เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 260 - ขอเปิดตัวสักหน่อย

บทที่ 260 - ขอเปิดตัวสักหน่อย

บทที่ 260 - ขอเปิดตัวสักหน่อย


บทที่ 260 - ขอเปิดตัวสักหน่อย

★★★★★

"ใครน่ะ"

สิงหลงหันขวับกลับมา สายตาดุดันราวกับสายฟ้า ล็อกเป้าหมายไปที่ชายหนุ่มที่โผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยคนนั้น

ชายคนนั้นสวมเสื้อคลุมยาวผ้าเนื้อหยาบสีน้ำเงินธรรมดาๆ ใบหน้าซีดเซียวเล็กน้อย แต่สีหน้ากลับเรียบเฉยราวกับเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านตัวเอง ด้านหลังเขามีชายฉกรรจ์กำยำล่ำสันและชายหนุ่มปราดเปรียวว่องไว กำด้ามมีดแน่น กลิ่นอายตึงเครียด และสิ่งที่เตะตาที่สุดก็คือร่างสีเลือดที่ยืนนิ่งตระหง่านอยู่ข้างกายเขา สูงใหญ่ น่าสะพรึงกลัว มีหมอกสีแดงจางๆ ลอยวนเวียนอยู่รอบตัว

"ข้า ผู้ช่วยผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพร เกาเสี่ยวชวน"

ชายคนนั้นเดินก้าวไปข้างหน้าช้าๆ พลางเอ่ยปาก เสียงฟังสบายๆ แต่กลับเข้าหูทุกคนอย่างชัดเจน

"ท่านปู่เกาของเจ้า... ข้านี่ไงล่ะ"

คำว่า "ท่านปู่เกา" ผนวกกับท่าทางที่ไม่ยี่หระต่อสิ่งใด ท่ามกลางลานกว้างที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตเช่นนี้ ช่างดูโดดเด่นสะดุดตาเสียเหลือเกิน

ม่านตาของสิงหลงหดเล็กลงเล็กน้อย

เขากวาดสายตามองเกาเสี่ยวชวน สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวรยุทธ์บนตัวอีกฝ่ายที่อ่อนจางจนแทบจะไม่มีเลย อย่างมากก็แค่คนธรรมดาที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตก่อกำเนิด หรืออาจจะเป็นคนพิการด้วยซ้ำ แล้วก็กวาดตามองคนคุ้มกันระดับกำเนิดฟ้าสองคนที่อยู่ด้านหลังเขา ท้ายที่สุดสายตาก็มาหยุดที่ร่างสีเลือดนั่น

หุ่นเชิดนั่น... กลิ่นอายประหลาด ดูคล้ายคนแต่ก็ไม่ใช่คน รังสีอำมหิตรอบตัวควบแน่นไม่จางหาย ทำให้เขารู้สึกถึงอันตรายลึกๆ อยู่บ้าง

แต่ก็เท่านั้นแหละ

ความหวาดระแวงสงสัย ถูกความโกรธเกรี้ยวราวกับถูกมดปลวกท้าทายเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว

"ผู้ช่วยผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรงั้นรึ"

สิงหลงแค่นหัวเราะเสียงแหบต่ำออกมาจากลำคอ ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่ไร้สาระที่สุด

"คนพิการที่มีกลิ่นอายลมปราณอ่อนแรงยังกับผีป่วยตายคนหนึ่ง พาไอ้สวะระดับก่อกำเนิดมาสองคน แถมหุ่นเชิดที่ไปหามาจากไหนก็ไม่รู้อีกตัว..."

แรงกดดันระดับปรมาจารย์ขั้นแปดอันยิ่งใหญ่ดุจขุนเขาบนตัวเขาพลันแผ่กระจายออกไปราวกับคลื่นน้ำไร้รูปร่าง กดทับชาวบ้านที่อยู่ใกล้จนหน้าซีดเผือด แทบจะหายใจไม่ออก แสงดุร้ายในดวงตาสว่างวาบขึ้นมาราวกับสัตว์ป่าที่ถูกยั่วโมโห

"กล้าเข้ามายุ่งเรื่องในบ้านของพรรคพรายราตรีของข้างั้นรึ คู่ควรจะมาเสแสร้งแกล้งทำตัวอยู่ต่อหน้าสิงหลงผู้นี้เชียวรึ"

เขาตวัดมืออย่างแรง น้ำเสียงเฉียบขาด แฝงเจตนาฆ่าอันไม่อาจโต้แย้งได้

"ฆ่าพวกมันซะ แล้วก็จัดการพวกสวะขวางหูขวางตาพวกนี้ให้หมดเกลี้ยงซะด้วย"

"รับคำสั่ง"

นักฆ่าพรรคพรายราตรีที่ล้อมอยู่รอบๆ ขานรับพร้อมกัน เสียงเย็นเยียบปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใดๆ นักฆ่าชุดดำเจ็ดแปดคนที่อยู่ใกล้เกาเสี่ยวชวนมากที่สุด พุ่งตัวเข้ามาทันที พวกมันคล่องแคล่วราวกับเสือดาวล่าเหยื่อ อาวุธในมือส่องประกายเย็นยะเยือก พุ่งเข้าฟาดฟันจากมุมที่แตกต่างกัน ในจำนวนนั้นมีสองคนแยกตัวออกไป พุ่งตรงเข้าหาชาวบ้านที่กำลังตื่นตระหนกหวาดกลัวอยู่อีกฝั่ง เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะทำตามคำสั่ง "เก็บกวาด" ของสิงหลง

