- หน้าแรก
- เกิดใหม่ยุคแปดศูนย์ ขอใช้ความรู้พลิกกระดานอำนาจ
- บทที่ 39 - ผู้ว่าฯ เถียน: เลขาธิการซุน คุณต้องทำหน้าที่ตรวจสอบในระดับเดียวกันให้ดี
บทที่ 39 - ผู้ว่าฯ เถียน: เลขาธิการซุน คุณต้องทำหน้าที่ตรวจสอบในระดับเดียวกันให้ดี
บทที่ 39 - ผู้ว่าฯ เถียน: เลขาธิการซุน คุณต้องทำหน้าที่ตรวจสอบในระดับเดียวกันให้ดี
บทที่ 39 - ผู้ว่าฯ เถียน: เลขาธิการซุน คุณต้องทำหน้าที่ตรวจสอบในระดับเดียวกันให้ดี
ตลอดสัปดาห์ที่ตามมา ฉู่ซื่อจวินต้องหัวหมุนกับตารางงานที่อัดแน่นจนแทบไม่ได้เข้าเรียนเลย
บางวันกำลังนั่งเรียนอยู่ดีๆ ก็มีพี่หลิวขับรถมารับตัวไปเสียดื้อๆ
เขาต้องวิ่งรอกไปมาระหว่างสำนักงานคณะกรรมการพรรค รัฐบาลมณฑล คณะกรรมการพรรคเมืองจิงโจว สำนักพิมพ์ฮั่นตงรื่อเป้า และสำนักพิมพ์ต้าเซี่ยรื่อเป้าสาขาย่อยแบบไม่เว้นว่าง
ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมประชุมย่อย การนำเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการตีพิมพ์รายงาน หรือแม้กระทั่งการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ทั้งสองสำนัก
การสัมภาษณ์ทุกครั้ง จะต้องมีการเตี๊ยมสคริปต์คำถามคำตอบกันไว้ล่วงหน้าอย่างรัดกุม ต่อให้นักข่าวจะยิงคำถามนอกสคริปต์มาบ้าง ก็จะเป็นเพียงคำถามทั่วไป ไม่มีการต้อนให้จนมุมหรือขุดคุ้ยประเด็นอ่อนไหวแต่อย่างใด
มันก็แน่อยู่แล้วล่ะ ในเมื่อสายตาทุกคู่ทั่วทั้งมณฑลฮั่นตงกำลังจับจ้องมาที่วาระสำคัญนี้ ใครจะกล้าเอาอนาคตตัวเองมาเสี่ยงด้วยการเล่นตุกติกล่ะ?
ด้วยเหตุนี้ ภารกิจตลอดทั้งสัปดาห์ของฉู่ซื่อจวินจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว ทำให้เขาได้สัมผัสถึงความมีประสิทธิภาพและความฉับไวในการทำงานของภาครัฐ เมื่อพวกเขาติดไฟเขียวให้กับโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่งอย่างเต็มตัว
เมื่อถึงวันอาทิตย์ ขั้นตอนการเตรียมการทุกอย่างก็เสร็จสมบูรณ์พร้อม
ตลอดสองวันที่ผ่านมา สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ หรือวิทยุ ต่างก็พร้อมใจกันโหมโรงโปรโมทเรื่องนี้อย่างหนัก
เครื่องพิมพ์ในโรงพิมพ์เดินเครื่องทำงานอย่างบ้าคลั่งตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ทั้งพิมพ์หนังสือพิมพ์รายวัน และพิมพ์หนังสือรวมเล่ม เนื่องจากเนื้อหาที่มีความยาวถึงเจ็ดหมื่นกว่าคำ การจะนำไปลงในหนังสือพิมพ์เพียงอย่างเดียวจึงเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
ถึงแม้ว่าในยุคสมัยนั้น โทรทัศน์จะยังไม่เป็นที่แพร่หลายในทุกครัวเรือน แต่ด้วยพลังการโปรโมทผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และช่องทางอื่นๆ ก็ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยได้รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวในครั้งนี้
เช้าวันจันทร์ รายงานการพัฒนาของมณฑลฮั่นตง ก็ได้ถูกเผยแพร่อย่างเป็นทางการผ่านทางหนังสือพิมพ์ฮั่นตงรื่อเป้า ต้าเซี่ยรื่อเป้า และวางจำหน่ายในรูปแบบหนังสือเล่มตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป
ณ อาคารคณะกรรมการพรรคประจำมณฑลฮั่นตง ห้องทำงานของเลขาธิการหลี่จื้อกว๋อ
ตั้งแต่เวลาแปดโมงครึ่งเป็นต้นมา หลี่จื้อกว๋อ, เถียนอวี่เซิน, โจวอวี้ฟาง, จ้าวลี่ชุน รวมถึงคณะกรรมการประจำท่านอื่นๆ ต่างก็มารวมตัวกันที่นี่อย่างพร้อมหน้า ขาดก็เพียงแค่ผู้บัญชาการเขตทหารและหัวหน้าฝ่ายแนวร่วม ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้ แต่เมื่อเห็นว่าคนอื่นๆ มารวมตัวกัน พวกเขาก็ต้องจำใจมานั่งเฝ้าสถานการณ์ด้วย
