- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 86 ดอกกระดิ่งลมกรีดร้อง
บทที่ 86 ดอกกระดิ่งลมกรีดร้อง
บทที่ 86 ดอกกระดิ่งลมกรีดร้อง
“มันมักจะสั่นระริกไปมาแบบนี้อยู่บ่อย ๆ คงเป็นเพราะใบไม้ถูกเด็ดออกไปจนโล้น ก้านก็เลยบาดเจ็บจนรับน้ำหนักดอกตูมเล็ก ๆ ดอกนี้ไม่ไหวมั้ง!”
ลิลิธพูดขึ้น “ได้ยินคุณอามีช่าบอกว่า ตอนที่มันกรีดร้อง ดอกตูมจะบานขยายออกจนดูเหมือนปากที่อ้ากว้าง อยากเห็นจริง ๆ เลยเชียว!”
“ฉันไม่อยากสลบไปอีกรอบแล้วนะ สองสัปดาห์เลยนะ! เสียพลังเวทไปตั้งสามพันกว่ามานาฟรี ๆ เอาไปทำเป็นการ์ดได้ตั้งกี่ใบกัน!”
จนถึงตอนนี้ โม่หลานนึกถึงทีไรก็ยังปวดใจอยู่เลย
“ตั้งสามพันกว่ามานาเลยเหรอ!” ลิลิธถึงกับสูดปากเบา ๆ เธอสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของโม่หลานเลย
โม่หลานไม่อยากจะคิดถึงมันอีก เธอมองดูเหล่าแม่มดน้อยที่ยังไม่ได้สติ “แล้วพวกเธอจะฟื้นเมื่อไหร่คะ?”
ถ้ายังไม่ฟื้นแบบนี้ ก็คงไปเรียนไม่ได้ใช่ไหมล่ะ!
“วาชิด้ากับซิลฟ์ก็ใกล้จะเป็นจอมมนตราระดับสูงแล้ว แถมยังดื่มยาเวทมนตร์ไปแล้วด้วย วันนี้น่าจะฟื้นแล้วล่ะ ส่วนแม่มดน้อยปีสามกับปีสองบางคนที่ถึงระดับต้นแล้วน่าจะต้องรออีกสองสามวัน แต่ถ้าเป็นแม่มดน้อยระดับฝึกหัด คาดว่าคงต้องรอจนถึงสุดสัปดาห์นี้ถึงจะฟื้น” ลิลิธบอก
“หนวกหูจัง... ใครร้องไห้อยู่? นี่มัน...”
โม่หลานกับรุ่นพี่ลิลิธกำลังคุยกันอยู่ก็พลันได้ยินเสียงครางเบา ๆ เมื่อก้มหน้าลงไปก็สบเข้ากับดวงตาสีมรกตคู่หนึ่ง
“ซิลฟ์ เธอฟื้นแล้วเหรอ?”
“โม่หลาน รุ่นพี่ลิลิธ นี่ฉัน...”
สถานการณ์แบบนี้โม่หลานคุ้นเคยดี เธอจึงรีบอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ซิลฟ์ฟังทันที
“ดอกกระดิ่งลมเหรอ? จริงด้วย! ฉันจำได้ว่าตอนเช้าตื่นมาเห็นดอกกระดิ่งลมงอกดอกตูมเล็ก ๆ ออกมา ฉันเลยเอามือไปแตะมันเบา ๆ จากนั้นก็...”
“จากนั้นดอกกระดิ่งลมก็กรีดร้องออกมา แล้วพวกเราก็เลยสลบเหมือดกันหมดไง” โม่หลานพูดพลางหันไปมองตัวการที่อยู่ข้าง ๆ “โห! แล้วนี่มันเป็นอะไรไปอีกล่ะ?”
สิ่งที่เห็นคือดอกกระดิ่งลมหัวล้านเลี่ยนต้นนั้นกำลังเอาส่วนหัวที่เป็นดอกตูมแนบชิดติดกับฝาครอบคริสตัลทางฝั่งที่ซิลฟ์อยู่
ถ้าฝาครอบคริสตัลนี่ไม่ได้ครอบปิดสนิทแบบสามร้อยหกสิบองศาล่ะก็ ป่านนี้อาจจะถูกมันดันจนพลิกคว่ำไปแล้วก็ได้
“นี่คือกระดิ่งน้อยเหรอ?” ซิลฟ์เอ่ยด้วยความเหลือเชื่อ
กระดิ่งน้อยเป็นชื่อที่เธอตั้งให้กับดอกกระดิ่งลมต้นนี้
ดอกตูมขยับขึ้นลงเบา ๆ สองครั้ง ราวกับกำลังพยักหน้า
ไม่รู้ทำไม โม่หลานถึงมองเห็นความน้อยอกน้อยใจจากดอกไม้ดอกหนึ่งได้ “มันพยักหน้าใช่ไหม? ใช่หรือเปล่า?”
“ใช่แล้วล่ะ” ลิลิธพรวดพราดลุกขึ้นยืน “ฉันไปตามคุณอามีช่าก่อนนะ!”