เกาเสี่ยวชวนปรายตามองเงาร่างที่พุ่งเข้ามา ราวกับมองไม่เห็นรังสีอำมหิตที่ซัดสาดมาตรงหน้า เขายังมีอารมณ์จัดแขนเสื้อที่ถูกลมพัดจนยุ่งเหยิงให้เรียบร้อย แล้วสั่งการหวังหู่กับเสี่ยวหลี่อย่างไม่ใส่ใจ

"พวกรดับก่อกำเนิด ปล่อยให้พวกเจ้าก็แล้วกัน ถือซะว่ายืดเส้นยืดสาย"

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงแฝงความห่วงใยราวกับผู้ใหญ่สั่งสอนผู้น้อย

"ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าพลาดท่าตายน้ำตื้นเสียล่ะ"

หวังหู่กับเสี่ยวหลี่เตรียมพร้อมรับมืออยู่แล้ว เมื่อได้ยินดังนั้นก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง แผดเสียงคำรามต่ำๆ ออกมาพร้อมกัน ชักดาบซิ่วชุนเตาออกจากฝัก กลายเป็นเงาพุ่งสองสายพุ่งเข้าปะทะ

ท่ามกลางแสงดาบที่สว่างวาบ พวกเขาสกัดกั้นนักฆ่าสองคนที่พุ่งเข้าหาชาวบ้านและนักฆ่าที่พุ่งมาข้างหน้าสุดไว้ได้ในพริบตา

"เคร้ง เคร้งๆ"

เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น ประกายไฟแตกกระจาย

ดาบของหวังหู่หนักหน่วง รุกรับเป็นวงกว้าง แฝงความห้าวหาญดุดันราวกับการต่อสู้ในสนามรบ ทุกดาบล้วนใช้พละกำลังมหาศาล บีบให้คู่ต่อสู้ต้องถอยร่นอย่างต่อเนื่อง เสี่ยวหลี่กลับปราดเปรียวว่องไว ดาบเน้นลูกเล่น พุ่งเป้าโจมตีจุดตาย การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วกว่าหวังหู่ ประกายดาบสว่างวาบ มักจะแทงออกมาจากมุมที่คาดไม่ถึงเสมอ

เนื่องจากได้รับการขัดเกลาจากคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น พลังปราณของเสี่ยวหลี่จึงเหนือกว่าหวังหู่อยู่ขั้นหนึ่ง ทั้งสองหันหลังชนกัน ประสานงานกันอย่างรู้ใจ เข้าพัวพันต่อสู้กับนักฆ่าสี่คนอย่างดุเดือด

นักฆ่าพรรคพรายราตรีทุกกระบวนท่าล้วนอำมหิต เป็นการต่อสู้แบบแลกชีวิตทั้งหมด ฟันมาหนึ่งดาบก็ไม่คิดจะป้องกันเลยสักนิด หวังเพียงเอาแผลแลกชีวิต หวังหู่กับเสี่ยวหลี่ถูกความบ้าระห่ำนี้ข่มขวัญในตอนแรก ทำให้ดูรับมือไม่ทันอยู่บ้าง หวังหู่ถูกฟันที่ไหล่จนเลือดซึมออกมา เสี่ยวหลี่ก็โดนเตะเข้าที่เอวไปหนึ่งทีจนเดินเซไปสองก้าว

แต่ไม่นาน พวกเขาก็ตั้งหลักได้

เพลงดาบยิ่งทวีความนิ่งขรึมและอำมหิต ค่อยๆ พลิกสถานการณ์กลับมาได้ หรือถึงขั้นกดดันฝ่ายตรงข้ามกลับไป หวังหู่คำรามลั่น ฟันอาวุธของนักฆ่าคนหนึ่งจนปลิวหลุดมือ อาศัยจังหวะนี้เตะเข้าที่หน้าอกของอีกฝ่ายจนกระอักเลือดกระเด็นถอยหลังไป เสี่ยวหลี่ก็ฉวยโอกาสตอนที่คู่ต่อสู้เสียหลัก ตวัดดาบเฉือนต้นขาอีกฝ่าย ตัดกำลังการเคลื่อนไหวไปได้สำเร็จ

เกาเสี่ยวชวนปรายตามองวงล้อมต่อสู้ แล้วพยักหน้าเบาๆ

"พอใช้ได้ ไม่เสียทีที่โดนข้าซ้อมมาเยอะ"

สายตาของเขา กลับมุ่งความสนใจไปที่ร่างสีเลือดซึ่งเมื่อได้รับคำสั่งแล้ว ก็ราวกับอาวุธสังหารที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา

เกาต้านไป๋เริ่มเคลื่อนไหว มันกำดาบยาวจนแหลกละเอียด ไม่มีการคำรามข่มขวัญ ไม่มีการสะสมพลัง มันเพียงแค่ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างเรียบง่าย

เมื่อก้าวเท้าออกไป พื้นดินที่ถูกอัดแน่นใต้ฝ่าเท้าก็ส่งเสียงดัง "กร๊อบ" แตกกระจายออกไป รอยร้าวลุกลามออกไปรอบทิศทางราวกับใยแมงมุม พร้อมกับฝุ่นดินปลิวคลุ้ง