ด้วยจำนวนคนที่มาก ทำให้ต้องไปเกณฑ์เก้าอี้จากห้องทำงานอื่นมาเสริม เพื่อให้ทุกคนได้นั่งกันอย่างครบถ้วน
บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยควันบุหรี่ที่ลอยคลุ้ง จนทำเอาโจวอวี้ฟางถึงกับนิ่วหน้าด้วยความอึดอัด
แต่ทุกคนในที่นี้ล้วนเป็นสิงห์อมควัน และในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เธอจะไปห้ามไม่ให้พวกเขาสูบเพื่อเห็นแก่ผู้หญิงเพียงคนเดียวก็คงจะไม่เหมาะ
คิดไปคิดมา เธอจึงตัดสินใจหยิบบุหรี่จากกล่องบนโต๊ะมาจุดสูบเองเสียเลย จะได้ไม่ต้องทนดมควันบุหรี่มือสองให้เสียสุขภาพจิต
โชคดีที่เมื่อก่อนเธอเองก็เคยสูบบุหรี่มาบ้าง แม้จะไม่บ่อยนัก แต่ก็พอจะรับมือกับสถานการณ์นี้ได้
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงเก้าโมงตรง
ขณะที่หลี่จื้อกว๋อกำลังหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดมวนใหม่ จู่ๆ เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของเขาก็ดังขึ้น
เสียงกริ่งที่แผดดังขึ้นมา ทำเอาทุกคนในห้องสะดุ้ง และหันขวับไปมองที่ต้นเสียงเป็นตาเดียว
หลี่จื้อกว๋อยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ก่อนจะรีบพุ่งตัวไปรับสายทันที
"สวัสดีครับ ผม หลี่จื้อกว๋อ แห่งมณฑลฮั่นตงครับ"
"จื้อกว๋อเอ๊ย รายงานการพัฒนาของมณฑลฮั่นตงที่ส่งมา ฉันเพิ่งจะได้อ่านเมื่อกี้นี้เอง เขียนออกมาได้เข้าท่าดีนี่ ทั้งการสรุปผลงานตลอดสิบปีแห่งการพัฒนาของฮั่นตง แถมยังกล้าที่จะยืดอกยอมรับความผิดพลาด ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก"
เสียงที่ดังมาจากปลายสาย ทำให้หลี่จื้อกว๋อรับรู้ได้ทันทีว่าผู้ที่โทรมาคือใคร ท่านผู้นี้คือผู้ใหญ่ที่เป็นผู้สนับสนุนและผู้มีพระคุณของเขา เขาจึงรีบตอบกลับไปด้วยความนอบน้อม "ผู้อาวุโสสือครับ การที่ได้รับคำชมจากท่าน ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่พวกเราทำนั้นมาถูกทางแล้วครับ ท่านเคยสอนไว้ว่า ในฐานะข้าราชการ เราต้องกล้าที่จะยอมรับความผิดพลาด ซึ่งคำสอนนี้ผมจดจำฝังใจมาโดยตลอด และสหายในหน่วยงานต่างๆ ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้น ปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในรายงาน พวกเขาจึงพร้อมใจกันน้อมรับและนำไปปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจังครับ"
"ผู้อาวุโสสือวางใจได้เลยครับ ผมจะนำคำแนะนำของท่านไปถ่ายทอดให้ทุกคนได้รับทราบ และผมจะเป็นผู้นำในการปฏิบัติตาม เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับทีมงานทุกคนครับ" หลี่จื้อกว๋อให้คำมั่นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"หึๆ เธอคือคนที่ฉันเลือกมาเองกับมือ ส่วนสหายอวี่เซินก็ทำงานได้ดีมาก การให้พวกเธอสองคนมาจับคู่กัน ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องจริงๆ และอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะเน้นย้ำก็คือ วิสัยทัศน์สำหรับสิบปีข้างหน้าที่ระบุไว้ในรายงานนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความมุ่งหวังของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเท่านั้น แต่มันยังเป็นเสียงสะท้อนจากความต้องการที่แท้จริงของประชาชนด้วย พวกเราจะคอยติดตามดูผลงานของพวกเธออย่างใกล้ชิดต่อไป"
"เอาล่ะ แค่นี้ก่อนนะ ฉันไม่รบกวนเวลาทำงานของเธอแล้ว"
"ผู้อาวุโสสือรักษาสุขภาพด้วยนะครับ พวกเราชาวฮั่นตง จะขอส่งมอบผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงความทุ่มเทของเราครับ!"