ซิลฟ์เองก็ประหลาดใจมากเช่นกัน “กระดิ่งน้อย? นี่เธอจริง ๆ เหรอ? ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ?”
เธอยื่นมือออกไป แตะลงบนดอกตูมของดอกกระดิ่งลมผ่านฝาครอบคริสตัล
ดอกตูมขยับไปมา ราวกับกำลังถูไถปลายนิ้วของเธอผ่านฝาครอบคริสตัล
ภาพตรงหน้านี้ ไม่ว่าโม่หลานจะมองยังไงก็เหมือนเด็กน้อยน่าสงสารที่ถูกรังแกกำลังฟ้องแม่ไม่มีผิด
ขณะที่เธอกำลังคิดถึงภาพอันแปลกประหลาดนี้ ก็ได้ยินซิลฟ์พูดขึ้น “ทำไมฉันถึงได้ยินมันเรียกฉันว่าแม่ล่ะ? แถมยังร้องว่า ‘เจ็บ ๆ ๆ’ ด้วย?”
“???” โม่หลานทำหน้างงงวย “ไหนล่ะ? ทำไมฉันไม่ได้ยินอะไรเลย?”
“เธอไม่ได้ยินเหรอ?” ซิลฟ์เองก็เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ “กระดิ่งน้อย เธอเป็นคนพูดใช่ไหม?”
เธอตะแคงหูฟัง ราวกับกำลังฟังดอกกระดิ่งลมพูดอยู่จริง ๆ
แต่โม่หลานกลับเห็นแค่ดอกตูมของดอกกระดิ่งลมกำลังขยับไปมา โดยไม่มีเสียงอะไรเล็ดลอดออกมาเลยสักนิด
แม้แต่ปากก็ไม่มี แล้วมันจะพูดได้ยังไง?
จริงด้วยสิ มันกรีดร้องได้นี่นา!
แต่ว่าฝาครอบคริสตัลนี่มันเก็บเสียงไม่ใช่เหรอ?
เธอกับซิลฟ์ยังไม่ทันจะได้ข้อสรุปอะไร ลิลิธก็ตามคุณอามีช่ามาถึงพอดี
“ซิลฟ์ เธอฟื้นแล้วเหรอ?” เสียงของอามีช่าเพิ่งจะดังขึ้น ตัวคนยังไม่ทันมาถึง ดอกกระดิ่งลมที่ ‘อ่อนแอ’ ก็ไม่รู้ว่าไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน มันพุ่งพรวดขึ้นไปด้านบนทั้งต้น
ด้วยแรงที่มหาศาล ทำให้กระถางใบใหญ่ถูกดึงให้ลอยขึ้น ฝาครอบคริสตัลก็ถูกดันให้เปิดออก
ดอกกระดิ่งลมพากระถางและฝาครอบคริสตัลกระโดดขึ้นไปบนตักของซิลฟ์พร้อมกัน
ด้วยน้ำหนักที่มากขนาดนั้น ทำเอาซิลฟ์ถึงกับร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่เธอก็ยังเอื้อมมือไปประคองฝาครอบคริสตัลเอาไว้ ไม่ให้มันล้มลงมา
ดูออกเลยว่า ดอกกระดิ่งลมนี่กระโดดสุดชีวิตทีเดียว รากของมันถึงกับถูกดึงหลุดขึ้นมาเล็กน้อยด้วยซ้ำ
เมื่อคุณอามีช่าเดินเข้ามาใกล้ ดอกกระดิ่งลมก็หดตัวเป็นก้อนกลม แทบจะอยากมุดหนีเข้าไปซุกอยู่ในอ้อมกอดของซิลฟ์เสียเดี๋ยวนั้น
น่าเสียดายที่มันไม่มีแรงจะกระโดดเป็นครั้งที่สองแล้ว
ซิลฟ์อุ้มกระถางดอกไม้ไว้ด้วยความทำตัวไม่ถูก “ทำไมเธอถึงกระโดดได้ล่ะ?”
“กลายพันธุ์ไง” อามีช่าทำราวกับไม่สังเกตเห็นความหวาดกลัวของดอกกระดิ่งลม เธอเดินเข้าไปใกล้เพื่อดูมัน จากนั้นถึงหันไปเรียกใครบางคนที่อยู่ข้างกาย “เบีย!”