วินาทีต่อมา พลังรังสีอำมหิตสีเลือดอันมหาศาลก็ระเบิดออกกึกก้อง

กลิ่นอายนั้นเยือกเย็น คลุ้มคลั่ง แฝงแรงกดดันดุจภูเขาซากศพทะเลเลือด ปรมาจารย์ขั้นหนึ่งสามคนที่พุ่งเข้ามาถึงกับชะงักงัน หน้าเปลี่ยนสี ส่วนนักฆ่าระดับกำเนิดฟ้าคนอื่นๆ ที่พุ่งเข้าหาชาวบ้าน กลับยิ่งเหมือนถูกค้อนยักษ์ไร้รูปทุบเข้าอย่างจัง พากันกระอักเลือดลอยกระเด็นกลับไป

หลังจากนั้น ร่างกายอันสูงใหญ่ของเกาต้านไป๋ก็กลายเป็นเงาสีเลือดมัวๆ พุ่งเข้าหาปรมาจารย์ขั้นหนึ่งทั้งสามคน

ดาบเหล็กนิลทมิฬไม่รู้ว่ามาอยู่ในมือตั้งแต่เมื่อไหร่ บนใบดาบนั้น รังสีอำมหิตสีเลือดอันมืดมิดไหลเวียนแผ่กระจายราวกับสิ่งมีชีวิต ส่งเสียงสะอื้นต่ำๆ ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังแผดร้องอยู่ข้างใน

ดวงตาสองข้างของเกาต้านไป๋ที่เดิมทีดูว่างเปล่าเล็กน้อย บัดนี้กลับทอแสงสีแดงอันน่าสะพรึงกลัวสองจุด กลิ่นอายสังหารอันบริสุทธิ์และเยือกเย็นรอบตัว ไม่มีการปิดบังอีกต่อไป มันระเบิดออกกึกก้อง

นักฆ่าคนที่โดนโจมตีคนแรก ยังมองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าแสงดาบมาจากทางไหน เขารู้สึกเพียงว่าต้นคอเย็นวาบ โลกก็หมุนเคว้งคว้าง ในจังหวะที่ศีรษะหลุดกระเด็นขึ้นไป บนใบหน้าของเขายังคงมีความดุร้ายของการพุ่งเข้าใส่ค้างอยู่ ปากอ้ากว้างราวกับยังอยากจะตะโกนอะไรออกมา

เสาเลือดพุ่งกระฉูดขึ้นฟ้า

คนที่สองตกใจสุดขีด รีบแทงกระบี่ยาวในมือออกไปสุดแรง หมายจะสกัดกั้นสัตว์ประหลาดอันน่าสะพรึงกลัวนี้ แสงกระบี่พุ่งเร็วดั่งสายฟ้า เล็งตรงไปที่คอหอยของเกาต้านไป๋

เกาต้านไป๋ไม่หลบไม่หลีก

"ฉึก"

กระบี่ยาวแทงเข้าใต้ซี่โครงซ้ายของมัน ส่งเสียงเสียดสีราวกับโลหะกระทบกันแสบแก้วหู แทงทะลุเนื้อไปได้แค่หนึ่งนิ้ว ก็ไม่อาจแทงลึกลงไปได้อีก

ส่วนดาบเหล็กนิลทมิฬเล่มนั้น ก็พุ่งประดุจมังกรร้ายออกจากถ้ำ ทะลวงหน้าอกของคนผู้นั้นไปแล้ว ปลายดาบทะลุออกทางแผ่นหลัง หอบเอาหยาดเลือดสาดกระเซ็น นักฆ่าเบิกตากว้าง ก้มมองปลายดาบที่โผล่ทะลุอกตัวเองออกมา ในปากมีฟองเลือดทะลักออกมายกใหญ่ ร่างกายอ่อนฮวบรูดลงกับพื้น

คนที่สามตอบสนองได้เร็วที่สุด เมื่อเห็นเพื่อนร่วมกลุ่มตายอนาถในพริบตา เขาก็ร้องเสียงหลง รีบถอยกรูด พร้อมกับซัดลูกดอกอาบยาพิษสามดอกเป็นรูปอักษร 'ผิ่น' (品) พุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของเกาต้านไป๋

เกาต้านไป๋เพียงแค่เอียงคอเล็กน้อย

ลูกดอกดอกแรกเฉี่ยวหูซ้ายมันบินผ่านไป ดอกที่สองพุ่งผ่านข้างแก้ม ทิ้งรอยเลือดจางๆ เอาไว้ ดอกที่สามปักเข้ากลางหว่างคิ้วของมันอย่างจัง...

"กริ๊ก"

ลูกดอกกระดอนออกไป ทิ้งไว้เพียงรอยจุดสีขาวบนผิวหนังเท่านั้น

เกาต้านไป๋ไม่แม้แต่จะหันไปมองนักฆ่าที่กำลังหนีเตลิดคนนั้นด้วยซ้ำ มันตวัดดาบกลับไป แสงดาบสีเลือดหลุดลอยออกจากใบมีด พุ่งตามไปทีหลังแต่กลับถึงก่อน กรีดผ่านช่วงเอวของนักฆ่าที่อยู่ห่างออกไปกว่าสิบก้าวอย่างแม่นยำ

นักฆ่าวิ่งโซเซไปได้อีกสองก้าว ร่างกายท่อนบนถึงค่อยๆ เลื่อนหลุดลงมา ส่วนท่อนล่างยังคงยืนตระหง่านอยู่ รอยตัดเรียบเนียนดุจกระจก เลือดถึงเพิ่งจะพุ่งทะลักออกมา

เพียงชั่วพริบตา นักฆ่าพรรคพรายราตรีระดับปรมาจารย์ขั้นหนึ่งทั้งสามคน ดับดิ้นสิ้นชีพ

