าจะยังมีคนดูต้นทางอยู่อีกคน ตอนลงไปเรียกคนก็ระวังตัวหน่อยล่ะ บอกให้พวกเจ้าหน้าที่แผนกรักษาความปลอดภัยช่วยกันค้นดู ถ้าจับตัวได้ก็ยิ่งดีเลย”
เสียงเปิดประตูดังมาจากห้องของจ้าวชิงเหอที่อยู่ข้าง ๆ จ้าวเถี่ยอิงรีบเอื้อมมือไปดันประตูเอาไว้ “เด็กดี หนูไม่ต้องออกมานะลูก ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ”
“ได้ครับ!” โจวเยี่ยนรับคำ ถือไม้กระบองวิ่งลงไปชั้นล่างอย่างรวดเร็ว
พอลงมาถึงชั้นล่างก็พบว่า ประตูร้านห้องข้าง ๆ ถูกงัดเปิดออกไปแล้ว ลำแสงไฟฉายจากข้างนอกสาดส่องไปมาไม่หยุด ตามมาด้วยเสียงปืนดังขึ้นอีกหนึ่งนัด รวมถึงเสียงหมาร้องและเสียงสบถด่า
“หยุดนะ! ขืนวิ่งหนีอีกข้ายิงจริง ๆ นะเว้ย!”
“ไอ้บัดซบ! ในที่สุดข้าก็จับเอ็งได้สักที!”
“หัวหน้าหลัว! เสียงปืนเมื่อกี้เหมือนจะดังมาจากในร้านอาหารโจวเอ้อร์หวานะครับ!”
เสียงฝีเท้าดังมาจากหน้าประตู มุ่งหน้ามาทางร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาอย่างรวดเร็ว
โจวเยี่ยนลงมาถึงชั้นล่าง ก็รีบเปิดไฟให้สว่าง ก่อนจะตะโกนบอกไป “หัวหน้าหลัว! ผมโจวเยี่ยนเองครับ มีขโมยสองคนถูกแม่กับพ่อผมจับตัวเอาไว้ได้แล้วครับ!”
“เดี๋ยวผมจะเปิดประตูนะครับ พวกคุณอย่ายิงนะ!”
“ได้ ไม่ต้องเปิดหรอก ทางนี้โดนงัดเปิดไว้หมดแล้ว” หลัวเว่ยตงร้องตอบ พลางพาคนมุดเข้ามาทางประตูที่โดนงัด ในมือของทุกคนล้วนถือปืนพกเอาไว้
โจวเยี่ยนถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ารถมอเตอร์ไซค์ของเขาถูกเข็นออกไปอยู่นอกประตูแล้ว อดไม่ได้ที่จะสบถด่า “ไอ้พวกลูกหมาเอ๊ย! จะขโมยทีวีแล้วก็ยังจะขโมยรถมอเตอร์ไซค์อีก เลือกขโมยแต่ของแพง ๆ ทั้งนั้นเลยนะ!”
หลัวเว่ยตงมองโจวเยี่ยนแล้วเอ่ยถาม “พอเสียงปืนดังปุ๊บ ฉันก็รีบพาคนพุ่งออกมาเลย จับพวกที่อยู่ข้างนอกไว้ได้สองคน บนชั้นสองยังมีอีกสองคนเหรอ?”
“ใช่ครับ สองคนที่อยู่ชั้นบนโดนแม่กับพ่อผมจับมัดไว้เรียบร้อยแล้ว” โจวเยี่ยนพยักหน้า พาหลัวเว่ยตงกับเจ้าหน้าที่อีกสองคนขึ้นไปชั้นบน
ทั้งสองคนโดนสหายเหล่าโจวมัดไว้อย่างแน่นหนา ข้าง ๆ ยังมีมีดสั้นกับมีดสามเหลี่ยมวางอยู่ด้วย
พอเห็นคนจากแผนกรักษาความปลอดภัย ขโมยทั้งสองคนก็เหมือนได้เจอที่พึ่ง ร้องบอกเสียงหลง “คุณตำรวจครับ! พวกเราขอมอบตัว! ขอมอบตัวครับ!”