หลี่จื้อกว๋อวางสายลง พร้อมกับถอนหายใจยาวๆ ด้วยความโล่งอก รอยยิ้มแห่งความปีติปรากฏขึ้นบนใบหน้า
เหล่าคณะกรรมการประจำที่นั่งลุ้นอยู่ ต่างก็รู้สึกโล่งใจไปตามๆ กัน
"สหายจื้อกว๋อ..."
'กริ๊งงงง'
เถียนอวี่เซินเพิ่งจะอ้าปากพูดได้เพียงครึ่งคำ เสียงโทรศัพท์ก็แผดดังขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงต้องรีบหุบปากฉับทันที
"สวัสดีครับ ผม หลี่จื้อกว๋อ แห่งมณฑลฮั่นตงครับ"
"สหายจื้อกว๋อ ผมเจิ้งอี้ฉวินนะครับ" เสียงทุ้มกังวานดังมาจากปลายสาย
"สวัสดีครับ รัฐมนตรีเจิ้ง ท่านมีข้อชี้แนะอะไรหรือเปล่าครับ?"
หลี่จื้อกว๋อตาโตด้วยความประหลาดใจ ในใจแอบคาดหวังอะไรบางอย่าง
"ฮ่าๆ ข้อชี้แนะอะไรกันครับ เราก็สหายร่วมอุดมการณ์กันทั้งนั้น เมื่อกี้ผมเพิ่งจะคุยโทรศัพท์กับรัฐมนตรีไป๋มา ท่านเอ่ยปากชมรายงานของมณฑลฮั่นตงว่าเขียนได้ดีมาก ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับมณฑลอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี ท่านประทับใจมากเลยล่ะครับ" เจิ้งอี้ฉวินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะถามต่อ "คุณทำงานอยู่ที่ฮั่นตงมากี่ปีแล้วนะครับ?"
"รบกวนท่านรัฐมนตรีเจิ้งช่วยฝากความระลึกถึงรัฐมนตรีไป๋แทนผมด้วยนะครับ รายงานฉบับนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือร่วมใจของสหายทุกคนทั่วทั้งมณฑล และต้องยกความดีความชอบให้กับการทุ่มเทของสหายซื่อจวิน ที่เป็นผู้จรดปลายปากกาถ่ายทอดเรื่องราวออกมา พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นแบบอย่างให้กับมณฑลอื่นๆ ครับ" หลี่จื้อกว๋อกระชับฝ่ามือแน่นขึ้น "ผมนั่งตำแหน่งเลขาธิการพรรคที่ฮั่นตงมา ปีนี้ก็เข้าสู่ปีที่เจ็ดแล้วครับ"
"เจ็ดปีแล้วสินะ ถ้านับรวมช่วงที่เป็นผู้ว่าการมณฑลด้วย ก็ปาเข้าไปสิบเอ็ดปีแล้ว ส่วนสหายอวี่เซินก็ทำงานมานานไม่แพ้กัน ดูจากรายงานฉบับนี้แล้ว ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าการแต่งตั้งพวกคุณในตอนนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง หลังจากนี้ ก็ขอให้พวกคุณทุ่มเททำงานให้หนักยิ่งขึ้น เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ในอีกสิบปีข้างหน้าให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง มีสหายอาวุโสบางท่านที่ใกล้จะเกษียณอายุราชการ เปรยๆ ว่าปลายปีนี้อยากจะลงไปเยี่ยมชมฮั่นตงสักหน่อย เผลอๆ อาจจะติดใจขอไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่นั่นเลยก็ได้นะ" เจิ้งอี้ฉวินพูดด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี
"ขอให้ทางองค์กรวางใจได้เลยครับ..."