เกาต้านไป๋ค่อยๆ ดึงกระบี่ยาวที่แทงทะลุหน้าอกออก โยนทิ้งลงพื้นอย่างไม่แยแส เกิดเสียงดัง "เคร้ง" เบาๆ แผลใต้ซี่โครงซ้ายมีกล้ามเนื้อกระตุกยิกๆ อย่างน่าประหลาด และสมานแผลปิดสนิทด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองเห็น ทิ้งไว้เพียงรอยแผลเป็นสีขาวตื้นๆ

แสงสีแดงในดวงตาของมันดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกนิด ยืนตระหง่านถือดาบ รังสีอำมหิตลอยวนเวียนรอบตัว ราวกับอสุราสีเลือดที่มาจากปรโลก แรงกดดันไร้รูปเข้าครอบงำพื้นที่กว่าครึ่งลานกว้าง ทำเอาอากาศแทบจะหยุดนิ่ง

สิงหลงที่กำลังเตรียมจะดูเกาเสี่ยวชวนกับพวกถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ม่านตาหดเล็กลงอย่างฉับพลัน

รวดเร็ว อำมหิต แม่นยำ

ที่สำคัญกว่านั้นก็คือรูปแบบการต่อสู้ที่เมินเฉยต่อความเป็นตาย ยอมแลกอาการบาดเจ็บกับชีวิต และมีประสิทธิภาพสูงจนทำเอาคนดูเย็นสันหลังวาบ นี่ไม่ใช่หุ่นเชิดธรรมดาๆ อย่างแน่นอน ยิ่งดูไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตเลยด้วยซ้ำ

"พวกสวะ"

สิงหลงสบถด่าอย่างเดือดดาล ไม่รู้ว่ากำลังด่าพวกนักฆ่าที่ตายไปแล้ว หรือกำลังด่าตัวเองที่ดูคนผิดไป กล้ามเนื้อบนใบหน้าเขากระตุกยิกๆ รังสีฆ่าฟันในดวงตาแทบจะเอ่อล้นออกมา

"มีฝีมืออยู่บ้างนี่ มิน่าล่ะถึงได้กล้าออกหน้า"

เขาสะบัดมืออย่างแรง

"หน่วยหัวกะทิ ลุยเข้าไป จัดการไอ้ตัวประหลาดนั่นให้ได้ ข้าจะจับมันฉีกเป็นชิ้นๆ "

"พรึบ พรึบ พรึบ"

เงาร่างห้าสายพุ่งแหวกวงล้อมออกมาตามคำสั่ง

กลิ่นอายของทั้งห้าคนนี้เหนือกว่าพวกนักฆ่าก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด แววตาดูเย็นชาและนิ่งขรึมขึ้น พลังปราณรอบตัวพุ่งพล่าน ก่อเกิดเป็นแรงกดดันที่มองไม่เห็นถาโถมมาเป็นระลอก

สองคนอยู่ด้านหน้า กลิ่นอายอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นสาม สองคนอยู่ตรงกลาง รังสีคุกคามหนักแน่นยิ่งกว่า เป็นปรมาจารย์ขั้นสี่ คนสุดท้ายเดินตามมาเนิบๆ พลังปราณรอบตัวไม่แสดงออก ฝีเท้าเงียบกริบไร้เสียง สายตาจ้องเขม็งล็อกเป้าหมายไปที่เกาต้านไป๋

ปรมาจารย์ขั้นห้า

ปรมาจารย์ทั้งห้า จัดกระบวนทัพขนาดเล็ก ล้อมกรอบเกาต้านไป๋ไว้ตรงกลาง พลังปราณสอดประสานกัน ปิดตายช่องทางหลบหลีกของมันจนหมดสิ้น

เกาต้านไป๋ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ราวกับไม่รับรู้ถึงยอดฝีมือที่กำลังรุมล้อมเข้ามาเลยแม้แต่น้อย มันเพียงแค่เอียงคอเล็กน้อย ดวงตาสีเลือดแดงฉานกวาดมองทั้งห้าคนอย่างช้าๆ ดาบเหล็กนิลทมิฬในมือก็แผ่รังสีอำมหิตสีเลือดหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะหยดลงมา

"เกาต้านไป๋ เล่นเป็นเพื่อนพวกมันหน่อยสิ"

เสียงของเกาเสี่ยวชวนดังมาจากด้านหลัง ยังคงราบเรียบ ซ้ำยังแฝงไปด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายนิดๆ

"ระวังหน่อยล่ะ อย่าทำให้พื้นสกปรกมากเกินไป มันเก็บกวาดยาก"

ทุกคนหันไปมองตามเสียง ก็เห็นผู้ช่วยผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรผู้นั้น ถอยร่นไปอยู่ที่โม่หินริมลานกว้างตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นั่งแหมะลงไปตรงนั้นดื้อๆ ในมือล้วงถุงผ้าใบเล็กๆ ออกมาจากไหนก็ไม่รู้ หยิบขนมเปี๊ยะดอกกุ้ยฮวาขึ้นมา กัดกินอย่างเนิบนาบ

ท่วงท่าแบบนั้น ช่างดูสบายใจเฉิบราวกับเป็นเศรษฐีบ้านนอกที่มาดูงิ้วเล่นที่ปากทางเข้าหมู่บ้านไม่มีผิด

หวังหู่เพิ่งจะฟันดาบไล่คู่ต่อสู้ให้ถอยร่นไป หางตาเหลือบไปเห็นฉากนี้เข้าพอดี แทบจะกระอักเลือดเก่าๆ ออกมา

"พี่ชวน ท่านนี่มัน..."