“มนุษย์ป้าคนนี้น่ากลัวชะมัดเลย! ไฟก็ไม่ยอมเปิดดันยิงปืนใส่ซะงั้น! ลูกปืนเฉียดหูผมไปนิดเดียวเอง วิญญาณผมแทบจะหลุดออกจากร่างอยู่แล้วเนี่ย!”
น้ำเสียงของขโมยทั้งสองคนเจือไปด้วยเสียงสะอื้น
“ชิ! เจ้าพวกขโมยงี่เง่า!” โจวโม่โม่เองก็ตื่นแล้วเหมือนกัน ไม่ร้องไห้ไม่งอแง ยืนอยู่ข้าง ๆ จ้าวเถี่ยอิง ส่งสายตาเหยียดหยามขโมยทั้งสองคนไปพร้อมกับเธอ
หลัวเว่ยตงกับเจ้าหน้าที่ทั้งสองคนเห็นแบบนั้นก็พากันหัวเราะ เก็บปืนพกเข้าซอง ก่อนจะเดินเข้าไปหิ้วปีกพวกขโมยให้ลุกขึ้นมาคนละหนึบ
“พี่อิง ยอดเยี่ยมไปเลย!” หลัวเว่ยตงยกนิ้วโป้งให้จ้าวเถี่ยอิง พูดยิ้ม ๆ ว่า “ฝีมือแม่นปืนนี่ไม่ได้ตกลงไปเลยนะเนี่ย!”
“แน่นอนสิ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่ค่อยได้ยิงแล้ว แต่ความแม่นยำก็ยังคงอยู่นะ” จ้าวเถี่ยอิงตอบอย่างภาคภูมิใจ สมัยก่อนเธอเคยเป็นถึงพลแม่นปืนดีเด่นเลยนะจะบอกให้
“ตอนสาว ๆ ได้ฉายาว่าหญิงเหล็กปืนเทพเลยนะ” สหายเหล่าโจวพูดเสริม รอยยิ้มบนใบหน้าปิดบังความภาคภูมิใจเอาไว้ไม่มิดเลยจริง ๆ
“แม่จ๋าเก่งที่สุดเลยค่า” โจวโม่โม่ปรบมือเปาะแปะ
หลัวเว่ยตงมองขโมยทั้งสองคนแล้วดุว่า “พกอาวุธบุกรุกเข้าไปขโมยของในบ้านคนอื่น แถมยังขโมยทีวีสีนำเข้ากับรถมอเตอร์ไซค์อีก พวกแกนี่มันขวัญกล้าเทียมฟ้าจริง ๆ เลยนะ!”
“ผมถูกใส่ร้ายครับคุณตำรวจ พวกเราก็แค่มาขโมยของ ไม่ได้มาปล้นสักหน่อย! จะมาใส่ร้ายกันมั่ว ๆ แบบนี้ไม่ได้นะครับ!” ชายหนุ่มที่ฉี่ราดรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน
หลัวเว่ยตงตวาดลั่น “จับได้คาหนังคาเขาขนาดนี้ ยังจะมาแก้ตัวอีกเหรอ? มีดสามเหลี่ยมนี่พวกแกพกติดตัวเอาไว้ปอกผลไม้หรือไง? วันนี้โชคดีที่เป็นพี่อิงที่มาเจอพวกแกเข้า ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา ๆ มาเจอเข้าล่ะก็ คงต้องมีคนตายแน่ ๆ! คดีปล้นบ้านที่หลินเจียงเมื่อสองวันก่อน พวกแกเป็นคนทำใช่ไหม? เจ้าของบ้านโดนมีดสามเหลี่ยมแทงเข้าที่ท้องจนเกือบตาย ตอนนี้ยังนอนอยู่โรงพยาบาลอยู่เลย!”
