- หน้าแรก
- โต้วหลัว ระบบอาจารย์ระดับเทพ เริ่มต้นด้วยการปั้นจูจูชิง
- ตอนที่ 122 ออกเดินทางจากเมืองวิญญาณยุทธ์
ตอนที่ 122 ออกเดินทางจากเมืองวิญญาณยุทธ์
ตอนที่ 122 ออกเดินทางจากเมืองวิญญาณยุทธ์
หลังจากกวาดสายตาสำรวจการ์ดราชทินนามพรหมยุทธ์ชั่วคราวสองใบ และการ์ดวิญญาณพรหมยุทธ์ชั่วคราวอีกหนึ่งใบในพื้นที่มิติระบบจนเป็นที่พอใจแล้ว หยางเซียวก็สั่งเปิดหน้าต่างสถานะส่วนตัวขึ้นมาตรวจสอบ
[หน้าต่างสถานะโฮสต์]
ชื่อ: หยางเซียว
วิญญาณยุทธ์: หอกไป๋หลงอิน, ทูตสวรรค์หกปีก
ระดับพลังวิญญาณ: 75 (มหาปราชญ์วิญญาณ)
สัดส่วนวงแหวนวิญญาณ: ดำ, ดำ, ดำ, ดำ, ดำ, ดำ, แดง
[กระดูกวิญญาณครอบครอง]
กระดูกส่วนขาซ้าย กระต่ายอรชรกระดูกอ่อน (แสนปี)
กระดูกส่วนขาขวา อสูรห้วงมิติ (แสนปี)
กระดูกส่วนแขนขวา วัวอสรพิษมรกต (แสนปี)
กระดูกส่วนแขนขวา เสือดาวเงาห้วงมิติ (แสนปี) [ยังไม่ได้ใช้งาน]
กระดูกส่วนขาซ้าย เสือดาวเวหา (แสนปี) [ยังไม่ได้ใช้งาน]
กระดูกส่วนหัว ทรราชเนตรปีศาจ (หมื่นปี) [ยังไม่ได้ใช้งาน]
กระดูกส่วนขาซ้าย เสือดาวทมิฬ (หมื่นปี) [ยังไม่ได้ใช้งาน]
เป้าหมายการปั้นแต่ง: จูจู๋ชิง, หนิงหรงหรง, ตู๋กูเยี่ยน
ศิษย์: เอ้าสือหลัว
[ไอเทมพิเศษ]
วงแหวนเทพประทาน 2 วง (สามารถเก็บรักษาได้ถาวร)
เดิมทีหยางเซียวมีวงแหวนเทพประทานอยู่สามวง ทว่าเขาได้ใช้ไปหนึ่งวงเพื่อผสานเป็นวงแหวนวิญญาณที่เจ็ดให้แก่วิญญาณยุทธ์หอกไป๋หลงอินบัดนี้จึงหลงเหลืออยู่เพียงสองวง
ส่วนวิญญาณยุทธ์ที่สองอย่างทูตสวรรค์หกปีกนั้น หยางเซียวยังไม่ได้ทำการดูดซับวงแหวนวิญญาณใดๆ เพิ่มเติม เนื่องจากเขาไม่แน่ใจว่าบนแผ่นดินโต้วหลัวในยามนี้ จะมีสัตว์วิญญาณระดับแสนปีที่เข้ากับคุณสมบัติของทูตสวรรค์หกปีกหลงเหลืออยู่อีกกี่ตัว เขาจึงตัดสินใจชะลอการเพิ่มวงแหวนวิญญาณให้แก่วิญญาณยุทธ์ที่สองไปก่อน รอจนกว่าจะสะสมวงแหวนเทพประทานได้มากพอ แล้วค่อยประทับพวกมันลงไปทีเดียว
เมื่อจัดระเบียบความคิดเรียบร้อย หยางเซียวก็ดึงสติกลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงและจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งการบ่มเพาะพลังอย่างเงียบงัน...
วันเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งแสงแรกแห่งอรุณรุ่งสาดส่องมาเยือน
หยางเซียวลืมตาขึ้นช้าๆ คลายสภาวะสมาธิแล้วลุกจากเตียง เขาทอดสายตามองขอบฟ้าที่ถูกย้อมด้วยสีทองแดง ก่อนจะเดินไปผลักบานประตูห้องให้เปิดออก
ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า กลับทำให้เขาต้องชะงัก... จูจู๋ชิง หนิงหรงหรง ตู๋กูเยี่ยน พร้อมด้วยสมาชิกทีมโรงเรียนราชวงศ์เทียนโต่วทุกคน ล้วนมายืนรวมตัวกันอยู่ที่หน้าประตูห้องของเขาอย่างพร้อมเพรียง!
เมื่อบานประตูเปิดออก สายตาทุกคู่ต่างก็จับจ้องมาที่เขาเป็นจุดเดียว หยางเซียวกวาดสายตามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของแต่ละคน ก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบ
"เหตุใดพวกเจ้าถึงมาอออยู่ที่นี่กันหมด?"
ไม่มีผู้ใดปริปากตอบคำถาม ทุกคนเพียงยืนจ้องมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผูกพันและห่วงใย หยางเซียวเห็นดังนั้นจึงถอนหายใจเบาๆ และเบี่ยงตัวหลบ
"เข้ามาข้างในกันก่อนเถิด"
ทุกคนทยอยเดินเข้ามาในห้อง ทว่าบรรยากาศยังคงถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน ไร้ซึ่งถ้อยคำใดเล็ดลอดออกมา
ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูป หนิงเฟิงจื้อและพรหมยุทธ์กระบี่เฉินซินก็ก้าวเข้ามาสมทบภายในห้อง
เมื่อเห็นทั้งสอง หยางเซียวไม่รอช้าที่จะเข้าประเด็นทันที เขาประสานมือคารวะหนิงเฟิงจื้อพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ท่านอาหนิง วันนี้... ข้าคงต้องรบกวนฝากฝังพวกนางไว้กับท่านแล้ว"
หนิงเฟิงจื้อทอดสายตามองใบหน้าอันเยาว์วัยทว่าแฝงความเด็ดเดี่ยวของชายหนุ่ม ภายในใจอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจอย่างเวทนาอัจฉริยะหนุ่มผู้เปี่ยมพรสวรรค์ที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์... จะต้องมาร่วงหล่นดับสูญลงเพียงนี้เชียวหรือ?
แม้ดวงตาจะหม่นหมองลง ทว่าหนิงเฟิงจื้อก็ยังพยายามเกลี้ยกล่อมเป็นครั้งสุดท้าย
"สหายตัวน้อย... จะดีกว่าหรือไม่ หากเจ้าเลือกที่จะเข้าร่วมกับสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติของข้าเสียแต่ตอนนี้? ข้าเชื่อว่าด้วยบารมีของสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติ ย่อมเพียงพอที่จะค้ำจุนและปกป้องชีวิตของเจ้าได้"
หยางเซียวส่ายหน้าเบาๆ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนมุมปาก
"ท่านอาหนิง... ต่อให้เป็นสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติ ก็เกรงว่าจะไม่อาจคุ้มครองข้าได้หรอกขอรับ เพราะมรสุมลูกนี้ คือการเผชิญหน้ากับขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดถึงสามฝ่ายบนแผ่นดินโต้วหลัวเชียวนะ"
แม้หยางเซียวจะล่วงรู้จากระบบว่าสำนักวิญญาณยุทธ์ได้ยกเลิกคำสั่งตามล่าเขาแล้ว ทว่าสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัตินั้นตั้งฐานที่มั่นอยู่ในอาณาเขตของจักรวรรดิเทียนโต่ว ทั้งยังมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับราชสำนักเทียนโต่ว ต่อให้หนิงเฟิงจื้อสามารถใช้เส้นสายระงับการไล่ล่าจากฝั่งเทียนโต่วได้ แต่ก็ยังมีจักรวรรดิงซิงหลัวที่จ้องจะเอาชีวิตเขาอยู่อีกฝ่าย
ด้วยนิสัยที่หยิ่งทะนงของหยางเซียว เขาไม่มีทางยอมให้สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะตัวเขาเด็ดขาด
"ความหวังดีของท่านอาหนิง ข้าขอรับไว้ด้วยใจขอรับ" หยางเซียวกล่าวอย่างนอบน้อม
"แต่เรื่องนี้เป็นวิบากกรรมของข้า ข้าปรารถนาจะสะสางมันด้วยน้ำมือของข้าเอง"
หนิงเฟิงจื้ออ้าปากหมายจะทัดทาน ทว่าในห้วงความคิดกลับปรากฏภาพของพรหมยุทธ์เฮ่าเทียนอย่างถังเฮ่า ที่เคยก่อคดีสังหารองค์สังฆราชองค์ก่อน จนนำมาซึ่งหายนะครั้งใหญ่ ท้ายที่สุดสำนักเฮ่าเทียนอันเกรียงไกรก็จำต้องตัดขาดความสัมพันธ์กับอัจฉริยะของตน และจำใจต้องปิดผนึกสำนักเร้นกายหลบซ่อนเพื่อหนีการกวาดล้าง...