"ข้าเป็นคนเจ็บนะ ย่อมต้องได้รับการดูแลแบบคนเจ็บสิ" เกาเสี่ยวชวนกินขนม พึมพำอู้อี้ "ไอ้เด็กบ้าอย่างเจ้าอย่ามัวแต่เสียสมาธิสิวะ"

เสี่ยวหลี่เองก็ทั้งขำทั้งโมโห ปัดป้องคมดาบที่ฟันลงมา หอบหายใจแฮกๆ แล้วพูดขึ้นว่า

"ตอนเที่ยวเล่นชมวิวแช่น้ำพุร้อน ท่านไม่เห็นพูดเลยนะว่าเป็นคนเจ็บน่ะ"

เกาเสี่ยวชวนกลืนขนมลงคอ ปัดเศษขนมบนมือ แล้วตอบกลับอย่างหน้าตาเฉยว่า

"มันจะไปเหมือนกันได้ยังไง ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ช่วยให้ฟื้นตัวเร็ว การต่อสู้มันเป็นการออกกำลังกายอย่างหนัก กระทบกระเทือนแผลเก่า สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว"

หวังหู่กับเสี่ยวหลี่สบตากัน ทั้งคู่ต่างก็เห็นความเหนื่อยใจอย่างสุดซึ้งและความชาชินที่มีมานานในแววตาของอีกฝ่าย

สองมาตรฐานงั้นรึ พี่ชวนบอกว่ามันคือการพลิกแพลงตามสถานการณ์ต่างหาก

พวกเขาไม่วอกแวกอีกต่อไป แผดเสียงคำรามลั่น เพลงดาบทวีความดุดันขึ้นไปอีก ระบายความ "โกรธเคือง" ทั้งหมดไปลงที่คู่ต่อสู้

อีกด้านหนึ่ง การต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายที่แท้จริงได้เริ่มขึ้นแล้ว

หน่วยหัวกะทิของพรรคพรายราตรีทั้งห้าคนเปิดฉากโจมตีพร้อมกัน

หมัด ฝ่ามือ แสงดาบ ปราณกระบี่ โหมกระหน่ำเข้าใส่เกาต้านไป๋จากทุกสารทิศ พลังปราณพลุ่งพล่าน หอบเอาฝุ่นดินบนพื้นม้วนตัวลอยขึ้นฟ้า ทั้งห้าคนประสานงานกันอย่างยอดเยี่ยม เห็นได้ชัดว่าเคยร่วมมือกันต่อสู้มาบ่อยครั้ง การโจมตีต่อเนื่องไม่ขาดสาย ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ปิดกั้นทางถอยของเกาต้านไป๋จนหมดสิ้น

เกาต้านไป๋ยังคงไม่หลบไม่หลีก

มันเลือกใช้วิธีที่บ้าคลั่งที่สุด และก็ตรงไปตรงมาที่สุด...

ปะทะกันตรงๆ

"เคร้ง"

ดาบเหล็กนิลทมิฬฟาดฟันปะทะกับดาบหัวผีอันหนักอึ้งอย่างดุดัน เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวจนแสบแก้วหู ประกายไฟสาดกระจายราวกับดอกไม้ไฟที่เบ่งบาน

ปรมาจารย์ขั้นสี่ที่ถือดาบรู้สึกเพียงแรงมหาศาลที่ไม่อาจต้านทานได้ถาโถมเข้ามา ง่ามนิ้วฉีกขาด เลือดไหลเป็นทาง ดาบหัวผีที่อยู่คู่กายเขามาถึงยี่สิบปีหลุดกระเด็นออกจากมือ ปักลึกลงไปบนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป ดาบสั่นไหวส่งเสียงหึ่งๆ

ส่วนไหล่ซ้ายของเกาต้านไป๋ ก็ถูกฝ่ามือทรายพิษของปรมาจารย์ขั้นสี่อีกคนประทับเข้าอย่างจัง

"ตึง"

เสียงทึบๆ ดังระเบิดขึ้น เสื้อผ้าฉีกขาด เผยให้เห็นผิวหนังที่มีผิวสัมผัสแปลกประหลาดอยู่เบื้องล่าง ผิวหนังยุบตัวลงไปเล็กน้อย แต่ไม่ได้ฉีกขาด ทิ้งไว้เพียงรอยฝ่ามือสีเขียวอมดำตื้นๆ เท่านั้น

เกาต้านไป๋ราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย

แสงดาบตวัดกลับมาราวกับม่านน้ำตก กวาดฟันปรมาจารย์ขั้นสามที่ฉวยโอกาสลอบโจมตีจนขาดเป็นสองท่อนทั้งคนทั้งกระบี่

ท่ามกลางสายฝนเลือด ขาขวาของมันตวัดเตะออกไปราวกับแส้เหล็ก ฟาดปรมาจารย์ขั้นสามอีกคนจนกระดูกหน้าอกยุบ ตัวลอยละลิ่วกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงบ้านดินด้านหลัง ทะลุเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ ดูท่าทางคงไม่รอดแล้ว

เพียงชั่วพริบตา การรุมล้อมของคนทั้งห้า ก็ถูกมันฉีกกระชากเปิดทางออกอย่างป่าเถื่อนด้วยวิธีที่แทบจะเรียกได้ว่ายอมบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย

ตายหนึ่ง บาดเจ็บสาหัสหนึ่ง

"ผิวหนังมันแข็งชะมัด"

ปรมาจารย์ขั้นห้าผู้เป็นหัวหน้าแววตาดุดันขึ้นมาทันที ใช้วิชาตัวเบาลัดเลาะไปด้านหลังเกาต้านไป๋ราวกับภูตผี ฝ่ามือทั้งสองข้างดำทะมึนดุจน้ำหมึก แฝงไปด้วยสายลมเย็นยะเยือกที่มีกลิ่นเหม็นคาว ซัดฝ่ามือตรงเข้าที่จุดตายกลางหลังของเกาต้านไป๋อย่างเงียบเชียบ

นี่คือ "ฝ่ามือสลายใจ" ที่เขาฝ่าฟันฝึกฝนมาถึงสามสิบปี พลังฝ่ามืออำมหิตโหดเหี้ยม ผู้ที่โดนฝ่ามือนี้เข้าไปอวัยวะภายในจะค่อยๆ เน่าเปื่อย ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ยากจะช่วยชีวิตไว้ได้

เกาต้านไป๋ราวกับมีตาหลัง

ในชั่วพริบตาที่ฝ่ามือสีดำกำลังจะประทับลงบนร่าง ร่างกายอันใหญ่โตของมันก็บิดเบี้ยวด้วยมุมองศาที่แปลกประหลาด ดาบเหล็กนิลทมิฬพลิกกลับ แทงทะลุใต้รักแร้ออกมา พุ่งตรงไปยังคอหอยของฝ่ายตรงข้าม

แสงดาบสว่างวาบดั่งสายฟ้า

ปรมาจารย์ขั้นห้าตกใจสุดขีด

เขาคิดไม่ถึงเลยว่าหุ่นเชิดตัวนี้จะตอบสนองได้รวดเร็วปานนี้ ซ้ำกระบวนท่ายังแพรวพราวและอำมหิตถึงเพียงนี้ นี่มันใช่สิ่งของไร้ชีวิตที่ไหนกัน นี่มันนักฆ่าระดับพระกาฬที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชนชัดๆ

เขารีบเปลี่ยนกระบวนท่า กางฝ่ามือออกกดทับลงบนใบดาบอย่างสุดกำลัง อาศัยแรงสะท้อนกลับพุ่งตัวถอยหลังหนี แต่ฝ่ามือกลับรู้สึกปวดแสบปวดร้อน ก้มลงดูก็พบว่าฝ่ามือทั้งสองข้างถูกปราณกระบี่กรีดเป็นรอยแผลลึกสองรอย เลือดไหลอาบ

เกาต้านไป๋ได้ทีขี่แพะไล่ตามติดประชิดตัวราวกับเงาตามตัว เพลงดาบเริ่มบรรเลง ราวกับพายุหมุนสีเลือด ม้วนเอาปรมาจารย์ขั้นสี่ที่เหลือสองคนและปรมาจารย์ขั้นห้าคนนั้นเข้าไปด้วย

รูปแบบการต่อสู้แบบแลกเลือดแลกเนื้อของมันทำเอาผู้คนต้องหวาดผวา มักจะทนรับการโจมตีของอีกฝ่ายไปหนึ่งทีก่อน แล้วค่อยสวนกลับด้วยท่าไม้ตายที่รุนแรงกว่า ปรมาจารย์ขั้นสี่คนหนึ่งซัดฝ่ามือเข้าที่หน้าอกของมัน พลังฝ่ามือสั่นสะเทือน เกาต้านไป๋ชะงักไปเล็กน้อย แต่ดาบของมันก็เฉือนเข้าที่ต้นขาของอีกฝ่ายไปแล้ว แทบจะตัดขาข้างนั้นขาดกระเด็น

ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวน คนผู้นั้นล้มลง

ปรมาจารย์ขั้นสี่อีกคนฉวยโอกาสนี้แทงกระบี่ทะลุเอวของมัน ปลายกระบี่โผล่ทะลุออกไปอีกฝั่งหนึ่งนิ้ว เกาต้านไป๋ราวกับไม่รู้สึกรู้สา ตวัดดาบกลับไป ฟันคอของคนผู้นั้นจนขาดกระเด็น

เลือดสาดกระเซ็นย้อมพื้นดินจนเละเทะไปหมด ซากศพแขนขาขาดกระเด็นเกลื่อนกลาด ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง

ประกายไฟสีแดงในดวงตาของเกาต้านไป๋ สว่างวาบขึ้นเรื่อยๆ ทวีความเร่าร้อนขึ้นเรื่อยๆ ตามการเข่นฆ่าที่ดำเนินไป การเคลื่อนไหวของมันยิ่งบ้าระห่ำ ดุดัน บางครั้งถึงกับยอมสละการป้องกันบางส่วน เพื่อให้สังหารเหยื่อได้เร็วขึ้น หน้าอก แผ่นหลัง เอว ล้วนมีรอยแผลเพิ่มขึ้นมาอีกหลายรอย แม้จะไม่ลึกนัก แต่แนวโน้มของการอาละวาดที่คล้ายกับจะหลุดพ้นจากพันธนาการบางอย่าง ทำให้เกาเสี่ยวชวนที่กำลัง "ดูงิ้ว" อยู่ต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย

"รังสีอำมหิตที่หัวใจแห่งการเข่นฆ่าดูดซับมา เริ่มจะปั่นป่วนแล้วแฮะ..."