ขโมยทั้งสองคนหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทาขึ้นมาทันที
หลัวเว่ยตงเห็นปฏิกิริยาของทั้งสองคน มุมปากก็ยกยิ้มขึ้น โบกมือสั่งการ “เอาตัวกลับไป ขังไว้ก่อน แล้วรีบรายงานไปทางสถานีตำรวจใหญ่ทันที บอกว่าพวกเราน่าจะจับตัวผู้ต้องสงสัยในคดีปล้นบ้านที่หลินเจียงได้แล้ว”
เจ้าหน้าที่สองคนได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็นประกาย รีบใส่กุญแจมือให้พวกมัน แล้วลากตัวลงไปชั้นล่าง
“หัวหน้าหลัว ยังมีคดีใหญ่อยู่เบื้องหลังอีกเหรอ?” จ้าวเถี่ยอิงเอ่ยถาม
หลัวเว่ยตงล้วงถุงมือออกมาจากกระเป๋าเสื้อ หยิบมีดสั้นกับมีดสามเหลี่ยมบนพื้นขึ้นมา มองพิจารณามีดสามเหลี่ยมเล่มนั้นอย่างละเอียด พอเห็นรอยเลือดที่ติดอยู่ตามซอกด้ามจับ สีหน้าของเขาก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น พูดยิ้ม ๆ ว่า “ใช่ คดีใหญ่เลยล่ะ แต่ตอนนี้ยังบอกรายละเอียดไม่ได้หรอกนะ”
“พี่อิง พวกพี่ทำความดีความชอบครั้งใหญ่เลยนะเนี่ย ถ้าปิดคดีนี้ได้ก็น่าจะมีเงินรางวัลให้อีกด้วยนะ”
“ตอนนี้พวกพี่ก็ไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อน แล้วก็ตามผมไปให้ปากคำที่แผนกรักษาความปลอดภัยนะ ไปทำตามขั้นตอนปกตินั่นแหละ”
“ได้สิ แค่คลุมเสื้อกันหนาวทับก็พอแล้วล่ะ” จ้าวเถี่ยอิงรับคำ
หลัวเว่ยตงเหลือบมองเศษกระจกบนพื้นกับหน้าต่างที่แตกกระจุยกระจาย แล้วพูดต่อ “จริงสิ เอาปืนของพี่มาด้วยนะ พี่เป็นคนยิงปืน จะต้องลงบันทึกรายละเอียดเอาไว้ด้วย”
“ได้ ฉันมีใบอนุญาตพกปืนนะ” จ้าวเถี่ยอิงบอก
คนไปกันหมดแล้ว อาเหว่ยกับเจิงอันหรงที่เพิ่งจะสวมเสื้อกันหนาวทับก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา มองดูห้องนั่งเล่นที่เละเทะไปหมด สีหน้ายังดูมึนงงอยู่บ้าง “อาจารย์โจว เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ? ฉันเหมือนจะได้ยินเสียงปืนเลย? ข้างล่างคนเต็มไปหมดเลยแฮะ”
โจวเยี่ยนที่สวมเสื้อกันหนาวเสร็จแล้วบอกกับอาเหว่ยว่า “มีขโมยแอบเข้าบ้านน่ะ แต่โดนแม่กับพ่อฉันจับตัวไว้ได้คาหนังคาเขาแล้วล่ะ ตอนนี้กำลังจะไปให้ปากคำ”
“ไม่มีใครเป็นอะไรใช่ไหมคะ?” เจิงอันหรงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ก็ไม่เป็นไรนะ มีคนนึงฉี่ราดไปเลย ส่วนอีกคนก็ตกใจกลัวจนแทบแย่เหมือนกัน” โจวเยี่ยนตอบ “อ้อ หมายถึงพวกขโมยน่ะ”
“เอ่อ...”
อาเหว่ยกับเจิงอันหรงถึงกับอึ้งไปเลย