และสถานการณ์ของหยางเซียวในยามนี้ กลับวิกฤตและอันตรายยิ่งกว่าถังเฮ่าในอดีตหลายเท่านัก! เพราะเขาต้องรับมือกับขุมกำลังมหาอำนาจพร้อมกันหลายฝ่าย แม้หนิงเฟิงจื้อจะชื่นชมและเสียดายในตัวหยางเซียวเพียงใด แต่ในฐานะประมุขแห่งสำนัก เขาจำต้องปกป้องสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติไม่ให้ซ้ำรอยหายนะของสำนักเฮ่าเทียน
หนิงเฟิงจื้อถอนหายใจยาว ก่อนจะพยักหน้ายอมรับ
"เอาเถิด ในเมื่อเจ้าตัดสินใจเช่นนั้น เรื่องที่เจ้าไหว้วาน ข้าจะจัดการให้อย่างสุดความสามารถ... แต่ข้าขอภาวนาจากใจจริง ขอให้เจ้าเอาชีวิตรอดจากการไล่ล่าครั้งนี้ไปให้ได้"
"ขอบพระคุณท่านอาหนิง"
หยางเซียวตอบรับ ก่อนจะเริ่มแจกแจงแผนการ
"วันนี้ ข้ากับจู๋ชิงจะล่วงหน้าออกจากเมืองวิญญาณยุทธ์ไปก่อน ส่วนท่านอาหนิงกับผู้อาวุโสกระบี่ ได้โปรดพาสมาชิกคนอื่นๆ รั้งอยู่ที่นี่เพื่อหลบเลี่ยงพายุฝนสักระยะ รอจนกระทั่งเหตุการณ์ภายนอกสงบลง พวกท่านค่อยหาโอกาสเดินทางกลับเถิด"
หนิงเฟิงจื้อพยักหน้าเห็นด้วย แผนการของหยางเซียวสอดคล้องกับสิ่งที่เขาคิดไว้ เผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากทั้งสำนักวิญญาณยุทธ์และจักรวรรดิงซิงหลัว แม้จะมีเฉินซินอยู่เคียงข้าง หนิงเฟิงจื้อก็ไม่กล้ารับประกันความปลอดภัยของเหล่าทายาทรุ่นเยาว์แห่งเทียนโต่วเหล่านี้ได้เต็มร้อย บัดนี้สายตาทุกคู่ของขุมอำนาจต่างจับจ้องไปที่หยางเซียวเพียงผู้เดียว คงไม่มีใครแบ่งกำลังมาสนใจเหล่าหนุ่มสาวที่เพิ่งคว้าแชมป์การประลองเหล่านี้เป็นแน่
จากนั้น หยางเซียวจึงหันไปสั่งการสมาชิกทีมโรงเรียนราชวงศ์เทียนโต่วที่เหลือ (ยกเว้นจูจู๋ชิง)
"ช่วงสองสามวันนี้ พวกเจ้าจงติดตามอยู่ข้างกายท่านประมุขหนิง ส่วนข้ากับจู๋ชิงจะล่วงหน้าออกจากเมืองไปก่อน"
อันที่จริง สมาชิกทีมส่วนใหญ่ไม่ได้ล่วงรู้ถึงภยันตรายระดับคอขาดบาดตายที่หยางเซียวรอกำลังเผชิญอยู่ ภายในห้องนี้ ผู้ที่ล่วงรู้ความจริงอย่างถ่องแท้มีเพียงหยางเซียว หนิงเฟิงจื้อ เฉินซิน และจูจู๋ชิงเท่านั้น แม้แต่หนิงหรงหรงและตู๋กูเยี่ยนก็ยังรับรู้เพียงผิวเผิน
หนิงหรงหรงก้าวเข้ามาเกาะแขนหยางเซียวพลางเอ่ยถามด้วยเสียงออดอ้อน
"พี่เซียว... แล้วพวกเราจะไปพบท่านอีกครั้งได้ที่ใดหรือคะ?"