เกาเสี่ยวชวนลอบคิดในใจ

เขาแบ่งจิตสำนึกออกไปส่วนหนึ่ง ราวกับเส้นด้ายไร้รูป ค่อยๆ เลื้อยเข้าไปพันเกี่ยว ลูบไล้ความปรารถนาอันโหดร้ายที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในก้นบึ้งจิตสำนึกของเกาต้านไป๋ให้สงบลง

การเคลื่อนไหวของเกาต้านไป๋ชะงักไปเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น ประกายไฟสีแดงในดวงตาลดความร้อนแรงลง เพลงดาบกลับมามีความแม่นยำและถูกควบคุมอีกครั้ง

ในขณะที่เกาต้านไป๋กับปรมาจารย์ทั้งห้ากำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด และดึงดูดความสนใจของคนส่วนใหญ่ไปจนหมด

สิงหูที่คุกเข่าอยู่ท่ามกลางกองเลือดมาโดยตลอด และสติเริ่มจะเลือนลางเพราะเสียเลือดมาก ในดวงตาพลันเปล่งประกายสว่างวาบขึ้นมาอย่างน่าตกใจ

โอกาสมาถึงแล้ว

สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่ภรรยาและลูกที่ถูกคุมตัวอยู่ไม่ไกล

ความสนใจของสิงหลง อย่างน้อยกว่าครึ่งหนึ่งถูกดึงดูดไปที่หุ่นเชิดสีเลือดอันน่าสยดสยองทรงพลังตัวนั้น รวมไปถึงท่าทีอันคาดเดายากของผู้เป็นนาย ส่วนนักฆ่าสองคนที่คุมตัวนางหนิวสี่กับเด็กน้อยอยู่ เป็นแค่นักฆ่าระดับกำเนิดฟ้าธรรมดาๆ ตอนนี้ก็กำลังจ้องมองดูการต่อสู้ของเหล่าปรมาจารย์อยู่ไกลๆ อย่างลุ้นระทึก มือที่จับดาบอยู่สั่นระริก

ตอนนี้แหละ

"ย่าห์"

สิงหูส่งเสียงคำรามต่ำๆ ออกมาจากลำคอราวกับสัตว์ป่า แขนขวาที่เหลืออยู่ข้างเดียวออกแรงดันพื้นอย่างสุดกำลัง

ร่างกายพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนูหลุดจากแล่ง ไม่ได้พุ่งไปหาสิงหลง แต่กลับพุ่งเข้าหาผู้คุมสองคนนั้น

แม้เขาจะแขนขาด บาดเจ็บสาหัสจนแทบหมดแรง แต่ด้วยรากฐานระดับปรมาจารย์ขั้นหก และสัญชาตญาณการต่อสู้ที่ผ่านการฝึกฝนจากเปลวเพลิงแห่งสงครามมานานถึงสิบปี การพุ่งตัวครั้งนี้ รวดเร็วดั่งสายฟ้า แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะยอมสละชีวิต

นักฆ่าสองคนนั้นตั้งตัวไม่ทัน

รู้สึกเพียงว่าตาพร่ามัวไปชั่วขณะ เงาสีเลือดสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาถึงตรงหน้าแล้ว

คนหนึ่งฟันดาบออกไปตามสัญชาตญาณ คมดาบพุ่งตรงไปที่ศีรษะของสิงหู สิงหูไม่หลบไม่หลีก ใช้กระดูกสะบักรับคมดาบเอาไว้ดื้อๆ

"ฉึก"

คมดาบฟันเข้ากระดูก ส่งเสียงดังชวนเสียวฟัน ท่ามกลางเสียงกระดูกแตกหัก ฝ่ามือขวาของเขาก็คว้าหมับเข้าที่คอของนักฆ่าอีกคนราวกับคีมเหล็ก

นิ้วทั้งห้าออกแรงบีบ

"กร๊อบ"

เสียงกระดูกคอหักดังกร๊อบ นักฆ่าคนนั้นตาถลน คอบิดเบี้ยวด้วยองศาที่น่าเกลียดน่ากลัว แล้วก็ล้มพับลงไป

นักฆ่าถือดาบตกใจสุดขีด พยายามดึงดาบออกสุดชีวิต แต่กลับพบว่าใบดาบติดหนึบอยู่ในรอยแยกกระดูก ดึงไม่ออก

ดาบที่สองยังไม่ทันได้ฟันออกไป สิงหูก็พุ่งชนเข้าใส่อ้อมอกของมันแล้ว ใช้หน้าผากกระแทกเข้าที่ใบหน้าของมันราวกับค้อนทุบ

"ตึง"

ดั้งจมูกยุบ เลือดสดๆ ไหลอาบ นักฆ่าร้องโหยหวนหงายหลังล้มตึง เอามือกุมหน้ากลิ้งไปมาบนพื้น

ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ตั้งแต่สิงหูลุกขึ้นมาจู่โจม จนนับฆ่าสองคนต้องตายไปหนึ่ง บาดเจ็บสาหัสหนึ่ง กินเวลาไปแค่สามลมหายใจเท่านั้น

"อาอวิ๋น เป่าเอ๋อร์"

สิงหูเอาตัวบังภรรยาและลูกเอาไว้ เดินโซเซผลักพวกนางไปทางวงล้อมการต่อสู้ของหวังหู่กับเสี่ยวหลี่

นางหนิวสี่น้ำตานองหน้าไปนานแล้ว แต่ก็ขบกัดริมฝีปากแน่นไม่ยอมส่งเสียงร้องไห้ออกมา เด็กน้อยตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนทำอะไรไม่ถูก หน้าซีดเผือด กอดคอแม่เอาไว้แน่น