ภูตใบไม้สีเขียวตนหนึ่งปรากฏร่องรอยให้เห็นข้างกายเธอ
“ซิลฟ์ ดอกไม้ต้นนี้ไม่ใช่ดอกกระดิ่งลมธรรมดาอีกต่อไปแล้ว แต่มันมีความสามารถที่ทำให้ผู้วิเศษที่อยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดหมดสติได้ในพริบตา มันอันตรายมาก จำเป็นต้องดูแลอย่างเข้มงวด
ดูจากตอนนี้แล้ว วัตถุแห่งพรสวรรค์ของเธอน่าจะเกี่ยวข้องกับพืช
เมื่อพิจารณาว่าในอนาคตเธอยังต้องทำการศึกษาเรื่องพืชและพัฒนาวัตถุแห่งพรสวรรค์ของตัวเอง เรือนกระจกหมายเลข 23 ในพื้นที่เพาะปลูกจะยกให้เธอใช้งาน ดอกกระดิ่งลมต้นนี้ รวมถึงพืชเวทมนตร์ที่เธอจะเพาะปลูกในภายหลัง ทั้งหมดจะต้องปลูกไว้ในเรือนกระจกหมายเลข 23 เท่านั้น
ตอนนี้เบียคือภูตผู้ดูแลเรือนกระจกหมายเลข 23 เรื่องราวในเรือนกระจกเธอสามารถถามเอาจากหล่อนได้เลย”
“ฟี่ฟี่! ฉันจะช่วยเธอดูแลเรือนกระจกหมายเลข 23 เป็นอย่างดีเลย!” เบียยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย
“รบกวนเธอด้วยนะ เบีย” ซิลฟ์พยักหน้าให้เบียเล็กน้อย
“เบียสามารถทำหน้าที่เป็นล่ามระหว่างเธอกับพวกพืชให้ได้ด้วยนะ” อามีช่าพูดต่อ
“บางครั้งเวลาที่ไม่เข้าใจว่าพืชที่เพาะปลูกมีพลังอะไรกันแน่ ก็ให้เบียช่วยถามพวกมันได้
ดอกกระดิ่งลมต้นนี้... มันดื้อดึงมาก ดึงดันจะรอให้เธอฟื้นขึ้นมาก่อนถึงจะยอมสื่อสารด้วยดี ๆ
ตอนนี้เพิ่งจะฝืนเค้นข้อมูลออกมาได้แค่นิดหน่อยเท่านั้น
ห้ามสัมผัสดอกตูมของมันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นมันจะกรีดร้องออกมา ทำให้สิ่งมีชีวิตในรัศมีห้าร้อยเมตรตกอยู่ในสภาวะหมดสติ
การจะหลุดพ้นจากสภาวะหมดสตินี้ต้องใช้เวลานานมาก ใบของมันคือยาถอนพิษที่ช่วยให้คนฟื้นคืนสติได้อย่างรวดเร็ว แต่หนึ่งใบสามารถช่วยให้คนฟื้นได้ทันทีแค่คนเดียวเท่านั้น
ที่เหลือ เธอค่อยลองถามมันดูเองก็แล้วกัน
ฝาครอบเก็บเสียงนี่จะปิดกั้นแค่เสียงที่ดังมากๆ และมีผลในการสร้างความเสียหายเท่านั้น เสียงพูดคุยปกติไม่มีผลอะไรหรอกนะ”
ซิลฟ์ได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็ปรากฏแววตากระอักกระอ่วน “เอ่อ อาจารย์ใหญ่คะ หนูเหมือนจะได้ยินมันพูดแล้วล่ะค่ะ...”
“เธอได้ยินเหรอ?” อามีช่าประหลาดใจไปวูบหนึ่ง แต่ไม่นานก็คิดตก “อาจจะเกี่ยวข้องกับพรสวรรค์จอมมนตราของเธอก็ได้ แล้วมันพูดว่าอะไรล่ะ?”
ซิลฟ์รู้สึกลำบากใจมาก ทำหน้าเหมือนมีเรื่องที่ยากจะเอ่ยปากพูดออกมา
“หึ!” อามีช่าแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ก่อนจะส่งสายตาอันตรายไปทางดอกไม้ต้นนั้น “มันด่าคนอีกแล้วใช่ไหม?”
ดอกกระดิ่งลมสั่นระริกด้วยความกลัว: (◎◎;)
ซิลฟ์พยักหน้าอย่างรู้สึกผิด
ตั้งแต่ตอนที่ยังสลบอยู่ เธอก็ได้ยินมันร้องไห้กระซิก ๆ โอดครวญว่าเจ็บ แถมยังพร่ำบอกขอโทษ
เมื่อกี้ก็ยังฟ้องเธออยู่เลยว่ามีคนเลวตัวใหญ่รังแกมันด้วยการถอนใบของมันไป แล้วก็มีคนเลวตัวเล็กสองคนหาว่ามันหัวล้านแถมยังปากกว้างอีก
ส่วนตอนนี้น่ะเหรอ เหลือแต่คำว่า ‘กลัว ๆ ๆ’ แล้วล่ะ
“โทษที่ตอนนั้นหนูไม่รู้ว่าสามารถสื่อสารกับมันได้ แถมยังไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของมัน พอเห็นมันงอกดอกตูมออกมาก็เลยบุ่มบ่ามเอามือไปลูบ ดอกตูมของมันบ้าจี้ พอโดนสัมผัสก็จะกรีดร้องออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ เลยพลอยทำให้ทุกคนสลบไปหมดเลย...” ซิลฟ์รู้สึกขอโทษอย่างมาก