หยางเซียวมิได้ตอบคำถามนั้นตรงๆ เขากลับปรายตามองคนอื่นๆ ก่อนจะหันมาลูบศีรษะหนิงหรงหรงอย่างอ่อนโยน
"หรงหรง ช่วงเวลาต่อจากนี้ เจ้าต้องเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านอาหนิงให้มากๆ นะ รู้หรือไม่ว่าบิดาของเจ้ารักและทุ่มเทเพื่อเจ้ามากเพียงใด"
หนิงเฟิงจื้อเหลือบมองหยางเซียวสลับกับบุตรีของตน ภายในใจรู้สึกขมขื่นอย่างบอกไม่ถูก...บุตรีสุดที่รักที่เขาทะนุถนอมฟูมฟักประดุจไข่ในหินมาสิบกว่าปี เพียงแค่ถูกเจ้าเด็กนี่ล่อลวงไปไม่ถึงสองปี ก็เทใจให้มันไปจนหมดสิ้นเสียแล้ว!
"ข้าเข้าใจแล้วค่ะ พี่เซียว" หนิงหรงหรงรับคำอย่างว่าง่าย
"ข้าจะเชื่อฟังท่านพ่อให้มากๆ... แล้วสรุปว่า พวกเราจะได้เจอกันอีกเมื่อใดหรือคะ?"
หยางเซียวยิ้มละมุน
"วางใจเถิด เมื่อข้าสะสางปัญหาทุกอย่างเสร็จสิ้น ข้าจะเดินทางไปหาเจ้าที่สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติเอง"
"สัญญาแล้วนะคะ! ข้าจะรอพี่เซียวอยู่ที่สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัตินะ!"
เสียงสดใสของหนิงหรงหรงดังกังวาน ทว่าสายตาของหนิงเฟิงจื้อที่มองหยางเซียวในยามนี้กลับแปรเปลี่ยนไปราวกับกำลังมองหัวขโมยชั้นยอด หยางเซียวมิได้ใส่ใจสายตาอันทิ่มแทงนั้น เขาหันไปประสานมือให้หนิงเฟิงจื้อเป็นครั้งสุดท้าย
"เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวลา ท่านอาหนิง... ฝากทุกอย่างด้วยนะขอรับ"
กล่าวจบ หยางเซียวก็หมุนตัวเดินนำจูจู๋ชิงออกจากห้องไป หนิงเฟิงจื้อทอดสายตามองแผ่นหลังของคนทั้งสอง ริมฝีปากขยับราวกับอยากจะเอ่ยถ้อยคำบางอย่าง แต่ท้ายที่สุดเขาก็เลือกที่จะกลืนมันลงไป และปล่อยให้ทั้งสองเดินจากไปอย่างเงียบงัน
---
เมื่อก้าวพ้นประตูเมืองวิญญาณยุทธ์ หยางเซียวและจูจู๋ชิงก็มาหยุดยืนอยู่บนเส้นทางสายหลักที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
ชายหนุ่มหยุดฝีเท้า ทอดสายตามองผืนป่าและหุบเขาที่ซ่อนเร้นรังสีสังหารอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะหันไปถามหญิงสาวข้างกายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"จู๋ชิง... เจ้ากลัวหรือไม่?"
ใบหน้าที่งดงามประดุจน้ำแข็งของจูจู๋ชิงเงยขึ้นสบตาเขา นัยน์ตาสีดำขลับคู่นั้นทอประกายเด็ดเดี่ยวและไร้ซึ่งความหวั่นเกรงใดๆ
"ตราบใดที่มีท่านอยู่เคียงข้าง... ข้าก็ไม่กลัวสิ่งใด"