"คุ้มครองพวกเขาไว้"

สิงหูตะโกนสุดเสียง เสียงแหบพร่าจนแทบฟังไม่ออกว่าเป็นเสียงอะไร

หวังหู่กับเสี่ยวหลี่เห็นดังนั้น ก็เร่งฟันดาบไล่คู่ต่อสู้ให้ถอยร่นไป แล้วรีบเข้าไปสมทบ หวังหู่ดึงนางหนิวสี่มาไว้ด้านหลัง เสี่ยวหลี่ก็เข้าไปคุ้มครองเด็กน้อย ทั้งสามคนหันหลังชนกัน ก่อตัวเป็นวงล้อมคุ้มกันเล็กๆ

นักฆ่าระดับกำเนิดฟ้าพวกนั้นจะพุ่งเข้ามา แต่ก็ถูกประกายดาบของหวังหู่กับเสี่ยวหลี่ขวางไว้ พวกเขาแม้จะได้รับบาดเจ็บ แต่จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้กลับกำลังพุ่งทะยาน ชั่วขณะนี้จึงไม่มีใครสามารถเข้าใกล้ได้เลย

"ไอ้ลูกเนรคุณ รนหาที่ตายนักใช่ไหม"

เสียงคำรามของสิงหลง ดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่าเหนือลานกว้าง

เขาคิดไม่ถึงเลยว่า ภายใต้สายตาของเขา สิงหูจะยังกล้าขัดขืน แถมยังฆ่าลูกน้องของเขาและชิงตัวประกันไปได้อีก

นี่มันไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าเขาฉาดใหญ่เลย

ความแค้นเก่าความแค้นใหม่ กลายเป็นจิตสังหารพุ่งทะยานขึ้นฟ้าในพริบตา เขาไม่สนใจหุ่นเชิดอันน่าสะพรึงกลัวและเจ้าหน้าที่หน่วยองครักษ์เสื้อแพรผู้หยั่งไม่ถึงนั่นอีกต่อไป ร่างกายกระตุกวูบราวกับวิชาย่นระยะทาง พุ่งพรวดไปอยู่ตรงหน้าสิงหูในทันที

นิ้วทั้งห้ากางออกราวกับตะขอ ส่งเสียงหวีดร้องฉีกกระชากอากาศ พุ่งตรงเข้าขยุ้มกลางกระหม่อมของสิงหู

กรงเล็บเงาลวง

กรงเล็บนี้ รุนแรงพอจะทลายศิลาผ่าหินได้สบายๆ หากขยุ้มโดนเต็มๆ หัวของสิงหูคงระเบิดเหมือนแตงโมแน่

สิงหูยกแขนที่เหลืออยู่ขึ้นขวาง รวบรวมพลังปราณที่เหลืออยู่ทั้งหมดเพื่อรับมือ

"ปัง"

พลังปราณระเบิดออก แรงมหาศาลดุจภูเขาถล่มทะเลคลั่งถาโถมเข้ามา สิงหูราวกับถูกแรดที่กำลังวิ่งชนเข้าอย่างจัง กระอักเลือดออกมาคำโต เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกจากรอยตัดของแขน ย้อมร่างกายซีกนั้นจนแดงฉาน

เขาลอยละลิ่วกระเด็นถอยหลังไป ร่วงกระแทกพื้นห่างออกไปหลายวา กลิ้งหลุนๆ ไปหลายตลบถึงจะหยุดนิ่งได้ กระอักเลือดออกมาอีกคำ หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษทองคำเปลว ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบจับสัมผัสไม่ได้

"แค่ร่างกายพิการแบบนี้ของเจ้า ก็กล้ามาต่อสู้กับข้างั้นรึ"

สิงหลงรุกคืบเข้าไปหาทีละก้าว แววตาโหดเหี้ยมราวกับแมวหยอกหนู

"สิบปีก่อนเจ้ามันก็แค่ไอ้กระจอกขั้นหก สิบปีให้หลัง เจ้าก็ยิ่งเป็นไอ้สวะ"

เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าสิงหู ก้มมองลูกบุญธรรมในอดีตด้วยสายตาเหยียดหยาม ในดวงตาไม่มีความเวทนาปรานีใดๆ มีเพียงความสะใจอันแสนเย็นชา

"วันนี้ข้าจะทำลายวรยุทธ์ของเจ้าให้หมด หักแขนหักขาเจ้า ให้เจ้าได้ลืมตาดูผู้หญิงของเจ้า ลูกของเจ้า แล้วก็พวกสวะพวกนี้ ตายต่อหน้าเจ้าไปทีละคน"

เขายกเท้าขึ้น เล็งไปที่แขนขวาของสิงหู แล้วกระทืบลงไปอย่างแรง

"อย่านะ"

นางหนิวสี่กรีดร้องอย่างน่าเวทนา หมายจะพุ่งตัวเข้าไปหา แต่ถูกหวังหู่รั้งตัวไว้แน่น

สิงหูนอนอยู่บนพื้น หงายหน้ามองเท้าที่กำลังกระทืบลงมา ในดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

และในตอนนั้นเอง

เสียงเอื่อยเฉื่อยเนิบนาบ ก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง

"เฮ้ย ไอ้หัวล้าน แกลืมอะไรไปหรือเปล่าวะ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 260 - ขอเปิดตัวสักหน่อย

คัดลอกลิงก์แล้ว