แน่นอนแล้ว! ชัวร์ป้าป!
หลังจากวางสาย หลี่จื้อกว๋อก็พยายามเก็บซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้ แล้วหันมาสรุปใจความสำคัญจากบทสนทนาให้ทุกคนในห้องฟัง แน่นอนว่าเขาเลือกที่จะเล่าเฉพาะประเด็นที่สามารถเปิดเผยได้ ส่วนเรื่องการโยกย้ายตำแหน่งหรือข้อมูลเชิงลึกอื่นๆ คนระดับนี้ย่อมมีเส้นสายในการสืบข่าวกันเอาเองอยู่แล้ว
"สหายทุกท่านครับ ทางเบื้องบนได้รับรู้ถึงความสำเร็จและความมุ่งมั่นในการพัฒนาของมณฑลฮั่นตงแล้ว และท่านก็ให้การยอมรับอย่างเต็มที่ แต่นี่ไม่ใช่ข้ออ้างที่เราจะใช้เพื่อหลงระเริงหรือนิ่งนอนใจ ในทางกลับกัน เราควรจะใช้สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจ ให้ทุ่มเททำงานอย่างหนักขึ้นในอนาคต เพื่อให้สมกับตำแหน่งและหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย" หลี่จื้อกว๋อกวาดสายตามองทุกคนในห้องด้วยแววตาจริงจัง "ฉันและสหายอวี่เซิน ในฐานะผู้นำของพวกคุณ จะต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับทุกคน"
"ขอให้ท่านเลขาธิการหลี่วางใจได้เลยครับ" เถียนอวี่เซินรับคำ ก่อนจะหันไปพูดกับเลขาธิการคณะกรรมการตรวจสอบวินัย "เลขาธิการซุน คุณต้องทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานในระดับเดียวกันให้ดีนะ รวมไปถึงสหายจากคณะกรรมการตรวจสอบวินัยในทุกระดับชั้นด้วย"
เลขาธิการซุน ซึ่งเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม มุมปากกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคนั้น แต่ก็พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน "ขอให้ท่านเลขาธิการหลี่และท่านผู้ว่าฯ เถียนเชื่อใจผมได้เลยครับ ผมจะรับผิดชอบหน้าที่นี้อย่างเต็มความสามารถ"
"เอาล่ะ สหายทุกท่านแยกย้ายกันไปทำงานต่อได้แล้ว โทรศัพท์ฝั่งฉันจบลงแค่นี้แล้ว แต่อีกเดี๋ยวทางฝั่งพวกคุณก็คงจะสายไหม้กันบ้างล่ะ" หลี่จื้อกว๋อยิ้มบางๆ เป็นการส่งสัญญาณจบการประชุม
สิ้นคำกล่าว บรรดาคณะกรรมการประจำก็ทยอยกันเดินออกจากห้องทำงาน หลังจากกล่าวอำลากันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็รีบมุ่งหน้ากลับไปยังห้องทำงานของตนเอง
หลี่จื้อกว๋อเดินไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่าง มองดูขบวนรถที่เริ่มทยอยแล่นออกจากอาคารคณะกรรมการพรรคทีละคันสองคัน สลับกับทอดสายตามองกลุ่มอาคารสูงระฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไป แววตาของเขาเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่น
การไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่ มันจะไปเทียบกับการได้กลับไปเกษียณที่เมืองหลวงได้ยังไงล่ะ ถ้าให้เลือกจริงๆ บรรยากาศทางภาคใต้ก็น่าจะเหมาะกับคนแก่มากกว่าด้วยซ้ำ
"ดูท่าทางเขาอยากจะให้ฉันรีบตัดสินใจซะแล้วสิ!"
"หึๆ..."
แม้สายตาที่มองออกไปนอกหน้าต่างจะแฝงไปด้วยความอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง แต่รอยยิ้มแห่งความพึงพอใจก็ยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของเขา
(จบแล้ว)